หนี้รักมาเฟีย

โดย: Anya.



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : หนี้ก้อนโต


ตอนต่อไป

ตอนที่ 1

หนี้ก้อนโต

 

ท่ามกลางผู้คนมากมาย หลายอาชีพ ต่างคนก็กำลังหาทางกลับบ้านให้เร็วที่สุด เพราะนี่คือเย็นวันศุกร์ช่วงต้นเดือน ที่ท้องฟ้ากำลังมืดครึ้ม ไร้ซึ่งความสดใสและมีฝนตกลงมาอย่างหนัก จนน้ำขังรอการระบายนั้นสูงเกินขอบทางเท้าขึ้นมาเล็กน้อย ต่างคนต่างยืนหลบฝนอยู่ใต้สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต ซึ่งเป็นปลายทางของการคมมาคมที่สะดวกและรถเร็วที่สุดใจกลางมหานครที่มีชื่อว่ากรุงเทพ คอยาวๆ ต่างชะเง้อมองรถสาธารณะที่ตัวเองต้องเดินทางต่อ ทั้งรถตู้ รถเมล์ รถแท็กซี่ หรือมอเตอร์ไซต์รับจ้าง ที่อาศัยช่วงเวลาเร่งรีบเพิ่มค่าจ้างให้กับตัวเอง ใบหน้าอันแสนเบื่อหน่ายกับบรรยากาศนั้นเหมือนจะอยู่บนใบหน้าของทุกคน รวมถึงเพื่อนรักสองคนนี้ด้วย

“กะทิ! ฉันไม่ถูกลอตเตอรี่อีกแล้ว สลากกินแบ่งรัฐบาลสมชื่อ เพราะรัฐบาลไม่เคยแบ่งเงินให้ฉันเลยเนี่ย”

“ก็เรื่องปกติของแกหรือเปล่าวะจิ๊บ” กะทิ หรือชื่อเต็มๆ ของเธอคือกณิศา ตอบกลับเพื่อนสนิทที่คบหากันมาตั้งแต่จำความได้อย่าง จิ๊บ หรือ จิดาภา สองสาวมีอายุยี่สิบสี่ปี เรียนโรงเรียนเดียวกัน ตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาล จนกระทั่งจบมัธยมปลาย กณิศาและจิดาภา มีความชื่นชอบอะไรที่คล้ายๆ กันอยู่หลายอย่าง จนคนบ้านใกล้เรือนเคียง ต่างขนานนามว่าทั้งคู่เป็นแฝดคนละฝา และเท่านั้นยังไม่พอ ทั้งคู่ยังเรียนระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน คณะเดียวกัน สาขาเดียวกัน นั่นก็คือสาขาบัญชี ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อถึงวัยทำงาน ทั้งคู่ก็ได้ทำงานที่เดียวกันมาเป็นเวลากว่าสองปี และคงจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ

“เฮ้อ... ถึงความเป็นไปได้ที่จะถูกมันมีน้อย น้อยมากๆ แต่ฉันก็มีความหวังเว้ย แล้วของแกถูกป่ะ” จิดาภาหันมาถามเพื่อนรัก เพราะอาทิตย์ที่แล้ว เธอขยั้นขยอให้กณิศา ผู้ที่ไม่เคยใส่ใจกับความฝันลมแล้งๆ ลองเสี่ยงโชคดูบ้าง

“อยู่ในห้องนอนอ่ะ เดี๋ยวค่อยกลับไปดู” กณิศาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันอยู่ตรงส่วนไหนของห้อง จำเลขท้ายสองตัวก็ไม่ได้

“กลับไปตรวจแล้วบอกด้วยนะยะ ฉันเห็นมานักต่อนักแล้ว คนที่ไม่คิดว่าตัวเองจะถูกหวยเนี่ย ดวงดีกว่าคนที่ซื้อทุกงวดอีก”

“ไปเถอะ รถมาแล้ว” กณิศาไม่มีอารมณ์จะคิดเรื่องโชคอะไรทั้งนั้น ตอนนี้เธออยากกลับบ้าน อยากอาบน้ำ แล้วทิ้งตัวลงบนเตียงนอนนุ่มๆ ของตัวเองสักที

 

 

 

“พ่อสวัสดีค่ะ แม่สวัสดีค่ะ” สี่สิบนาทีต่อมา กณิศาก็พาร่างอันเปียกปอนของตัวเองมาถึงบ้านในที่สุด

“อ้าว! พี่ปั้น พี่จำทางกลับบ้านได้ด้วยเหรอ” เธอทักทายพี่ชายอันที่รักและที่ชัง เหมือนเขาไม่มีตัวตน

“ทำไมทำหน้าเครียดกันแบบนี้คะ” เธอใจคอไม่ดียังไงก็ไม่รู้ ปกติครอบครัวเธอเป็นครอบครัวที่อบอุ่น ทุกคนมีเสียงหัวเราะให้กันเสมอ แต่วันนี้มันผิดปกติ

“ถามพี่ชายแกสิ” ผู้เป็นแม่หันไปมองหน้าลูกชายด้วยความเหนื่อยใจ

“ไปสร้างเรื่องปวดหัวอะไรให้พ่อกับแม่อีกพี่ปั้น พอมีเรื่องเดือนร้อนก็กลับบ้าน ตอนอยู่ดีมีสุข ไม่เห็นจะโผล่หน้ามา” กณิศาต่อว่าพี่ชายอย่าง ข้าวปั้น หรือ ปวริศ อย่างเหลืออด เขาเป็นพี่ชายที่ค่อนข้างแย่ในสายตาเธอ กว่าจะเรียนจบก็แปดปี จบมาก็ทำงานที่ไหนได้ไม่เคยนาน ผู้ชายอายุสามสิบคนอื่นๆ ที่เธอเคยเจอ ไม่มีใครเหลวไหลเท่าเขาเลยสักคน

“แกอย่าพูดมากได้ไหม ถ้าแกช่วยอะไรฉันไม่ได้”

“แล้วมันเรื่องอะไร กะทิอาจจะช่วยพี่ปั้นได้ก็ได้”

“งั้นแกมีเงินสามล้านไหม ถ้าแกมี นั่นแปลว่าแกช่วยฉันได้”

“สามล้าน!

“ใช่! แกมีให้ฉันยืมไหม” ปวริศมองหน้าน้องสาวอย่างเซ็งๆ ทำไมทุกคนต้องทับถมเขาให้จมดินลึกเข้าไปทุกทีๆ

“พี่ปั้นไปทำอะไรมา!

“บอกน้องมันไปเถอะ” คนเป็นพ่อหมดคำจะต่อว่าลูกชาย จริงอยู่ที่ฐานะทางบ้านไม่ได้ขัดสน แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยมากพอที่จะมีเงินสามล้านมากองตรงหน้าในเวลานี้

“บอกกะทิมาพี่ปั้น” กณิศาเครียดตามทุกคนแล้วจริงๆ ให้ตายเถอะ เธอไม่ชอบความรู้สึกตัวเองตอนนี้เลย ความรู้สึกที่เขาเป็นพี่ชายของเธอ ยังไงก็ตัดกันไม่ขาดอยู่ดี

“ฉันกับเพื่อนแอบทำสัญญาโอนรถของบริษัทมาเป็นของตัวเอง”

“พี่ปั้น!” กณิศาแทบเป็นลม ถ้ามันเป็นรถจักรยานเธอจะไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็มให้เขาเอาไปใช้ชดใช้ซะตอนนี้ แต่เขาเป็นเซลล์ขายรถสปอร์ตนำเข้าสุดหรูน่ะสิ

“เจ้าของโชว์รูมเค้าจับได้ แต่เค้าจะไม่เอาพี่กับเพื่อนเข้าคุก ถ้าหาเงินมาคืนได้”

“พี่ขายรถนั้นไปแล้วเหรอ”

“อื้ม...”

“พี่ขายให้ใคร”

“แกจะรู้ไปทำไมวะกะทิ แกจะไปซื้อมาคืนเหรอ ที่ฉันต้องการตอนนี้คือเงินสดสามล้านบาท ฉันต้องหาเงินไปชดใช้ในส่วนของฉัน”

“รถราคาเท่าไหร่”

“สิบสองล้าน”

“แล้วเพื่อนพี่อีกสามคน เค้าหาเงินได้หรือยัง”

“ยัง... เจ้าของเค้าให้โอกาสสามวัน ไม่งั้นจะส่งพี่เข้าคุก”

“พรุ่งนี้พ่อกับแม่จะเอาบ้านไปจำนองที่ธนาคาร อาจจะได้สักล้านกว่าบาท”

“กะทิมีเงินเก็บอยู่สองแสน เงินเดือนกะทิเพิ่งออกอีกสองหมื่นกว่าบาท กะทิจะไปแคะกระปุกออมสินมานับด้วย พี่ปั้นไปบอกเจ้านายพี่ก่อนได้ไหม ว่าเราขอเวลาอีกสักหน่อย กว่าจะได้เงินจากธนาคารก็ไม่รู้วันไหน”

“พี่ไม่แน่ใจว่าเค้าจะยอมหรือเปล่า” ปวริศคิดหนักเข้าไปใหญ่ แม้จะซาบซึ้งในน้ำใจของคนในครอบครัวแค่ไหน แต่ความกลัวที่มีก็มากกว่าอยู่ดี เจ้านายของเขานั้นขึ้นชื่อว่าเป็นมาเฟียในวงการนำเข้ารถยนต์ ชื่อเสียงเขาเลื่องลือเรื่องความโหดเหี้ยม ใครคิดจะเป็นศัตรูในด้านธุรกิจกับเขา ก็ทำได้เพียงแค่คิดเท่านั้น เพราะหากจะลงมือทำ คนๆ นั้นอาจจะถูกฝังอยู่ที่ไหนสักที่ หรือไม่ก็อาจจะกลายเป็นอาหารของจระเข้อันหิวโหยในฟาร์มของเพื่อนสนิทเขาที่ต่างจังหวัด

 

 

 

“ไอ้พวกนั้นมันคิดยังไง ถึงกล้าลองดีกับกูวะ” บาสเตียน หนุ่มต่างชาติลูกครึ่งอเมริกาและสหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ แต่เติบโตในเมืองไทย กำลังนั่งอ่านใจคนทรยศอยู่ริมระเบียงเพนเฮ้าส์สุดหรูของเขาบนตึกชั้นห้าสิบ ตึกที่ได้ชื่อว่าเป็นที่ราคาที่อยู่อาศัยแพงที่สุดในประเทศไทย เขามีชื่อเสียงอยู่ในวงการธุรกิจได้นั้น เป็นเพราะอานิสงค์จากสิ่งที่พ่อเขาทำก่อนจะจากไป แต่เรื่องของอิทธิพลที่ผู้คนต้องเกรงกลัวนั้น เขาสร้างมันขึ้นมาเอง ในระยะเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น

“มันจะมีพวกโจรกระจอกมารบกวนใจนายเสมอแหละครับ” หนึ่งในลูกน้องของเขาพูดอย่างเอาอกเอาใจเจ้านาย จะให้เขาอารมณ์เสียกว่าเดิมไม่ได้

“นั่นน่ะสิ ฉันกะจะยิงมันให้ตายๆ ไปเลยตั้งแต่รู้เรื่อง แต่พอเห็นหน้าพวกมันร้องขอชีวิตก็สนุกดีเหมือนกัน”

“จะเป็นอะไรไหมครับ ถ้าผมอยากรู้ว่าทำไมนายถึงให้โอกาสพวกมัน ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่มีทางหาเงินมาคืนได้ทันเวลา”

“ไอ้คนพวกนี้มันลืมใช้สมองคิดก่อนทำอะไร ฉันเลยอยากให้มันหัดใช้ก่อนตาย ให้มันได้เรียนรู้ว่าไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ให้มันรู้จักความพยายามในการหาเงินซะบ้าง ไม่ใช่แอบโอนรถฉันเป็นชื่อของตัวเอง แล้วเอาไปขายถูกๆ ให้ไอ้บริษัทคู่แข่ง”

“นายครับ ของคลายเครียดมาแล้วครับ” ลูกน้องอีกคนปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับหญิงสาวอกสะบึมคนหนึ่ง ที่เดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางมาดมั่น ทั้งๆ ที่เนื้อตัวมีเพียงแค่ชุดชั้นในสีดำปกปิดสิ่งนั้นไว้ ขายาวๆ ของเธอเยื้องย่างคล้ายกำลังเดินบนรันเวย์อวดหุ่นสวยของตัวเองก็ว่าได้

“ฉันเคยเห็นเธอบนปกแมกกาซีน” บาสเตียนยืนมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างพิจารณา ก่อนจะส่งสายตาบอกลูกน้องให้ออกไปห้องเขาได้แล้ว และยังไม่ทันที่จะมีใครก้าวขาออกไป เขาก็แลกจูบอันเร่าร้อนกับเธอในทันที

“สองร้อย สามร้อย สี่ร้อย ห้าร้อย...” เมื่อคุยปัญหาต่างๆ กับที่บ้านเสร็จเรียบร้อย กณิศารีบอาบน้ำล้างตัว และขะมักเขม้นกับการนับเหรียญมูลค่าต่างๆ ที่กองรวมกันอย่างตั้งใจ

“สี่พันสามร้อยแปดสิบเอ็ดบาท เฮ้อ...” เธอถอนหายใจด้วยความเครียด มันน้อยเกินไป น้อยเกินว่าที่จะชดใช้หนี้ของปวริศได้

“ลอตเตอรี่ ฉันมีลอตเตอรี่!” ในช่วงอับจนหนทางอย่างเช่นตอนนี้ กณิศาลุกขึ้นและเดินหากระดาษที่แสดงตัวเลขจำนวนหกตัวอย่างรวดเร็ว แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ เธอจึงตัดสินใจเปิดถังขยะใบเล็กที่มุมห้อง เพื่อตรวจสอบดูว่าเธอเผลอทิ้งมันไปหรือเปล่า

“เจอแล้ว!” กณิศาพนมมือไหว้กระดาษที่เธอเคยมองว่าไร้สาระ เธอเข้าใจแล้วว่าความหวังที่ฝากไว้กับมันนั้นยิ่งใหญ่แค่ไหน และก็โชคดีมากด้วย ที่เธอไม่ได้ขยำมันจนเละ มันถูกพับครึ่งไว้เท่านั้น

“3-1-8-1-6-1” เธอค่อยๆ พิมพ์ตัวเลขลงบนเว็บไซต์ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลอย่างตั้งใจ

 

 

“เสียใจด้วยนะคะ คุณไม่ถูกรางวัลค่ะ”

 

 กณิศาหมดหวังแล้วจริงๆ เธอนอนพลิกตัวไปมาบนที่นอนด้วยความเครียด จนกระทั่งความง่วงเข้าครอบงำ

 

“พ่อกับแม่จะไปธนาคารแล้วเหรอ” เช้าวันต่อมากณิศาถามคำถามที่รู้อยู่แล้ว

“กะทิหาอะไรกินเองไปก่อนนะลูก ได้เรื่องยังไงเดี๋ยวแม่กับพ่อจะโทรมาบอก”

“แล้วพี่ปั้นล่ะแม่”

“ออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว”

“แม่ว่าพี่ปั้นจะไปขอเลื่อนนัดเจ้านายไหม”

“แม่ก็ไม่รู้สิ นี่ถ้าธนาคารเค้าให้จำนองได้เงินน้อย แม่ว่าแม่จะเอาโฉนดบ้านไปให้เค้าเลย ถ้ารวมบ้านหลังนี้กับที่ดินที่เรามีอยู่ต่างจังหวัด ก็น่าจะพอให้พี่แกไม่ต้องเข้าคุก”

“แม่จะยกบ้านให้เค้าเลยเหรอ”

“มันเป็นทางเลือกสุดท้าย แม่ก็ไม่อยากทำหรอก แต่เวลาแค่สามวัน แม่จะจ้างคนทำป้ายประกาศขายที่ แม่ยังทำไม่ทันเลยกะทิ ถ้าเค้ายังเมตตาพวกเรา แม่ก็จะขอเช่าบ้านหลังนี้ให้เราได้มีที่อยู่ไปอีกสักพัก”

“เค้าคงไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอกมั้ง พ่อกับแม่ขับรถดีๆ นะ เดี๋ยวกะทิกินข้าวแล้วจะออกไปถอนเงินเก็บที่ธนาคารเหมือนกัน”

 

 

กณิศานั่งกินข้าวแช่แข็งอย่างเซ็งๆ ตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น มีเพียงน้ำเปล่าเท่านั้นที่ตกถึงท้อง และเช้านี้เธอก็กินอะไรไม่ลงจริงๆ

“แจ้งผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลกันหน่อยดีไหมครับ เผื่อว่าใครยังไม่ได้ตรวจลอตเตอรี่”

“รางวัลเลขหน้าสามตัว 845 และ 224”

“รางวัลเลขหลังสามตัว 516 และ 937”

“รางวัลเลขท้ายสองตัว 20”

“และรางวัลที่หนึ่ง 381161 ค่ะ”

“คุณถูกไหมคะคุณวสันต์”

“ผมจะถูกได้ยังล่ะครับ ผมไม่ได้ซื้อ ฮ่าๆ”

 

กณิศายิ้มเยาะอยู่ในใจกับบทสนทนาที่ดูไม่มีชีวิตชีวาของผู้ประกาศข่าวเอาซะเลย แต่เพียงเสี้ยววินาที ความคิดของเธอก็เปลี่ยนไป ช้อนพลาสติกในมือกณิศาหล่นลง หลังจากเธออ่านเลขวันที่หนึ่ง ที่แสดงอยู่บนหน้าจอโทรทัศน์

 

“381161” เธอทิ้งทุกอย่างและรีบวิ่งขึ้นไปบนห้องนอน เพื่อไปดูลอตเตอรี่ที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง

“381161” เธอทวนตัวเลขที่อยู่บนสลาก พยายามไม่ให้มือสั่นและหัวใจเต้นแรงไปกว่านี้ เลขบนสลากมันตรงกับที่นักข่าวในทีวีพูดเมื่อครู่ หรือเขาจะบอกผิด หรือเธอจะนอนน้อยจนสับสน

“อย่าสั่นๆ มืออย่าสั่น 3-8-1-1-6-1” เธอค่อยๆ พิมพ์ตัวเลขอย่างใจเย็นและตรวจทานตัวเลขอย่างละเอียด วนไปวนมาซ้ำๆ จนแน่ใจว่าเธอไม่พิมพ์ผิด และเธอก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่เธอไม่คิดว่าจะทำมาก่อน นั่นก็คือการยกมือไหว้ลอตเตอรี่...

 

“ตรวจสลาก” กณิศากดที่ปุ่มและรออย่างตื่นเต้น

 

 

“ดีใจด้วยค่ะ หมายเลข 381161 ถูกรางวัลที่ 1 มูลค่า 3,000,000 บาท”

 

 

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ถูกจริงๆ ด้วย มีเงินใช้หนี้ให้พี่ปั้นแล้ว!” กณิศาตะโกนสุดเสียง และกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ เธอเข้าใจแล้วว่าความหวังเล็กๆ ที่เพื่อนเธอเชื่อนักเชื่อหนามันเป็นเช่นไร

 

“แม่... ต้องบอกแม่ แม่จะได้ไม่ต้องไปธนาคาร”

“ไม่มีคนรับ!

“พ่อ... พ่อปิดเครื่องอีก”

“พี่ปั้น! โทรบอกพี่ปั้น”

กณิศาดีใจแทบบ้า เธอต้องทุกคนให้รู้ บ้านของเธอจะพ้นวิกฤตแล้ว เธอถูกลอตเตอรี่ แต่ก็ไม่มีใครรับสายเพื่อฟังข่าวดีจากเธอสักคน

“ทำไมไม่รับสายกันเลยเนี่ย” เธอโยนโทรศัพท์ลงบนเตียงด้วยความเครียด สมองเธอคิดไปไกลกว่าความเป็นจริง และด้วยความใจร้อน เธอจึงตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง...


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่สนับสนุนความคิดของเรานะคะ (มีอีบุ๊กขายที่ www.mebmarket.com นะคะ)"

Anya.


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha