หนี้อสูร (กุหลาบงามผู้เลอโฉม กับอสูรร้ายผู้มืดมน)

โดย: aom13



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 6 : เจ้าสาวของอสูร


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ยอดชีวากัดริมฝีปากแน่น เมื่อเธออ่านเอกสารที่ได้รับมาจากทีปต์ซ้ำอีกรอบ ก่อนจะเก็บใส่แฟ้มไว้ให้เรียบร้อย แล้วนำไปใส่ลิ้นชักปิดไว้อย่างดีตรงบริเวณตู้ใบเล็กที่เธอใช้เก็บเอกสารสำคัญ มือนั้นสั่นเล็กน้อย น้ำตาพานจะรินหยดอีกหน แต่เธอกล้ำกลืนมันลงไป

                จะร้องไห้ไปทำไมหนอ ยอดชีวา ในเมื่อเราเลือกแล้วที่จะทำ สิ่งที่เราทำ แม้มันจะฝืนใจมากแค่ไหน เลวร้ายมากแค่ไหน แต่เพื่อพ่อ...ผู้ให้ชีวิต เราทำได้ทุกอย่าง

                มือเรียวลูบที่หน้าท้องแบนราบของตนเอง ใจเธอวูบโหวงอย่างประหลาด เมื่อนึกถึงข้อตกลงการเป็น...เครื่องผลิตลูก ให้แต่ผู้ชายร้ายกาจคนนั้น เธอจะทำอย่างไร เมื่อถึงเวลาที่จะต้องจากกับสิ่งที่ปฏิสนธิในร่างกายขึ้นมาจริงๆ เพียงแค่คิด ใจก็หาย นี่ขนาดว่าเขายังไม่ได้เกิดมา แล้วถ้าเขาเกิดขึ้นมาเล่า ความผูกพันทั้งหลายแหล่ เธอจะทนมันได้ไหมนะ

                หญิงสาวถอนหายใจ พลางสะบัดหน้าแรงๆ ไล่อารมณ์ต่างๆ ที่แล่นพล่านขึ้นมา ให้สงบลง ท่องไว้เพียงแค่เป็นหน้าที่ สิ่งที่เธอจะต้องไปทำกับผู้ชายที่ชื่อทีปต์คืองาน งานที่แลกกับการปลดหนี้ของบิดา ยอดชีวาลุกขึ้นยืน เดินก้าวไปหน้ากระจก เงาสะท้อนของหญิงสาวที่มองจ้องกลับมา ช่างดูเศร้าหมองยิ่งนัก นัยน์ตาสีน้ำตาลมีน้ำคลอราวกับจะหยด ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ใบหน้าหวานซีดเซียว ขอบใต้ตาคล้ำเป็นวงเพราะอดนอน ดูไม่สวยสดใสเลยสักนิด

                เธอเปิดลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง หยิบเครื่องสำอางขึ้นมาจัดการหน้าตาให้พอดูได้บ้าง เกลื่อนรอยช้ำด้วยคอนเซเลอร์ ใช้แป้งปกปิดให้พอดูได้ แต่งตาด้วยโทนสีขาวชมพู เพื่อให้ดูสว่างสดใส แก้มใช้สีพีช ปากทาสีชมพูกุหลาบเรื่อๆ ยอดชีวามองตัวเองที่หลังจากแต่งหน้าแล้วพอจะสดใสขึ้นมาบ้าง ก็ยิ้มให้กับตัวเอง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา

                “สู้ๆ น่ะเบบี้ เราต้องผ่านมันไปให้ได้ ฟ้าไม่ได้มืดไปทุกวันหรอก”

                หญิงสาวให้กำลังใจตนเอง เธอหมุนดูตัวเองซึ่งอยู่ในชุดกระโปรงยาวสีครีม คอบัว แขนสามส่วน คาดเข็มขัดสีน้ำตาลเส้นเล็กที่เอว แบบนี้ก็ดูเหมาะดูเรียบร้อยกับการเข้าไปเป็นสะใภ้ของ ทีฆทัศน์วันแรกสินะ...ไม่ใช่สะใภ้ เธอเป็นแค่...

                เป็นอะไรดีนะ นางบำเรอ เครื่องผลิตทายาท...นี่สินะสิ่งที่เธอกำลังจะเป็น

                ยอดชีวาคิดอย่างหยันๆ แล้วหยิบเอากระเป๋าสีน้ำตาลใบเล็กมาสะพายไหล่ กระเป๋าเดินทางใบโตที่เธอเก็บข้าวของจัดลงเรียบร้อยแล้วเมื่อคืน วางอยู่ใกล้ประตู มือเรียวดึงตรงที่จับขึ้นมา แล้วหันมามองห้องของเธออีกครั้งเป็นหนสุดท้าย ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาที่นี่เมื่อไหร่ หน้าที่ของเธอจะหมดลงวันไหนก็สุดจะรู้ได้

                เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ร่างบางที่กำลังมองอาลัยอยู่สะดุ้งสุดตัว ก่อนจะขานตอบรับ บิดาของเธอผลักประตูเข้ามา เขามีสีหน้าเศร้าโศก นัยน์ตาบวมแดง เห็นได้ชัดว่าท่านก็ทุกข์ใจไม่ต่างไปจากเธอ นั่นทำให้ยอดชีวาไม่อาจจะทำตัวอ่อนแอได้ เธอเดินตรงไปหาท่าน แล้วกราบลงที่อก เสียงหวานเอ่ยพยายามให้ร่าเริงเป็นการสั่งลา

                “หนูไปไม่นานนะคะพ่อ ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อยค่ะ พ่อดูแลตัวเองนะ”

                “หนู...คิดดีแล้วหรือเบบี้ พ่อแก่แล้ว พ่อจะเป็นยังไงก็ได้”

 คำพูดของท่านทำให้ยอดชีวาสะท้อนในอก ถูกที่ท่านอายุมากแล้ว แต่เธอจะยอมให้ท่านลำบากอีกหรือ ในเมื่อท่านเองก็ลำบากมามากจนเกินพอแล้ว

                “ไม่ได้ค่ะพ่อ หนูยอมไม่ได้จริงๆ รอหนูนะคะพ่อขา”

 น้ำตาของท่านหยดลงมาเมื่อเธอเอ่ยจบ ยอดชีวาตกใจกับน้ำตาของผู้เป็นพ่อ หญิงสาวค่อยลูบเช็ดน้ำตาให้ พลางยิ้มส่งให้ท่าน เสียงหวานเอ่ยปลอบประโลม

                “พ่ออย่าร้องไห้สิคะ เดี๋ยวหนูบาปนะ เบบี้ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย แค่ไปเป็นเจ้าสาว เจ้าสาวของคนรวยระดับนั้นด้วย พ่อน่าจะดีใจมากกว่า”

                “พ่อจะดีใจได้ยังไงกัน พ่อรู้จักคุณทีปต์ดี เขาเปลี่ยนไปมาก ตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุนั้น เขาเป็นแบบนี้ก็เพราะพ่อ”

 ยอดชายกล่าวโทษตนเอง วันนี้เขาอ่อนแอเหลือเกิน ทั้งที่ตั้งใจจะเข้มแข็ง มาส่งลูกสาวพร้อมกับรอยยิ้ม แต่มันก็อดไม่ได้จริงๆ เมื่อรู้ว่าตนกำลังจะส่งลูกสาวไปที่ไหน

                “หนูจะจัดการทุกอย่างได้ ไม่มีอะไรที่เบบี้ทำไม่ได้ค่ะ” เธอยิ้ม แล้วยกนิ้วโป้ง ก่อนจะขยิบตาข้างหนึ่ง ด้วยท่าทีขี้เล่นน่ารักในแบบของเธอ

                “ไม่แน่นะคะ คุณทีปต์ของพ่อ อาจจะ...เขาอาจจะอยากรับเบบี้ขึ้นมาเป็นเจ้าสาวจริงๆ ก็ได้ พ่อไม่ต้องห่วงหนูนะ หนูจะติดต่อมาเรื่อยๆ หนูรักพ่อนะคะ ที่หนูทำทุกอย่าง ก็เพื่อพ่อ”

                “ขอบใจมาก ลูกรัก”

 ท่านดึงเธอไปกอดไว้อย่างแนบแน่น ยอดชีวากอดร่างใหญ่ของท่านตอบ เธอยิ้มแทนร้องไห้ เมื่ออยู่กับท่าน ยอดชายดูเศร้าโศกมาก เธอเกรงว่าน้ำตาของเธอจะยิ่งเป็นการตอกย้ำทำร้ายท่าน

                ยอดชายช่วยถือกระเป๋าเดินทางลงบันไดมาพร้อมกับบุตรสาว เขาโอบประคองเธอไม่ยอมปล่อย สองพ่อลูกไปยืนรอรถจากคฤหาสน์มันทนามารับด้วยกันที่หน้าบ้าน ตลอดเวลา ยอดชายจับมือของบุตรสาวไว้ตลอดเวลา และพยายามยิ้มให้เธอ ยอดชีวาเองก็บีบมือท่านแน่น ความรัก ความห่วงใย ส่งผ่านความอุ่นร้อนของมือพวกเขา ไปยังหัวใจของคนทั้งคู่

                รอไม่นานนัก รถคันหรูก็แล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน สองพ่อลูกมองตากัน คนขับรถลงมาจากรถและทำความเคารพอย่างนอบน้อม พลางเอ่ยแนะนำตนเอง และเชิญยอดชีวาขึ้นรถ

                “ไปก่อนนะคะพ่อ”

เธอกล่าวลาท่าน และกราบท่านอีกครั้ง ยอดชายพยักหน้า ตื้นตัน อาลัย จนเอ่ยอะไรไม่ออก เขาไม่อยากร้องไห้ออกมาอีกหน ชีวิตคนเป็นพ่อ เลี้ยงดูทะนุถนอมลูกสาวมาตลอดยี่สิบหกปีเต็ม เขาไม่เคยร้องไห้ให้ลูกเห็น นี่เป็นครั้งแรก และทำท่าจะร้องได้เรื่อยๆ เสียด้วย มันน่าอาย แต่ก็กลั้นไว้ไม่ได้ นั่นเพราะทั้งอาลัย และหวาดกลัว เจ็บปวด เมื่อลูกสาวต้องไปทำหน้าที่อัปยศนี้ให้กับทีปต์

                ร่างบางก้าวขึ้นไปบนรถ คนรถปิดประตูให้อย่างเรียบร้อย เขานำกระเป๋าเดินทางไปเก็บไว้ที่กระโปรงหลัง แล้วเข้าทำหน้าที่สารถี ยอดชีวาโบกมือน้อยๆ ให้เขา แล้วยิ้มส่งให้ ยอดชายโบกมือตอบ เขามองรถคันนั้นแล่นไปจนลับตา ก่อนจะทรุดลงนั่งบนพื้นเพราะขาอ่อน หมดแรงกะทันหัน เหมือนพลังใจ ที่อ่อนโหยไปทันทีเมื่อบุตรสาวจากไป

                เขาหวังว่าทีปต์ จะไม่ใจร้ายใจดำกับยอดชีวาจนเกินไปนัก...

                เขาคงหวังได้เท่านี้...

                ยอดชายเช็ดน้ำตาของตนอีกหน แล้วค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นเดินกลับบ้าน ชายชรารู้สึกเหนื่อยล้า และแก่ลงไปอีกหลายปีเลยทีเดียว เขาทรุดนั่งบนโซฟาตัวโปรดในห้องนั่งเล่น ก่อนจะมองเหม่อ ไม่มีกระจิตกระใจนึกอยากทำอะไรทั้งนั้น แม้ว่าท้องจะร้องประท้วงว่าหิว เพราะเลยเวลารับประทานอาหารมาแล้วเกือบชั่วโมง

                สิ่งที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตของเขา ก็คือการเห็นแก่เงิน และร่วมมือกับคนๆ หนึ่ง เพื่อทรยศคดโกง นั่นมันพลิกชีวิตเขา ให้ตกระกำลำบากอย่างถึงที่สุด แถมบาปกรรมนั้นยังตกมาถึงบุตรสาวของเขาอีกด้วย

 

.................................................................................................................................................................................................

 

                ยอดชีวานั่งตัวเกร็ง เมื่อรถเคลื่อนไปใกล้จุดหมาย เธอเคยมาที่คฤหาสน์นี้แล้วหนหนึ่ง พอจะจำทางได้ เมื่อรู้ว่าใกล้ถึงที่หมายแล้ว ใจเธอก็ยิ่งเต้นแรง ภาพของเจ้าของคฤหาสน์ เต้นระริกอยู่ในมโนของความทรงจำ ทีปต์ ทีฆทัศน์ เขาเหมือนกับเจ้าชาย...เจ้าชายของปราสาทผีสิง ที่ทำตัวเย็นชาและน่ากลัว

                เสี้ยวหน้าของเขาด้านหนึ่งเต็มไปด้วยริ้วรอยแผลเป็น มันทำให้เขาดูน่ากลัว และที่น่ากลัวยิ่งกว่า ก็คือความคิดของเขา ที่คิดจะเอาเธอมาใช้หนี้ ด้วยการ...

                หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น มือเย็นเฉียบกำเข้าหากัน ต่อนี้ไปเธอจะต้องอยู่กับเขา เห็นเขาทุกวัน เธอจะหายกลัวเขาไหมนะ รูปลักษณ์ของเขาทำให้เธอหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ก็น้อยกว่าจิตใจของเขา นี่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะต้อนรับเธอแบบไหน แล้วจะทำอะไรกับเธอบ้างในวันแรกที่เธอเข้าไปอยู่กับเขาที่คฤหาสน์

                ข้อสัญญาที่บ่งบอกว่าเธอจะต้องมีทายาทให้เขา มันหมายถึง...

                แก้มสาวแดงร้อน เธอไม่เคยมีประสบการณ์ทางเพศ แม้จะเคยมีคนรักบ้าง แต่ก็คบกันเพียงผิวเผิน จุดมุ่งหมายในชีวิตของเธอ มันยิ่งใหญ่เสียจนยอดชีวาไม่ได้สนใจอะไรกับเรื่องเพศตรงข้ามนัก ตอนนี้เธอชักจะอยากให้ตัวเองมีประสบการณ์ทางนี้มาบ้าง อย่างน้อย เธอก็จะไม่ต้องหวาดกลัวเขาจนเกินไปนัก

                ประตูคฤหาส์เปิดออก เนื้อที่อันแสนใหญ่โตของมัน เหมือนจะข่มให้ผู้ที่มาใหม่ รู้สึกขวัญหนีดีฝ่อ ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นให้ความร่มรื่น สวนจัดอย่างสวยงาม ไม่ได้ทำให้ยอดชีวารู้สึกตื่นเต้นและชื่นชมในความงดงามของมันเลยแม้แต่น้อย เธอต้องระงับอาการสั่น เมื่อคนรถเปิดประตูให้ เขายิ้มน้อยๆ ส่งให้เธอ ก่อนจะเดินไปขนสัมภาระของเธอลงมา หญิงรับใช้นางหนึ่งในชุดเครื่องแบบเมด ตรงมาหาเธอ ทำความเคารพ และเอ่ยกับเธอด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

                “คุณผู้ชายไม่อยู่นะคะวันนี้ ท่านให้คุณทำตัวตามสบาย เดี๋ยวตามดิฉันมานะคะ จะพาไปที่ห้องของคุณ”

                “ค่ะ”

 ยอดชีวาหลบสายตาอีกฝ่าย ที่มองหน้าเธอ แก้มสาวแดงปลั่งขึ้นทันที เมื่อคิดว่าเจ้าของบ้านจะบอกอะไรหญิงรับใช้คนนี้บ้าง ว่าเธอคือใคร มีฐานะอะไรในบ้านหลังนี้

                เธอตามหญิงรับใช้ ที่แนะนำตัวว่าชื่อ ประภา ไปยังห้องที่จัดไว้ หญิงสาวค่อยมองไปรอบๆ อย่างสำรวจ คฤหาสน์ของทีปต์ จัดตกแต่งไว้อย่างหรูหรา งดงามราวกับปราสาทของเจ้าชายเลยก็ว่าได้ ของทุกชิ้นดูจะเป็นของมีราคา ตกแต่งตามแบบของศิลปะโกธิค เฟอร์นิเจอร์เป็นสีขรึม ของประดับส่วนใหญ่นำเข้ามาจากยุโรป หรือไม่ก็สั่งทำ ถ้าเพื่อนของเธออย่างช่อชนิดามาเห็นคนจะชื่นชอบมาก เพราะขานั้นก็ชอบศิลปะแนวยุคนี้ คอนโดของช่อชนิดาเองก็ตกแต่งในสไตส์นี้เหมือนกัน

                “นี่ห้องของคุณค่ะ”

 หญิงรับใช้เปิดประตูห้องให้ ห้องของยอดชีวาอยู่ทางปีกทิศตะวันออก ประตูห้องทำจากไม้แกะสลักอย่างสวยหรู และด้านในก็หรูหราไม่แพ้กัน

                พรมสีครีมปูตลอดห้อง เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ทำจากไม้แกะสลักเป็นรูปเถากุหลาบเลื้อยทาสีขาว ผ้าม่านเป็นสีฟ้า เตียงขนาดใหญ่กลางห้องเป็นเตียงแบบมีเสาสูง ผ้าปูเตียงเป็นลายดอกไม้สีฟ้าสลับขาว ตู้เป็นเสื้อผ้าก็เป็นไม้แกะสลักด้วยลวดลายเดียวกับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นในห้อง ยอดชีวาเห็นแล้วถึงกับอ้าปากค้าง เพราะความงดงามน่ารักของห้องพักส่วนตัวของเธอ

                “พักผ่อนตามสบายนะคะ มีอะไรจะเรียกใช้ ก็กดกริ่ง”

สาวใช้ผายมือให้เธอดูว่ากริ่งอยู่ตรงไหน

“เวลารับประทานอาหารค่ำ คือหกโมงเย็นนะคะ คุณจะรับประทานที่นี่ หรือว่าจะลงไปที่ห้องอาหารก็ได้ค่ะ อีกสามสิบนาที ฉันจะเอาของว่างมาเสิร์ฟให้ที่นี่”

                “เอ่อ...” เธอเรียกประภาไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะขอตัวไปทำงานของตนต่อ

                “คะ?”

                “คือว่า...คุณทีปต์จะกลับมากี่โมงคะ”

                “คุณท่านไม่ได้บอกไว้ แต่ถ้าถึงเวลา คุณท่านก็คงจะเรียกคุณเข้าไปพบเองแหละค่ะ”

 ทางนั้นตอบด้วยน้ำเสียงเย็นๆ แล้วมองหน้าเธอ ด้วยสายตาชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ยอดชีวาหน้าแดง เธอจึงอ้อมแอ้มเอ่ยขอบคุณ

                “ถ้าอย่างนั้นขอบคุณมากค่ะ”

                “อีกสามสิบนาที จะมีของว่างมาให้นะคะ แล้วเราตั้งโต๊ะตอนหกโมงเย็น” สาวใช้บอกย้ำอีกรอบ แล้วปิดประตูห้องเสีย ทิ้งให้ยอดชีวาอยู่เพียงลำพัง

                เธอทิ้งตัวลงนอนแผ่บนเตียง เมื่ออยู่คนเดียว แล้วถอนใจออกมาอย่างโล่งอก ข่าวดีที่เธอยังไม่เจอเขาตอนนี้ แต่จะอย่างไรก็ต้องพบเจอกันอยู่ดี ยอดชีวาก็ควรจะรวบรวมแรงใจเยอะๆ ก่อนที่จะเจอะเจอหน้าของเจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้สินะ

                เจ้าของที่นี่...และเจ้าของตัวเธอด้วย...

 

............................................................................................................................................................................................

 

                “วันนี้พี่ทีปต์ไม่นอนที่บ้านกับคุณแม่ กับผมหน่อยหรือครับ? จะรีบกลับไปอยู่คนเดียวที่นั่นทำไม เหงาแย่เลย”

                “พี่ชินแล้ว”

 เสียงทุ้มเอ่ยตอบน้องชาย เขาพลิกเอกสารนั่งอ่านอย่างละเอียดอีกหน เมื่อเห็นว่ามันสมบูรณ์แบบ ไร้ข้อขัดแย้งแล้ว ก็พยักหน้าพลางส่งมันคืนให้กับหิรัญ ที่นั่งอยู่ข้างๆ เขา

                “เรียบร้อยดี โครงการของนายใช้ได้เลยนะ ดำเนินการไปได้เลย พี่อนุมัติ”

                “ครับ ผมต้องขอโทษที่ไม่ได้รายงานพี่ไปก่อน ใจร้อนน่ะครับ” หิรัญเอ่ยแก้ตัว มือหนาของพี่ชายตบมาเบาๆ บนบ่ากว้าง ก่อนจะยิ้มน้อยๆ ส่งให้เขา

                “ไม่เป็นไร พี่เข้าใจ และไว้ใจว่าระดับนาย ไม่ทำพลาดแน่นอน”

                “ผมตั้งใจจะบอกกับพี่เมื่อประชุมผู้บริหารเสร็จ ก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย แล้วก็เป็นการแค่เสนอกับที่ประชุม เพื่อให้ตัดสินใจ ไม่คิดว่าเลขาของพี่จะเอาไปฟ้อง”

 คำเอ่ยถึงรัตนฤทธิ์แบบไม่พอใจ ทำให้ชายหนุ่มนิ่งไปนิดหน่อย แล้วกล่าวแก้แทนเพื่อนรัก

                “ไม่หรอก นายฤทธิ์ไม่ได้ฟ้องอะไร เขาก็แค่รายงานตามปรกติน่ะ พี่มีนายเป็นมือขวา และนายฤทธิ์เป็นมือซ้าย ที่จะช่วยให้ธุรกิจของเราเติบโต พี่หวังว่าเรื่องแค่นี้ คงจะไม่ทำให้นายกับนายฤทธิ์ขัดใจกันหรอกนะ”

                “ผมก็แค่รู้สึกน้อยใจนิดหน่อยน่ะครับ” หิรัญถอนใจ นัยน์ตาของเขามีรอยเศร้า

 “ผมกลัวว่าพี่ทีปต์จะไม่ไว้ใจผม ระแวงผม ก็พี่ทีปต์เคยถูกทรยศมาก่อน มันธรรมดาถ้าจะไม่ไว้ใจ และจะคิดมาก”

                “นั่นไม่มีวันที่พี่จะรู้สึกกับนาย นายนิกซ์”

 น้ำเสียงนั่นช่างจริงใจ จนคนฟังยิ้มออกมาได้ เขาพนมมือไหว้ผู้เป็นพี่ชายอย่างนอบน้อม

                “ขอบคุณมากครับ พี่ทีปต์ ที่รักและไว้ใจผมเหมือนน้องชายแท้ๆ”

                “พี่รักนายเพราะนายคือครอบครัวของเรา” เขาเอ่ยย้ำ หิรัญยิ้มกว้าง แล้วเอ่ยชวนพี่ชายอีกรอบอย่างคนช่างตื้อ

                “แต่ว่าเย็นนี้ พี่ทีปต์ไม่ไปที่บ้านสักหน่อยหรือครับ คุณแม่บ่นคิดถึง”

                “ไม่”

                ทีปต์ตอบสั้นๆ และก้มหน้าลงสนใจกับไอโฟนในมือ ยุติการสนทนากับน้องชายเสียเพียงเท่านั้น หิรัญมองเสี้ยวหน้าด้านที่อัปลักษณ์ไปด้วยแผลเป็น มันเห็นไม่ชัดเจนเพราะมีผมลงมาปรกไว้บางส่วน แต่ก็น่าเกลียดน่ากลัวยิ่งนัก เขานึกถึงเจ้าสาวของพี่ชาย ถ้าฝ่ายนั้นเห็นหน้าเต็มๆ ของทีปต์ยามนี้ จะไม่เป็นลมไปก่อนหรอกหรือ เขาเคยเห็นบุตรสาวของยอดชาย ผู้หญิงหน้าหวานแอร่ม รูปร่างอ้อนแอ้นบอบบาง ดูราวกับกุหลาบแก้วน่าถนอม พี่ชายยิ่งคับแค้นบิดาของหล่อนอยู่ จะบีบให้แหลกคามือหรือเปล่านะ

                “เจ้าสาวของพี่ ที่พี่บอกแม่กับผมไว้ เธอ...”

                “วันนี้ทำไมนายช่างซักจริงๆ นายนิกซ์”

เขาเงยหน้าขึ้นมา สีหน้านั้นเรียบเย็นไร้อารมณ์ ก่อนจะผุดลุกขึ้นยืน เขาเก็บอุปกรณ์สื่อสารไว้ในกระเป๋า ร่างสูงนั้นทำท่าจะก้าวยาวๆ จากไป หิรัญรีบดึงมือไว้ พลางเอ่ยละล่ำละลัก

                “พี่ทีปต์จะรีบไปไหนหรือครับ เอ่อ...ไม่อยู่คุยกันก่อนแล้วหรือ”

                “ไม่”

                คำตอบนั้นสั้นตามเคยอย่างประหยัดคำ เขาหลุบตามองมือของน้องชาย หิรัญปล่อยมือ แล้วยิ้มแหยส่งให้ สายตาท่าทางของทีปต์ ไม่ชวนให้ต่อกรเซ้าซี้

                “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมไปส่งนะครับ”

                “ไม่ต้องหรอก ทำงานไปเถอะ พี่จะรีบกลับไปดูเจ้าสาวของพี่สักหน่อย” กล่าวเสร็จ ร่างสูงนั้นก็ก้าวยาวๆ เดินออกมาจากห้อง ทิ้งให้หิรัญได้แต่มองตาม แล้วกะพริบตาปริบๆ

                แม่เด็กนั่น ก้าวเข้ามาในชีวิตของพี่ชายเขาแล้วสินะ...

                นัยน์ตาคมกริบหรี่ลงอย่างเจ้าเล่ห์ พร้อมกันกับรอยยิ้มที่มุมปาก เขาทรุดลงนั่งบนเก้าอี้แบบเดิม แล้วหมุนมันไปมาอย่างใช้ความคิด


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เรื่องราว ของชายหนุ่มที่เปรียบดั่งอสูรร้าย เพราะหน้าตาที่อัปลักษณ์ไปจากการที่บิดาของเธอเป็นต้นเหตุ กุหลาบงามดอกนี้จนต้องชดใช้หนี้ให้เขาทั้งร่างกายและชีวิต"

aom13


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha