หนี้อสูร (กุหลาบงามผู้เลอโฉม กับอสูรร้ายผู้มืดมน)

โดย: aom13



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 2 : ทีปต์


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

รัตนฤทธิ์ เงยหน้าขึ้นมองสถานที่ตรงหน้า มาที่นี่ทีไร เขาก็เป็นอันต้องรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ทุกที กับความใหญ่โต อึมครึมของบ้าน...ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าปราสาทถึงจะถูก ปราสาทของเพื่อนรัก และควบตำแหน่งนายจ้าง อย่างทีปต์ ทีฒทัศน์

                พื้นที่ของคฤหาสน์กินเนื้อที่เกือบห้าไร่ ตัวบ้านเป็นศิลปะแบบโกธิคทำจากอิฐแดงทั้งหลัง ให้บรรยากาศเก่าแก่และน่าเกรงขาม ปลูกดอกไม้ที่เจ้าของบ้านชื่นชอบอย่างดอกกุหลาบไว้มากมายหลากหลายพันธุ์ ออกดอกบานสะพรั่งสวยเพราะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี จากคนสวนร่างใหญ่ ใบหน้าไม่ยิ้มแย้มเลยแม้แต่น้อย ก็เหมือนๆ กับเจ้านาย ผู้คนที่นี่ หน้าตาเคร่งขรึม ยิ้มน้อย แถมยังชอบแต่งกายด้วยสีดำ อ้อ...เขาเกือบจะลืมไป ทีปต์ชอบความเป็นระเบียบเรียบร้อย เลยจัดชุดให้คนรับใช้สวมเป็นเครื่องแบบ คนรับใช้หญิงแต่งกายด้วยชุดกระโปรงยาวเหนือเข่าสีดำ แซมด้วยลูกไม้ขาว ส่วนผู้ชายสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีดำ และกางเกงสีดำ ดูเหมือนผู้คนที่นี่จะไว้ทุกข์อยู่ชั่วนาตาปี

                เขายิ้มให้กับสาวใช้ ที่นำน้ำเย็นมาบริการ เธอหลบสายตาเขา แล้วพูดเสียงเบาว่าให้รอคุณท่านอีกสักครู่ รัตนฤทธิ์มองกวาดไปรอบๆ บริเวณ ที่นี่แสดงถึงรสนิยมของเจ้าของบ้าน ว่าเป็นคนแบบไหน หรูหรา แต่ลึกลับ เฟอร์นิเจอร์เครื่องประดับห้องรับแขกที่เขามานั่งรออยู่ ล้วนแต่เป็นของหายาก ของเก่าเกือบทั้งนั้น แน่นอนว่ามันเข้ากับตัวบ้านที่เป็นแบบศิลปะโกธิคด้วย

                “รอนานไหม? นายแว่น”

เสียงทุ้มที่ดังขึ้น เล่นเอาคนที่กำลังมองอะไรเพลินๆ สะดุ้งสุดตัว เขาหันขวับไปทางต้นเสียง พลางอ้าปากหวอ หน้าตานั่นดูตลกนัก แต่ชายหนุ่มที่เดินมาทรุดนั่งอยู่ตรงกันข้ามไม่เห็นขัน คิ้วของเขาขมวดมุ่น นัยน์ตาคมปลาบมองหน้าของคนตรงหน้า ก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ

                “ขวัญอ่อน”

                “มาเสียวังเวง ตกใจนะครับท่านเคาท์ เอ๊ย! คุณทีปต์”

                “อย่ากวนตีน”

 คำสั้นๆ ง่ายๆ แสนได้ใจความ เล่นทำเอาคนที่กำลังทำหน้าทะเล้นให้ ยิ้มแหยเลยทันที พลางทำตาปริบๆ แล้วรีบเปิดกระเป๋า ล้วงเอาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คขึ้นมาเปิด และแฟ้มเอกสาร ก่อนจะเริ่มแจกแจงรายละเอียดงานให้กับเจ้านาย ที่กำลังนั่งนิ่งฟังอยู่

                “มีนัดประชุมกับบริษัทที่จีน แล้วก็สัญญาที่นายต้องลงนาม ส่วนนี่ก็รายละเอียดเรื่องการจ่ายเช็คประจำเดือน”

                “ประชุมที่จีน นายไปกับนิกซ์ด้วยก็แล้วกัน”

มือเรียวพลิกเอกสารอ่านอย่างละเอียด เขาไม่เงยหน้าขึ้นมา จึงไม่เห็นว่าตอนนี้เลขานุการส่วนตัวควบพร้อมตำแหน่งเพื่อนสนิท กำลังทำสีหน้าแบบไหน

                “ได้ อ้อ...แล้วก็มีงานเลี้ยงประจำปีของบริษัท จัดวันที่เก้านี้ เอ่อ...นายจะไปไหม? คือ...อย่าๆ มองหน้าแบบนั้น พอดีว่า ทางหุ้นส่วนเค้าถามมาน่ะ ปีที่แล้วนายก็ไม่ไป ในฐานะผู้ก่อตั้ง ก็น่าจะไป...สักนิด”

                “ไม่”

 สั้นง่าย ได้ใจความแบบเดิม ก่อนจะหลุบตาลงมองให้ความสนใจกับเอกสารตรงหน้า แล้วค่อยจรดปากกาเซ็นไปเรื่อยๆ รัตนฤทธิ์เม้มริมฝีปาก รอจนทีปต์ยื่นเอกสารคืนให้ เขาเก็บมันอย่างเรียบร้อยแล้วจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยออกมา

                “ทีปต์ คือ...อันนี้ในฐานะเพื่อนนะโว้ย ขอเสือกนิ้ด...ฉันว่านายเองก็มีเงินออกจะขนาดนี้ ทำไมนายไม่...ไม่จัดการเรื่องที่ทำให้นายลำบากใจให้เรียบร้อยล่ะวะ”

                “หมายถึงศัลยกรรมเหรอ?”

 ทีปต์ยิ้มน้อยๆ เขาเปิดใบหน้าส่วนที่มีผมปรกอยู่ให้กับเพื่อนสนิทได้เห็นถนัดๆ รัตนฤทธิ์คุ้นชินเสียแล้วกับรอยแผลเป็นนั่น แน่ล่ะก็เขาต้องทำงานกับทีปต์มาตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นก่อน หรือหลังอุบัติเหตุนั่น สะดุ้งเสียจนเลิกสะดุ้ง มันน่าเกลียดน่ากลัวก็จริงอยู่หรอก กับซีกหน้าด้านซ้ายของชายหนุ่ม แต่มันก็ใช่จะไร้ทางทำให้เป็นแบบเดิม

                “ใช่...นายจะทิ้งมันไว้ทำไมกัน มันทำให้นาย...ลำบาก”

ประโยคหลังคนพูดอึกอักเล็กน้อย สายตามองสบกันอย่างจะรู้ว่าความลำบากนั้นคืออะไร ทีปต์หัวเราะเสียงแผ่ว พลางยักไหล่

                “ยามลำบาก มันทำให้เรารู้ ว่าคนไหนเป็นแบบไหน ฉันคิดว่าแบบนี้ก็ดีแล้ว”

                “อ้อ...”

                ดีตรงไหนกันวะเพื่อน? ปิดโอกาสตัวเองชัดๆ

                ประโยคนี้ได้แต่ตะโกนก้องในใจ รัตนฤทธิ์ลอบถอนใจ มองคนตรงหน้าอย่างเห็นใจ เขากับทีปต์เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม และเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ทีปต์มีครอบครัวที่มีฐานะดีมาก และชายหนุ่มยังต่อยอดให้กับครอบครัว ด้วยสติปัญญาที่ฉลาดเฉลียว เขาเปิดบริษัทผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิค คอมพิวเตอร์ โปรแกรมซอฟแวร์ต่างๆ สร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมา ประสบผลสำเร็จ เป็นนักธุรกิจหนุ่มที่น่าจับตาในระยะเวลาอันรวดเร็ว เพียงอายุแค่สามสิบห้าปี เขาก็ผงาดขึ้นมาเป็นเศรษฐีใหม่ติดอันดับหนึ่งในยี่สิบของเมืองไทย

                ความสำเร็จจนน่าอิจฉานี้ ทำให้เขาเป็นที่เฝ้าจับตาของใครต่อใคร และเป็นหนุ่มเนื้อหอมแห่งวงสังคม ทีปต์มีหน้าตาที่หล่อเหลาราวกับเจ้าชาย ใบหน้าเรียวได้รูป คิ้วเข้ม นัยน์ตาคมกริบสีนิล จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากได้รูปสวยมีสีเรื่อแบบผู้หญิงบางคนยังอาย เรือนกายสูงใหญ่ล่ำสัน เพราะออกกำลังอยู่เป็นประจำ ยามเขาออกงานสังคม มักจะมีแต่สาวๆ รายล้อมสนใจ แต่ทว่าหัวใจของเขา มีคนจับจองอยู่แล้ว

                ปริณาห์ หงษ์สธร หญิงสาวสวยงดงามราวกับนางฟ้าเดินดิน มีโปรไฟล์หรูคือเป็นลูกสาวของคุณหญิงปรียาพร และท่านนายพลเชิงชาย ครอบครัวผู้ดีเก่าและมียศอำนาจทางการทหาร เธอเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว สาวไฮโซที่เนื้อหอมและเป็นที่หมายปองของใครต่อใคร เพราะนอกจากรูปร่างหน้าตาแล้ว พื้นฐานครอบครัวที่ร่ำรวยสืบทอดกันมา นั่นก็ทำให้ปริณาห์ดูจะเหมาะเจาะเสียยิ่งนักกับทีปต์ เพราะต่างเสริมส่งกัน เวลาพวกเขาเดินเคียงข้างกันนั้น งดงาม เหมาะสมราวกับกิ่งทองใบหยก

                แต่แล้วกิ่งฟ้าอย่างปริณาห์ ก็จากจรไปอย่างไม่ใยดี เมื่อทีปต์ประสบอุบัติเหตุ จนใบหน้าเสียโฉม และมีข่าวแว่วมาว่า ธุรกิจของเขากำลังจะย่ำแย่ หุ้นของบริษัทตกลงหลังจากที่ซีอีโอของบริษัทอยู่ในภาวะกึ่งเป็นกึ่งตาย และนั่นก็พิสูจน์ให้ทีปต์รู้ว่า คนบางคนก็ไม่ได้ควรคู่ที่เขาจะให้เธอมามีส่วนร่วมในชีวิตจนแก่เฒ่า

                รัตนฤทธิ์มองเสี้ยวหน้าคมสัน ด้านที่ไม่มีริ้วรอยบาดแผล มันยังมีเค้าของความหล่อเหลาคมคาย แต่เจ้าของกลับไม่อยากให้มันกลับคืนมาดังเดิม อุบัติเหตุหนนั้นทำให้ทีปต์เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ปิดตายตัวเองไว้ เขาไม่เข้าบริษัท ทำงานผ่านระบบออนไลน์ และให้เลขานุการอย่างรัตนฤทธิ์ออกหน้า รวมถึงรองผู้บริหารอย่างหิรัญ น้องชายทำงานแทน บริษัทจากที่เคยระส่ำระส่ายเมื่อเขากลับมาหายดีอีกหน ก็ได้ทุ่มเทมันสมองกับซอฟแวร์ตัวใหม่ มันตอบแทนทีปต์ได้อย่างดีเยี่ยม กอบกู้ทุกอย่างคืนมาให้กับเขา และทวงอันดับตำแหน่งเจ้าแห่งวงการธุรกิจกลับมาอีกครั้ง ทีปต์ ทีฒทัศน์ กลับมายืนได้อีกหนอย่างเต็มภาคภูมิ แต่กลับทำตัวลึกลับ ไม่เคยออกงานสังคมที่ไหน ไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าสื่อ และเก็บตัวเงียบ จนมีข่าวลือเกี่ยวกับเขามากมาย ก่อนหน้าที่จะประสบอุบัติเหตุ ทีปต์ถือได้ว่าเป็นคนดังคนหนึ่ง แน่นอนว่ามีพวกนักข่าวบางคน ตามข่าวของเขามาตีแผ่ ชอนไชล้วงลึก เพื่อขายข่าวให้กับคนที่สนใจ แต่ก็ไม่มีใครได้ข่าวสารเรื่องราวใดๆ เกี่ยวกับตัวเขาเลย ทีปต์หายตัวไปราวกับไม่เคยมีตัวตนมาก่อนเลยก็ว่าได้

                ตอนนี้บริษัท ที เค อิเลคทริก มีรองผู้บริหารอย่างหิรัญ สวมบทบาทหน้าที่แทน บางสิ่งที่ทำก็สมบทบาทจนเกินไป จนเพื่อนสนิทของทีปต์อย่างรัตนฤทธิ์ มีเคืองแทน ว่าตกลงแล้วบริษัทของใครกันแน่ แถมเขายังรู้สึกเขม่นแปลกๆ กับบุรุษผู้เป็นน้องชายบุญธรรมของเพื่อน

                “มองหน้าฉันทำไม? มีอะไรข้องใจหรือ”

 คนที่กำลังถูกจ้องเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ทั้งที่กางเอกสารอยู่ตรงหน้า เล่นเอาคนที่กำลังแอบมองสะดุ้งเฮือก แล้วยิ้มแหย

                “นายนี่ นับวันจะยิ่งทำตัวหลอนนะ รู้ได้ยังไงว่าฉันแอบมอง”

                “ว่ายังไง ตกลงว่าข้องใจอะไรนักหนา”

ว่าแล้วก็หันตรงๆ แถมยังเปิดใบหน้าส่วนที่เป็นแผลเป็นน่าเกลียดนั้นให้กับเพื่อนสนิทดูให้ชัดๆ นัยน์ตาสีนิลที่มองจ้องมา ดูไร้ความรู้สึก เย็นชายิ่งนัก จนรัตนฤทธิ์ขนลุกเกรียว

                “ปละ...เปล่า ก็แค่เห็นนาย แล้วก็คิดอะไรเรื่อยเปื่อย”

                “คิดเรื่องอะไร?” คิ้วเข้มเลิกขึ้น

“คิดว่าสิ้นปีนี้ฉันจะหักโบนัสนายสักห้าสิบเปอร์เซ็นดีไหม เนื่องจากนายกวนตีนหัวหน้างาน”

                “อูย...แรงไปนะโว้ย เดี๋ยวประท้วง ลาออกเสียเลย นายจะเสียใจ”

เขาทำหน้างอ ทีปต์ยิ้มน้อยๆ เขารวบรวมเอกสารที่จัดการเสร็จแล้วเรียบร้อย ส่งคืนให้กับเพื่อนหนุ่ม

                “ลองดูสิ แล้วจะได้รู้ว่าฉันจะเสียใจไหม”

                “เรื่องอะไรวะ อู่ข้าวอู่น้ำ ฉันไม่ทุบทิ้งหรอกน่า จะอยู่กวนตีนนายไปงี้เรื่อยๆ จนกว่านายจะไล่ออก ดีไหม”

                “ลองไล่ออกดูก็คงจะเข้าท่า”

 ทีปต์ทำหน้าตาย ขณะที่เพื่อนรักเริ่มหน้าซีด เนื่องจากสีหน้าของทีปต์ช่างไร้ความรู้สึกเสียจริงๆ อีกอย่างหนึ่งนิสัยที่เปลี่ยนไปเอามาก หลังจากประสบอุบัติเหตุ เล่นเอาคนที่ชอบพูดจาล้อเล่น ชักจะเล่นไม่ออก เขายิ้มแหยส่งให้เพื่อน ค่อยๆ ขยับไปใกล้เจ้านาย แล้วบีบนวดให้เบาๆ อย่างเอาใจ ทีปต์มองการกระทำนั้นด้วยหางตา แล้วส่ายหน้าน้อยๆ

                “อย่าเลยนะเพื่อน อย่าเลยนะครับ ผมยังไม่มีเมีย เก็บเงินได้นิดหน่อย ทุกวันนี้ส่งเสียมารดาและบิดา รวมถึงพี่น้อง เงินผมทั้งนั้น คุณทีปต์ไล่ผมออกแล้ว ผมจะเอาอะไรกินล่ะครับ ขืนไล่ผมออก ผมจะแอบมาแทะกำแพงปราสาทผีสิงของคุณทีปต์กินต่างข้าว ไม่เชื่อก็ลองดู”

                “ล้อเล่นน่า คนทำงานได้อย่างนาย ซื่อสัตย์ เป็นมือขวาของฉันได้แบบนี้ หายาก และไม่อยากเสี่ยงด้วย”

                “แบบนี้ค่อยยังชั่ว ใจหายหมดว่ะ เล่นพูดจาเสียแบบไร้เยื่อใย พี่ทีปต์อะ บ้าๆๆๆ”

 รัตนฤทธิ์ทำดัดจริตเป็นสาวประเภทสอง ตีๆ ทุบๆ แขนล่ำๆ ของเพื่อนถี่ๆ คนโดนกระทำถึงกับหลุดขำ นั่นทำให้ความเย็นชาที่กรอบตนเองไว้ ละลายออกมาได้บ้าง ได้เห็นรอยยิ้มกว้างๆ ได้ฟังเสียงหัวเราะของเพื่อน มันก็ทำให้รัตนฤทธิ์ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง ว่าอีกฝ่ายยังเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ ไม่ใช่ผีดิบน่ากลัวอย่างที่เจ้าตัวทำให้รู้สึก

                “กลับไปทำงานได้แล้ว วันที่เก้านายก็จัดการไปได้เลย แต่งตัวหล่อๆ ล่ะ เป็นหน้าเป็นตาให้ฉันหน่อย”

                “จะพยายามว่ะ แต่ทุกวันนี้ก็หล่อจนห้ามไม่ค่อยได้อยู่แล้ว เกรงว่าถ้าแต่งตัวหล่อกว่านี้ สาวๆ จะเป็นลมกันทั้งฮอลล์ที่จัดงาน เดี๋ยวจะเป็นบาปเป็นกรรมอีก”

                “พูดมาก”

 ทีปต์โบกมือไล่อีกหน รัตนฤทธิ์ยิ้มหน้าเป็น แล้วลุกขึ้นเก็บข้าวของอย่างว่าง่าย เขามีงานอีกมากมายรอที่บริษัทให้ไปจัดการ แต่ก่อนจะไป เขาเหมือนจะนึกถึงธุระสำคัญบางสิ่ง ที่ทีปต์ฝากให้เขาช่วยดูแล

                “เออจริงสิ นายทีปต์เรื่องที่นายฝากให้ฉันจัดการเรื่องของ...เอ่อ...คุณยอดชาย”

 ใบหน้าของทีปต์ดูจะเคร่งเครียดขึ้นทันที เมื่อเพื่อนรักเอ่ยนามของบุรุษคนนี้ นัยน์ตาสีนิลเปล่งประกายวับเอาเรื่อง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบตามแบบเดิม

                “อืม...มันตกลงว่ายังไง?”

                “คือ เขาตกลงทำตามเงื่อนไขของนาย ที่จะเจรจาด้วย เพราะเขากลัวว่านายจะเล่นงานเขาเรื่องที่นายประสบอุบัติเหตุ และเรื่องที่เขาฉ้อโกงทางเรา”

                “ดี...”

                “ว่าแต่นายจะเจรจาเรื่องอะไรกับตาแก่นั่นอีกรอบหรือทีปต์ ก็ทุกเดือนที่เค้าทำมันก็เท่ากับชดใช้ให้นายกลายๆ แล้วนี่”

                “เรื่องของฉัน” น้ำเสียงห้วนๆ นั่นทำให้รัตนฤทธิ์คอย่น

                “นายไม่ต้องจุ้นจ้านมากนัก ติดต่อให้มันมาคุยกับฉันก็พอ”

                “ฉันกลับก่อนก็แล้วกัน แล้วจะรายงานมาทางแชทนะ”

 เห็นสีหน้าและอาการของทีปต์ มันก็ทำให้รัตนฤทธิ์ชักจะอยู่ไม่ติดที่ ทีปต์พยักหน้า มือของเขาคว้าหยิบเอาหนังสือนิตยสารมากางอ่าน ทำทีเป็นไม่สนใจ

                เมื่อคล้อยหลังเพื่อนรัก มือของเขากำแน่นขึ้นจนกระดาษเป็นรอยยับ ทีปต์กัดริมฝีปากแน่น มือลูบไล้รอยแผลเป็นหนาปื้นทางด้านซีกซ้ายของใบหน้าไปมา ต้นเหตุที่ทำให้เขาประสบอุบัติเหตุ ยอมชดใช้ตามทุกสิ่งที่เขาขอ คงเพราะกลัวคุกตะราง และที่น่ากลัวกว่าคุก ก็คือโทสะอีกหนของเขาที่พร้อมจะระเบิดใส่คนที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดคืนนั้นขึ้น

                คืนอัปยศ ที่เปลี่ยนพลิกชีวิตเขา และเขากำลังจะได้รับการชดใช้แล้ว


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เรื่องราว ของชายหนุ่มที่เปรียบดั่งอสูรร้าย เพราะหน้าตาที่อัปลักษณ์ไปจากการที่บิดาของเธอเป็นต้นเหตุ กุหลาบงามดอกนี้จนต้องชดใช้หนี้ให้เขาทั้งร่างกายและชีวิต"

aom13


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha