หนี้รักเทพบุตรร้าย

โดย: สลิลฉัตร



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 22 : คนเย็นชาที่เอาแต่ใจ 100%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป



ความงาม, โรงแรม, Tällbergsgårdens Hotell




สายลมจากท้องทะเลพัดผ่านมาเป็นระลอก กระทบเข้ากับม่านหน้าต่างที่ทำจากเปลือกหอยสลับกับเศษปะการังจนเกิดเสียงดังกรุ๊งกริ๊งๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้สมาธิในการทำงานของชายหนุ่มมาดขรึมลดลงเลยแม้แต่น้อย เพราะสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่กระดาษโน้ตเพลงที่เขียนเนื้อร้องควบคู่กับโน้ตของทำนอง ที่ภิยวัฒน์เพิ่งจะเรียบเรียงเสร็จเมื่อตอนสายๆ ที่ผ่านมานี้เอง ชายหนุ่มนั่งฟังเพื่อให้แน่ใจ ก่อนจะเตรียมส่งงานให้กับศิณธูร์เพื่อนชายเจ้าของงานเพลงดังกล่าว

            เมื่อมั่นใจในงานที่ตัวเองทำแล้ว ชายหนุ่มจึงจัดการส่งทำนองเพลงที่เพิ่งเรียบเรียงเสร็จให้กับเพื่อนชายทางอีเมล์ ก่อนจะโทรหานักแต่งเพลงหนุ่มเพื่อบอกรายละเอียดของงาน

            “นายทำอะไรอยู่ ฉันรอสายตั้งนาน” ภิยวัฒน์ถามเพื่อนทันทีที่อีกฝ่ายกดรับ

“ขอโทษทีหลับเพลินไปหน่อย” น้ำเสียงแหบของคนเพิ่งตื่นนอนพูดอย่างงัวเงีย

“ฉันส่งงานให้นายแล้วนะ ลองฟังดูแล้วกัน ถ้านายอยากให้ปรับตรงไหนก็บอก”

“เดี๋ยวฉันลองฟังดูก่อนแล้วจะบอกนายอีกที ขอบใจนายที่โทรมาบอก”

ภิยวัฒน์วางสายจากเพื่อนก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน สายตาเย็นชาจ้องมองร่างบางที่กำลังยืนรีดเสื้อผ้าของเขาอย่างขะมักเขม้น ชายหนุ่มเปลี่ยนความตั้งใจทันที จากที่คิดจะกลับขึ้นไปบนห้องส่วนตัวกลับเดินตรงดิ่งเข้ามาหาแม่บ้านสาวจำเป็น

“งานพวกนี้เธอส่งให้แม่บ้านของรีสอร์ททำก็ได้นะ” น้ำเสียงทุ้มของชายหนุ่มทำให้มีนารินทร์ถึงกับสะดุ้ง มือบางรีบถอดปลั๊กเตารีดไอน้ำก่อนจะรวบเสื้อผ้าที่รีดเสร็จแล้วเข้าไปเก็บไว้ในตู้อย่างเร็ว แล้วรีบเดินเลี่ยงไปยังห้องครัวโดยไม่ปริปากพูดกับชายหนุ่มสักคำ

แต่คนเย็นชาเอาแต่ใจอย่างภิยวัฒน์มีหรือจะยอมให้หญิงสาวทำนิ่งเงียบเฉยเมยกับเขาได้ ชายหนุ่มตามติดเธอเข้าไปในห้องครัวก่อนจะกระชากร่างบางให้ตามเขาออกไปที่ห้องรับแขกเพื่อคุยกันให้รู้เรื่อง เพราะตั้งแต่คืนที่ชายหนุ่มล่วงเกินเธอ มีนารินทร์ก็นิ่งเงียบไม่พูดไม่จากับเขาอีกเลย

“เธอจะเงียบกับฉันแบบนี้อีกนานแค่ไหน มีนารินทร์” ชายหนุ่มถามเสียงห้วน มือแกร่งบีบต้นแขนกลมกลึงจนหญิงสาวนิ่วหน้า

“จะ เจ็บ ปล่อยฉันนะ” เสียงหวานอุทานด้วยความเจ็บปวด

“ได้โปรดเถอะ อย่าทำเฉยเมยเย็นชาราวกับฉันไม่มีตัวตนในสายตาเธออีกเลยได้ไหม” ภิยวัฒน์ระงับความรู้สึกโกรธกรุ่นในใจ แล้วรั้งหญิงสาวเข้ามาสวมกอด

“แล้วคุณคิดว่าสิ่งที่คุณทำ ฉันควรจะยิ้มรับอย่างระรื่นหรือยังไงคะ” หญิงสาวถามกลับอย่างประชดประชัน พร้อมกับดิ้นรนให้หลุดพ้นจากอ้อมแขนแกร่งของคนเย็นชา

“ขอโทษ แต่ฉันพร้อมจะรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเรา” ภิยวัฒน์สบสายตาหวานฉ่ำที่เริ่มน้ำตาคลอของหญิงสาวแสนหวานที่แฝงความดื้อเงียบอยู่มิใช่น้อย

“ไม่จำเป็น ฉันถือว่าสิ่งที่เสียไปเป็นดอกเบี้ยให้กับคุณ” มีนารินทร์สะบัดเสียงใส่ร่างสูงอย่างไม่เกรงกลัว

“มันไม่ใช่ดอกเบี้ยหรืออะไรอย่างที่เธอคิด แต่มันเป็นความรักที่ฉันมีให้กับผู้หญิงแสนเสน่ห์อย่างเธอ มีนารินทร์”

หญิงสาวหันมองใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาอย่างเต็มไปด้วยคำถามมากมาย ภายในใจเฝ้าถามตัวเองว่าเธอควรจะยอมรับความรู้สึกตัวเองว่าเธอก็คิดไม่ต่างจากเขา หรือจะปฏิเสธเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดใจเมื่อวันที่เธอและเขาสิ้นสุดสัญญากัน

“มันไม่มีทางเป็นไปได้ ฉันว่าคุณคงสับสนระหว่างความใกล้ชิดกับความรักมากกว่านะคะคุณภิยวัฒน์” หญิงสาวสะบัดแขนจากการเกาะกุมของชายหนุ่มเย็นชาก่อนจะรีบวิ่งออกไปที่ระเบียงหน้าบ้าน ซึ่งเป็นจังหวะที่ผู้จัดการรีสอร์ทหนุ่มเดินตรงมาพอดี ทำให้ภิยวัฒน์ที่กำลังจะตามไปปรับความเข้าใจพลันต้องชะงักลงทันทีด้วยความรู้สึกขัดเคืองใจ

“จะไปไหนหรือครับคุณมีน” นพฤทธิ์ถามอย่างอารมณ์ดี เมื่อเห็นหญิงสาวที่เขาแอบชอบเดินมาทางเดียวกับเขา

“คือ” มีนารินทร์ปรายตามองร่างสูงของภิยวัฒน์ก่อนจะตัดสินใจคล้องแขนผู้จัดการหนุ่ม และรีบเดินเลี่ยงไปยังชายหาดอย่างเร็ว

“มีอะไรหรือเปล่าครับคุณมีน อยู่ๆ ก็ดึงผมเดินเลี่ยงมาอีกทางแบบนี้” นพฤทธิ์ถามอย่างไม่เข้าใจ

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ มีนแค่อยากออกมาเดินเล่น แต่คุณภิยวัฒน์เธอห้ามไว้ พอดีคุณนพเดินผ่านมาพอดี มีนก็เลย” ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะพูดจบ ผู้จัดการหนุ่มก็แทรกขึ้นมาฉับพลัน

“ผมพอเข้าใจแล้ว นายพีก็เหลือเกินจะใช้อะไรคุณมีนหนักหนา พนักงานทำงานก็ต้องมีเวลาพักกันบ้าง”

มีนารินทร์ยิ้มเจื่อนๆ ให้กับร่างสูงที่ยืนข้างกาย ในใจนึกขอโทษนพฤทธิ์อยู่ในใจที่โกหกชายหนุ่มไป ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่อย่างนั้นเลยสักนิด

“จะเป็นอะไรไหมคะ ถ้ามีนจะขอเดินเล่นคนเดียวสักพักค่ะ”

สายตาร้องขอของหญิงสาวทำเอาผู้จัดการหนุ่มยอมแพ้ ทั้งที่ในใจกำลังลิงโลดที่ได้มีโอกาสเดินเล่นกับผู้หญิงที่ตัวเองสนใจ ร่างสูงหันกลับมายังทางเดิมตามทิ้งให้ร่างบางที่ยืนมองเหม่อท้องทะเลอย่างไร้จุดหมาย

ตรื๊ด ตรื๊ด ตรื๊ด

เสียงโทรศัพท์บ้านโชติหัตถกิจดังขึ้นเป็นระยะ จนคุณมณีมาศที่กำลังสวดมนต์อยู่ในห้องพระจำต้องลุกขึ้นก้าวออกจากห้องเพื่อมารับสายอย่างเร็ว ด้วยคิดว่าจะเป็นสายของมีนารินทร์บุญสาวบุญธรรมที่เธอเฝ้าคิดถึง ตั้งแต่หญิงสาวจำต้องไปทำงานเพื่อการันตีเงินที่สามีเธอไปกู้ยืมมา

“สวัสดีค่ะบ้านโชติหัตถกิจ จะพูดสายกับใครหรือคะ” คุณมณีมาศเอ่ยทักทายปลายสายที่โทรมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“ผมโทรจากสถานีตำรวจ ขอสายคุณศาสตร์ครับ”

คุณมณีมาศถึงกับมือไม้สั่นเมื่อได้รู้ว่าปลายสายคือตำรวจ และที่สำคัญต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับครอบครัวของเธอแน่เพราะไม่งั้นคงไม่ขอสายสามีของเธอ

 “คุณศาสตร์ออกไปธุระข้างนอก มีอะไรฝากเรื่องไว้ที่ดิฉันได้ไหมคะ ดิฉันเป็นภรรยาคุณศาสตร์” ต้นสายพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด

“พอดีทางเราพบผู้ต้องสงสัยที่ยักยอกทรัพย์ตามที่คุณศาสตร์ได้แจ้งความไว้ เลยจะรบกวนให้มาดูตัวน่ะครับ”

“ดิฉันจะรีบบอกและให้สามีโทรกลับไปที่สถานีตำรวจนะคะ” คุณมณีมาศวางสายอย่างโล่งอก เมื่อรู้ว่าไม่ได้มีเรื่องร้ายอะไรเกิดขึ้นกับครอบครัวอีก มือเหี่ยวย่นตามวัยชราค่อยๆ กดเบอร์สามีเพื่อบอกเรื่องที่ทางตำรวจโทรมาและหวังว่าทุกอย่างจะคลี่คลายไปด้วยดี จะได้รับบุญสาวบุญธรรมกลับมาบ้านสักที

 

หลังจากรับสายจากภรรยาแล้ว หัวหน้าครอบครัวผู้เคยผิดพลาดอย่างคุณศาสตร์ก็รีบออกจากร้านเพื่อตรงดิ่งไปที่สถานีตำรวจตามที่ภรรยาบอก เมื่อไปถึงคุณศาสตร์ก็ต้องตกใจเมื่อผู้ต้องสงสัยที่ตำรวจจับกุมได้นั้นก็คืออดีตผู้จัดการร้านอัญมณีที่คุณศาสตร์เป็นเจ้าของนั่นเอง

“มานพ ทำไมนายต้องทำอย่างนั้นกับฉันด้วย นายมีอะไรไม่พอใจทำไมไม่พูดกับฉันตรงๆ” โจทย์อย่างคุณศาสตร์เอ่ยถามจำเลยอดีตคนเก่าแก่ที่ไว้ใจมานาน

“เพราะคุณมันเอาเปรียบลูกน้องที่ทำงานกับคุณมานานนับสิบปีอย่างผม” นายมานพพูดอย่างไม่สำนึกผิด

 “นายคิดอย่างนี้กับฉันมาตลอดเลยหรือมานพ ฉันเสียดายเวลาที่เคยเอ็นดูนายเหมือนลูกเหมือนหลาน ลองคิดทบทวนดูดีๆ ว่าตลอดเวลาสิบกว่าปีที่ทำงานกันมามีบ้างไหมที่ฉันเอาเปรียบ นายลองคิดดูให้ดีว่าความไว้วางใจที่คนแก่ๆ อย่างฉันมีให้กับนายทั้งที่ไม่ใช่ลูกหลาน” คำพูดมีเหตุผลของอดีตนายจ้างทำให้นายมานพดูอ่อนลง แต่ก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาทั้งที่มีหลักฐานจากแหวนและเครื่องเพชรอีกหลายรายการ ที่ทางตำรวจสืบหาได้จากร้านเพชรที่นายมานพนำไปเสนอขาย

“ฉันอยากจะให้อภัยคนที่เลี้ยงไม่เชื่องอย่างนายนะ แต่สิ่งที่นายทำมันมากเกินไปที่ฉันจะยกโทษให้ได้” คุณศาสตร์พูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกจากห้องสืบสวน

“ตกลงคุณศาสตร์จะให้ทางเราดำเนินคดีไปตามกระบวนการของกฎหมายเลยใช่ไหมครับ” สารวัตรเจ้าของคดีถามคุณศาสตร์ หลังจากพูดคุยกับผู้ต้องสงสัยที่กลายเป็นผู้ต้องหาไปแล้ว

“ครับ ให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายก็แล้วกันครับ ยังไงผมขอบคุณสารวัตรที่ช่วยติดตามสืบจนได้ตัวมานพ” คุณศาสตร์ยกมือไหว้อย่างตื้นตันใจกับการทำงานของตำรวจ สารวัตรหนุ่มรีบรับไหว้ผู้สูงวัยกว่าทันควัน  

“อย่าไหว้ผมเลยครับ สำหรับเรื่องคดีมันเป็นหน้าที่ของตำรวจอย่างผมอยู่แล้วครับ” นายตำรวจหนุ่มพูดอย่างนอบน้อม

“งั้นผมรบกวนสารวัตรเท่านี้นะครับ” คุณศาสตร์เอ่ยลาสารวัตรหนุ่ม ก่อนจะเดินมายังรถของตนแล้วขับออกไปด้วยความหวังที่จะให้มีนารินทร์บุตรสาวบุญธรรมกลับบ้านได้เร็วขึ้น

 

เย็นย่ำก่อนแสงตะวันจะลาลับขอบฟ้า สาวมั่นก้าวออกจากห้องส่วนตัวเพื่อหาของอร่อยๆ ใส่ท้อง เพราะตั้งแต่มาเธอยังไม่ได้ทานอะไร เมยาวีเดินมายังห้องอาหารของรีสอร์ท เลือกที่นั่งก่อนจะสั่งอาหารง่ายมาทานรองท้องเพื่อบรรเทาอาการหิวที่โจมตีอย่างแรง ไม่ถึงสิบห้านาทีอาหารที่เธอสั่งก็ทยอยมาเสิร์ฟบนโต๊ะที่เธอนั่ง

“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวขอบคุณบริกรที่นำอาหารมาเสิร์ฟให้เธอ เขาไม่พูดเพียงแต่ยิ้มให้เธอ

สิบนาทีถัดมาในขณะที่เมยาวีกำลังเอร็ดอร่อยกับอาหารตรงหน้า บริกรเดินกลับมาที่โต๊ะเธออีกครั้งพร้อมกับอาหารอีกสามสี่อย่าง ไม่ว่าจะเป็นสเต็กปลาแซลมอน ซุปไก่ข้นหรือสลัดซีฟู้ด ซึ่งหญิงสาวมั่นใจว่าไม่ได้เป็นคนสั่งอาหารเหล่านี้แน่นอน

“เสิร์ฟผิดโต๊ะหรือเปล่าคะ ดิฉันไม่ได้สั่งนะคะ” สาวมั่นบอกอย่างงงๆ แต่ดูเหมือนพนักงานเสิร์ฟจะไม่ได้ฟังเธอเลย ยังคงวางอาหารจานโตลงบนโต๊ะก่อนจะยิ้มให้หญิงสาวแล้วเดินกลับไปทางเดิม สาวมั่นมองตามบริกรหนุ่มอย่างงุนงง แต่เมื่อเห็นร่างสูงคุ้นตาในชุดลำลองสีเรียบยี่ห้อหรูที่กำลังเดินมา เมยาวีก็พอจะเดาออกว่าอาหารมากมายบนโต๊ะนั้นเป็นฝีมือของชายหนุ่มจอมเจ้าเล่ห์ ร่างสูงทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามสาวมั่นที่ขึงตาใส่อย่างเข่นเขี้ยว

“ใครเชิญให้คุณร่วมโต๊ะด้วยมิทราบ” เมยาวีเปิดศึกน้ำลายกับชายหนุ่มอย่างไม่หวั่นเกรงต่อสายตาเจ้าเล่ห์ที่จ้องมองเธอตาไม่กะพริบ ราวกับสิ่งของต้องตาต้องใจก็ไม่ปาน

“คนเป็นสามีภรรยากันเขาไม่ต้องเอ่ยปาก แค่มองตามันก็รู้ใจกันแล้ว จริงไหมที่รัก” อนาคินสนุกเหลือแสนกับการยั่วเย้าอารมณ์โกรธหญิงสาวตรงหน้า ยิ่งหญิงสาวตอบโต้กลับมากเท่าใด ความรู้สึกสุขใจก็พลันบังเกิดขึ้นทุกครั้งไป

“คุณพูดอะไรฉันไม่เข้าใจ ใครเป็นสามีใครภรรยาใครไม่ทราบ” สาวมั่นถามปากคอสั่น ไม่เป็นอันสนใจอาหารตรงหน้าเลยสักนิด

“คุณนี่ลืมง่ายจริงๆ เลย สงสัยคืนนี้คงต้องผมต้องไปย้ำสถานะกับคุณอีกสักรอบเผื่อคุณจะจำได้” รอยยิ้มกรุ้มกริ่มปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลา มือแกร่งจับคางมนอย่างนึกหมั่นเขี้ยว หญิงสาวโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ปัดมือชายหนุ่มจอมเจ้าเล่ห์ออก ก่อนจะหันไปหยิบขนมปังฝรั่งเศสที่เป็นเครื่องเคียงทานคู่กับซุปข้นไก่ยัดใส่ปากชายหนุ่ม จากนั้นก็ลุกขึ้นจากโต๊ะ ทั้งที่หญิงสาวยังทานอาหารพร่องไปไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ

“อื๊ย ยัยตัวแสบ ฉันต้องคิดบัญชีกับเธอแน่” อนาคินตะโกนไล่หลัง แล้วรีบสาวเท้าตามสาวมั่นที่รีบจ้ำอ้าวกลับห้องพักอย่างเร็ว

เมยาวีหันหลังเหลือบไปด้านหลังเห็นร่างสูงของคนเจ้าเล่ห์ที่กำลังเดินตามเธอมาด้วยสีหน้าท่าทีเอาเรื่อง และเหมือนโชคจะเข้าข้างเธอ เพราะระหว่างที่หญิงสาวกำลังมาถึงหน้าล็อบบี้ประชาสัมพันธ์ก็พบกับหัวหน้างานและตากล้องของสำนักพิมพ์ซึ่งนั่งรอเธออยู่พักใหญ่

“แกไปไหนมาไอ้เม พวกฉันรอแกตั้งนาน” หัวหน้างานร่างท้วมเอ่ยทักหญิงสาวทันทีที่ก้าวเข้ามา เมยาวีเห็นเป็นจังหวะดีที่จะหลีกหนีจากชายหนุ่มที่ตามหลังเธอมาอย่างต้องการเอาเรื่อง หญิงสาวยิ้มมุมปากก่อนจะรีบเข้าไปรวมกับหัวหน้างานของเธออย่างเร็ว

“เมออกไปหาอะไรกิน พี่เกมมาก็ดีเลยเมว่าจะคุยเรื่องงานอยู่พอดี” หญิงสาวเฉไฉเอาเรื่องงานมาอ้างเพื่อที่จะกันไม่ให้อนาคินเข้าใกล้เธอได้อีก

“ฉันจะคุยกับแกเรื่องนี้อยู่พอดี ไหนๆ คุณอนาคินเจ้าของที่นี่ก็เดินมาพอดีจะได้นัดวันสัมภาษณ์เลย”

เมยาวีหันไปมองชายหนุ่มเจ้าแผนการพร้อมกับขึงตาดุๆ ใส่ แต่ดูชายหนุ่มจะไม่รู้สึกเกรงกลัวหญิงสาวเลยสักนิด ตรงกันข้าม อนาคินกลับขบขันกับท่าทางของสาวมั่นเสียมากกว่า

“พี่เกมคุยแล้วกัน เมนึกขึ้นมาได้ว่ามีธุระ อีกอย่างเมเหม็นหน้าคนแถวนี้” สาวมั่นหาพยายามหาทางเลี่ยงที่จะต้องพูดคุยกับชายหนุ่ม

“คุณเมกลัวผมหรือครับถึงได้ไม่อยากแม้จะพูดคุยกัน” อนาคินแกล้งยั่วสาวมั่นผู้ไม่ยอมใครอย่างรู้จุดอ่อน

 “ใครกลัวคุณพูดให้ดีๆ นะ” หญิงสาวแหวใส่ทันตา สะบัดร่างเดินกลับไปยังห้องพักอย่างไม่สนใจเสียงเรียกของหัวหน้างานเธอ

“ไอ้นี่มันชักเอาใหญ่ ตกลงใครเป็นลูกพี่ใครเป็นลูกน้องกันล่ะนี่” หัวหน้างานร่างท้วมเกาศีรษะแกรกๆ พลางมองร่างบางที่เดินลิ่วๆ ไปยังห้องพักของตัวเอง

 

ลมทะเลพัดโชยเอื่อย ทำให้ผมยาวสยายพลิ้วปะทะผิวหน้าอ่อนใสของหญิงสาวที่ยืนมองท้องทะเลเวิ้งว้างสีฟ้าใส มีนารินทร์ถอยหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะตัดสินใจกลับไปยังบ้านพัก ร่างบางหันหลังกลับไปยังทางเดินแต่เธอก็ต้องชะงักเท้า เมื่อพบร่างสูงสีหน้านิ่งขรึมของภิยวัฒน์ หญิงสาวเดินเลี่ยงเบี่ยงไปอีกทาง แต่ก็ไม่พ้นคนเย็นชาเอาแต่ใจที่รั้งร่างบางเข้ามาในอ้อมกอด

“ปล่อยค่ะ ฉันจะรีบไปทำมื้อกลางวันให้คุณนะคะ” หญิงสาวดันไหล่กว้าง เอี้ยวหน้าหลบจมูกโด่งคมที่ฉกวูบลงบนแก้มใสของร่างบางในอ้อมกอด

“คุยกันก่อนได้ไหม” ชายหนุ่มคลายอ้อมกอดเพื่อสบตาคู่สวยที่ฉายชัดถึงความประหม่า

“ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับคุณ ปล่อยเถอะค่ะ” มีนารินทร์ดิ้นรนพร้อมกับผลักร่างแกร่งให้ออกห่าง แต่วงแขนแข็งแกร่งของชายหนุ่มกับโอบรัดแน่นขึ้นจนเธอแทบหายใจไม่ออก

“ฟังฉันนะมีนารินทร์ เธอจะคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเรามันจะเป็นเพียงแค่ความชิดใกล้ที่อยู่ด้วยกัน หรือจะเป็นแค่เพียงดอกเบี้ยเสน่หาหรืออะไรก็ตาม แต่สิ่งเดียวที่ฉันอยากบอกเธอตอนนี้คือ ฉันรักเธอ” น้ำเสียงทุ้มอบอุ่นดังอยู่ใกล้ๆ ชิดกกหูเนียนสะอาดของร่างบางในอ้อมกอดที่เริ่มแดงซ่านเพราะความใกล้ชิดถึงเนื้อถึงตัว

“รัก คำนี้มันเร็วเกินไปไหมคะสำหรับเวลาของเราสองคน” มีนารินทร์พยายามไม่รับฟังเสียงเรียกร้องของหัวใจตนเอง ทั้งที่จริงๆ แล้วก็รู้สึกไม่ต่างจากภิยวัฒน์

“ความรักมันไม่มีกำหนดเวลา ไม่มีกฎเกณฑ์ใดเธอเข้าใจไหม” คนเย็นชาเปิดเผยความรู้สึกภายในที่ล้นอก ภายในใจหวังให้หญิงสาวในอ้อมกอดยอมรับความรู้สึกตัวเองและเผยความในใจเฉกเช่นเดียวกับเขา

มีนารินทร์รู้สึกขัดแย้งในใจยิ่งนัก ใจหนึ่งเธอรู้สึกอบอุ่นที่ได้อยู่กับเขา แต่อีกใจเธอก็ไม่อยากได้ชื่อว่าหนูตกถังข่าวสารหวังจับทายาทมหาเศรษฐีอย่างชายหนุ่ม

“นั่นมันทฤษฎีของคุณแต่ไม่ใช่ฉัน ทีนี้คุณคงปล่อยดิฉันไปทำหน้าที่แม่บ้านได้แล้วใช่ไหมคะ” หญิงสาวกลั้นใจโพล่งออกไป ทั้งที่เจ็บลึกในใจที่ต้องหักห้ามความรู้สึกที่มีต่อชายหนุ่มด้วยคำว่าศักดิ์ศรี แค่เรื่องที่เกิดขึ้นเธอก็ดูไร้ค่าเกินพอ ถ้าให้เธอต้องถูกตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงฉวยโอกาสหวังรวยทางลัดหรือหนูตกถังข้าวสารเธอคงไม่เหลือศักดิ์ศรีของความเป็นคนอีก

ภิยวัฒน์คลายอ้อมกอดเพื่อปล่อยหญิงสาวแต่โดยดี ดวงตาเย็นชาหรี่มองร่างบางที่รีบวิ่งไปยังบ้านพักทันทีที่เป็นอิสระ

ฉันไม่มีทางยอมแพ้หัวใจและความรู้สึกของตัวเองเหมือนอย่างเธอแน่ มีนารินทร์ชายหนุ่มเย็นชาหมายมั่นจะเอาชนะกำแพงที่มีนารินทร์ก่อขึ้นปิดกั้นความรู้สึกที่ฉายเด่นในแววตา และปฏิกิริยายามที่เธออยู่ชิดใกล้เขานั้น ฟ้องได้อย่างชัดเจนว่าหญิงสาวมีใจให้เขาเช่นกัน

มีนารินทร์กลับมาบ้านพัก ก่อนจะรีบตรงดิ่งไปยังโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กของเธอที่ส่งเสียงสัญญาณเรียกเข้าดังเป็นระยะ มือบางกดรับสายโดยไม่มองหมายเลขที่โทรเข้า

“สวัสดีค่ะ”

“เป็นอย่างไรบ้าง ยัยมีน”

หญิงสาวถึงกับดีใจเมื่อรู้ว่าสายที่โทรมาคือมารดาบุญธรรมของเธอที่ไม่ได้เจอกัน ตั้งแต่หญิงสาวมาทำงานในช่วงที่ให้บิดาเธอหาเงินมาคืนเจ้าหนี้รายใหญ่อย่างคุณภาวัฒน์ บิดาคนเย็นชานั่นเอง

“สบายดีค่ะแม่ หนูขอโทษที่ไม่ได้โทรไปหาเลยนะคะ”

รอยยิ้มอย่างดีใจปรากฏบนใบหน้าเนียนใส จนคนลอบมองอย่างภิยวัฒน์ถึงกับอดสงสัยไม่ได้ว่าหญิงสาวกำลังคุยกับใครกัน ถึงได้มีสีหน้าเปี่ยมสุขอย่างที่เขาก็ยังไม่เคยเห็น ไหนจะรอยยิ้มแสนหวานตรึงใจอีก

“ไม่เป็นไรลูก ที่แม่โทรมาวันนี้ก็จะบอกหนูว่าตอนนี้ตำรวจได้คนยักยอกทรัพย์แล้ว และก็มีคนมาติดต่อขอซื้อกิจการร้านเพชรของเรา” หญิงสาวรู้สึกดีใจไม่ต่างจากปลายสายที่โทรมาหาเธอนัก แต่อีกใจนั้นกลับรู้สึกใจหายอยู่ไม่น้อยที่เธอกับชายหนุ่มใกล้ถึงวันที่ต้องจากกัน

ในขณะที่มีนารินทร์ยังคงสนทนากับปลายสายอย่างต่อเนื่อง ชายหนุ่มเย็นชาก็ก้าวเข้ามาพอดีทำให้หญิงสาวรีบตัดบทอย่างเร็ว

“แค่นี้ก่อนนะคะ” มือบางกดวางสายแล้วรีบเดินตรงไปยังห้องครัวเพื่อเลี่ยงการเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม แต่ร่างบางก็ต้องหยุดชะงักกลางคันเมื่อคำพูดประกาศิตของคนเย็นชาเอ่ยถามขึ้น

“คงคุยกับคนรักสินะ ถึงได้ทำสีหน้าเปี่ยมสุขขนาดนั้น” น้ำเสียงเย็นชาประชดอย่างมีอารมณ์ของชายหนุ่ม ทำให้มีนารินทร์ประชดกลับด้วยอารมณ์ไม่ต่างกัน

 “ใช่ค่ะ ฉันคุยกับที่ฉันรักอย่างสุดหัวใจ รู้อย่างนี้แล้วก็เลิกวุ่นวายกับฉันเสียที”

สิ้นคำพูดของหญิงสาว ความอดทนของหัวใจภิยวัฒน์ก็พลันหมดลงไปด้วย ชายหนุ่มคว้าโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กจากหญิงสาวดื้อเงียบอย่างถือสิทธิ์ แม้ว่ามีนารินทร์จะพยายามยื้อแย่งคืนแต่ก็ไม่สามารถทำได้อย่างที่หวัง ภิยวัฒน์ขว้างอุปกรณ์สื่อสารที่เพิ่งแย่งมาลงบนพื้นเต็มแรงจนแตกกระจายไม่เหลือชิ้นดี

“คนใจร้าย” ร่างบางปรี่เข้าไปเก็บชิ้นส่วนอุปกรณ์สื่อสารที่กระจัดกระจายอย่างเร็ว

“เพราะเธอ ฉันเลยเป็นแบบนี้” สายตาคมหรี่มองร่างบางที่นั่งเก็บชิ้นส่วนที่แตกกระจายของโทรศัพท์มือถือคู่กายที่เธอใช้มาหลายปี มีนารินทร์จ้องมองคนเย็นชาอย่างเจ็บแค้น ความหวาดกลัวในใจไม่หลงเหลืออีกแล้ว หญิงสาวกำชิ้นส่วนโทรศัพท์ส่วนตัวอย่างพยายามข่มอารมณ์ แต่มันช่างยากเกินสำหรับเธอในตอนนี้

“คนเห็นแก่ตัว” มือบางขว้างสิ่งที่อยู่ในมือใส่แผ่นหลังกว้างเต็มแรง ตามด้วยถาโถมกำปั้นเล็กๆ เข้าประทุษร้ายร่างแกร่งอย่างไม่ยั้ง ภิยวัฒน์หันกลับมายึดข้อมือบางที่ทำร้ายเขา ก่อนจะดึงเข้าหาตัวให้แนบชิดอกแกร่งพร้อมกับแนบริมฝีปากอุ่นร้อนลงบนเรียวปากสีสวยของคนดื้อเงียบอย่างลงทัณฑ์ที่กล้าทำร้ายเขา โดยเฉพาะกล้าทำร้ายหัวใจของเขาจนย่อยยับไม่เหลือชิ้นดี ลิ้นร้ายสำรวจภายในอุ้งปากแสนหวานที่เขายังติดใจทุกครั้งที่ได้ลิ้มชิมรสหวานจากเรียวปากอิ่ม

“อื้อ อื๊ย” ร่างบางดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากการลงทัณฑ์ของชายหนุ่ม ร่างแกร่งดันร่างบางเข้าหาผนังห้องจนหญิงสาวรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณแผ่นหลังยามที่ชายหนุ่มแนบชิดเบียดกายเข้าโรมรัน ภิยวัฒน์แนบกายแกร่งเพื่อบดเบียดกับความอวบอิ่มอย่างจงใจ

“ฉันขอสั่งห้ามให้เธอเลิกกับกับเขาซะ เพราะยังไงฉันไม่มีทางปล่อยเธอคืนให้เขาอย่างเด็ดขาด” ชายหนุ่มสั่งเฉียบขาดอย่างถือสิทธิ์ในตัวหญิงสาวหลังจากลงโทษเธอจนสาสมใจ

“ไม่มีทาง ไม่ว่ายังไงฉันก็ไม่มีทางทำอย่างที่คุณพูด ตราบใดที่คุณยังคิดรังแกฉันแบบนี้” มีนารินทร์แหวใส่ทั้งน้ำตา ความอัดอั้นเสียใจที่ถูกเอาเปรียบอยู่ร่ำไป

“เธอไม่มีทางปฏิเสธฉัน ตราบใดที่เธอยังอยู่ในฐานะลูกหนี้การันตี” ชายหนุ่มพูดตามแรงอารมณ์หึงหวง

“คุณมันใจร้าย ใจร้ายที่สุด” ใบหน้าหวานที่เต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความคับแค้นใจไหลอาบแก้ม จนชายหนุ่มรู้สึกผิดลึกๆ ในใจ แต่ความหึงหวงที่เห็นใบหน้าอิ่มสุขของหญิงสาวยามคุยกับคนรักมันช่างเหมือนมีดกรีดลงกลางใจให้เขารู้สึกเจ็บลึกยิ่งนัก

“เธอจะว่าฉันใจร้ายอย่างนั้นก็ได้นะมีนารินทร์ แต่จงจำไว้ว่าฉันเคยให้โอกาสเธอเลือกแล้ว แต่เธอก็เลือกที่จะปฏิเสธ ฉะนั้นฉันก็จะใช้ความเป็นเจ้าหนี้และความเป็นสามีทางพฤตินัยบังคับเธอ” มือหนาที่กดรั้งข้อมือบางยอมผละปล่อยให้หญิงสาวเป็นอิสระ ก่อนที่ชายหนุ่มเย็นชาเอาแต่ใจจะก้าวออกจากบ้านไปโดยไม่คิดจะหันมามองร่างบางที่ทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรงด้วยความรู้สึกเจ็บร้าวในใจ หญิงสาวร่ำไห้อย่างสุดกลั้นด้วยความรู้สึกเสียใจที่ตกเป็นรองชายหนุ่มอยู่เรื่อยไป


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่สนับสนุนผลงานนะคะ นักอ่านคือแรงใจของนักเขียน"

สลิลฉัตร


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha