[E-BOOK] KASIBSHOL CAMPAIGN II ลิขิตรักพันธะร้าย

โดย: biteholicgirl



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 2 : Chapter 2


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

CHAPTER 2



“สองคนนั้นเค้าวางแผนกันไว้นานแล้วน่ะ แล้วอีกอย่าง... ลินก็ไม่อยากให้ตัวเองไปขัดขวางความสุขของใครด้วย ยิ่งช่วงนี้คุณพ่อของพี่อลิสดูเหมือนจะหาผู้ชายคนอื่นมาแนะนำให้เธอ ฉันว่ารีบแต่งกันไปน่ะดีแล้วแหละ... อย่างน้อยก็ยังมีโอกาสอยู่” มิลินเอ่ยเสียงเรียบ แววตาของเธอมันว่างเปล่าไปหมด ผมอยู่กับเธอเกือบตลอดเวลา และผมไม่เคยเห็นเธอยิ้มเลยสักครั้งเดียว

แม้แต่ตอนนี้... ตอนที่เธออยู่กับเพื่อน ผมก็ยังไม่เห็นสิ่งที่เรียกว่าความสุขในแววตาของเธอเลย

“โธ่... ลิน” ปั้นหยาเอ่ยเสียงอ่อนอย่างไม่รู้จะทำยังไง ดวงตาคู่โตมองไปที่มิลินด้วยความสงสาร ก่อนที่เสียงทะเล้นๆ ของใครคนหนึ่งจะดังแทรกขึ้น

“คุยอะไรกันอยู่ครับสาวๆ” นั่นไง... ไอ้ตัวมารผจญมันมาแล้ว ผมเบะปากทันทีที่เห็นหน้าเทน แถมมันยังเสนอหน้ามานั่งข้างๆ มิลินทั้งที่ผมกำลังนั่งอยู่ด้วย

ผมรีบลุกออกทันใด... ถึงแม้ตัวมันจะทะลุผ่านผมไปก็เหอะ แต่ผมรู้สึกขนลุกที่ต้องไปอยู่ในตัวมัน

“เรื่องงานแต่งของพี่ชายลินน่ะ พวกนายจะไปหรือเปล่า” ปั้นหยาเอ่ยถามเพื่อนรักอีกสองคนที่เพิ่งเข้ามาร่วมวงสนทนา พร้อมๆ กับมองห่อขนมที่ถูกวางจนเต็มโต๊ะไปหมด

“ฉันต้องไปอยู่แล้ว”  เดวิลเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามแบบฉบับเจ้าตัว เท่าที่ผมเห็นมันเป็นคนพูดน้อย แต่การกระทำเนี่ยไม่เบาเหมือนกัน ผมคิดว่ามันชอบปั้นหยา แต่กับมิลินผมไม่รู้มันคิดยังไง เห็นเอาใจใส่อยู่พอประมาณเลย

ที่จริงผมไม่ได้อยากจะมาสอดรู้สอดเห็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของเด็กมอปลายอะไรแบบนั้นหรอกนะ แต่มิลินอยู่ที่นี่มันก็เลยเป็นผลพลอยได้ของผม ถ้าผมไม่มาหาเธอผมก็ไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน จะให้อยู่บ้านเฉยๆ ก็น่าเบื่อ ตอนนี้ผมทำได้แค่รอ... จนกว่าไอ้คนที่ชื่อครูซนั่นจะโผล่หัวออกมาสักที

“ถ้าพวกนายไปฉันก็ไป” เทนเอ่ยตอบคำถามของปั้นหยา ก่อนจะหันมามองหน้ามิลินเสียจนแทบติด หนอย... ไอ้เวรนี่ เอาหน้าออกไปห่างๆ จากเมียกูนะโว้ย

“แล้วนี่ซื้ออะไรมาเยอะแยะเลย” ปั้นหยาว่าพร้อมกับปรายตาไปยังกองขนมมากมายที่วางอยู่บนโต๊ะ ในขณะที่เทนก็เสนอหน้าหยิบขนมซองหนึ่งออกมาแกะ แล้วยื่นไปจ่อที่ริมฝีปากของมิลิน

“ทานนี่สิลิน ของโปรดของลินทั้งนั้นเลยนะ” มันพูดพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง แล้วพยักหน้าหงึกหงักราวกับว่ามันน่ารักนักหนา

“ขอบใจนะ แต่ลินไม่ค่อยหิว” คนตัวเล็กเอ่ยตอบมันด้วยสีหน้านิ่งๆ จนผมถึงกับปรบมือแปะๆ อย่างถูกใจ หึ... สมน้ำหน้า

“ทานสักหน่อยเหอะนะ เทนกับไอ้เดอุตส่าห์ไปซื้อมา นะๆ” เทนยังคงตื๊อ แต่มิลินก็ส่ายหน้าลูกเดียว อันที่จริงผมว่าเธอควรทานสักหน่อย ข้าวกลางวันเธอก็ไม่ยอมทาน ผมไม่รู้ว่าเมื่อเช้าเธอได้กินอะไรมาจากบ้านบ้างรึเปล่า เพราะปกติซันมักจะทำอาหารเช้าเอาไว้ให้

แล้วนี่... ผมรู้ได้ยังไงวะ หรือว่าบางทีความทรงจำของผมคงค่อยๆเริ่มกลับมาแล้ว

ฟุ่บ!

“ทานเถอะ เขาฝากให้ฉันดูแลเธอ... ลืมไปแล้วรึไง” เดวิลเอ่ยพร้อมกับยัดขนมปังห่อหนึ่งใส่มือมิลิน และน่าแปลกที่เธอยอมทำตามอย่างว่าง่าย

เขาที่มันว่าเนี่ย เขาไหนวะ... ใช่ผมรึเปล่า

น่าจะใช่มั้ง... ผมคิดก่อนจะยักไหล่เล็กน้อย เมื่อภาพๆ หนึ่งแวบเขามาในหัว มันเป็นสถานที่ๆ เหมือนตึกร้าง มีผม มีน้องลิน แล้วก็เดวิล ผมไม่รู้ว่าพวกเราไปทำอะไรที่นั่น เพราะผมเห็นแค่นั้นมันก็ตัดฉับหายไปเลย

“ไง” จู่ๆ เสียงทุ้มของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นจนทุกคนต้องหันไปมอง ผมนิ่งไปเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างสูงของคนตรงหน้ากำลังเดินเอามือล้วงกระเป๋าเข้ามา

“คุณแวมพ์... มาทำอะไรที่นี่คะ” มิลินเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจ ในขณะที่เพื่อนของเธอก็นิ่งเงียบเหมือนกำลังรอฟังคำตอบจากคนตรงหน้า แวมพ์ตวัดสายตามามองผมแวบหนึ่งก่อนจะเลิ่กคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“มารับเธอกลับบ้านนั่นแหละ พี่ชายเธอติดประชุมอยู่กับบอส” จบประโยคแวมพ์ก็หันมามองผมอีกรอบเหมือนมีอะไรจะพูดด้วย แต่เพราะมีคนอยู่ตรงนี้เยอะ และไม่มีใครมองเห็นผมนอกจากมัน... มันเลยทำไม่ได้

“งั้นหรอคะ” มิลินเอ่ยก่อนจะเก็บข้าวของใส่กระเป๋า ในขณะที่แวมพ์ก็หันไปทักทายเดวิลที่อยู่ข้างๆ แทนเหมือนว่าสองคนนี้รู้จักกันมานาน

“ไงไอ้เด ใส่ชุดนักเรียนแล้วกูไม่ชินเลยว่ะ” แวมพ์ว่าก่อนจะหัวเราะในลำคอ จนเดวิลได้แต่ลูบแผงคอตัวเองไปมาเหมือนกำลังเก้อเขิน

ผมก็เพิ่งรู้... ว่าสองคนนี้รู้จักกันด้วย

“เฮียก็ อย่าแซวดิ” เดวิลยิ้มมุมปาก ก่อนจะใช้มือจัดเสื้อนักเรียนของตัวเองไปมา

“แล้วเทมป์อ่ะพี่แวมพ์ มันประชุมด้วยป่ะ” เทนถามขึ้นบ้างเหมือนว่าสองคนนี้ก็คุ้นเคยกันพอประมาณ แถมยังพูดถึงคนชื่อเทมป์ที่ผมนึกไม่ออกด้วยว่าเป็นใคร แต่ผมคิดว่าตัวเองต้องรู้จักแน่ๆ

“อืม หมดเลย... ทั้งคาซิบโชลและก็อาเซติค”

“แล้วเฮียหลุดออกมาได้ไงเนี่ย” เดวิลถามขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ทุกคนหัวเราะกันหมดยกเว้น... มิลิน และผมไม่ชอบเลยที่เธอมักจะปิดกั้นตัวเองแบบนี้ มันเหมือนว่าเธอเอาแต่อยู่ในโลกส่วนตัวของตัวเอง โลกที่แสนเศร้าและโดดเดี่ยว

“นี่ไงภารกิจ... ส่งให้ถึงบ้าน อาบน้ำ กินนม นอน” แวมพ์ตอบพร้อมกับวางมือลงบนศีรษะของมิลินอย่างเอ็นดู เธอเงยหน้าขึ้นสบตามันพร้อมกับอมยิ้มที่มุมปากน้อยๆ ก่อนจะกลับไปทำสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิมอีกครั้ง

“ลินไม่ใช่เด็กสักหน่อยนะคะ พี่บัลลังก์น่าจะโทรบอกให้ลินกลับเองก็ได้นี่นา”

“มันเป็นห่วงเธอน่ะ หลังจากเรื่องนั้น... มันก็ยิ่งห่วงมากกว่าเดิม” แวมพ์อธิบายเสียงนุ่ม และตอนที่มันพูดคำว่า หลังจากเรื่องนั้นก็ปรายตามามองผมด้วย ผมรู้ว่าที่มิลินต้องมาเป็นแบบนี้ก็เพราะผม... ผมไม่ได้ต้องการให้เธอเจ็บปวดเลย พอได้ฟังดังนั้นมิลินก็เงียบไปสักพัก เธอพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปพร้อมกับแวมพ์

“มาด้วยกัน” หมอนั่นพูดขึ้นเสียงเบาพร้อมกับหันมาสบตาผมที่เอาแต่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ก่อนที่มิลินจะหันมาถามเพราะเธอคงได้ยินอะไรแว่วๆ

“อะไรนะคะ”

“อ๋อ เปล่า” เอ่ยจบมันก็ดันหลังเธอให้เดินต่อ แต่ไม่วายหันมาพยักหน้าน้อยๆ ให้ผมเดินตามมันไป

อะไรของมัน... คิดจะทำอะไรกันแน่

 

“ขอบคุณมากนะคะที่มาส่ง จะแวะเข้าไปพักทานอะไรสักหน่อยมั้ยคะ” มิลินเอ่ยขึ้นทันทีที่รถของแวมพ์เคลื่อนตัวมาจอดที่หน้าบ้าน ผมเคยตามเธอมาที่นี่หลายครั้งแล้ว บนห้องนอนของเธอมีแต่รูปคู่ของเราเต็มไปหมด แถมยังมีกลิ่นหอมมากๆ ด้วย

“ไม่ล่ะ เดี๋ยวฉันต้องไปประชุมต่อ ถ้ามีอะไรก็โทรหาพวกพี่ชายเธอ หรือไม่ก็ฉันได้ตลอดนะเข้าใจรึเปล่า” แวมพ์เอ่ยเชิงออกคำสั่งกลายๆ

“ค่ะ งั้น... ขับรถดีๆ นะคะ” มิลินเอ่ยลาพร้อมกับค้อมตัวลงเล็กน้อย ผมมองตามหลังเธอจนกระทั่งแผ่นหลังเล็กหายเข้าไปในบ้าน ถึงได้หันกลับมามองหน้าแวมพ์อีกครั้ง

“สรุปมีไร” ผมถามขึ้นเป็นประโยคแรกเมื่อมันเอาแต่จ้องผมกลับแล้วปิดปากเงียบ

“บอสอยากเจอมึง... พรุ่งนี้” แวมพ์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นั่นกลับทำให้ผมถึงกับขมวดคิ้วมุ่นอย่างงุนงง บอสนี่... คือใครวะ

“ใครนะ” ผมเอ่ยเสียงสูงพร้อมกับสบตามันอีกรอบอย่างคนต้องการคำอธิบาย แวมพ์ถึงสูดหายใจลึกก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างรำคาญ

“เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ก็มาเหอะ เดี๋ยววันนี้จะพาไปทัวร์ที่ฐานทัพก่อนมึงจะได้ไปเองถูก” ฐานทัพ... คืออะไรอีกวะเนี่ย ถ้าผมถามมันอีกรอบจะโดนถีบออกจากรถหรือเปล่า คิดอย่างนั้นผมก็เลยไม่ถามอะไรออกไป แต่เลือกที่จะพูดประโยคที่น่าจะมีความเป็นไปได้แทน

“ไปเจอแล้วจะมีประโยชน์อะไร ยังไงก็มองไม่เห็นอยู่ดี” จบประโยคของผมแวมพ์ก็เลิ่กคิ้วขึ้น ก่อนจะอมยิ้มน้อยๆ เหมือนรู้อะไรบางอย่าง

“ก็ไม่แน่หรอก กูคิดว่างั้นนะ” คำพูดของแวมพ์ทำให้ผมต้องหันกลับไปมองหน้ามันอย่างแปลกใจ แล้วแทนที่มันจะพูดออกมาเลยก็ดันไม่พูด มัวแต่อมพะนำให้ผมสงสัยอยู่ได้

“ทำไม” ในที่สุดผมก็หลุดถามออกไปเพราะทนความอยากรู้ไม่ไหว

“เพราะบอสกับกูมีบางอย่างที่เหมือนกัน ไว้อีกหน่อยมึงก็เข้าใจเองแหละเป็กซ์... ถามมากจริง” ท้ายประโยคมันบ่นผมเบาๆ ก่อนจะขับรถเคลื่อนออกไป

ถามจริงนี่ผมผิดตรงไหนวะ ก็คนมันจำไม่ได้นี่หว่า...

“เอ้า เออๆ จะพาไปไหนก็ไป” ผมพูดก่อนจะเอนตัวพิงเบาะรถอย่างสบายใจ ฐานทัพ... ฐานทัพงั้นหรอ คุ้นจังแฮะ

 

เพียงไม่นานรถราคาแพงของแวมพ์ก็พาเราทั้งคู่เข้ามาในคฤหาสน์หลังหนึ่ง มันสวยและมีพื้นที่กว้างสุดลูกหูลูกตา แถมยังมีสวนดอกไม้ที่เต็มไปด้วยผีเสื้อนับร้อยบินว่อนราวกับภาพในความฝัน

แน่ใจนะว่านี่เป็นพื้นที่ของพวกมาเฟีย... ทำไมมันดูแตกต่างกับที่ผมคิดจังวะ

“สวนพวกนั้นบอสปลูกให้นายหญิงน่ะ... เธอชอบผีเสื้อ ตอนแรกก็เพาะพันธุ์ไม่กี่สิบตัว แต่เพราะพื้นที่แถวนี้มันเหมาะที่จะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย มีน้ำ มีหญ้า มีพืช และที่สำคัญมีดอกไม้ซึ่งเป็นอาหารของมันอยู่เต็มไปหมด พวกมันก็เลยมากันเยอะ สวยดีนะว่ามั้ย เวลาเครียดๆ มานั่งแถวนี้แล้วทำให้อารมณ์ดีขึ้นเยอะ” แวมพ์เอ่ยขึ้นเมื่อสองข้างทางก่อนจะถึงคฤหาสน์เต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีสัน แต่ที่เห็นเยอะหน่อยก็คงจะเป็นดอกกุหลาบ

ความรัก... และความลุ่มหลงงั้นหรอ

ผมคิดก่อนจะนึกไปถึงใบหน้าหวานของใครบางคนที่เปรียบเสมือนดอกกุหลาบประจำตัวของผมในยามนี้... มิลิน

“นายหญิงนี่คือเมียบอสใช่มั้ย” ผมถามขึ้นขณะที่มองสวนดอกไม้ซึ่งทอดยาวไปสู่ตัวคฤหาสน์ผ่านกระจกรถ และไม่รู้ว่าคนข้างๆ กำลังมีสีหน้าแบบไหน เพราะผมไม่ได้หันไปมอง แต่แค่รู้สึกเหมือนมันชะงักไป... ไม่รู้ผมคิดไปเองรึเปล่า

“อืม เธอชื่อโยเกิร์ต เป็นนางแบบด้วย... ไม่รู้นายจะเคยเห็นรูปเธอตามแผงหนังสือมั้ย” แวมพ์ตอบ ผมถึงได้หันกลับไปมองหน้ามันอีกครั้ง

“ไม่รู้สิ... แล้วบอสล่ะมีชื่ออย่างอื่นมั้ย นิสัยเป็นยังไง อายุเท่าไหร่” ผมถามอย่างอยากรู้ ก่อนที่คนข้างตัวจะถอนหายใจพรืดออกมาเหมือนขี้เกียจจะตอบ

“เมื่อไหร่ความทรงจำของมึงจะกลับมาสักทีว่ะ กูคงไม่ต้องบอกชื่อคนทั้งแก๊งให้มึงรู้หรอกใช่มั้ย” ท้ายประโยคเหมือนมันบ่นกับตัวเองคนเดียว จนผมนึกขำในท่าทีของมัน

“เยอะหรอ” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะพร้อมกับมองมันยิ้มๆ

“ตอนนี้ก็ปาเข้าไปเกือบพันคนได้แล้วมั้ง แต่ที่สำคัญๆ เดี๋ยวจะทวนความจำให้อีกที” จบประโยครถก็แล่นมาจอดหน้าตัวคฤหาสน์พอดี แวมพ์เปิดประตูลงจากรถก่อนจะโยนกุญแจให้ชายชุดดำที่เดินเข้ามารับช่วงต่ออย่างรู้หน้าที่

“มาสิ จะพาไปดูอะไร” มันเอ่ยกระซิบกับผม เพราะแถวนั้นยังมีชายชุดดำยืนอยู่อีกจำนวนหนึ่ง และไม่น่าเชื่อว่าคนพวกนั้นโค้งตัวลงเหมือนทำความเคารพตอนที่แวมพ์เดินผ่านด้วย

แม่เจ้า...

“อ้าวแวมพ์ ไม่เข้าประชุมหรอ” เสียงหวานของใครบางคนดังขึ้นทันทีที่เราสองคนเดินเข้าไป เธอคนนั้นสบตาแวมพ์ก่อนจะส่งยิ้มหวานให้ ผมไม่รู้เธอเป็นใคร... แต่เธอสวยมาก สวยโครตๆ

“พอดีออกไปทำธุระมาน่ะครับ แล้วนายหญิง...”

“แหนะ บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกโยเกิร์ต เราเป็นเพื่อนกันนะ” เธอเอ่ยขัดขึ้นโดยที่ไม่ยอมให้แวมพ์พูดจบประโยคดีเสียก่อน ร่างสูงจึงอมยิ้มเหมือนขบขัน แวมพ์พยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ เหมือนไม่อยากขัดใจสาวเจ้า

“โอเคครับ... โยเกิร์ต”

“ดีมาก” ได้ดั่งใจปุ๊บร่างบางก็ยิ้มแฉ่งออกมาอย่างหน้าเอ็นดู ผู้หญิงคนนี้น่าจะคือนายหญิงอย่างที่แวมพ์เคยบอก เพราะดูมันจะรักและตามใจเธอมาก

เดี๋ยวนะ... ถ้านายหญิงยังดูอายุน้อยแบบนี้ แล้วบอสจะอายุเท่าไหร่วะ คงไม่ใช่ตาแก่ลงพุงที่ชอบมีเมียเด็กหรอกใช่มั้ย ไม่งั้นเธอคนนี้คงน่าเสียดายแย่

“เพิ่งกลับจากทำงานหรอ” เสียงทุ้มของแวมพ์เอ่ยถามคนตรงหน้าเหมือนกับถามสารทุกข์สุกดิบ ผมจึงเลิกสนใจสองคนนั้นแล้วกวาดมองไปรอบๆ บริเวณแทน

หือ... กว้างเป็นบ้า นี่ขนาดแค่ห้องโถงตรงทางเข้านะยังหรูหราขนาดนี้

“ใช่แล้วล่ะ วันนี้ถ่ายแบบทั้งวันจนปวดขาไปหมดแล้ว นึกว่าแต่งงานแล้วงานถ่ายแบบจะน้อยลงซะอีกนะ กลายเป็นว่าคิวแน่นไปหมด อะไรก็ไม่รู้” เสียงหวานโอดครวญ ก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงของแวมพ์หัวเราะหึหึ ดูจากสภาพการณ์แล้วสองคนนี้คงสนิทกันพอสมควรเลย แล้วนี่ทำไมผมต้องมายืนเป็นผีเร่ร่อนอยู่ตรงนี้ด้วยก็ไม่รู้... น่าเบื่อเป็นบ้า

“แล้วนี่นายจะขึ้นห้องหรอ เมื่อไหร่จะย้ายมาอยู่นี่อ่ะ” คราวนี้คนทั้งคู่เริ่มออกเดินไปตามโถงทางเดิน ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสองคนนั่นกำลังจะไปไหน แต่ก็ต้องตามไปอย่างเสียไม่ได้ ไม่งั้นมีหวังคงได้หลงอยู่ในนี้แน่ๆ

“ยังไม่รู้เลยครับ แต่วันนี้ว่าจะเข้าไปดูอะไรนิดหน่อย” แวมพ์เอ่ยพร้อมกับกดปุ่มลิฟต์ตรงหน้า เออเฮ้ย... รวยจริงจังนะคนที่นี่

“แล้วพี่เป็กซ์ล่ะ... นายได้ข่าวอะไรบ้างมั้ย เห็นโคลด์ให้คนไปตามหาแต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าเลย ฉันเป็นห่วงเขาจัง” ประโยคนี้ของร่างบางมันถึงกับทำให้ผมหันขวับกลับไปมองเธอ โยเกิร์ตพูดถึงผมด้วย... แถมยังมีสีหน้าเป็นห่วงจริงจังจนผมรู้สึกแปลกๆ

“ยังไงเราก็ต้องเจอครับ เชื่อผมสิ... มันไม่มีทางทิ้งมิลินให้อยู่คนเดียวหรอก” แวมพ์ตอบออกไปพร้อมกับตวัดสายตามามองผมชั่วเสี้ยววินาที ผมก็เพิ่งรู้... ว่าการที่ผมหายไปแบบนี้มันส่งผลกระทบกับใครมากมายเหลือเกิน ผมไม่เคยรู้... ไม่เคยรู้ในข้อนี้เลย

ความรู้สึกผิดมันแล่นพล่านไปหมด

“ฉันก็อยากให้เป็นแบบนั้น ขนาดฉันเองยังรู้สึกแย่ขนาดนี้เลย ไม่รู้ป่านนี้มิลินจะเป็นยังไงบ้าง” เอ่ยจบโยเกิร์ตก็ถอนหายใจออกมา ผมไม่รู้ว่าทำไมโยเกิร์ตถึงได้รู้จักมิลินและดูเป็นห่วงเป็นใยมากมายขนาดนั้น มิลินก็แค่คนรักของผม... เท่านั้นไม่ใช่หรอ

“ผมเพิ่งไปส่งเธอที่บ้านมา อาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ดูซึมๆ เศร้าๆ ชอบเอาแต่นั่งเหม่อ คงต้องให้พวกบัลลังก์กับเพื่อนๆ ของมันคอยสอดส่องหน่อย” แวมพ์ว่าก่อนที่เราทั้งหมดจะเดินเข้าไปในลิฟต์ และพื้นที่ข้างในมันค่อนข้างกว้างมากกว่าลิฟต์ขนาดทั่วไปที่ผมเคยเห็น ไม่รู้ทำไว้ใหญ่ขนาดนี้เพื่ออะไรทั้งๆ ที่คฤหาสน์หลังนี้ก็มีเพียงแค่สามชั้นถ้าดูจากปุ่มกด

“นั่นสินะ ช่วงนี้ฉันเองก็ไม่ค่อยว่างด้วย กลัวว่ามิลินจะคิดอะไรที่มันน่ากลัวขึ้นมาน่ะ” โยเกิร์ตเอ่ยพร้อมกับทำสีหน้าหนักใจ ลิฟต์เคลื่อนที่พาพวกเราขึ้นไปชั้นบนอย่างเงียบๆ พอถึงชั้นสองประตูเหล็กหนาก็ถูกเปิดออกอย่างอัตโนมัติ

“แล้วผมจะช่วยดูแลเธอให้อีกแรง ยังไงซะมิลินก็เหมือนน้องสาวของผมคนหนึ่งอยู่แล้ว” แวมพ์เอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ทั้งผมและมันเดินออกมาแล้ว

“ขอบใจนะแวมพ์ อ้อ...รีบเข้ามาอยู่ที่นี่ได้แล้ว อยู่กันเยอะๆ จะได้อบอุ่น” นั่นเป็นประโยคทิ้งท้ายของโยเกิร์ตก่อนที่ประตูลิฟต์จะถูกปิดลงอีก

“มาสิ” แวมพ์เอ่ยกับผมก่อนจะเดินนำไปยังโถงทางเดินที่อยู่ทางซ้ายมือ บรรยากาศตอนนี้มันเหมือนกับว่าผมอยู่ในโรงแรมหรู สองฝั่งทางเดินน่าจะเป็นห้องของใครสักคน และแต่ละห้องนั้นก็กินพื้นที่ค่อนข้างกว้างเลยทีเดียว

“นี่ห้องนาย ส่วนฝั่งตรงข้ามนี่เป็นห้องของฉัน” คนตรงหน้าหยุดเดินเมื่อมาถึงประตูบานหนึ่งที่น่าจะเป็นห้องริมสุด

“ห้องฉันหรอ” ผมเอ่ยอย่างแปลกใจพร้อมกับมองไปที่ประตูบานนั้น อันที่จริงผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองเคยอยู่ที่นี่ คือมันไม่คุ้นน่ะ

“เออ แต่ข้าวของของมึงส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้ขนมาหรอก พอดีเกิดเรื่องขึ้นซะก่อน” แวมพ์พยักหน้าพร้อมกับอธิบายต่อเรื่อยๆ ราวกับเป็นไกด์นำเที่ยว

“หมายถึงก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้อยู่ที่นี่งั้นหรอ” ผมถามออกไปด้วยความสงสัย ก็เห็นมันบอกว่านี่ห้องผม... ผมก็คิดว่าตัวเองเคยอยู่ที่นี่อ่ะดิ

“ใช่ กูก็ด้วย บอสเพิ่งปรับปรุงฐานทัพใหม่ก่อนที่จะแต่งงานเมื่อไม่นานนี้เอง” แวมพ์เอ่ยพร้อมกับยกมือขึ้นกอดอก ผมจึงได้แต่ประมวลผลอยู่ในสมองของตัวเองช้าๆ เพราะเริ่มงุนงงกับข้อมูลมากมายที่ได้รับจนเริ่มสับสน

“อ่อ แล้ว...”

“ย้ายออกมาจากห้องของผู้หญิงที่ชื่อชีฟองซะ” มันเอ่ยขัดขึ้นโดยที่ไม่ยอมให้ผมพูดจบประโยค ดูเหมือนแวมพ์จะรู้ว่าผมคิดจะถามอะไร

“ที่จริงมันก็ไม่ได้ลำบากอะไรนะ” ผมเอ่ยพร้อมกับเลิ่กคิ้วขึ้นน้อยๆ เหมือนไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญอะไรนัก อยู่กับชีฟองก็โอเคอยู่นะ เธอชอบชวนคุย ไม่เหงาดี

“กูไม่ได้ห่วงเรื่องนั้น มึงคิดดูนะเป็กซ์... ถ้าวันหนึ่งมึงกลับมาเป็นแบบเดิมได้ แล้วมิลินรู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมามึงอยู่กับผู้หญิงคนอื่นสองต่อสองในห้องแคบๆ เธอจะรู้สึกยังไงวะ” แวมพ์เริ่มพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังมากขึ้น เมื่อผมดูเหมือนจะไม่เข้าใจในสิ่งที่มันกำลังจะบอกนัก

อันที่จริง... ก็ถูกอย่างที่มันว่า

“นั่นมัน... แต่กูต้องรอให้ไอ้คนที่ชื่อครูซโผล่หัวกลับมาก่อนอยู่ดี ไม่งั้นมันก็มีค่าเท่ากัน” ผมพูดออกไปตามที่คิด และดูเหมือนแวมพ์จะไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดของผมนัก ถึงได้ขมวดคิ้วมุ่นแบบนั้น

“ก็ค่อยแวะไปดูตอนกลางวันก็ได้ อีกอย่างบอสให้คนไปจับตาดูที่ห้องของผู้หญิงที่ชื่อชีฟองนั่นตลอดเวลาอยู่แล้ว ถ้ามีใครมายังไงกูก็ต้องรู้” คำพูดของแวมพ์มันถึงกับทำให้เบิกตากว้าง ส่งคนไปจับตามองหรอวะ... ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมผมถึงไม่รู้ตัวเลยสักนิด

แล้วไอ้คนที่ชื่อครูซนั่นเป็นคนหรือผี ...จะมีใครมองเห็นมันรึเปล่า

“โอเค... แต่วันนี้ยังไงกูคงต้องกลับไปบอกเธอก่อน ยังไงเธอก็เคยช่วยกูไว้” ผมเอ่ยพร้อมกับสบตาคนตรงหน้าอย่างจริงจัง ใช่... จะให้อยู่ดีๆ หนีมาปุบปับก็ดูจะใจร้ายกับชีฟองเกินไปหน่อย แม้ช่วงนี้เราจะระหองระแหงกันเรื่องของมิลินก็เหอะ

“อืม จำไว้นะเว่ย... อย่าลีลา ห้ามใจอ่อนเด็ดขาด นิสัยมึงเป็นยังไงกูรู้ดี” ไอ้แวมพ์ย้ำราวกับว่ามันดูออกว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่

“เออน่า” ผมเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงระอา พร้อมกับพยายามยกมือขึ้นตบไหล่มัน... แม้จะวืดก็เหอะ

พูดถึงขนาดนี้... รู้ดีอย่างกับเป็นเมีย

[End of Pex’s part]

 

[Cold’s part]

สงสัยจะงานเข้า...

ผมนึกก่อนจะมองไปยังแท่นพิธีในโบสถ์คริสต์หลังใหญ่ ที่ตอนนี้มีเพียงเจ้าสาวในเดรสสีขาวบริสุทธิ์ยืนมองหน้ากันไปมากับบาทหลวงเพียงเท่านั้น

เจ้าบ่าวไปไหน... นั่นคงเป็นคำถามที่อยู่ในใจของแขกในงานส่วนใหญ่รวมไปถึงตัวผมเองด้วย เพราะนี่มันก็เลยเวลาตามกำหนดการณ์มาค่อนข้างมากแล้ว โยเกิร์ตที่นั่งอยู่ข้างผมเองยังหันมาสบตากับผมเหมือนเธอก็อยากที่จะรู้เช่นกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น

แต่แล้ววินาทีถัดมา... ร่างสูงในชุดสูทสีขาวบริสูทธิ์ก็เดินขึ้นมายังแท่นพิธีท่ามกลางเสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกของคนมากมาย

แต่ไม่ใช่... นี่มันไม่ใช่เจ้าบ่าวเว่ย

ผมกับโยเกิร์ตหันมาสบตากันอีกครั้งทันทีเมื่อเห็นใบหน้าของใครคนนั้นอย่างชัดเจน ถึงแม้กระนั้นแขกในงานที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเพราะไม่เคยเห็นหน้าเจ้าบ่าวตัวจริงมาก่อนก็ยังร่วมปรบมืออวยพรกันอย่างยินดี

“บัลลังก์มันไปไหน” ผมหันไปเอ่ยถามมิลินที่นั่งอยู่ถัดจากโยเกิร์ตอย่างงุนงง อันที่จริงเธอเองก็ไม่ได้ดูแตกต่างจากผมเท่าไหร่นัก

“ลินไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แต่เมื่อเช้านี้พี่บัลลังก์บอกว่ามีธุระต้องทำเดี๋ยวจะรีบกลับ” คนตัวเล็กเอ่ยตอบพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะปรายตาไปยังแท่นพิธีที่เริ่มแลกแหวนกันแล้ว

“คงไม่ทันแล้วล่ะมั้ง” ผมเอ่ยกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะเอนตัวพิงเบาะเก้าอี้อย่างไม่รู้จะทำยังไง เจ้าสาวเองก็หน้าเจื่อนไปเลย เมื่อไปๆ มาๆ เธอดันต้องมาแต่งงานกับเพื่อนสนิทของแฟนตัวเองซะงั้น

แต่ถ้าซันไม่เข้าพิธีแทนบัลลังก์เธอคงจะน่าสงสารยิ่งกว่านี้ แขกในงานคงจะครหากันยกใหญ่ว่าเจ้าบ่าวหนีงานแต่งหรืออะไรแบบนั้น

หลังจากนี้ไปสามคนนั้นคงได้มีเรื่องปวดหัวกันอีกแน่ๆ

ทว่าทันใดนั้น... สายตาของผมก็ไปปะทะกับร่างสูงของใครบางคน... ใครบางคนที่ทำให้ผมถึงกับลุกขึ้นยืนอย่างลืมตัว คงจะจริงอย่างที่แวมพ์มันว่า...

“มีอะไรหรอคะโคลด์ คุณเห็นอะไร” โยเกิร์ตกระตุกมือผมยิกๆ เมื่อแขกในงานที่นั่งอยู่บริเวณใกล้ๆ เริ่มหันมาให้ความสนใจผมเป็นตาเดียว

“เดี๋ยวผมมานะโยเกิร์ต คุณอยู่นี่ก่อน” ผมเอ่ยพร้อมกับบีบมือเล็กเบาๆ ในขณะที่สายตายังจดจ้องไปยังใครคนนั้นอย่างไม่วางตา

ใช่... ต้องใช่แน่ๆ

ผมรีบผละออกจากตรงนั้นแล้วมุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่ต้องการทันที แต่พอคลาดสายตาแค่แปบเดียว... ใครคนนั้นก็หายไปแล้ว ผมกวาดตามองหาไปรอบๆ อย่างนึกหงุดหงิด

“บอส” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง และผมก็หันขวับกลับไปทันทีถึงได้รู้ว่าแวมพ์ลุกออกมาตามผม

“กูเห็นเป็กซ์” ผมเอ่ยกับมันทันทีพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น ท่าทางของคนตรงหน้าไม่ได้ดูตกใจอะไรมากนัก ก่อนหน้านี้แวมพ์เองก็เคยบอกผมเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับเป็กซ์ให้ฟังแล้ว แต่พอผมได้เห็นคนที่ผมรักและเปรียบเสมือนพี่ชายแท้ๆ ด้วยตาตัวเองอีกครั้งมันก็แทบควบคุมตัวเองไม่ได้เลย

ตั้งแต่เป็กซ์หายไปผมก็คิดมาตลอดว่ามันตายแล้ว...ใช่ ผมคิดเช่นนั้น แม้ปากจะบอกกับใครต่อใครว่าคนอย่างมันไม่มีทางเป็นอะไรไปง่ายๆ ก็ตาม

ที่ผมพูดออกไปแบบนั้น... ที่ผมยังสั่งให้ลูกน้องออกค้นหามันตลอดเวลาทั้งๆ ที่ไม่คิดว่าจะเจอเพราะอะไรรู้มั้ย... เพราะผมทนรับความจริงในเรื่องนี้ไม่ได้ไง

ผมทำใจไม่ได้ที่จะคิดว่ามันตายไปแล้วจริงๆ ผมทำใจไม่ได้ที่จะหาใครมารับตำแหน่งคาโปต่อจากมัน ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไม แต่ผมไม่ชอบไอ้ความรู้สึกนี้เลย... มันจะทำให้ผมกลายเป็นคนอ่อนแอ

“ใจเย็นก่อน... เมื่อวานผมคุยกับมันแล้ว เดี๋ยวได้เจอกันแน่” แวมพ์เอ่ยพร้อมกับตบบ่าผมเหมือนให้กำลังใจ รู้อยู่ว่ามันสองคนเคยเจอกันหลายครั้งแล้วหลังจากเหตุการณ์นั้น แต่ผมก็แทบจะทำใจให้เชื่อไม่ได้เลย ความรู้สึกมันเหมือนเห็นคนตายต่อหน้าต่อตาแล้วฟื้นคืนชีพกลับขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น

“กลับไปหานายหญิงเถอะ ลุกขึ้นมาแบบนี้เธอตกใจแย่” แวมพ์เอ่ยขึ้นอีกครั้งเมื่อผมยังเอาแต่ว้าวุ่นและสอดส่ายสายตามองหาไอ้เป็กซ์ไม่หยุด ผมถอนหายใจก่อนจะยกมือขึ้นกุมหน้าผากตัวเองซักพักอย่างต้องการปรับอารมณ์

“โอเค ฉันซีเรียสมากไปหน่อย” เอ่ยจบผมก็เดินกลับไปยังที่นั่งของตัวเองอีกครั้ง โยเกิร์ตใช้ดวงตาคู่สวยมองมาด้วยความเป็นห่วง เธอไม่ได้ถามอะไรออกมาแต่เลือกที่จะเอื้อมมากุมมือผมอย่างให้กำลังใจ

เพราะอย่างนี้ไงผมถึงได้รักได้หลงเธอนัก... โยเกิร์ตมักจะเข้าใจผมอยู่เสมอ ถ้าผมไม่พูดเธอก็จะไม่เซ้าซี้ เธอรอให้ผมเลือกที่จะเปิดปากบอกเธอเองเมื่อผมพร้อม

[End of Cold’s part]

 

[Pex’s part]

...ที่จริงผมมีนัดกับแวมพ์ตอนบ่าย

แต่เมื่อเช้านี้ตอนที่ผมมาหามิลินที่บ้าน ก็เห็นว่าเธอและพวกพี่ชายกำลังวุ่นวายเหมือนจะแต่งตัวออกไปงานสำคัญอะไรบางอย่าง ดังนั้นผมจึงแอบตามเธอไป... อันที่จริงก็ไม่ได้แอบ แต่ว่าไม่มีใครมองเห็นผมเท่านั้นเอง

พอมาถึงผมก็ตกใจแทบบ้าเพราะมันเป็นงานแต่ง แถมมิลินดันใส่เดรสสีขาวจนผมเริ่มใจไม่ดี ที่ไหนได้มันเป็นงานแต่งงานของพี่ชายเธอต่างหาก

‘Alice & Banlang’

ป้ายในงานมันบอกแบบนั้น... แต่ทำไมตอนนี้คนที่อยู่ในพิธีแถมยังใส่ชุดเจ้าบ่าวดันเป็นผู้ชายที่ชื่อซันก็ไม่รู้ เรื่องนี้ผมจะไม่ยุ่งแล้วกัน ปล่อยให้พวกนั้นไปเคลียร์กันเองเหอะ

ฟึ่บ! จ้อก!

“เห้ย! หกได้ไงวะ” เสียงของเทนเอะอะขึ้นทันทีที่แก้วค็อกเทลล้มคว่ำ จนน้ำสีสดใสนั่นเปรอะเปื้อนลงมาบนเสื้อสีขาวของตน

“ตายแล้ว เปียกหมดเลย” มิลินที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ ก่อนจะกระวีกระวาดหาอะไรมาช่วยเช็ดเสื้อให้มัน

หึ... สมน้ำหน้า อยากแต๊ะอั๊งน้องลินดีนัก

ผมคิดก่อนจะลอบหัวเราะอย่างสะใจ คราวที่แล้วก็ช้อกโกแลต คราวนี้ก็ค็อกเทล ซุ่มซ่ามชิบเป๋ง

“ที่นัดกันไว้เมื่อวานจำได้มั้ย...” จู่ๆ แวมพ์ที่ไม่รู้เดินมาตอนไหนเอ่ยกระซิบกับผมเบาๆ จนผมสะดุ้งหยง ผมหันไปมองมันอย่างงงๆ เพราะไม่คิดว่าจะได้เจอมันที่นี่

“อืม... ทำไม” ผมถามออกไปอย่างสงสัย ก่อนที่คนตรงหน้าจะเอ่ยขึ้นอีก

“เปลี่ยนกำหนดการใหม่จากฐานทัพเป็นที่นี่และ... เดี๋ยวนี้” จบประโยคของคนตรงหน้าผมก็เลิ่กคิ้วอย่างแปลกใจ อะไรจะเร่งด่วนปานนั้น

“บอสสั่ง” มันอธิบายเพิ่มเมื่อเห็นสีหน้าผม แต่ก่อนที่เราสองคนจะได้เดินออกไปจากจุดนี้เสียงหวานๆ ของมิลินก็ดังขึ้นซะก่อน

“มีอะไรรึเปล่าคะคุณแวมพ์” เธอถามพร้อมกับมองร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างผมด้วยความแปลกใจ จนเพื่อนๆ คนอื่นหันมามองตาม

“เปล่าหรอก ขอตัวก่อนนะ” แวมพ์ตอบก่อนจะยิ้มมุมปากนิดๆ ส่งให้ยัยตัวเล็กของผมแล้วเดินออกไป เหอะ... เซ็งชะมัด ผมก็ยืนอยู่ข้างมันแท้ๆ แต่ดันโดนมองข้ามซะได้

 

เพียงไม่นานร่างสูงที่เดินนำหน้าก็หยุดลงที่ประตูบานหนึ่งซึ่งดูคล้ายๆ กับเป็นห้องรับรอง และมันอยู่ในโรงแรมเดียวกับงานแต่งเมื่อครู่ แวมพ์หันมามองหน้าผมก่อนจะพยักเพยิดให้ผมเดินนำเข้าไปก่อน

และแน่นอน... ผมเปิดประตูไม่ได้ก็เลยเดินทะลุเข้าไปเลย

พอเข้ามาปุ๊บก็เห็นใครบางคนนั่งไขว่ห้างรออยู่ หมอนั่นเต๊ะท่าเหมือนอาเสี่ยมารอหิ้วเด็กไปฟัดอะไรแบบนั้น สายตาคู่คมและดุดันเบิกกว้างทันทีที่เห็นหน้าผม แถมแม่ง... น่ากลัวเป็นบ้า

ไอ้แวมพ์คงไม่ได้หลอกผมมาขายหรอกใช่มั้ย ถึงจะเป็นแค่ผีเร่ร่อนแต่ผมก็รักนวลสงวนตัวนะโว้ย

“โอเคมั้ยบอส” แวมพ์ที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาเอ่ยถามผู้ชายคนนั้นก่อนจะอมยิ้มกรุ้มกริ่ม เห้ยๆ โอเคอะไรของมันวะ ไม่นะเว้ย... ผมไม่โอ

คนที่ถูกแวมพ์เรียกว่าบอสไม่ตอบแต่เลือกที่จะเดินเข้ามาหาผมแทน หมอนั่นมองผมไม่วางตาแถมยังยกมือขึ้นมาเหมือนจะ... จิ้ม

“เห้ย! “ ผมร้องด้วยความตกใจพร้อมกับโยกตัวหลบ คนตรงหน้าถึงได้มองมาด้วยสายตาหงุดหงิด

“จะหลบเพื่อ” ไม่ว่าเปล่ายังขยับนิ้วเข้ามาจะจิ้มที่หน้าอกผมอีก เห้ย... นี่ผมกำลังถูกผู้ชายลวนลามใช่มั้ยวะเนี่ย เวรเอ๊ย! เสียเชิงชายชะมัด

“แล้วจะจิ้มเพื่อ! ผมขึ้นเสียงพร้อมกับโยกตัวหลบอีกรอบ เอาสิ... นี่ผมหลบจนแทบจะเป็นพระเอกหนังบู๊ได้แล้วนะเว่ย

“ก็อยากรู้ว่าเป็นผีหรือคน” คนตรงหน้าเอ่ยพร้อมกับเปลี่ยนมายืนเท้าสะเอวแทน ใบหน้าคร้ามคมบึ้งตึงเหมือนกำลังไม่พอใจนิดๆ ที่ผมไปขัดขวางวิธีการพิสูจน์ของเขา

“ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้นอ่ะ ไม่มีเผ่าพันธุ์โว้ย” ผมพูดพร้อมกับถอยห่างร่างสูงตรงหน้ามาสองสามก้าวอย่างหาพื้นที่ตั้งหลัก บอสจึงหรี่ตามองผมก่อนจะแค่นหัวเราะน้อยๆ ด้วยอารมณ์ไหนผมก็ไม่อาจทราบได้

“สงสัยไม่ได้สมองเสื่อมอย่างเดียว แต่เป็นบ้าด้วย” ท้ายประโยคเขาหันไปเอ่ยกับแวมพ์ที่ยืนหัวเราะอย่างถูกใจอยู่ข้างๆ ผม


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เรื่องนี้เป็นภาคต่อของ KASIBSHOL CAMPAIGN พันธะรักมาเฟียร้ายนะคะ ใครยังไม่เคยอ่านภาคหนึ่งลองไปอ่านดูก่อนก็ได้ค่ะ ในส่วนของภาคนี้ แฟนตาซีมากขึ้น ดราม่ามากขึ้น และที่สำคัญคือฟินมากขึ้น อิอิ อ่านแล้วอย่าลืมคอมเม้นต์และกดถูกใจเพื่อเป็นกำลังในนักเขียนด้วยนะคะ ^^"

biteholicgirl


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha


ชอบบบบบบ
โดย Anonymous | 1 year, 7 months ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha