[E-BOOK] KASIBSHOL CAMPAIGN II ลิขิตรักพันธะร้าย

โดย: biteholicgirl



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : Chapter 1


ตอนต่อไป

CHAPTER 1



เจ็บเหลือเกิน...

                ความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั้งหน้าอกมันส่งผลให้ฉันเผลอกลั้นหายใจอย่างอัตโนมัติ ครั้นเมื่อค่อยๆ ลืมตาขึ้น... ความหวังที่เคยก่อเกิดในหัวใจกลับต้องสลายลงไปอย่างน่าใจหาย

                “คุณแวมพ์” ฉันเรียกผู้ชายตรงหน้าที่กำลังมองกลับมาด้วยสายตาเรียบนิ่ง ไม่มีพี่เป็กซ์... แสดงว่าก่อนที่ฉันจะหมดสติไป คงเป็นแค่ภาพหลอนที่สมองของฉันมันสร้างขึ้นมาเองจริงๆ

                ทำไมกัน... ทำไมถึงไม่ใช่

                “ฉันเจอเธอสลบอยู่ที่หน้าบ้าน... ร่างกายยังไม่หายดีแล้วทำแบบนี้ทำไม” คนตรงหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุๆ เขาช่วยประคองให้ฉันลุกขึ้นนั่งแล้วเอนหลังพิงหัวเตียง

                เสื้อผ้า... ฉันคิดพร้อมกับยกมือขึ้นจับชุดที่ตัวเองสวมใส่อยู่ มันไม่ใช่ชุดของฉัน

                “ชุดของเฌอรีนน่ะ เธอเป็นคนเปลี่ยนชุดให้ ไม่ใช่ฉันหรอก” คุณแวมพ์เอ่ยขึ้นก่อนเหมือนรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ อันที่จริงฉันก็แค่ตกใจน่ะ... ต่อให้คุณแวมพ์จะเป็นคนเปลี่ยนให้ฉันก็รู้ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาไม่ดี เพราะเขาไม่ใช่คนแบบนั้น

                “คนที่ชื่อเฌอรีน เธอเป็นใครหรอคะ” ฉันถามอย่างนึกสงสัย เพราะเคยได้ยินว่าคุณพ่อกับคุณแม่ของคุณแวมพ์ไปทำงานอยู่ที่ต่างประเทศ และเขาก็อยู่ที่นี่แค่คนเดียว หรือว่า...

                “เป็นเพื่อน... เพื่อนสมัยเด็กน่ะ” เขาตอบหลังจากที่เลิ่กคิ้วขึ้นเล็กน้อยเหมือนไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ นั่นจึงทำให้ฉันเลิกสนใจแล้วกลับมาโฟกัสที่ปัญหาของตัวเองแทน

                “ลินมาที่นี่ เพราะลินมีเรื่องที่อยากจะถามคุณแวมพ์น่ะค่ะ” ฉันเอ่ยขึ้นพร้อมกับสบตาคนตัวโตอย่างจริงจัง และฉันก็เห็นว่าเขาหลบสายตาฉัน

                “ถ้าเป็นเรื่องไอ้เป็กซ์... ฉันก็คงไม่มีอะไรต้องบอกเธอแล้ว ฉันรู้เท่าที่เธอรู้” คนตัวโตพูดออกมา แต่เขาไม่ยอมสบตากับฉันเลยสักนิด นั่นยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าเขากำลังปิดบังอะไรอยู่

                “แต่พี่บัลลังก์บอกว่าคุณแวมพ์เป็นคนไปช่วยลิน” ฉันแย้งและเขาก็ถอนหายใจออกมา ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพวกดื้อด้าน แต่ถ้าคุณเป็นฉันคุณก็ต้องทำแบบนี้

“ใช่... ฉันเป็นคนไปช่วยเธอเอง และตรงนั้นก็มีแค่เธอ” คุณแวมพ์เน้นอย่างชัดถ้อยชัดคำตอนท้ายประโยค สายตาคู่คมมองมาที่ฉันนิ่งๆ เหมือนเป็นการยืนยันคำพูดของตัวเอง

“ไม่จริงอ่ะ พี่เป็กซ์ต้องอยู่ตรงนั้นกับลินด้วยแน่ๆ คุณแวมพ์บอกลินมาเถอะค่ะว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่เป็กซ์กันแน่” ฉันเอ่ยเสียงสั่น เริ่มส่ายหน้าน้อยๆ อย่างรับไม่ได้ ทำไมทุกคนต้องปิดบังฉัน... มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับพี่เป็กซ์แน่ๆ ฉันก็แค่อยากจะรู้ความจริงเท่านั้น

“เขายังมีชีวิตอยู่มั้ย แล้วทำไมทุกคนต้องปิดบังลิน” ฉันเอ่ยพร้อมกับเอื้อมไปจับแขนของคนตรงหน้า เราสบตากันและฉันก็รู้สึกเหมือนกำลังจะร้องไห้

“ไม่มีใครปิดบังอะไรเธอ ทุกคนรู้เท่าที่เธอรู้ พวกเราทุกคน... รู้แค่ว่าเป็กซ์หายไป” คุณแวมพ์ขมวดคิ้วมุ่น เขาคงจะรำคาญฉัน แต่แม้กระนั้นน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็ยังฟังดูอ่อนโยนอยู่ดี

“ไม่จริงอ่ะ คนทั้งคนจะหายไปได้ยังไง ลินไม่เชื่อ... ฮึก”

น้ำตาของฉันไหลพราก การร้องไห้หนักมันทำให้สะอื้นจนแทบหายใจไม่ทัน สมองของฉันวุ่นวายไปหมด ฉันก็แค่อยากจะรู้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้พี่เป็กซ์หายไปกันแน่ เขายังอยู่หรือว่าตายไปแล้ว ถ้าเขายังอยู่แล้วทำไมเขาถึงไม่มาหาฉัน ถ้าเกิดเขาตายแล้วล่ะ... อย่างน้อยมันก็ต้องมีศพ

แล้วนี่อะไร... ทุกคนเอาแต่พูดว่าเขาหายไป แล้วมีใครออกตามหากันบ้างมั้ย

“มิลิน... ใจเย็นๆ ก่อน” คุณแวมพ์เอ่ยเมื่อฉันเริ่มชันเข่าขึ้นแล้วซบหน้าลงไป มือหนาๆ นั่นลูบหลังฉันไปมาเหมือนว่าเขาเองก็ไม่รู้จะทำยังไง เขาคงปลอบใครไม่เก่ง

“ฮือ... ลินจะทำยังไงดี ลินทนไม่ไหว มันทรมานเหลือเกิน” ฉันเอ่ยพร่ำออกไปเพื่อหวังจะให้ความเจ็บปวดมันถูกระบายออกไปบ้าง แต่มันก็เท่านั้น... มันช่วยอะไรไม่ได้เลย กลับกันนั่นมันเหมือนยิ่งเป็นการตอกย้ำ เหมือนถูกมีดคมๆ กรีดลงมายังกลางหัวใจที่เต็มไปด้วยรอยแผลเหวอะหวะ

“ไม่เป็นไรนะ มานี่มา” เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับที่ร่างของฉันถูกรั้งให้ไปซบกับแผงอกอุ่น ถึงแม้คุณแวมพ์จะไม่ใช่คนธรรมดา... แต่มันก็ยังอุ่นอยู่ดี คงจะดีถ้าพี่เป็กซ์แข็งแกร่งเหมือนคนๆ นี้ ฉันจะได้ไม่ต้องคอยกังวลเวลาที่เกิดอะไรขึ้นกับเขา... เหมือนที่กำลังเป็นอยู่ในตอนนี้

“ฮึก ฮือ... ลินเหนื่อยไปหมดแล้ว บางทีตอนที่โดนยิงลินน่าจะตายๆ ไปเลย” ฉันเอ่ยไปตามที่คิดและฉันก็ไม่รู้ว่าคนตัวโตมีสีหน้ายังไง เขาเพียงแค่เงียบไป ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะเปิดประตูห้องเข้ามา...

“เอ่อ... ขอโทษที ฉันแค่อยากเอาน้ำผลไม้มาให้น่ะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่คงที่นักเมื่อเห็นฉันและคุณแวมพ์ ดวงตาคู่สวยสั่นระริกไปมาแต่ก็พยายามฉีกยิ้มส่งมาให้

ฉันมองตามร่างบางที่เดินถือถาดซึ่งมีแก้วน้ำส้มวางอยู่สองใบเข้ามา คุณแวมพ์หยิบแก้วหนึ่งแล้วส่งมาให้ฉัน

“ดื่มนี่สักหน่อยนะ จะได้สดชื่น” เขาเอ่ยเสียงนุ่มและยังคงมองฉันที่เอาแต่ถือแก้วพลางสะอึกสะอื้นไปด้วย เขาพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงว่าให้ฉันดื่มมัน ฉันเลยต้องทำตามอย่างเสียไม่ได้

ระหว่างนั้นบรรยากาศภายในห้องก็เงียบลงจนรู้สึกอึดอัด ผู้หญิงคนนี้น่าจะคือคุณเชอรีน คนที่คุณแวมพ์บอกว่าเธอให้ฉันยืมชุดและเป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้

“ฉันโทรบอกพี่ชายเธอให้แล้ว อีกเดี๋ยวก็คงมา” คนตัวโตเอ่ยขึ้นหลังจากที่รับแก้วน้ำไปจากฉัน ฉันพยักหน้ารับเล็กน้อย คิดอยู่ว่าถ้าได้เจอพี่บัลลังก์... เขาคงต้องดุฉันจนหูชาแน่ๆ

“ขอบคุณสำหรับน้ำส้มนะคะ” ฉันเอ่ยกับคุณเชอรีน และเธอก็ยิ้มรับน้อยๆ ตอนนี้ฉันหยุดร้องไห้แล้ว... ไม่สิ แค่ไม่ถึงกับสะอึกสะอื้น ดูเหมือนว่าน้ำส้มแก้วนั้นจะช่วยทำให้อารมณ์ของฉันดีขึ้นมาได้จริงๆ

“ถ้าง่วงก็นอนไปก่อน เดี๋ยวฉันจะอยู่เป็นเพื่อนเอง” คุณแวมพ์เอ่ยขึ้นเหมือนจะรู้ว่าร่างกายฉันต้องการแบบนั้น ฉันถึงได้ขยับตัวลงนอนอย่างว่าง่าย ระหว่างนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นคุณเชอรีนที่เดินออกไปเงียบๆ พอดี แต่ฉันไม่มีอารมณ์ไปสนใจเธอนัก

“ขอแขนหน่อยได้มั้ยคะ” ฉันพูดขึ้นพร้อมกับนอนมองใบหน้าคร้ามคมที่สบตาฉันอย่างงงๆ

“แขนค่ะ เป็นหลักประกันว่าคุณแวมพ์จะไม่แอบหนีไปไหน” ฉันอธิบายเพิ่ม คนตรงหน้าถึงได้ยอมยื่นแขนมาให้ แม้ท่าทางของเขาดูเหมือนจะขบขันก็ตามที

ที่ฉันทำแบบนี้ความจริงแล้วมันมีเหตุผล ตอนเด็กๆ ไม่ใช่สิ... จนถึงทุกวันนี้พวกพี่บัลลังก์มักจะชอบหลอกฉันเสมอเวลาที่ส่งเข้านอน ทุกคนรู้ว่าฉันกลัวผี บ้างก็กลัวความมืด และมันจะมีวันที่ฉันเป็นหนักจนนอนคนเดียวไม่ได้ ฉันฟุ้งซ่านและหัวสมองมันจะคิดแต่เรื่องน่ากลัวตลอดเวลา จนต้องขอให้พวกพี่ๆ คนใดคนหนึ่งมานอนเป็นเพื่อน พวกเขามักจะพยายามกล่อมฉันให้หลับ และแน่นอนเขาจะพูดว่า หลับเถอะ... พี่ไม่ไปไหนหรอก หรือ นอนเถอะ... เดี๋ยวพี่จะอยู่เป็นเพื่อน สุดท้าย... พอฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกทีไรพวกเขาก็มักจะหายตัวไปทุกที จนในที่สุดฉันเลยต้องคิดวิธีนี้ออกมาใช้

“ปกติคุณแวมพ์ใจดีแบบนี้ตลอดมั้ยคะ” ฉันเอ่ยขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ปิดตาลงแล้วบรรยากาศในห้องมันเงียบไปได้สักพัก ฉันไม่ได้ลืมตามองว่าคนตัวโตกำลังทำอะไรอยู่ แต่ที่แน่ๆ คือแขนเขายังอยู่กับฉัน

“เปล่าหรอก ฉันไม่ใช่คนใจดี แต่เธอดูน่าสงสาร” เจ้าของแขนตอบกลับมา และฉันคิดว่าเขาคงยังไม่รู้แน่ๆ ว่าความจริงแล้วตัวเองเป็นคนยังไง

จากภายนอก... สำหรับฉันแล้วคุณแวมพ์ดูน่ากลัวและดุดัน แต่ก็ยังเทียบชั้นไม่ได้กับคุณโคลด์ รายนั้นน่ะแค่ตวัดสายตาคมกริบมา ฉันก็เกร็งจนแทบจะแข็งเป็นหินแล้ว

แต่ที่ฉันมั่นใจคือ... คุณแวมพ์มักจะสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติก่อนใคร เขามักจะรับรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าคนอื่นกำลังรู้สึกไม่ดีหรือมีปัญหา และเขาก็จะไม่ปล่อยให้มันผ่านไปเฉยๆ โดยที่ไม่ยื่นมือเข้าให้ความช่วยเหลือ

“ไม่หรอกค่ะ จริงๆแล้วคุณแวมพ์เป็นคนใจดี” ฉันพูดพลางลืมตาขึ้นมองอีกครั้ง และฉันก็เห็นว่าคนใจดีกำลังอมยิ้มมุมปากน้อยๆ ส่งมาให้

อย่างน้อยถ้าฉันโชคดี... ก็ขอให้ตื่นมาแล้วยังมีแขนของคนๆ นี้อยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นฉันคงทนไม่ไหวแน่

 

[Cheefong’s part]

ฉันพูดออกไปแล้ว...

และร่างสูงตรงหน้าก็นิ่งเงียบ ฉันไม่รู้ว่าเขากำลังทำสีหน้าแบบไหน แต่ตอนนี้ฉันสัมผัสร่างกายเขาได้ เขามีไออุ่น และมีเสียงหัวใจเต้น

เพียงไม่นาน... มือหนาก็วางลงบนไหล่ของฉัน เป็กซ์เพียงแค่แตะมันขณะที่ฉันยังสวมกอดร่างของเขาเอาไว้แน่น ฉันรู้ว่าเขากำลังจะบอกอะไร แววตาและท่าทางของคนตรงหน้าต่างกับเมื่อเช้านี้ลิบลับ เขาดูมีเขาความหวังและเหมือนมีภาระหน้าที่ๆ ต้องรับผิดชอบ และฉันจะทำทุกอย่างเพื่อให้เขา... ไม่กล้าพูดมันออกมา

“ร้องไห้ทำไม” เป็กซ์ถามและผละตัวออกจากฉัน มือของเขายกขึ้นเพื่อจะเกลี่ยน้ำตาที่แก้มให้แต่มันก็ดันทะลุผ่านไป

เราสัมผัสกันไม่ได้อีกครั้ง...

“เพราะสีหน้าของนายบอกว่านายจะไปจากฉัน” ฉันเอ่ยพร้อมกับปาดน้ำตาตัวเองเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบกับสายตาคู่คมของเขาตรงหน้า

“เปล่านี่ เธอคิดมากไปรึเปล่า” เป็กซ์เอ่ยหลังจากที่ฉันแอบเห็นว่าเขาลอบถอนหายใจเบาๆ แววตาของเขาดูสับสนไปหมด แต่ฉันไม่สนใจ... ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหนฉันก็ต้องรั้งเขาเอาไว้ให้ได้

ความทรงจำที่หายไปของเขายังไงมันก็แค่ความทรงจำอยู่วันยังค่ำ ฉันที่อยู่ตรงนี้ต่างหากคือของจริง ฉัน... คือปัจจุบันของเขา

“งั้นหรอ แต่ดีแล้วแหละ อย่างน้อย... ฉันก็ได้บอกความในใจกับนายไป” ฉันเอ่ยด้วยท่าทีเคอะเขินและแววตาของเป็กซ์ก็สั่นระริกทันที ถึงแม้วันนี้เขาจะยังไม่รู้สึกแบบเดียวกัน แต่ฉันมั่นใจ... ว่าอย่างน้อยสักเศษเสี้ยวในหัวใจเขาต้องมีความรู้สึกดีๆ ให้ฉันบ้าง

และฉัน... จะทำให้มันเพิ่มพูนขึ้นในทุกๆ วัน

“เราอยู่ด้วยกันไม่นาน บางทีเธออาจจะแค่สับสน” ร่างสูงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แม้ท่าทีของเขาจะไม่ได้แสดงออกมาว่าปฏิเสธฉันอย่างชัดเจน แต่มันก็ทำให้ฉันใจโหวงไปมากเหมือนกัน

“งั้นก็อยู่กับฉันสิ” ฉันช้อนตาขึ้นมองเขาอย่างเว้าวอนพร้อมกับเอ่ยเสียงแผ่ว เป็กซ์มักจะแพ้ลูกอ้อนหรือไม่ก็น้ำตาของผู้หญิง ฉันรู้ดี... เพราะก่อนหน้านี้แค่ตอนดูละครเขายังให้ฉันกดเปลี่ยนช่องทันทีที่มีฉากแบบนี้เลย

เขาไม่ได้ไม่ชอบ... แต่คงไม่อยากทนมองให้ทรมานใจเท่านั้นเอง เป็กซ์น่ะเป็นพวกใจอ่อน

“นายยังนึกเรื่องของตัวเองไม่ออกใช่หรือเปล่า” ฉันเอ่ยเสริม และเขาก็มีท่าทีหนักใจ เขาอ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไรออกมา แต่สุดท้ายกลับเปลี่ยนใจเม้มริมฝีปากเอาไว้แทน

“อืม... คงงั้น” เป็กซ์ตอบคำถาม หลังจากที่ปล่อยให้ความเงียบปกคลุมเราสองคนเกือบนาที วันนี้เขาคงไปรู้เรื่องอะไรที่สำคัญสำหรับเขามากแน่ๆ ฉันไม่เคยเห็นเขาคิดเยอะแบบนี้มาก่อน

“อยู่กับฉัน... จนกว่าครูซจะมา” ฉันเอ่ยพร้อมกับเอื้อมไปจับมือหนา และโชคดีที่ฉันสัมผัสเขาได้อีกครั้ง เป็กซ์ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา มีเพียงแค่สายตาคู่คมของเขาเท่านั้นที่ยังคงจดจ้องฉันอยู่

“...” ฉันฉีกยิ้มอย่างถูกใจน้อยๆ เมื่อคนตรงหน้าละสายตาไปทางอื่น

ฉันรู้ว่าเขายังจำอะไรไม่ได้แต่คงไปรู้เรื่องที่สำคัญบางอย่างมา และถ้ามันคือเรื่องของผู้หญิงคนนั้น... คนที่เคยเป็นคนรักของเขา ฉันจะทำให้เขาเลิกสนใจมันเอง เชื่อสิ... ว่าฉันทำได้

“ว่าแต่นายแอบไปเที่ยวไหนมาหรอ” ฉันเอ่ยถามด้วยท่าทีที่สบายๆ มากขึ้น ผิดกับร่างสูงตรงหน้าที่มีอาการอึกอัก

“ก็แถวนี้... แค่เดินเล่น” จบประโยคฉันก็ฉีกยิ้มพร้อมกับพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงรับรู้ ใช่ ฉันรู้... รู้ว่าเขาโกหก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป

“จริงสิ เมื่อกี๊นายพูดว่ามีอะไรจะบอกฉัน มีอะไรงั้นหรอ” ฉันแกล้งทำเป็นไขสืออีกรอบ เป็กซ์ถึงได้ส่ายศีรษะน้อยๆ ตอบกลับมา

“ช่างเถอะ... ฉันลืมมันไปแล้ว”

ใช่... แบบนี้แหละสิ่งที่ฉันต้องการ

 

หนึ่งอาทิตย์ต่อมา

“ชีฟองๆ มานี่สิ ฉันจะพาไปดูอะไร” เสียงของส้มดังขึ้นข้างหูจนฉันสะดุ้งหยง ตอนนี้ฉันกำลังนวดแป้งอยู่ในห้องครัวของร้านเบเกอรี่ที่ฉันทำงานอยู่ และไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ส้มที่เป็นเพื่อนพนักงานถึงได้ทำหน้าตาขึงขัง พร้อมกับลากฉันให้ออกไปยังบริเวณหน้าเคาน์เตอร์แบบนี้

“นี่ไงๆ เด็กผู้หญิงคนนั้นไงที่เป็นแฟนกับพ่อเทพบุตรของฉันอ่ะ” เธอว่าด้วยท่าทางซีเรียสพร้อมกับพยักเพยิดให้ฉันหันไปมองยังโต๊ะตัวหนึ่งซึ่งมีลูกค้าสองคนนั่งอยู่ หนึ่งในนั้นเป็นเด็กผู้หญิงน่าตาน่ารัก เธออยู่ในชุดเครื่องแบบนักเรียนมอปลายของโรงเรียนเอกชนชื่อดังซึ่งอยู่ไม่ห่างจากที่นี่เท่าใดนัก ส่วนอีกคนเป็นเด็กผู้ชาย ฉันคิดว่าทั้งสองคนน่าจะอยู่โรงเรียนเดียวกัน

“แต่แปลก... ทำไมวันนี้ถึงได้มากับคนอื่น” ส้มเอ่ยขึ้นอีกทั้งที่สายตายังจับจ้องไปที่สองคนนั้น เหมือนว่าเธอกำลังพูดกับตัวเอง ฉันลอบยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยแสดงความคิดเห็นในประโยคถัดมา

“เขาอาจจะเลิกกันไปแล้วก็ได้ล่ะมั้ง” คำพูดลอยๆ มันทำให้คนข้างตัวหันขวับมามองหน้าฉันอย่างมีความหวัง แววตาของส้มสั่นระริกไปด้วยความดีใจ ในขณะที่ริมฝีปากก็ฉีกยิ้มกว้าราวกับว่าเจ้าตัวอยากจะกรี๊ดออกมาแต่ก็พยายามเก็บอาการเอาไว้

“จริงดิ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีเลยฉันจะได้เสียบแทน” ส้มเอ่ยอย่างมาดมั่น ก่อนจะถูกใครบางคนเอ่ยขัดขึ้นด้วยความหมั่นไส้

“อย่าฝันไปหน่อยเลยยัยส้ม อีกอย่าง... ถ้าสองคนนั่นเลิกกันจริง พ่อเทพบุตรของแกคงไม่มาเหยียบที่ร้านนี้แล้วแหละ” ฝนเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดจะรำคาญ เธอส่ายศีรษะน้อยๆ พร้อมกับมองส้มที่เริ่มแสดงอาการช็อกอย่างออกนอกหน้า

“เฮ้ย จริงด้วย... แล้วทีนี้ฉันจะทำยังไงดีล่ะ” ส้มเขย่ามือฉันไปมาอย่างขอความช่วยเหลือ ฉันจึงได้แต่หลุดขำเพราะท่าทางของเธอ

“ก็นั่นไง ผู้ชายคนใหม่นั่นก็หน้าตาดีไม่เลวนะ ชอบนักไม่ใช่หรอแฟนชาวบ้านเขาน่ะ” ฝนเอ่ยค่อนขอดเพื่อนรัก และฉันรู้สึกไม่ชอบประโยคนี้ของเธอเอาซะเลย ถึงเธอจะแค่พูดเล่นก็เหอะ... มันทำให้หงุดหงิด แต่ฉันก็ทำได้เพียงแค่นิ่งเงียบและมองไปยังเด็กผู้หญิงคนนั้น ในขณะที่หัวใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร... แต่มันทำให้ฉันรู้สึกไม่สงบและร้อนรุ่มไปหมด

“ยัยบ้านี่ หลอกด่าฉันหรอ” ส้มแกล้งทำเป็นโกรธ ก่อนที่สองคนนั้นจะประทุษร้ายกันไปมาท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน

“ฉันว่าสองคนนั้นคงไม่ใช่แฟนกันหรอก” ฝนเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เธอหยุดเล่นแล้ว และนั่นมันก็ทำให้ฉันอดที่จะหันไปมองหน้าเธอไม่ได้

“ทำไมถึงคิดงั้นล่ะ” ฉันถามเหมือนไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญอะไรนัก ก่อนจะปรายสายตาไปยังคนที่อยู่ในบทสนทนาของเราอีกครั้ง

“ดูจากสีหน้าและแววตาของเด็กผู้หญิงคนนั้นไง... ถ้าเธอเคยเห็นตอนที่เด็กคนนั้นมากับพ่อเทพบุตรของยัยส้ม เธอก็จะเข้าใจ” จบประโยคของฝนฉันก็เผลอแค่นหัวเราะออกมาอย่างไม่รู้ตัว โชคดีที่ไม่มีใครทันสังเกต อยากจะรู้เหลือเกิน... ว่าก่อนหน้านี้เธอมีความสุขมากขนาดไหนกัน

แต่ต่อจากนี้เธอคงไม่ได้สัมผัสอีกแล้ว... ความสุขนั้นมันเป็นของฉันแค่คนเดียว

“เออ ฉันก็คิดว่างั้นแหละ ถึงฉันจะไม่ค่อยชอบยัยเด็กผู้หญิงนั่นเท่าไหร่เพราะหล่อนคือมารหัวใจของฉัน แต่วันนี้ฉันรู้สึกว่าเธอดูเศร้าๆ ยังไงไม่รู้ ถ้าเด็กผู้ชายที่มาด้วยวันนี้คือแฟนใหม่จริงๆ ล่ะก็บอกเลยว่าคบกันไม่รอดหรอก” ส้มเอ่ยขึ้นบ้างอย่างเห็นด้วย และนั่นมันทำให้ฉันอยากจะกลับเข้าไปในครัวสักที จะได้ไม่ต้องมาทนฟังอะไรที่มันระคายหูอีก

“เธอสองคนนี่น่ากลัวเหมือนกันนะ แค่ยืนมองเฉยๆ ยังเดาได้เป็นฉากๆ “ ฉันแกล้งทำเป็นเอ่ยกลั้วหัวเราะ พร้อมกับคิดว่าจะเดินผละเข้าครัวไป

“นั่นสินะ หรือว่าฉันควรจะไปเป็นนักสืบดี” ส้มเอ่ยก่อนจะหัวเราะอย่างขบขัน และทุกสิ่งก็นิ่งสนิท... เมื่อเด็กผู้หญิงคนนั้นลุกขึ้นเดินมาทางเคาน์เตอร์ ฉันหยุดเดินและส้มหยุดหัวเราะ ก่อนที่ฝนจะรีบเอ่ยต้อนรับอย่างรู้หน้าที่

“รับเหมือนเดิมมั้ยคะ คุณลูกค้า” เธอเอ่ยถามพร้อมกับส่งยิ้มร่าเริง ตอนแรกเด็กคนนั้นเหมือนจะพยักหน้าตามความเคยชิน แต่สุดท้ายเธอก็เปลี่ยนใจเหมือนนึกอะไรขึ้นได้

“เอ่อ...ค่ะ แต่เครื่องดื่มอีกแก้วขอเป็นช้อกโกแลตนะคะ” พูดจบเธอก็ถอนหายใจน้อยๆ และฉันแอบเห็นว่าดวงตาคู่สวยมีน้ำตาคลออยู่ด้วย

“ได้ค่ะคุณลูกคะ อีกสักครู่จะเอาไปเสิร์ฟให้ที่โต๊ะนะคะ” ฝนตอบรับด้วยท่าทางเป็นมิตร ก่อนที่เธอคนนั้นจะกล่าวขอบคุณตามมารยาทแล้วเดินกลับโต๊ะไป

“แก ทำไงดีอ่ะ ฉันอยากรู้จังเลยว่าพ่อเทพบุตรของฉันไปไหน” นี่เป็นประโยคแรกของส้มหลังจากที่เหลือแต่พวกเราอยู่บริเวณหน้าเคาน์เตอร์

“หยุดคิดเดี๋ยวนี้เลยนะยัยส้ม ถ้าไม่อยากถูกไล่ออก” ฝนออกปากเตือนแล้วใช้มือตีไหล่ส้มเบาๆ ก่อนจะพยักพเยิดให้เพื่อนรักจัดเตรียมขนมตามเมนูที่ได้รับมาเมื่อครู่ และวินาทีนั้นเองที่จู่ๆ สมองของฉันมันก็คิดอะไรได้

“เดี๋ยวฉันไปถามให้เอามั้ย” จบประโยคสองคนนั้นก็หันมามองตาโตอย่างไม่อยากจะเชื่อหู ฉันจึงส่งยิ้มซื่อๆ ตอบกลับไปให้พวกเธอ

“อย่านะชีฟอง เกิดเขาไม่พอใจฟ้องพี่เจ้าของร้านขึ้นมา เธอถูกไล่ออกแน่ๆ” ฝนเอ่ยเสียงเครียด แต่ฉันกลับยิ้มรับและไม่คิดว่าสิ่งนั้นจะเป็นปัญหาใหญ่อะไรเลยสักนิด ฉันก็แค่อยากรู้เท่านั้นเอง อยากจะรู้... ว่าสีหน้าตอนที่เธอคนนั้นตอบคำถามของฉันมันจะเป็นยังไง

“ไม่ขนาดนั้นหรอกมั้ง เธอยังเด็กอยู่คงไม่เจ้ากี้เจ้าการอะไรหรอก” ฉันตอบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะคว้าถาดเสิร์ฟที่ส้มเพิ่งจัดเตรียมเสร็จมาถือไว้ในมือ

“มา เดี๋ยวฉันไปเสิร์ฟให้เอง”

“เฮ้ย!!! สองคนนั้นอุทานอย่างพร้อมเพรียงกันด้วยความตกใจ แต่ว่าฉันไม่สน... และเลือกที่จะเดินออกไปด้วยความมุ่งมั่น

“ขออนุญาตเสิร์ฟอาหารค่ะคุณลูกค้า” ฉันพูดขึ้นตามมารยาทเมื่อเดินมาถึงโต๊ะของเป้าหมาย และผู้ชายคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเด็กคนนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองพร้อมกับส่งยิ้มมาให้อย่างเป็นมิตร

“อ่อ ครับ” เขาขยับจานเค้กใบเล็กๆ ที่ฉันเพิ่งวางลง ส่งไปให้ร่างบางตรงข้ามซึ่งเอาแต่เหม่อมองโทรศัพท์เครื่องสีชมพูที่วางอยู่บนโต๊ะ ฉันไม่รู้ว่าเธอมองมันทำไม... ทั้งๆ ที่มันเต็มไปด้วยรอยถลอกปลอกเปิกจนดูเก่าไปหมด

“มีอะไรรึเปล่าครับ” ผู้ชายคนนั้นถามขึ้นด้วยความสงสัยเมื่อฉันยืนอยู่นานจนเกินความจำเป็น และเธอคนนั้นก็เริ่มเงยหน้าขึ้นมาให้ความสนใจกับฉันเช่นกัน

“คือฉันมีเรื่องอยากจะถามน่ะค่ะ” ฉันแกล้งพูดขึ้นด้วยท่าทีอึกอัก แล้วสองคนนั้นก็หันไปสบตากัน

“อาจจะดูสอดรู้สอดเห็นไปหน่อยนะคะ แต่ฉันอยากรู้ว่าผู้ชายหน้าตาหล่อๆ ที่เคยมากับคุณวันนี้เขาไปไหนหรอคะ” จบประโยคร่างบางก็หน้าเสียไปทันที เธอมองหน้าฉันด้วยดวงตาที่มีหยาดน้ำใสคลอหน่วง

“คือ... เขา... ”

“นี่เป็นเรื่องส่วนตัวนะครับ ผมคิดว่าคุณไม่ควรจะถาม” ผู้ชายคนนั้นเอ่ยแทรกขึ้นอย่างไม่พอใจ เขามองฉันหน้านิ่วคิ้วขมวดแต่ก็ถูกมือบางเอื้อมมาแตะเหมือนต้องการให้เขาใจเย็นๆ

“ขอโทษด้วยค่ะ ฉันแค่อยากรู้... แต่ดูเหมือนจะละเมิดสิทธิส่วนตัวของคุณไปหน่อย” ฉันเอ่ยพร้อมกับก้มหน้าสำนึกผิด คนตัวเล็กถึงได้หันมาเอ่ยปฏิเสธยกใหญ่

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันรู้ว่าเพื่อนคุณชอบพี่เป็กซ์เป็นพิเศษ... ฉันเข้าใจค่ะ ฝากบอกด้วยนะคะว่าพี่เป็กซ์... คงไม่มาที่นี่อีกแล้ว เขาไม่อยู่แล้ว” ท้ายประโยคเสียงหวานค่อยๆ แผ่วลงเหมือนว่าเธอไม่อยากจะพูดมัน

“ค่ะ ยังไงก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ ขอโทษจริงๆ ค่ะ” ฉันกล่าวคำขอโทษอีกรอบ ก่อนจะเดินออกมาพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ ที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกบางอย่างในใจ

[End of Cheefong’s part]

 

[Pex’s part]

ผมไม่รู้จะทำยังไง...

หลังจากที่ชีฟองพูดกับผมวันนั้นมันทำให้ผมสงสารเธอ เธอบอกว่าชอบผม... บางทีเธออาจจะแค่สับสนและกำลังเหงา ส่วนความรู้สึกของผมนั้น... แน่นอนว่ามันไม่มีทางรู้สึกแบบเดียวกับเธอได้เลย ผมรักมิลิน แม้จะจำอะไรไม่ได้เลยก็ตาม แต่ความรู้สึกมันบอกแบบนั้น

มิลินออกจากโรงพยาบาลมาหลายวันแล้ว และผมก็ตามเฝ้าเธอตลอด แต่วันนี้ผมไปหาเธอที่โรงเรียนแล้วไม่เจอ สงสัยจะคลาดกันระหว่างทาง ด้วยความที่ผมไม่อยากกลับห้อง เพราะถึงกลับไปก็ไม่รู้จะทำอะไรอยู่ดี เลยคิดที่จะไปหาชีฟองที่ๆ ทำงานของเธอเล่นๆ ยังไง... ก็ไม่มีใครมองเห็นผมอยู่แล้วนี่

แต่ไม่นึกเลยว่าพอมาถึงแล้วผมจะรู้สึกหงุดหงิดแบบนี้!

นั่นมิลินกับเพื่อนผู้ชายที่อยู่กลุ่มเดียวกับเธอ ไอ้หมอนั่นชื่อเทน และผมเห็นว่ามันชอบพูดหยอดมิลินอยู่บ่อยๆ จนน่ารำคาญ

ผมเดินเข้าไปยังโต๊ะของสองคนนั้น มิลินเอาแต่เหม่อมองโทรศัพท์เครื่องสีชมพูที่เต็มไปด้วยรอยถลอกปอกเปิก ในขณะที่ไอ้เด็กเทนนั่นเอาแต่พูดจ้อไม่หยุด ดูก็รู้แล้วว่ามิลินไม่สนใจมันเลย ขนาดเค้กที่เธอชอบเธอยังไม่คิดจะตักเข้าปากเลย

แล้วนี่... ผมรู้ได้ไงวะว่าเธอชอบทานเค้ก

“มิลิน ทานเค้กหน่อยสิ... ของโปรดลินไม่ใช่หรอ อ่ะนี่ อ้าม... “ เทนตักเค้กแล้วยื่นไปจ่อปากมิลิน เธอเงยหน้าขึ้นมองมันอย่างลังเล ในขณะที่ผมเองก็ได้แต่ลุ้นระทึกไปกับปฏิกิริยาของเธอ

ฟุ่บ! เพล้ง!

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนผมงงไปหมด ผมถอยห่างจากโต๊ะของสองคนนั้นมาเล็กน้อย เมื่อจู่ๆ แก้วช้อกโกแลตก็เลื่อนตกไปหกรดเสื้อของเทนจนเปรอะเปื้อนไปหมด

สมน้ำหน้า!

ผมนึกอย่างขำขันกับปฏิกิริยาของมันตอนนี้ พวกพนักงานในร้านต่างวิ่งเข้ามาอำนวยความสะดวกแทบจะทันทีรวมไปถึง... ชีฟองด้วย เธอมองหน้าผมพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น ราวกับเธอคิดว่านั่นคือผลจากการกระทำของผม

แต่นั่นไม่ใช่ฝีมือผมนะสาบานเลย... แค่จะหยิบแก้วผมยังสัมผัสไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ก็แค่คิดเท่านั้นเองว่าถ้าเอาช้อกโกแลตสาดใส่หน้าไอ้เด็กบ้านี่ได้ก็คงจะดี แต่ไม่รู้ว่ามันจะได้ผลเร็วขนาดนั้น

“เทน เป็นอะไรมากมั้ย ลินว่าเราควรไปซื้อเสื้อใหม่กันนะ” มิลินว่าพร้อมกับขยับเข้าไปลูบๆ เสื้อของเทนที่เต็มไปด้วยรอยเปื้อน  เห้ยๆ อะไรกัน... เมื่อก่อนผมใจดีขนาดให้เธอไปถึงเนื้อถึงตัวกับผู้ชายคนอื่นเลยหรอวะ

“ไม่เป็นไรหรอก แค่ถอดก็จบแล้ว” ไอ้หมอนั่นเอ่ยยิ้มๆ ก่อนจะถกชายเสื้อขึ้นอย่างไม่แคร์สายตาใคร เหอะ... นึกว่าตัวเองหุ่นดีมากหรอวะ ก็แค่เด็กขี้ก้าง

“ผิวเทนแดงหมดเลย... ช้อกโกแลตคงร้อนน่าดู เรากลับบ้านกันเถอะจะได้หายาทาให้เทน” มิลินพูดพร้อมกับมองสำรวจผิวของร่างสูงตรงหน้า และผมเองก็มองเธออย่างไม่ชอบใจนัก พอแกล้งจะยื่นมือไปปิดตาเธอมือผมก็ดันทะลุผ่านไปอีก

แวบหนึ่งผมเห็นว่าชีฟองที่กำลังช่วยเพื่อนๆ พนักงานเก็บเศษแก้วอยู่หันมามองผมด้วยสายตาดุๆ แต่ผมก็ยักคิ้วส่งไปให้เธอเพียงเท่านั้น อันที่จริงผมยังไม่ได้บอกเธอเรื่องของมิลิน ก็ในเมื่อเธอพูดออกมาว่าชอบผมแบบนั้นใครมันจะไปกล้าบอกกันล่ะครับ

“อืม แต่ว่ามันหกได้ยังไงกันนะ เมื่อกี๊เทนว่ามือเทนไม่ได้ขยับไปโดนแก้วสักหน่อย” เสียงของเทนดังขึ้นขัดความคิด ในขณะที่ผมได้แต่ยิ้มเยาะมันอย่างสะใจ แม้จะรู้ว่ามันมองไม่เห็นก็ตาม

“ขอโทษด้วยนะคะ” มิลินหันไปขอโทษกับพนักงานในร้านที่กำลังช่วยกันทำความสะอาด หลังจากนั้นทั้งสองคนก็เดินออกจากร้านไป ตอนแรกผมกำลังจะตามไปแต่ก็ถูกชีฟองเดินมาขวางเอาไว้เสียก่อน

“นายมาทำอะไรที่นี่” เธอกระซิบเสียงเครียดเพราะไม่อยากให้คนอื่นๆ คิดว่าเธอกำลังพูดคนเดียว ผมมองหน้าเธอสลับกับแผ่นหลังของสองคนนั้นอย่างลังเล ช่างเหอะ... ไว้พรุ่งนี้ค่อยไปหามิลินที่โรงเรียนก็ได้

“ออกมาเดินเล่น ผ่านมาแถวนี้พอดีเลยแวะมาหาเธอ” จบประโยคของผมชีฟองก็อมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะถามออกมาอีก

“นายรู้จักสองคนนั้นด้วยหรอ” ผมนิ่ง... คิดอยู่ว่าควรจะตอบยังไงออกไปดี จะบอกว่าไม่รู้จักแต่ดูจากท่าทางของเธอแล้วยังไงก็คงไม่เชื่อ และอีกอย่างผมไม่มีเหตุผลต้องโกหกเธอด้วย

“อืม... ผู้หญิงคนนั้นเป็นแฟนฉันเอง”

ชีฟองนิ่งไปทันทีที่ได้ยินแบบนั้น นัยน์ตาเธอหลุกหลิกไปมาเหมือนกำลังคิดอะไรว้าวุ่นในใจ จนกระทั่งเสียงเรียกของเพื่อนเธอดังขัดขึ้น

“ชีฟอง เธอไปยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้นน่ะ” เพราะอย่างนั้นร่างบางถึงได้เดินผละออกไปโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ผมมองตามหลังเธอไป รู้ดีว่าคำพูดเมื่อกี๊มันทำลายหัวใจเธอ

แต่ผม... ไม่อยากให้เรื่องทุกอย่างมันค้างคาอีกต่อไปแล้ว

[End of Pex’s part]

 

[Milin’s part]

...หลังจากวันนั้นฉันก็ถูกพี่บัลลังก์ดุยกใหญ่

หมายถึงวันที่ฉันหนีออกจากโรงพยาบาลมาหาคุณแวมพ์ที่บ้านน่ะ ตอนที่ฉันเผลอหลับไปอีกรอบพอตื่นมาอีกทีก็มีพวกพี่ๆ อยู่กันเต็มห้องไปหมด แน่นอนว่าฉันถูกดุและคุณแวมพ์ก็ช่วยไกล่เกลี่ยให้ฉันถึงได้รอดตายมาอย่างหวุดหวิด

แต่พอเรื่องทุกอย่างจบลง... ฉันก็รู้สึกเหมือนชีวิตดำเนินไปอย่างไร้จุดหมาย ความคิดที่ว่าฉันอยู่เพื่ออะไรมันวนเวียนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวมันไม่มีอะไรดึงดูดความสนใจของฉันได้สักอย่าง ทุกวันนี้ฉันเหมือนอยู่แต่กับตัวเอง แค่ตัวเอง... คนเดียวเท่านั้น

“มีใครกลับบ้านมารึยังน้า” เทนเอ่ยขึ้นพร้อมกับชะโงกหน้ามองเข้าไปในบ้านของฉัน เขาเพิ่งขับรถมาส่งฉันที่บ้านหลังจากที่เราไปทานเค้กกันมาน่ะ และเพราะมันมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นนิดหน่อยคนตัวโตถึงได้เปลือยท่อนบนอยู่แบบนี้

“เข้าบ้านมาก่อนสิ ลินจะได้ทายาให้” ฉันเอ่ยพร้อมกับมองไปยังผิวขาวๆ ที่แดงเป็นปื้นของเทน เขายกมือเกาแก้มนิดหน่อยเหมือนกำลังอายที่ฉันมองไปตรงๆ แบบนั้น

“เข้าไปสภาพนี้อ่ะนะ มีหวังพี่ชายลินได้กระทืบเทนแน่” คนตัวโตเอ่ยกลั้วหัวเราะ ฉันจึงได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในรถแบบนั้นเพราะไม่รู้จะทำยังไง จะปล่อยให้เทนกลับไปทั้งอย่างนี้ฉันก็รู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย อย่างน้อยฉันควรหายามาทาให้เขาก่อน

“เข้ามาเถอะ กว่าพี่บัลลังก์จะกลับมาก็ช่วงค่ำๆ นั่นแหละ” ฉันเอ่ยก่อนจะเปิดประตูรถแล้วหันไปมองเทนที่มีท่าทางลังเลอีกครั้ง พอฉันพยักหน้าเรียก... ร่างสูงถึงได้ยอมเดินตามเข้ามาในบ้านพร้อมกับกวาดมองไปรอบๆ เพื่อสำรวจนู่นนี่

“เทนนั่งรออยู่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวลินจะขึ้นไปเอากล่องยากับเสื้อบนห้องมาให้” ฉันเอ่ยขึ้นพร้อมกับดุนดันแผ่นหลังหนาเพื่อให้เขาหยุดซนกับของตั้งโชว์รอบๆ แล้วไปนั่งรอที่โซฟาในห้องนั่งเล่น

“เสื้อหรอ... ของใครอ่ะ” เทนถามเหมือนไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญนัก แต่ฉันกลับรู้สึกอึดอัด ไม่อยากจะพูดชื่อของเจ้าของเสื้อออกมา

“ของพี่เป็กซ์น่ะ... โอเครึเปล่า” จบประโยคเทนก็เหมือนจะนิ่งไปเล็กน้อย เขาสบตาฉันด้วยความเป็นห่วง เพราะรู้ดีว่าชื่อของคนๆ นี้มีอิทธิพลกับฉันมากเพียงใด

“ไม่มีปัญหา เทนใส่ได้หมดแหละ” คนตัวโตเอ่ยพร้อมกับฉีกยิ้มส่งมาให้เหมือนต้องการให้ฉันอารมณ์ดีขึ้น แต่มันก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก

ฉันหมกมุ่นกับเรื่องของเขามากเกินไป แค่ได้ยินชื่อหรือคนพูดถึงฉันก็รู้สึกอึดอัดจนเหมือนจะหายใจไม่ออกแล้ว ฉันรู้สึกทรมานจนถึงขั้นที่อยากให้ความทรงจำทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขามันลบหายไป ถ้าเป็นแบบนั้นได้จริงๆ ฉันคงไม่ต้องมาเจ็บปวดแบบนี้

[End of Milin’s part]

 

[Pex’s part]

“แล้วสรุปนี่พี่ชายลินจะแต่งงานจริงๆ หรอ ในเวลาที่ลินเป็นแบบนี้เนี่ยนะ” เสียงหวานของปั้นหยาดังขึ้น ขณะที่เธอและมิลินกำลังนั่งเล่นอยู่ที่โรงอาหารของโรงเรียน

แน่นอนว่าผมรู้จักเธอ... ก็ผมตามติดมิลินมาทั้งอาทิตย์นี่ ปั้นหยาเป็นเพื่อนผู้หญิงคนเดียวที่มิลินสนิทด้วย ส่วนอีกสองคนที่เป็นผู้ชายผมไม่ขอพูดถึงแล้วกัน แค่นึกถึงหน้ามันก็รู้สึกหงุดหงิดแล้ว โดยเฉพาะไอ้เด็กที่ชื่อเทนนั่น


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เรื่องนี้เป็นภาคต่อของ KASIBSHOL CAMPAIGN พันธะรักมาเฟียร้ายนะคะ ใครยังไม่เคยอ่านภาคหนึ่งลองไปอ่านดูก่อนก็ได้ค่ะ ในส่วนของภาคนี้ แฟนตาซีมากขึ้น ดราม่ามากขึ้น และที่สำคัญคือฟินมากขึ้น อิอิ อ่านแล้วอย่าลืมคอมเม้นต์และกดถูกใจเพื่อเป็นกำลังในนักเขียนด้วยนะคะ ^^"

biteholicgirl


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha