[E-BOOK] KASIBSHOL CAMPAIGN II ลิขิตรักพันธะร้าย

โดย: biteholicgirl



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 3 : Chapter 3


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

CHAPTER 3



“ก็ว่างั้น” นั่นเป็นคำตอบของไอ้เพื่อนเวรที่เอ่ยออกมา หนอยแน่... เห็นบอสดีกว่าเพื่อน เข้าข้างกันเข้าไปเหอะ

ฟึ่บ! ฟึ่บ!

“เออเฮ้ย อย่างกับภาพโฮโลแกรม” ไม่ว่าเปล่าบอสยังเอานิ้วจิ้มตัวผมจนมือทะลุไปมาอย่างสนุกสนาน

“จะจิ้มอีกนานมั้ย... นายเองหรอที่เป็นบอส” ผมถามอย่างรำคาญก่อนจะเดินหนีมันไปนั่งที่โซฟา

“ถูก” บอสตอบกลับมาพร้อมกับเลิ่กคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างกวนประสาท สองคนนั้นเดินมานั่งที่โซฟาซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผม เหมือนพวกเรากำลังประชุมสัมมนาหรืออาจจะเป็นการโต้วาทีอะไรแบบนั้น

“ทำไมเด็กจัง แต่ดีแล้วแหละไม่อย่างนั้นผู้หญิงคนนั้นคงน่าเสียดายแย่” ท้ายประโยคผมเอ่ยกับตัวเองเบาๆ แต่ดูเหมือนบอสจะหูดีเหลือเกินเมื่อคนอื่นกำลังพูดถึงเมียตัวเอง

“ใคร” เสียงทุ้มเอ่ยราบเรียบเหมือนไม่ได้สนใจนัก แต่ดวงตาคู่คมกลับมองผมอย่างคาดคั้นเอาคำตอบ

“เมียนายไง... ตอนแรกฉันคิดว่าคนเป็นบอสจะเป็นพวกตาแก่ลงพุงอะไรแบบนั้นซะอีก” ผมตอบพร้อมกับกวาดตามองหมอนี่ไปด้วย ก็... หล่อดี แต่น้อยกว่าผม

“เมียฉันสวยใช่มั้ยล่ะ” ไม่ว่าเปล่าบอสยังยักคิ้วข้างเดียวส่งมาให้อย่างคนเหนือกว่า โธ่... น้องลินของผมก็น่ารักไม่แพ้กันหรอก

“ขี้อวดชิบ” ผมบ่นเบาๆ ก่อนที่แวมพ์ซึ่งนั่งเงียบมาสักพักจะหลุดหัวเราะออกมา ผมว่าตัวเองพูดเบาแล้วนะ... มันยังจะอุตส่าห์ได้ยินอีก

“แล้วนี่ยังไง นายเป็นอะไรกันแน่ แล้วทำไมฉันกับแวมพ์ถึงมองเห็นนายได้อยู่แค่สองคน” บอสเริ่มเอ่ยอย่างเป็นการเป็นงานมากขึ้น หลังจากที่เมื่อกี๊พวกเราหลุดออกนอกประเด็นสำคัญกันไปไกลโข

“จะไปรู้หรอ มนุษย์ธรรมดามองไม่เห็นฉันหรอก... พวกนายใช่มนุษย์หรือเปล่าล่ะ” ผมถามออกไป ความจริงก็ไม่ได้ต้องการคำตอบอะไรหรอก ดูก็รู้อยู่ว่าสองคนนี้เป็นคนไม่ใช่ผีสางเทวดาที่ไหน แต่ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมาเนี่ยสิมันกลับทำให้ผมขมวดคิ้วมุ่น

“ก็ไม่เชิง...” บอสเอ่ยเสียงเรียบ และพอผมคิดจะถามเขาก็ดันชิงถามออกมาซะก่อน

“แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นกับนาย ทำไมสภาพถึงได้กลายเป็นแบบนี้” ไม่ว่าเปล่ายังกวาดตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกต่างหาก เดี๋ยวพ่อจิ้มตาบอดเลยนี่

“ฉันคิดว่าตัวเองคงโดนยิง แล้วใกล้จะตายมั้ง... คนที่ชื่อครูซมาช่วยไว้ ก็เลยกลายเป็นแบบนี้” ผมตอบออกไปมั่วๆ ไม่รู้จะเรียบเรียงเนื้อเรื่องยังไง เพราะตัวเองก็ยังงงๆ อยู่เลย

“ยมทูตนั่นน่ะหรอ” บอสพูดขึ้นเหมือนรู้จัก ดูเหมือนก่อนหน้านี้ครูซคงสนิทกับผมพอตัวเลยทีเดียว และผมมั่นใจว่าหากมันกลับมาผมจะต้องได้รู้ข้อมูลอะไรดีๆ แน่

“อืม แต่ตั้งแต่ฟื้นก็ยังไม่เห็นหัวมันเลย แถมยังปล่อยฉันไว้ในสภาพครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้อีก ตกลงตายรึยังก็ไม่รู้” ผมเอ่ยก่อนจะเอนตัวพิงเบาะโซฟาอย่างปลงๆ คงไม่มีใครในโลกนี้อีกแล้วล่ะมั้งที่ต้องมาเจอเรื่องประหลาดๆ แบบผม ควรเอาไปบันทึกลงกินเนสบุ้คมั้ย

ชายที่ตายไม่ได้ตาย... เหอะ

“เห็นแวมพ์บอกว่านายความจำเสื่อม แล้วตอนนี้นายทำอะไร อยู่ที่ไหนกับใคร” บอสถามขึ้นอีกครั้งด้วยสีหน้าจริงจัง ผมจึงหยัดตัวลุกขึ้นนั่งตรงๆ ถ้าถามว่าทำไม... ตอบเลยว่าไม่รู้เหมือนกัน ร่างกายมันไปเอง

ต่อให้คนตรงหน้าจะดูไม่ถือตัวและมีท่าทีสบายๆ กับผม แต่ความรู้สึกลึกๆ มันกลับสั่งให้ผมเคารพ และเกรงใจเขาอยู่ไม่น้อย คงเพราะเขาเป็นบอสล่ะมั้ง

“อยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง... เธอช่วยดูแลฉันตอนช่วงแรกๆ น่ะ ส่วนตอนกลางวันฉันก็ตามมิลินเป็นเงาเพราะไม่รู้จะทำอะไร แถมตอนนี้ชีฟองก็เหมือนจะเหม็นขี้หน้าฉันด้วย” ผมสาธยายยืดยาวและคิ้วเรียวของคนตรงหน้าก็ขมวดมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่ทราบสาเหตุ ปฏิกิริยาแบบนี้... เหมือนตอนที่ผมตอบไอ้แวมพ์ไปไม่มีผิด

“ย้ายมาอยู่ที่ฐานทัพซะ ที่นั่นมีห้องของนาย เดี๋ยวฉันจะให้คนไปขนข้าวของๆ นายจากคอนโดเก่ามาให้” บอสเอ่ยเสียงเรียบ แม้เจ้าตัวจะไม่ได้แสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจ... แต่ผมรู้สึกได้

“นายบอกกับผู้หญิงคนนั้นไปแล้วใช่มั้ยว่าจะย้ายออก” คราวนี้แวมพ์ถามขึ้นบ้าง แล้วผมก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที ผมไม่เข้าใจ... ว่าทำไมสองคนนี้ถึงมีท่าทีเหมือนไม่ชอบชีฟองนัก

“อันที่จริง... ยังว่ะ ฉันไม่รู้จะบอกเธอยังไง” ผมตอบเสียงอ่อยพร้อมกับสบตาแวมพ์ แล้วหมอนั่นก็ส่ายหัวน้อยๆ พร้อมกับกรอกตามมองบนด้วยความระอา

“นั่นไง กูว่าแล้ว” มันบ่นออกมาเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ก็เธอบอกชอบฉันนี่หว่า แถมยังร้องไห้ใส่อีก น่าสงสารออก” ผมอธิบายพร้อมกับทำปากขมุบขมิบไปด้วย รู้ตัวว่าผิดสัญญากับมัน แต่ผมรู้สึกลำบากใจนี่หว่า

“เป็กซ์... ฟังนะ ถ้านายสงสารผู้หญิงคนนั้นก็จำไว้ด้วยว่ายังมีคนที่น่าสงสารมากกว่า” บอสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง พร้อมกับเอื้อมมือมาวางบนไหล่ผม

น่าแปลกที่คราวนี้ฝ่ามือข้างนั้นไม่ทะลุผ่านตัวผมไปอย่างที่เคย ร่างกายของผมมันเอาแน่เอานอนไม่ได้สักอย่าง

“มิลินร้องไห้เพราะมึงทุกวัน และกูมั่นใจว่าเธอรักมึงมากกว่าผู้หญิงที่ชื่อชีฟองนั่นแน่ มึงต้องเลิกลังเล... มึงรักคนสองคนพร้อมกันไม่ได้นะเว่ย” แวมพ์เอ่ยด้วยท่าทางซีเรียส ผมเข้าใจดีว่ามิลินอาการแย่เพราะผมขนาดไหน แต่ผมว่าสองคนนี้กำลังเข้าใจเจตนาของผมผิด

“เดี๋ยวๆ ฟังก่อน... แล้วทำความเข้าใจใหม่ ฉันบอกว่าสงสารชีฟองเว่ย ไม่ได้ชอบไม่ได้รักเชิงชู้สาวอะไรทั้งนั้น” ผมอธิบายพร้อมกับยกมือขึ้นทั้งสองข้างเหมือนคนร้ายถูกตำรวจจับ ผู้ชายสองคนตรงหน้าถึงได้ถอนหายใจออกมาแล้วสบตากันเหมือนกำลังสื่อสารอะไรกันบางอย่าง

“งั้นมึงก็ย้ายมา กูให้โอกาสมึงครั้งสุดท้ายถึงแค่พรุ่งนี้ ไม่อย่างนั้นกูจะสนับสนุนน้องไอ้เทมป์ให้จีบมิลิน” แวมพ์ประกาศกร้าวพร้อมกับชี้หน้าผมอย่างเอาจริง แต่นั่นมันไม่ได้ดึงความสนใจของผมได้เท่ากับชื่อของใครคนหนึ่งที่มันพูดออกมาเลย

“ใครวะ น้องไอ้เทมป์” ผมเอ่ยพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น รู้สึกแน่นหน้าอกไปหมดเพียงแค่คิดว่ามิลินจะถูกหมาที่ไหนงาบไปโดยที่ผมทำอะไรไม่ได้เลย

“ไอ้เทนน้องไอ้เทมป์ไง ช่างเหอะ... กูลืมไปมึงจำไม่ได้” ท้ายประโยคเหมือนแวมพ์พูดกับตัวเอง ผมจึงได้แต่มองมันอย่างหงุดหงิด มันทำอย่างนี้กับเพื่อนได้ไงวะ มิลินเป็นแฟนผมนะเว่ย ไม่สิ... มันบอกว่าเธอเป็นเมียผมเลยต่างหาก

“แล้วนี่ทำไมความจำเสื่อม ตัวเหมือนอากาศแบบนี้หัวมันไปกระแทกกับอะไรได้ด้วยรึไง” บอสเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เงียบไปนาน น้ำเสียงที่เหมือนจะหัวเราะเยาะผมกลายๆ มันทำให้อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้

“ไม่รู้เหมือนกัน ฟื้นขึ้นมาอีกทีก็เป็นแบบนี้แล้ว” ผมตอบก่อนจะมองหน้าสองคนนั้นสลับกันไปมา อย่างไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เข้าใจ

“ถามจริง จำอะไรไม่ได้เลยสักนิดหรอวะ” แวมพ์ถามพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น เอ๊ะ... ไอ้นี่ บอกไปจะร้อยล้านรอบแล้วก็ถามแม่งอยู่นั่นแหละ

“อืม... แต่บางทีก็มีภาพอะไรแวบขึ้นมาให้เห็นบ้างถ้าพยายามนึก แต่ที่เห็นบ่อยๆ เลยก็ ภาพผู้หญิง... นอนจมกองเลือด แล้วก็มีเสียงปืนด้วย” ผมเอ่ยในขณะที่นึกภาพนั้นตามไปด้วยจนหัวใจรู้สึกวูบโหวงแปลกๆ ภาพนี้เห็นบ่อยจนติดตา แถมยังรู้สึกไม่ดีทุกครั้งด้วย... ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

จบประโยคของผมสองคนนั้นก็นิ่งเงียบไป พวกนั้นมองหน้าผมเหมือนรู้สึกอึดอัดใจเพราะอะไรบางอย่าง แวมพ์แกล้งทำเป็นกระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นในประโยคถัดไป

“คงเป็นมิลิน ตอนที่โดนยิง... เธออยู่กับมึง” ผมเบิกตากว้างทันทีที่ได้ฟัง พอจะรู้ว่าเธอถูกยิง... แต่ถ้าผมอยู่ตรงนั้นทำไมถึงปกป้องเธอไม่ได้ ผมทำบ้าอะไรอยู่

และเมื่อเห็นว่าผมเงียบไปบอสถึงได้แกล้งทำเป็นกระแอมไอ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดจะทะเล้นบ้าง

“แล้วฉันอ่ะ เป็นบอสเลยนะเว่ย... จำไม่ได้สักนิดเลยอ่อ” ว่าจบคนตรงหน้าก็ยืดอกขึ้น แล้วขยับใบหน้าหันไปมาเพื่อให้ผมพิจารณาเล่นๆ  ถึงจะบอกว่าเล่นๆ แต่มองไปมองมาก็รู้สึกคุ้นๆ ยังไงชอบกล

“อืม... โอ๊ะ! ผมส่งเสียงแล้วยกมือขึ้นชี้คนตรงหน้าอย่างตกใจ เมื่อภาพอะไรบางอย่างแวบเข้ามาในหัวแต่ไม่ชัดเจนนัก

“อะไร! ทั้งแวมพ์และบอสถามขึ้นพร้อมกันด้วยท่าทางตื่นเต้น สองคนนั้นเบิกตากว้างพร้อมกับขยับเข้ามามองผมใกล้ๆ อย่างใจจดใจจ่อ

“ไม่ใช่สีนี้ใช่มั้ย” ผมพูดพร้อมกับกระดิกนิ้วชี้ดิ๊กๆ อย่างลุ้นระทึกในคำตอบ

“สีอะไร” บอสถามก่อนจะหันไปสบตากับแวมพ์เล็กน้อย เขายิ้มมุมปากเหมือนรอฟังคำตอบของผม

“สีผมอ่ะ เมื่อก่อนไม่ใช่สีนี้ใช่ป่ะ ก็ว่าอยู่ทำไมรู้สึกไม่คุ้นเอาซะเลย” ท้ายประโยคผมพูดกับตัวเองเบาๆ แต่สองคนนั้นกลับยิ้มกรุ้มกริ่มส่งมาให้แทนคำตอบ

“แล้วนายคิดว่าเมื่อก่อนผมฉันสีอะไร” บอสถามเหมือนนึกสนุก แต่พอผมมองเส้นผมสีดำขลับของคนตรงหน้ากลับทำได้เพียงแค่ส่ายศีรษะตอบกลับไปเท่านั้น

“ไม่รู้สิ นึกไม่ออก แต่รู้ว่าไม่ใช่สีนี้แน่” จบประโยคบอสก็พยักหน้าขำๆ ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ผมและแวมพ์เลยลุกตามบ้าง

“พอๆ เอาเวลาไปนึกเรื่องสำคัญๆ เหอะ แล้วก็... อย่างที่บอก ไปเคลียร์กับผู้หญิงคนนั้นซะ ระหว่างนี้ฉันจะส่งคนไปสืบหาไอ้ยมทูตนั่นสักหน่อย มองเห็นหรือไม่เห็นก็ช่างแม่ง หาๆ ไปก่อน” จบประโยคผมก็พยักหน้าน้อยๆ อย่างเข้าใจ หลังจากนี้คงเป็นหน้าที่ของผม

ผมคงต้องเคลียร์กับชีฟองให้เข้าใจสักที...

[End of Pex’s part]

 

[Milin’s part]

“แล้วลินล่ะว่าไง” เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับแรงสะกิดที่หลังมือจนฉันสะดุ้งหยง ฉันหันไปมองเทนอย่างงงๆ ก่อนจะกวาดตามองปั้นหยาและเดวิลซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพร้อมกับกำลังมองมาอย่างรอคำตอบเช่นกัน

“โทษที เมื่อกี๊เทนว่าไรนะ” ฉันเอ่ยกับคนข้างตัวอย่างรู้สึกผิด ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าก่อนหน้านี้พวกเราคุยอะไรกันไปบ้าง เพราะอย่างนั้นเทนถึงได้ถอนหายใจน้อยๆ เขาเชิดริมฝีปากขึ้นก่อนจะเอ่ยกับฉันด้วยน้ำเสียงงอนๆ

“ลินอ่ะ ไม่สนใจเทนเลย เมื่อกี๊เทนถามว่าพรุ่งนี้เราจะดูหนังเรื่องอะไรกันดี” จบประโยคของเทนฉันก็เลิ่กคิ้วขึ้นเล็กน้อย เพราะฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองตอบตกลงเรื่องที่จะไปดูหนังตั้งแต่เมื่อไหร่

“ดูหนังหรอ” ฉันเอ่ยออกไปอย่างงุนงง แต่ก็รีบเปลี่ยนสีหน้าทันทีเมื่อเพื่อนทั้งสามคน กำลังใช้สายตางอนๆ มองมา

“ลินดูเรื่องอะไรก็ได้” เอ่ยจบสามคนนั้นก็กลับไปเถียงกันเรื่องหนังที่จะดูอีกครั้ง ฉันมองพนักงานที่ยกอาหารมาเสิร์ฟที่โต๊ะ จำไม่ได้เลยว่าก่อนหน้านี้ตัวเองสั่งอะไรไป

“ของที่สั่งได้รับครบนะคะ” พี่พนักงานหญิงเอ่ยถามพร้อมกับรอยยิ้ม เธอคือพนักงานคนเดียวกับคนนั้น... คนที่มาถามเรื่องของพี่เป็กซ์เมื่อคราวก่อน

“อ่อ... ค่ะ” ฉันตอบกลับไปพร้อมกับกวาดตามองจานขนมบนโต๊ะ ฉันคงลืมตัวสั่งของตัวเองมาสองชุดแน่ๆ ก็เมื่อก่อนน่ะ... ฉันมักจะมาทานกับพี่เป็กซ์เสมอ

“อ้าว จานนี้ของใครอ่ะ” ปั้นหยาเอ่ยขึ้นอย่างงุนงง หลังจากที่พวกเราทุกคนหยิบจานเค้กของตัวเองมาไว้ตรงหน้ากันหมดแล้ว

“สงสัยลินจะลืมตัวน่ะ เลยสั่งเกินไปชุดนึง” ฉันตอบพร้อมกับมองเค้กจานนั้นด้วยความรู้สึกวูบโหวงแปลกๆ และคนทั้งโต๊ะก็เงียบกันหมด

“ลิน...”  ปั้นหยาเอ่ยเสียงอ่อน เธอทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้พลางเอื้อมมากุมมือฉันราวกับต้องการให้กำลังใจ

“ไม่เป็นไรหรอก ใครอยากทานก็ทานไปเลย” ฉันฝืนยิ้มออกมา แกล้งทำเป็นเอ่ยเสียงใสเพราะไม่อยากให้เพื่อนๆ ไม่สบายใจเรื่องของฉันอีก

 

หลังจากที่พวกเราทานเสร็จและเดินเล่นในห้างต่ออีกสักพัก เทนก็มาส่งฉันที่บ้าน... พักหลังๆ มันเป็นแบบนี้แทบจะทุกครั้ง ทั้งเทนและเดวิล... ไม่สิ ทุกๆ คนนั่นแหละไม่ยอมปล่อยให้ฉันคลาดสายตาเลยสักนิด

ฉันรู้ว่าพวกเขากังวลเรื่องอะไร...

“ขอบใจนะ” ฉันเอ่ยกับเทนก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ แต่ก็ถูกเขาคว้าแขนเอาไว้ซะก่อน พอฉันหันกลับไปมองใบหน้าคร้ามคมของเทน... เจ้าตัวก็ส่งยิ้มหวานมาให้

“ฝันดีนะ” เขาพูดก่อนจะปล่อยมือฉัน  เสร็จแล้วก็ขับรถออกไปเลย พักหลังนี้ เทนชอบทำอะไรแปลกๆ แต่อันที่จริงเขาก็เป็นแบบนี้ของเขามานานแล้ว

ฉันอาจจะคิดมากไปเองก็ได้...

“เป็นไง ไปเที่ยวมาสนุกมั้ย” พี่รวมพลเอ่ยขึ้นทันทีที่ฉันเปิดประตูบ้านเข้าไป เขากำลังนั่งดูหนังอยู่ในห้องนั่งเล่นกับพี่เคลียร์สองคน ท่าทางของพวกเขาดูมีความสุข ยิ้มหวาน คุยกันกะหนุงกะหนิง... เหมือนฉันเมื่อก่อน

“ก็ดีค่ะ” ฉันเอ่ยก่อนจะยิ้มน้อยๆ ให้คนทั้งคู่ คิดว่าหลังจากนี้จะขึ้นไปอาบน้ำนอนเลย เพราะรู้สึกเหนื่อยที่ตะลอนๆ ไปนู่นมานี่มาทั้งวัน

“คราวหลังจะกลับดึกก็โทรบอกพี่หน่อยนะน้องลิน พี่โทรไปหาตั้งหลายรอบก็ไม่ยอมรับ” คำพูดของพี่รวมพลทำให้ฉันชะงักเท้าทันที ก็ฉันไม่เห็นได้ยินเสียงโทรศัพท์อะไรเลยสักนิด

“มีอะไรน้องลิน” เสียงพี่รวมพลถามขึ้นอีกครั้งเมื่อฉันเอาแต่ล้วงกระเป๋าสะพายข้างใบเล็กๆ ไม่หยุด

“โทรศัพท์... โทรศัพท์ลินหาย” ฉันละล่ำละลักตอบ และเมื่อคิดจะออกไปหาข้างนอกฉันกลับถูกพี่รวมพลคว้าแขนเอาไว้เสียก่อน

“เดี๋ยวน้องลิน ออกไปคนเดียวมันอันตราย” ร่างสูงพูดพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น พี่เคลียร์เองก็ทำหน้าตาแตกตื่นไปด้วยเมื่อฉันเริ่มร้องไห้

“ลินจะทำยังไงดี พี่รวมพล... ลินจะทำยังไงดี” ฉันเอ่ยก่อนจะเริ่มสะอึกสะอื้นอย่างห้ามไม่อยู่ โทรศัพท์เครื่องนั้นมันมีความหมายกับฉันมาก พี่เป็กซ์ซื้อมันให้ฉัน ทั้งรูป ทั้งข้อความที่เราเคยคุยกันนั่นอีก

“เดี๋ยวพี่ลองโทรเข้าเครื่องลินก่อน เผื่อมีคนเก็บได้” เอ่ยจบพี่รวมพลก็หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วกดโทรเข้าเครื่องฉันทันที

รอสักพักพี่รวมพลก็เอ่ยกับคนทางปลายสาย ดูเหมือนพนักงานในร้านเค้กจะเก็บได้ และเธอก็นัดให้ฉันไปเอาโทรศัพท์ที่สวนสาธารณะในเขตเซ็นทรัล ซึ่งเป็นทางกลับบ้านของเธอพอดี

ฉันถอนหายใจด้วยความโล่งอก... ไม่อยากจะนึกเลยว่าถ้าหากมันหายไปจริงๆ ฉันจะทำยังไง

ใช้เวลาไม่นานพี่รวมพลก็ขับพาฉันมาถึงสวนสาธารณะตามที่ได้นัดกับพนักงานคนนั้นเอาไว้ ฉันบอกให้พี่รวมพลอยู่ในรถเพราะคิดว่าคงใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่

“พี่เก็บโทรศัพท์ของลินได้ใช่มั้ยคะ” ฉันเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่บริเวณม้านั่งใกล้ๆ เธออยู่ในชุดยูนิฟอร์มของร้านเค้กที่ฉันคุ้นตา และพอเธอหันมาฉันก็รู้สึกแปลกใจนิดหน่อยที่เป็นเธอคนนี้

คนที่เคยถามเรื่องของพี่เป็กซ์เมื่อครั้งก่อน...

“จ้ะ พอดีพี่เห็นมันตกอยู่ใต้โต๊ะน่ะ ก็เลยเก็บไว้ให้” เธอลุกขึ้นยืนพร้อมกับส่งยิ้มกว้างมาให้ ฉันมองโทรศัพท์ของตัวเองที่อยู่ในมือเธอด้วยความโล่งอก และเหมือนเธอจะรู้เลยรีบยื่นมันส่งมาให้ฉัน

“ขอบคุณมากเลยนะคะพี่... เอ่อ” ฉันเอ่ยด้วยความดีใจก่อนจะค้างเอาไว้แค่นั้น เพราะฉันไม่รู้ชื่อของเธอที่อยู่ตรงหน้า

“ชีฟองจ้ะ... พี่ชื่อชีฟอง” เธอเอ่ยพร้อมกับฉีกยิ้มที่ทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆ ไม่รู้ว่าฉันคิดมากไปเองรึเปล่า

“ฉันชื่อมิลินค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ แล้วก็ขอบคุณมากๆ เลยค่ะพี่ชีฟอง ถ้ามันหายไปลินไม่รู้จะทำยังไงเลย” ฉันเอ่ยพร้อมกับลูบโทรศัพท์เครื่องสีชมพูด้วยความทนุถนอม

ในที่สุดมันก็กลับมาอยู่กับฉันอีกครั้งจนได้

“ดูเหมือนโทรศัพท์เครื่องนี้จะมีความหมายกับลินมากเลยนะ ขนาดมีรอยถลอกเต็มไปหมดแบบนี้ลินยังใช้อยู่เลย” พี่ชีฟองเอ่ยพร้อมกับมองโทรศัพท์ในมือฉันอย่างสนใจ ฉันจึงได้แต่สูดหายใจลึกอย่างให้กำลังใจตัวเอง

“พอดีแฟนลินซื้อให้น่ะค่ะ” ฉันเอ่ยออกไปพร้อมกับนึกถึงใบหน้าหล่อใสของใครคนนั้นไปด้วย โทรศัพท์ที่เขาซื้อให้เครื่องนี้... ตอนนี้มันเปรียบเสมือนตัวแทนของเขาไปแล้ว

“ใช่คนที่ลินบอกว่าจะไม่กลับมาแล้วนั่นรึเปล่า” จู่ๆ คนตรงหน้าก็เอ่ยขึ้นเหมือนสงสัย แม้คำถามนั้นจะทำให้ฉันรู้สึกแย่ แต่ฉันก็ต้องแสร้งยิ้มออกไป เพราะฉันรู้ว่าพี่ชีฟองคงไม่ได้มีเจตนาไม่ดีกับฉันหรอก

“เอ่อ... ค่ะ”

“เลิกกันแล้วอย่างนั้นหรอ” เธอเอ่ยพร้อมกับทำสีหน้าเหมือนกำลังสงสารฉันไปด้วย

“เปล่าหรอกค่ะ คือเค้า...” ฉันพูดได้แค่นั้นก็หยุดชะงักไป ฉันควรจะตอบเธอออกไปว่าอะไรดี... ในเมื่อฉันเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเราสองคน

“ถ้าไม่อยากพูดถึงก็ไม่เป็นไรจ้ะ ถ้างั้น... พี่ขอตัวก่อนนะ แฟนพี่รอทานข้าวอยู่” พี่ชีฟองเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส ดูเหมือนเธอกับแฟนคงจะรักกันมากแน่ๆ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ดูมีความสุขที่ได้กลับไปเจอเขาขนาดนั้นหรอก

“ค่ะ ขอบคุณมากเลยนะคะ” ฉันเอ่ยพร้อมกับโบกมือลาเธอน้อยๆ แผ่นหลังเล็กนั่นค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไปจนกระทั่งลับสายตา

และฉันก็ถูกความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง...

[End of Milin’s part]

 

[Pex’s part]

“เธอทำอะไร” นั่นเป็นประโยคแรกที่ผมเอ่ยกับชีฟอง เธอเงยหน้าขึ้นมองผมทันทีที่ได้ยินเสียง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างนิดหน่อยเหมือนเธอไม่คิดว่าจะได้เจอผมที่นี่

ใช่... ผมมารอเธอที่ห้องตั้งแต่เมื่อวานแล้วเพราะอยากจะคุยกับเธอให้เรียบร้อยสักที แต่เธอก็ไม่กลับมา... ผมไม่รู้ว่าเธอไปอยู่ที่ไหนกันแน่

“นายพูดเรื่องอะไร” ชีฟองเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะเดินทะลุตัวผมไป และนั่นมันยิ่งทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิด เมื่อกี๊ผมเห็นตอนที่เธอคุยกับมิลินที่สวนสาธารณะ สองคนนั้นรู้จักกันได้ยังไง... ทำไมผมถึงไม่รู้เรื่องเลยสักนิด

“เธอคุยอะไรกับน้องลิน” ผมถามเสียงแข็งเพราะรู้สึกไม่พอใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

“น้องลิน... หึ” ชีฟองเอ่ยก่อนจะแค่นหัวเราะออกมา ผมไม่รู้ว่าเธอกำลังทำสีหน้าแบบไหนกันแน่ เพราะตอนนี้เธอกำลังยืนหันหลังให้ผมอยู่

“ทำไมหรอ ทำไมฉันถึงคุยกับเด็กคนนั้นไม่ได้” ร่างบางหันกลับมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน บอกตามตรงว่าผมโครตงงกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ผมไม่รู้เลยว่าเราสองคนกำลังทะเลาะกันเพราะอะไร

“แฟนนายนี่ฉันแตะต้องอะไรไม่ได้เลยงั้นหรอ” ชีฟองเริ่มขึ้นเสียงพร้อมกับก้าวเท้าเข้ามาใกล้ และผมก็ได้แต่เสตามองไปทางอื่นเพราะความรู้สึกอึดอัด

“เธอเป็นอะไรของเธอวะชีฟอง... ฉันไม่เข้าใจว่ะ” ผมเอ่ยอย่างหงุดหงิด ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เพื่อระบายความคุกรุ่นที่สุมแน่นอยู่ในอก ตั้งแต่คราวนั้นที่ผมบอกกับเธอว่ามิลินคือแฟนของผม เราสองคนก็แทบไม่เคยคุยกันดีๆ อีกเลย ชีฟองมักเอาแต่ทำหน้าเหวี่ยงแล้วพูดประชดประชันใส่ผมอยู่ตลอด

“ฉันก็ไม่เข้าใจนายเหมือนกัน นายควรจะเลิกสนใจเธอได้แล้ว เธอมองไม่เห็นนายด้วยซ้ำ แถมนายเองก็ยังจำเรื่องราวก่อนหน้านี้ไม่ได้เลยสักอย่าง... เรื่องของนายกับมิลินมันจบลงตั้งแต่นายกลายเป็นแบบนี้แล้ว” เธอพูดใส่ผมและมันทำให้ผมเผลอกัดฟันกรอดอย่างไม่รู้ตัว

“ไม่... มันยังไม่จบ เธอไม่มีทางเข้าใจหรอกชีฟอง” ผมพูดอย่างพยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้มันเตลิดไปมากกว่านี้ ปกติแล้วผมคิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนใจร้อน แต่ว่าเรื่องนี้... มันเกี่ยวกับน้องลิน

“ใช่! ฉันไม่เข้าใจนายหรอก ฉันอยู่กับนายตอนที่นายไม่มีใคร ฉันคนเดียวที่อยู่เคียงข้างนาย... แล้วทำไมนายถึงมองข้ามฉัน ฉันมีอะไรสู้เธอไม่ได้หรอ... หรือว่าเพราะฉันมาที่หลัง” ชีฟองเอ่ยเสียงกร้าว ถึงแม้กระนั้นแววตาของเธอมันกลับสั่นระริกไปหมด เธอดูเหมือนกำลังจะร้องไห้ และนั่นมันทำให้ผมเริ่มใจอ่อนอีกครั้ง

“เรื่องนั้นมันไม่เกี่ยวกันหรอกชีฟอง เธอดี... ดีเกือบทุกอย่าง แต่ฉันไม่เคยคิดกับเธอแบบนั้นเลยสักครั้ง” เอ่ยจบผมก็ถอนหายใจอย่างไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่มองใบหน้าหวานของคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจแล้วเอ่ยต่อ

“เธอมาชอบฉันทำไมวะ คนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิง ฉันไม่เคยทำอะไรให้เธอสักอย่าง  มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะทำให้เธอมาชอบฉันได้ บางทีเธออาจจะแค่สับสน... แค่เหงา” จบประโยคของผม คนตรงหน้าก็หันมาสบตากันด้วยน้ำตานองหน้า เธอส่ายศีรษะน้อยๆ เหมือนต้องการปฏิเสธคำพูดของผมเมื่อครู่

“มันไม่ต้องมีเหตุผลหรอกเป็กซ์ ฉันว่านายเองน่าจะรู้ดีที่สุด” คำพูดของชีฟองมันทำให้ผมถึงกับสะอึก ใช่... ผมรู้ดีที่สุดว่าการรักหรือชอบใครสักคนมันไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอะไรเลย เหมือนที่ผมรักมิลินทั้งๆ ที่จำเรื่องราวระหว่างเราไม่ได้ ในขณะที่ความทรงจำมากมายที่มีร่วมกับชีฟองมันก็ไม่ได้ทำให้ผมชอบเธอในแบบที่เธอชอบผมเลย ความรู้สึกของคนเราเนี่ย... มันแปลกจริงๆ นะว่ามั้ย

“แล้วจะให้ฉันทำยังไง เธอจะเป็นแบบนี้กับฉันไปถึงเมื่อไหร่... มันน่าอึดอัดรู้มั้ย” ผมเอ่ยพร้อมกับก้มลงสบตาเธออย่างคาดคั้น

“นายก็รักฉันสิ... อย่างน้อยก็ลองเปิดใจให้ฉันบ้าง ฉันแค่อยากได้โอกาสจากนาย” เธอตอบกลับมาในขณะที่หยาดน้ำใสก็ไหลพราก และมันทำให้ผมลำบากใจ เธอกำลังขอร้องผมในเรื่องที่ผมทำให้เธอไม่ได้

“ขอโทษนะ แต่ฉันคงทำให้ไม่ได้...” ผมเอ่ยก่อนจะเว้นช่วงไป เมื่อร่างบางตรงหน้าเริ่มร้องไห้หนัก

“เพราะฉันรักมิลิน” จบประโยคของผมชีฟองก็ยกสองมือขึ้นปิดหูพร้อมกับส่ายหน้าไปมาเหมือนไม่อยากได้ยิน พอผมจะขยับเข้าไปหาเธอ เธอก็ก้าวถอยหลังไป

“หยุด... นายหยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ! ร่างบางตวาดลั่นก่อนที่แผ่นหลังของเธอจะชิดติดกำแพง ผมก็แค่ไม่อยากให้ความหวังเธอ แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ยอมฟังกันเลย

ผมควรจะทำยังไงวะ...

ปัง!

จู่ๆ ประตูห้องก็ถูกเปิดผ่างพร้อมกับร่างของใครคนหนึ่งปรากฏขึ้น อันที่จริงประตูมันไม่ได้ถูกเปิด... แต่ถูกพังเข้ามาต่างหาก

“โทษที เผลอออกแรงเยอะไปหน่อย” หมอนั่นพูดพร้อมกับทำสีหน้าเจื่อนๆ ผมมองหน้ามันอย่างงงๆ รู้สึกคุ้นแต่ก็เหมือนมีอะไรที่แปลกไป

“เธอเป็นไรอ่ะ” หมอนั่นหันไปถามชีฟองที่เอาแต่สะอึกสะอื้นแล้วก้มหน้ามองพื้นอยู่อย่างนั้น ยิ่งมันเดินเข้ามาใกล้ผมก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคยแปลกๆ

ทั้งรูปหน้า ท่าทาง แต่ทำไมผมมันถึงสีนี้วะ... ไม่ใช่ดิ ผมคิดพร้อมกับเผลอขมวดคิ้วมุ่นอย่างลืมตัว ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าจะมัวมาคิดเรื่องไร้สาระแบบนี้อยู่ทำไม

“เป็กซ์... ชีฟองเป็นไรอ่ะ ทะเลาะกันอ่อ” หมอนั่นหันมาถามผม และนั่นก็ทำให้ผมต้องแปลกใจอีกครั้ง มันมองเห็นผมด้วย แถมยังรู้จักชื่อผมอีก

“นายเป็นใคร” ผมถามออกไปเสียงแข็งเพราะยังรู้สึกหงุดหงิดจากเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่หาย

“ฉัน... อ่อ นายความจำเสื่อมนี่หว่า” ร่างสูงตรงหน้าพึมพำกับตัวเองเหมือนคนบ้า แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความอยากรู้ของผมลดลงเลย

ผมกวาดตามองคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า หมอนี่อยู่ในชุดไปรเวทแบบสุภาพ โทนชุดสีดำตัดกับเส้นผมสีทองธรรมชาติที่ดูแล้วมันคงจะไม่ได้ย้อมตามแฟชั่นแน่ๆ แม้จะแต่งกายเหมือนคนทั่วไปแต่ผมกลับรู้สึกถึงอะไรที่แตกต่าง ความรู้สึกเหมือนตอนที่เจอแวมพ์กับบอสครั้งแรก ราวกับเป็นออร่าหรือพลังงานบางอย่าง และมันรุนแรงกว่าจนสองคนนั้นเทียบไม่ติด

“ไง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ฉันคือครูซ” จบประโยคของคนตรงหน้าผมก็เบิกตากว้างทันที ครูซส่งยิ้มทะเล้นๆ มาให้เมื่อผมยังค้างนิ่งเพราะความอึ้งอยู่ นาทีนี้ผมแทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ายังเคลียร์ปัญหากับชีฟองไม่จบ มันเหมือนกับว่าผมได้เจอกุญแจที่จะสามารถไขปริศนาของตัวเองได้อย่างไม่ทันคาดคิดมาก่อน

ระหว่างนั้นเสียงฝีเท้าของคนมากมายก็ดังขึ้น ผมมองไปที่ประตูก็เห็นคนในชุดสูทสีดำยืนออกันอยู่เต็มไปหมด พวกนี้คงเป็นคนของบอสที่ถูกสั่งให้มาเฝ้า ชีฟองไม่เคยพาใครมาที่ห้อง จึงไม่แปลกที่ครูซมาแล้วจะตื่นตูมกันขนาดนี้

“เพื่อความสะดวก กรุณาให้ความร่วมมือด้วยครับ” หนึ่งในคนชุดดำเอ่ยขึ้น ก่อนจะส่งสัญญาณให้คนอื่นๆ เข้ามารวบตัวครูซและชีฟองออกจากห้องไป

“โอ๊ะโอ๋” หมอนั่นเอ่ยด้วยท่าทางขี้เล่นแต่ก็ยอมให้คนชุดดำจับกุมแต่โดยดี ผมเดินตามคนพวกนั้นออกไป พอมาถึงชั้นล่างก็เห็นว่าแวมพ์กำลังยืนรออยู่แล้ว

มันมองหน้าผม ก่อนจะเสสายตาไปยังชีฟองและครูซที่ถูกพาขึ้นรถตู้ซึ่งจอดอยู่ในบริเวณใกล้ๆ แทน

“ใช่ครูซใช่มั้ย” แวมพ์ถาม แล้วผมก็พยักหน้ารับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ผมคิดว่าก่อนหน้านี้แวมพ์คงจะเคยเจอกับครูซมาก่อน แต่มันอาจไม่มั่นใจหรืออะไรแบบนั้น

“แล้วเราจะเอายังไงต่อ” ผมถามออกไปในขณะที่เราทั้งคู่ก็เดินไปยังรถสปอร์ต ราคาหลายสิบล้าน ซึ่งจอดอยู่ถัดจากรถตู้คันนั้นไปไม่ไกลนัก

“ไปที่ฐานทัพ หลังจากนั้นก็เค้นทุกอย่างที่อยากรู้” จบประโยคม้าเหล็กคันหรูก็พุ่งทยานออกไปท่ามกลางความมืด

อีกไม่นานแล้วสินะที่ผมจะได้รู้ความจริงทุกอย่างสักที...

[End of Pex’s part]

 

[Cruz’s part]

เป็นการต้อนรับการกลับมาของผมที่โครตเซอร์ไพรส์เลย...

ผมคิดก่อนจะกวาดตามองไอ้หน้าโหดที่นั่งอยู่ตรงหน้า ผมจำมันได้... หมอนี่ชื่อโคลด์ หัวหน้าแก๊งมาเฟียของไอ้เป็กซ์มัน แถมยังเป็นแวมไพร์ที่ไม่สมประกอบอีกต่างหาก

ก่อนหน้านี้เราเคยเจอกันมาแล้วแต่ผมเมา เหล้าของพวกมนุษย์ยุคนี้นี่แรงถึงใจดีจริงๆ

“เอาล่ะ ขอถามหน่อยว่าจับฉันมาทำไม” ผมถามพร้อมกับกวาดตามองผู้คนที่นั่งอยู่บนโซฟาในบริเวณรอบๆ ที่นี่ดูเหมือนห้องรับรองแขก แต่มันดูอลังการเว่อวังไปนิดในความคิดของผม

ตอนนี้เราอยู่กันแค่ห้าคนหลังจากที่ชายชุดดำพวกนั้นออกจากห้องไปแล้ว มีผม โคลด์ ชีฟอง เป็กซ์ และสุดท้ายก็เพื่อนของไอ้เป็กซ์ที่ชื่อแวมพ์

“ไม่ได้จับ แค่อยากเชิญนายมาตอบคำถามอะไรนิดหน่อย” โคลด์เอ่ยขึ้นเหมือนไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ โอเค... เชิญก็เชิญ

“แล้วลากชีฟองมาด้วยทำไม” ผมถามอย่างงงๆ พร้อมกับหันไปมองคนตัวเล็กที่เอาแต่นั่งเงียบไม่พูดไม่จา แถมยังก้มหน้ามองตักของตัวเองเหมือนว่ามันมีอะไรให้น่าดูนักหนา

พอเสสายตากลับไปมองโคลด์ หมอนั่นก็หันไปมองแวมพ์ต่อ

“สงสัยลูกน้องฉันหิ้วติดมือมาน่ะ” แวมพ์เอ่ยก่อนจะยักไหล่น้อยๆ แล้วหยิบมือถือขึ้นมากดเล่น

“อยากถามอะไรก็ถามมา คิดอยู่แล้วว่าต้องโดนซักฟอกเรื่องหมอนี่” ผมเอ่ยพร้อมกับพยักเพยิดไปที่เป็กซ์ และมันก็มองกลับมานิ่งๆ

“นายทำอะไร ทำไมสภาพของเป็กซ์ถึงได้กลายเป็นแบบนี้” โคลด์เอ่ยถามอย่างเป็นการเป็นงาน แต่แล้วผมกลับนึกอะไรดีๆ ได้บางอย่าง

“ฉันจะบอกข้อมูลทุกอย่างให้ก็ได้ แต่นายต้องทำอะไรบางอย่างให้ฉันเป็นการแลกเปลี่ยน” ผมยื่นข้อเสนอออกไป ดวงตาคู่คมของคนกุมอำนาจสูงสุดหรี่ลงน้อยเหมือนกำลังประเมินผม

“นายจะให้ฉันทำอะไร” โคลด์ถามออกมาอย่างลองเชิง และมุมปากของผมก็กระตุกยิ้มทันทีเมื่อข้อเสนอของตัวเองดูจะได้รับการตอบรับที่ดี

“ตามหาผู้หญิงคนหนึ่งให้ฉัน... คงไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงของพวกนายหรอกใช่มั้ย” จบประโยคของผมคนตรงหน้าก็แค่นหัวเราะออกมาอย่างถูกใจ

“หึ... ของกล้วยๆ” เอ่ยจบโคลด์ก็พูดต่ออย่างอารมณ์ดี

“ได้สิ... ฉันตกลง แต่นายต้องบอกทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเป็กซ์ให้ฉันฟัง และทำให้มันกลับไปเป็นเหมือนเดิมด้วย” ได้ฟังดังนั้นผมจึงฉีกยิ้มกว้างอย่างถูกใจ แล้วคืนคำพูดกลับไปให้คนตรงหน้า

“หึ... ของกล้วยๆ”

[End of Cruz’s part]


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เรื่องนี้เป็นภาคต่อของ KASIBSHOL CAMPAIGN พันธะรักมาเฟียร้ายนะคะ ใครยังไม่เคยอ่านภาคหนึ่งลองไปอ่านดูก่อนก็ได้ค่ะ ในส่วนของภาคนี้ แฟนตาซีมากขึ้น ดราม่ามากขึ้น และที่สำคัญคือฟินมากขึ้น อิอิ อ่านแล้วอย่าลืมคอมเม้นต์และกดถูกใจเพื่อเป็นกำลังในนักเขียนด้วยนะคะ ^^"

biteholicgirl


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha