[E-BOOK] KASIBSHOL CAMPAIGN II ลิขิตรักพันธะร้าย

โดย: biteholicgirl



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 4 : Chapter 4


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

CHAPTER 4



[Pex’s part]

ชีวิตผมแม่งจะแฟนตาซีไปไหน...

หลังจากที่ผมได้ฟังครูซพูดคนเดียวไม่หยุดมาเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ ผมก็แทบอยากจะเอาหัวกระแทกกับฝาพนังให้รู้แล้วรู้รอด

จากที่จับใจความได้... ดูเหมือนก่อนหน้านี้ครูซที่ยังเป็นยมทูตอยู่จะเคยช่วยชีวิตของผมเอาไว้ (ด้วยความตั้งใจของมันเอง) แถมนั่นยังเป็นการฝืนกฎธรรมชาติ เพราะหน้าที่ของยมทูตคือผู้นำทางดวงวิญญาณไปยังปรโลก ไม่ใช่การช่วยเหลือชีวิตมนุษย์อย่างที่หมอนี่ทำ

ถึงแม้นั่นจะทำให้ผมสามารถมีชีวิตต่อไปได้ แต่ก็เป็นเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น เพราะการฝืนกฎธรรมชาติมันไม่ใช่เรื่องง่าย ครูซรู้ดีว่าสิ่งที่ผมต้องการที่สุดคืออะไร... ผมต้องการที่จะมีชีวิตอยู่

หมอนั่นเลยใช้ประโยชน์จากข้อนี้มาแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่มันต้องการ

ครูซต้องการหลุดพ้นจากหน้าที่ของยมทูตเพื่อไปตามหาใครบางคน ในขณะที่ผมต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพราะมิลิน

ด้วยเหตุนี้... ในเวลาที่ความตายกำลังทวงคืนผมอีกครั้ง ครูซจึงถ่ายทอดพลังของยมทูตให้กับผม เพื่อสืบทอดหน้าที่ต่อจากมัน

อันที่จริง...หากว่าครูซเป็นคนธรรมดาก็คงจะตายไปแล้วเพราะไม่มีพลังของยมทูตคอยเกื้อหนุน ก็หมอนี่น่ะอายุอานามไม่ได้น้อย หากต้องกลับไปเป็นมนุษย์ธรรมดา สภาพร่างกายก็จะเริ่มค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเหมือนถูกธรรมชาติทวงคืน

และสุดท้ายครูซก็อาจจะเหลือแค่เพียงโครงกระดูกหรือไม่ก็กลายเป็นฝุ่นผง

ส่วนเรื่องที่ผมจะกลับมาเป็นมนุษย์เหมือนเดิมนั้น....มันคงเป็นไปไม่ได้แล้ว ครูซจะสอนเรื่องต่างๆ ที่ผมควรรู้ และผมคิดว่าสักวันหนึ่งผมคงจะมีพลังมากพอที่จะทำให้มิลินมองเห็นผมได้อีกครั้ง หวังว่าพอถึงเวลานั้นทุกอย่างมันคงไม่สายเกินไปนะ

“แล้วตอนนี้นายพักที่ไหน” ผมเอ่ยกับครูซที่นั่งเขี่ยน้ำแข็งในแก้วเล่น หลังจากที่ก่อนหน้านี้บอสและแวมพ์ลุกออกไปสั่งให้ลูกน้องพาชีฟองไปส่งที่คอนโด... ซึ่งมันก็กินเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงเข้าไปแล้ว ผมว่าป่านนี้สองคนนั้นคงหนีขึ้นไปนอนกอดเมียอยู่บนห้องแล้วแน่ๆ ถึงได้ปล่อยให้ผมกับครูซนั่งมองหน้ากันไปมาแบบนี้

“ไม่รู้เหมือนกัน ก่อนหน้านี้ก็ทัวร์ไปเรื่อยเพราะตามหายัยนั่นอยู่” คนตรงหน้าเอ่ยพร้อมกับยกมือขึ้นเสยเส้นผมสีทองแล้วเอนตัวพิงโซฟาอย่างอ่อนแรง

“งั้นคืนนี้พักห้องฉันก็ได้” จบประโยคของผม ครูซก็เริ่มยิ้มกริ่มอย่างน่าถีบ ดวงตาคู่คมมองมาที่ผมหวานหยาดเยิ้มเหมือนต้องการล้อเลียน

“ฮั่นแหน่ ชวนเค้าเข้าห้องหรอตัวเอง” ไม่ว่าเปล่าคนตรงหน้ายังพูดจีบปากจีบคอจนผมเริ่มรู้สึกขนลุก คิดผิดมหันต์ที่ชวนมันเข้าห้อง เอ้ย!  ชวนให้มันมาอาศัยที่ห้องเป็นการชั่วคราว

โธ่เว้ย! อยู่ใกล้มันมากๆ นี่สติสัมปชัญญะหายหมด

“ถามจริงนายเป็นแบบนี้นานรึยัง” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงระอา และเมื่อคนตรงหน้าขมวดคิ้วมุ่นเหมือนไม่เข้าใจ ผมจึงถอนหายใจแล้วอธิบายต่อ

“หมายถึงนิสัยน่ะ”

“เค้าเป็นแบบนี้แค่กับตัวเองนะ” โอเค... จบ ผมว่ามันคงเป็นตั้งแต่เกิด แก้ยังไงก็คงไม่หายแล้ว

“อย่ามาตอแหล... ไป ขึ้นห้องกัน” เอ่ยจบผมก็เดินนำออกจากห้องรับรองแขกทันที ยังไงซะผมก็ต้องพึ่งหมอนี่... และคงต้องปรับตัวให้ชินกันขนานใหญ่

ส่วนเรื่องชีฟอง... เอาไว้ค่อยไปเคลียร์ที่หลังแล้วกัน

[End of Pex’s part]

 

[Cheefong’s part]

หลังจากวันนั้นฉันก็ไม่ได้เจอหน้าเขามาเป็นเดือนแล้ว... หมายถึงเป็กซ์น่ะ

ได้ข่าวว่าตอนนี้เขากำลังฝึกฝนการเป็นยมทูตอยู่กับครูซที่ไหนสักแห่ง จะมีบ้างบางครั้งที่ครูซโทรมาถามสารทุกข์สุกดิบกับฉัน แต่เขาก็ไม่เคยพูดถึงเป็กซ์ให้ฟังเลยแม้แต่นิดเดียว

ครั้งสุดท้ายที่เจอ... เราทะเลาะกัน

และถึงแม้จะเป็นแบบนั้นฉันก็ยังไม่คิดที่จะรามือจากเขาไปง่ายๆ ด้วย ก็ฉันน่ะ... รักเขานี่นา ขนาดหินถูกน้ำเซาะทุกวันมันยังกร่อน แล้วนับประสาอะไรกับคนใจอ่อนอย่างเขา

ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้หัวใจของเขามา ฉันจะทำให้เขาลืมเลือนเด็กผู้หญิงที่ชื่อมิลินนั่นไปให้ได้ เขาจะต้องเป็น... ของฉันเท่านั้น

“ของที่สั่งได้แล้วค่ะ” ฉันเอ่ยกับร่างบางตรงหน้าด้วยรอยยิ้มก่อนที่เธอจะรับถุงใส่เค้กจากมือฉันไป พอดีวันนี้ฝนที่ทำหน้าที่แคชเชียร์ไม่สบายน่ะก็เลยขอลาหยุด และมันช่างประจวบเหมาะทีเดียวที่วันนี้ฉันได้ทำหน้าที่เป็นแคชเชียร์ เลยมีโอกาสได้เจอกับมิลินซึ่งมาทานเค้กที่ร้านอีกครั้ง

มิลินยิ้มให้ฉันเล็กน้อยก่อนจะชะงักนิ่งเมื่อดวงตาคู่โตมองเห็นแหวนที่ถูกสวมเอาไว้ที่นิ้วชี้ของฉัน มันเป็นแหวนเพชรรูปทรงเหมือนของผู้ชาย และที่สำคัญ... มันคือของเป็กซ์

ฉันเก็บมันเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่ทำแผลให้เขาในวันที่เจอกันครั้งแรก อันที่จริงก็กะจะคืนให้หลายครั้งแล้วแต่ไม่มีโอกาสเหมาะๆ สักที และที่สำคัญดูเหมือนเป็กซ์จะจำไม่ได้ว่ามันเคยเป็นของเขามาก่อน โชคดีจริงๆ ที่มันยังอยู่กับฉัน เพราะวันนี้ฉันจะได้ใช้ประโยชน์จากมันสักที

“มีอะไรรึเปล่าคะ” ฉันเอ่ยถามร่างบางตรงหน้าออกไปด้วยรอยยิ้ม และเมื่อเธออ้าปากจะตอบกลับมา เสียงของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นซะก่อน

“เรียบร้อยรึยังมิลิน” ร่างสูงในชุดเครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนเดียวกับเธอเอ่ย ก่อนจะเดินเข้ามาตรงหน้าเคาน์เตอร์แล้วมองหน้าฉันสลับกับมิลิน

“อะ อ้อ เรียบร้อยแล้วล่ะเทน ขอโทษที่ทำให้รอนะ” เอ่ยจบเธอก็ฉีกยิ้มให้ฉันอีกครั้ง แม้สายตาที่จ้องมายังแหวนจะเต็มไปด้วยความสงสัยก็ตาม ฉันมองตามหลังของสองคนนั่นจนกระทั่งทั้งคู่เดินออกจากร้านไป

บางทีฉันอาจจะบ้าไปแล้วก็ได้... ฉันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ยิ่งฉันเห็นว่ามิลินไม่มีความสุขมากเท่าไหร่ฉันก็ยิ่งรู้สึกพอใจมากเท่านั้น

ความรู้สึกของคนเรานี่มันช่างหน้ากลัวจริงๆ

 

หลังจากเลิกงานฉันก็เดินกลับบ้านคนเดียวตามปกติ คอนโดของฉันอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานมากนัก แค่เดินผ่านสวนสาธารณะของเขตเซ็นทรัลก็ถึง ยามนี้บรรยากาศโดยรอบมันค่อนข้างเงียบสงัดเพราะเป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว ถึงจะไม่มืดเพราะมีแสงไฟสอดส่องอย่างทั่วถึงแต่ก็ใช่ว่าจะไม่น่ากลัว

ก่อนหน้านี้ตอนที่ฉันเพิ่งทำงานที่ร้านเบเกอรี่แรกๆ ตอนที่เป็กซ์ยังอยู่... บางทีเขาก็ไปรับฉันถึงร้านเพราะไม่อยากให้ฉันเดินกลับทางเปลี่ยวๆ คนเดียว ความจริงเพียงแค่นั้น... แค่ฉันได้เดินกลับบ้านกับเขาทุกวันฉันก็รู้สึกมีความสุขแล้ว

ทว่าทุกอย่างก็พังทลาย... เมื่อมิลินกลับเข้ามาในชีวิตของเป็กซ์อีกครั้ง ฉันไม่รู้ว่าเขาไปเจอเธอได้ยังไง และทำไมเขาถึงรักเธอทั้งๆ ที่ยังจำอะไรไม่ได้เลย

มันไม่แฟร์กับฉันเลยว่ามั้ย...

“ไง” จู่ๆ ฉันก็ได้ยินเสียงนุ่มทุ้มของใครบางคนดังขึ้นจากทางด้านหลัง แม้จะคิดว่าตัวเองคงหูแว่ว แต่ก็ยอมชะงักเท้าลงแล้วหันกลับไปมองอย่างอยากรู้

เป็กซ์...

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” เขาเอ่ยด้วยสีหน้าสบายๆ พร้อมกับเดินเข้ามาหาฉันเหมือนมีเรื่องอะไรจะคุยด้วย

“ไปฝึกกับครูซมาเป็นไงบ้าง” ฉันถามพร้อมกับอมยิ้มน้อยๆ แม้ว่าความจริงแล้วหัวใจกำลังเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งก็ตาม เขามาหาฉัน... เขาอยู่ตรงหน้าฉันแล้ว

“ก็ดี” เป็กซ์ตอบพร้อมกับเบะปากน้อยๆ จนฉันหลุดขำ ดูจากสีหน้าฉันก็รู้แล้วว่ามันคงไม่ได้ดีอย่างที่เขาพูดแน่ๆ

จากที่ฉันสัมผัสได้... พลังวิญญาณของเป็กซ์เพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากเลยทีเดียว แต่ก็ยังเทียบไม่ติดกับตอนที่ครูซเป็นยมทูตอยู่ดี

ครูซเคยบอกฉันว่า... ยิ่งนำทางวิญญาณของคนตายไปส่งที่ปรโลกมากเท่าไหร่ พลังวิญญาณของยมทูตตนนั้นก็จะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น อีกหน่อยฉันก็คงสามารถสัมผัสตัวเขาได้แน่ๆ

“ที่ฉันมานี่ เพราะอยากจะเคลียร์กับเธอให้รู้เรื่อง” เป็กซ์เอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง หลังจากที่เราสองคนต่างคนต่างเงียบกันไปสักพัก

เคลียร์? จะไม่ถามฉันหน่อยหรอว่าที่ผ่านมาฉันเป็นยังไงบ้าง” ฉันพูดพลางเลิ่กคิ้วขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์นัก อย่างน้อยเขาก็น่าจะถามสารทุกข์สุกดิบกันบ้าง ที่ผ่านมาคงมีแค่ฉันเท่านั้นใช่มั้ยที่เป็นห่วงเขาอยู่เพียงฝ่ายเดียว

“แล้ว... เธอเป็นยังไงบ้าง” ร่างสูงเอ่ยด้วยสีหน้าเหมือนลำบากใจ และมันยิ่งทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิด เขาทำเหมือนกับว่าต้องฝืนใจมาคุยกับฉันทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เราสองคนก็เคยพูดคุยกันด้วยรอยยิ้มเสมอ

“ฉันคิดถึงนาย ไม่ว่าจะทำอะไรฉันก็เอาแต่คิดถึงนาย” ฉันตอบออกไปตามตรงพร้อมกับก้าวเข้าไปชิดคนตรงหน้าอีกนิด ดวงตาที่รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งสองข้างเอาแต่จ้องใบหน้าหล่อเหลาของเขาอย่างไม่ยอมลดละ

ฉันคิดถึงเขา... คิดถึงเขามากจริงๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

“เธอควรจะเลิกทำอย่างนั้น” เป็กซ์พูดกลับมานิ่งๆ แต่ทว่ามันกลับทำให้ฉันรู้สึกเจ็บแปลบไปทั้งหัวใจ และฉันรู้ดีว่าคนตรงหน้าก็เป็นห่วงความรู้สึกของฉันอยู่ไม่น้อย เพราะแววตาของเขามั่นสั่นระริกแถมยังไม่ยอมสบตาฉันตรงๆ อย่างที่เคยทำอีกต่างหาก

“ชีฟอง... ที่ฉันมาหาเธอวันนี้เพราะอยากจะมาขอบคุณ” เขาพูดขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ฉันเงียบไป ฉันเม้มริมฝีปากแน่น พยายามจะควบคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่น

“เรื่องอะไร”

“ทุกเรื่อง... ขอบคุณที่เธอคอยดูแลฉันมาตลอด” ร่างสูงเอ่ยพร้อมกับสบตาฉัน และฉันเห็นว่าเขารู้สึกแบบนั้นจริงๆ จากแววตาของเขา

ขอบคุณอย่างนั้นหรอ... ฉันไม่ได้อยากจะได้ยินคำนี้เลยสักนิด

“นายพูดอย่างกับนายจะหายไปไหน” ฉันเอ่ยพร้อมกับเสมองไปทางอื่นที่ไม่ใช่ใบหน้าของเขา เพราะรู้สึกได้ว่าหยาดน้ำใสๆ มันเริ่มไหลออกมาคลอที่ดวงตามากจนเกินความพอดี

“ก็คงใช่... ฉันจะหายไปจากชีวิตของเธอชีฟอง” จบประโยคของร่างสูงตรงหน้าฉันก็หันขวับกลับมามองหน้าเขาทันที หยาดน้ำตาที่อุตส่าห์กักกลั้นเอาไว้มันไหลอาบแก้มลงมาโดยที่ฉันแทบจะไม่รู้ตัว

“นายพูดบ้าอะไร! ฉันตวาดใส่เขาทั้งๆ ที่น้ำเสียงตัวเองสั่นเครือ ภายในอกรู้สึกวาบโหวงไปหมดเพราะคำพูดของเขา ฉันหูฝาดไปใช่มั้ย... เมื่อกี๊ฉันคงหูฝาดแน่ๆ

“หลังจากนี้เธอต้องลืมฉัน แล้วหาผู้ชายดีๆ สักคนมาเป็นคู่ชีวิต ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ฉัน” เป็กซ์เอ่ยขึ้นอีกเหมือนต้องการจะย้ำให้ฉันแน่ใจว่าคำพูดเมื่อกี๊นี้เขาจริงจัง

“ไม่! นายหยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ” ฉันตวาดเสียงดังลั่นพร้อมกับหลับตาปี๋ สองมือยกขึ้นปิดหูตัวเองอีกครั้งเพราะไม่อยากจะได้ยินในสิ่งที่เขาพูดอีกต่อไป

และพอฉันลืมตาขึ้นมองอีกครั้ง... คนตรงหน้าก็หายไปแล้ว

“เป็กซ์! กลับมาก่อน... ฮึก กลับมา! ฉันร้องเรียกเขาเหมือนคนบ้า พยายามกวาดตามองไปรอบๆ เผื่อว่าเขาอาจจะยังอยู่แถวนี้

ฉันก็แค่หวัง... ว่าเมื่อกี๊เขาอาจจะพูดเล่น แล้วหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งใกล้ๆ นี่ มันไม่โอเคเลยนะที่จู่ๆ เขาจะมาบอกว่าจะหายไปจากชีวิตฉัน โดยที่ไม่ยอมให้เวลาฉันเตรียมใจเลยสักนิด

ฉันรักเขานะ... เขาทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง คนใจร้าย

ทว่าทันใดนั้น... ด้วยความที่ฉันไม่ทันระวังตัวเพราะมัวแต่วิ่งหาเขาไปทั่ว รถยนต์คันหนึ่งที่ขับผ่านมาด้วยความเร็วสูงก็บีบแตรเสียงดังลั่น ฉันถึงได้รู้ในวินาทีนั้นเองว่าตัวเองเผลอเดินออกมาจนถึงเลนถนน

ปี๊น!!!

“กรี๊ด!!! ฉันกรีดร้องอย่างหวาดกลัวเมื่อแสงไฟหน้ารถส่องมายังร่างของฉันจนสว่างจ้าไปหมด ไม่ทันแล้ว... ฉันต้องถูกชนแน่ๆ ฉันหลับตาปี๋อย่างรอรับชะตากรรม

และในช่วงระยะเวลาแห่งความเป็นความตายนั้นเอง จู่ๆ เสียงรอบข้างก็เงียบลงอย่างน่าประหลาด ร่างกายของฉันอุ่นวาบเหมือนถูกอะไรบางอย่างโอบอุ้ม ก่อนที่ฉันจะได้ยินเสียงเหมือนปีกกระพือพัดและรู้สึกได้ถึงสายลมที่ผ่านเข้ามาปะทะผิวกาย

“ขอโทษนะ” นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ฉันได้ยิน พอลืมตาขึ้นอีกครั้งฉันก็กลับมายืนอยู่บนฟุตบาธเหมือนเดิมแล้ว

คนที่ช่วยฉันไว้... คงเป็นเจ้าของขนนกสีดำที่ตกเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นนี่แน่ๆ

[End of Cheefong’s part]

 

[Milin’s part]

เรื่องแหวนนั่นมันทำให้ฉันคิดมากจนนอนไม่หลับ...

วันนี้ไม่มีใครอยู่ที่บ้านเลยสักคนจนมันเงียบสงัดไปหมด ฉันไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อพี่ชายทั้งสามคนต้องเข้าไปดูแลความเรียบร้อยที่ผับ เห็นว่าช่วงนี้มัสคีเทียร์กำลังเป็นที่ฮอตฮิตของกลุ่มวัยรุ่นอันมีจะกิน เพราะหลังจากที่พี่บัลลังก์ พี่ซัน และพี่รวมพล ได้สืบทอดแก๊งอาเซติคต่อจากคุณพ่อ สามคนนั้นก็เริ่มกลายเป็นที่นับหน้าถือตามากขึ้น

แต่ตอนนี้ฉันไม่อยากอยู่บ้านคนเดียว แถมพอจะนอนก็ดันนอนไม่หลับเพราะเอาแต่คิดเรื่องแหวนของพี่ชีฟอง แหวนวงนั้นมันคล้ายกับของพี่เป็กซ์มากจนน่าตกใจ แต่คงเป็นไปไม่ได้หรอกใช่มั้ย... ฉันคงจะคิดมากเกินไปเองนั่นแหละ

พอตัดสินใจได้ฉันจึงเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วหยิบเดรสออกมาเปลี่ยนแทนชุดนอนที่สวมอยู่... ฉันจะไปหาพี่บัลลังก์ที่มัสคีเทียร์

ฉันไม่อยากอยู่คนเดียวจริงๆ เพราะมันจะทำให้ฉันรู้สึกฟุ้งซ่าน มีหลายครั้งเหมือนกันที่ฉันเกิดกลัวความคิดบ้าๆ ของตัวเองขึ้นมา ฉันเคยคิดสั้น... เป็นร้อยเป็นพันครั้งหลังจากที่พี่เป็กซ์หายไป แต่ฉันก็คอยบอกตัวเองไว้เสมอว่าฉันทนได้ สักวันพี่เป็กซ์จะต้องกลับมาหาฉันแน่ๆ

ถึงแม้มันจะเหมือนหลอกตัวเอง... แต่ฉันก็ต้องทำ

ฉันนั่งแท็กซี่มาถึงหน้าผับหลังจากใช้เวลาเดินทางไม่ถึงชั่วโมง ยังดีที่โชเฟอร์รู้จักที่นี่ ไม่อย่างนั้นฉันก็คงบอกทางไม่ถูกเหมือนกันเพราะไม่เคยมาที่แห่งนี้มาก่อน

“เดี๋ยวก่อนครับน้อง ขอตรวจบัตรประชาชนด้วยครับ” เสียงของผู้ชายที่ยืนอยู่บริเวณทางเข้าผับดังขึ้นเมื่อฉันจะเดินผ่านประตูเข้าไป ฉันชะงักเท้าแล้วหันไปมองหน้าเขางงๆ

“บัตรประชาชนหรอคะ” ได้ฟังดังนั้นคนตรงหน้าก็พยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะมองสำรวจฉันอย่างพิจารณา ก็นะ... แค่การแต่งตัวของฉันมันก็ไม่เหมาะกับสถานที่แบบนี้แล้ว ฉันใส่เดรสสีชมพูออกแนวหวานๆ หน่อย เพราะในตู้เสื้อผ้ามันมีแต่แบบนี้

“อายุไม่ถึงใช่มั้ยเนี่ยเรา หน้าตายังเด็กอยู่เลย” เขาพูดอย่างรู้ทัน ในขณะที่ฉันก็เสสายตาไปเห็นป้ายห้ามบุคคลที่มีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีเข้าไปในผับ

“คือฉันมาหาพี่ชายน่ะค่ะ” ฉันเอ่ยออกไปแกมขอร้องกลายๆ แต่ก็คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าคงไม่ได้ผลแน่

“ไม่ได้ๆ อายุไม่ถึงพี่ให้เข้าไปไม่ได้หรอก ไม่งั้นโดนด่าแย่” ผู้ชายตรงหน้าพูดพร้อมกับโบกมือน้อยๆ ไล่ฉันกลับไป

“อ่อ... ค่ะ” ฉันเอ่ยอย่างเซ็งๆ ก่อนจะหันหลังเดินคอตกกลับออกไป และระหว่างที่มัวแต่คิดว่าควรจะเอายังไงต่อไปดี จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีใครสักคนเรียกชื่อตัวเองดังขึ้นมา

“มิลิน”

“คะ” ฉันตอบกลับไปอย่างอัตโนมัติ ในขณะที่ใครคนหนึ่งก็เดินถอยหลังกลับมาแล้วก้มลงมองหน้าฉันเหมือนกำลังพิสูจน์อะไรบางอย่าง

“ใช่ จริงๆ ด้วยแฮะ นี่พี่เอง... พี่บอสไง” เขาพูดแนะนำตัวเองพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างส่งมาให้ ฉันนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเบิกตากว้างทันทีเมื่อความทรงจำเก่าๆ เริ่มหวนกลับมา

“พี่บอส... อ๋อ! ค่ะ ไม่ได้เจอกันนานเลย ลินเกือบจำไม่ได้แหนะ” ฉันว่าก่อนจะหัวเราะน้อยๆ อย่างเขินอายที่ตัวเองดันลืมหน้าเพื่อนของพี่บัลลังก์ไปซะได้ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนนี้เขาเองก็เคยมาเล่นเป็นเพื่อนฉันอยู่บ่อยๆ

“ลินก็โตขึ้นเยอะเลยนะ แถมสวยอีกต่างหาก แล้วมาทำอะไรที่นี่ล่ะ” เขาเอ่ยพร้อมกับมองฉันด้วยสายตากรุ้มกริ่ม แต่ฉันรู้ดีว่าคนตรงหน้าแค่หยอกล้อฉันเล่นเท่านั้น

“ลินมาหาพี่บัลลังก์น่ะค่ะ แต่อายุไม่ถึงเลยเข้าไปไม่ได้” ฉันตอบพร้อมกับเบะปากอย่างเซ็งๆ ก่อนที่คนตรงหน้าจะหลุดหัวเราะออกมาเหมือนขบขัน

“เอ้า มาๆ ทำไมไม่บอกไปล่ะว่าเป็นน้องสาวไอ้บัลลังก์มัน” พี่บอสพูดกลั้วหัวเราะ หลังจากนั้นเขาก็พาฉันเข้าไปด้านในได้อย่างง่ายดาย

ข้างในมันมืดไปหมด... แสงไฟแวบวับที่สาดส่องไปมามันทำให้ฉันรู้สึกปวดตา แถมเสียงดนตรีบีตหนักที่ดังตึ้บตั้บมันยังฟังแล้วหนวกหูมากกว่าที่จะสนุก ฉันว่าฉันคงไม่เหมาะกับที่นี่จริงๆ นั่นแหละ

“ลินจะไปหาพี่บัลลังก์ได้ที่ไหนคะ” ฉันถามพี่บอสด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าปกติ เพราะไม่อยากนั้นคงถูกเสียงเพลงดังสนั่นนั่นกลบจนมิดแน่

“งั้น... ไปรออยู่ที่โต๊ะเพื่อนพี่ก่อนแล้วกัน เดี๋ยวพี่ไปดูไอ้บัลลังก์ให้” พี่บอสเอ่ยอย่างใจดี ก่อนจะฝากฝังฉันไว้กับพวกเพื่อนๆ ของเขาที่นั่งดื่มเหล้ากันอยู่บริเวณโต๊ะในโซนวีไอพีตัวหนึ่ง ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้เขาเองก็น่าจะนั่งดื่มอยู่ด้วยเหมือนกัน แต่คงจะออกไปธุระที่ไหนมาล่ะมั้งถึงได้บังเอิญเจอฉันเข้าพอดี

“อ่ะนี่ ดื่มซักหน่อยเดี๋ยวคอแห้ง” เพื่อนของพี่บอสคนหนึ่งเอ่ยพร้อมกับยื่นแก้วน้ำอัดลมมาให้ฉัน ด้วยความที่ฉันคอแห้งอยากดื่มน้ำอยู่พอดีเลยรับมาพร้อมกับเอ่ยขอบคุณเขากลับไป ฉันดื่มมันรวดเดียวหมดจนเพื่อนๆ ของพี่บอสเอ่ยแซว ก่อนที่พวกเขาจะหันกลับไปคุยเรื่องสัพเพเหระกันต่อ

ว่าแต่ทำไม...กลิ่นมันแปลกๆ จัง

ฉันคิดแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก เพราะเห็นเหมือนพี่บอสกำลังเดินกลับมาอยู่ไกลๆ อา... เริ่มรู้สึกง่วงซะแล้วสิ ตามันหนักๆ ยังไงก็ไม่รู้ ทีตอนอยากจะนอนก็ดันนอนไม่หลับซะได้ บ้าจริง!

“ไอ้บัลลังก์มันคุยธุระกับแขกอยู่น่ะ มันบอกให้มิลินไปรอในห้องพักมันก่อน” พี่บอสเอ่ยขึ้นทันทีที่เดินมาถึง แล้วทำไม... หน้าฉันมันถึงได้รู้สึกร้อนแปลกๆ นะ

“ห้องพักพี่บัลลังก์อยู่ตรงไหนหรอคะ” ฉันถามคนตรงหน้า แต่ดูเหมือนเขาจะให้ความสนใจกับแก้วน้ำอัดลมที่ฉันเพิ่งดื่มหมดไปเมื่อครู่มากกว่าถึงได้ไม่ตอบอะไรกลับมา

“พี่บอส ห้องพี่บัลลังก์อยู่ตรงไหนหรอคะ” ฉันถามขึ้นอีกครั้งพร้อมกับใช้มือสะกิดร่างสูงไปด้วย พี่บอสถึงได้หันกลับมาสนใจฉันอีกครั้ง

“อ๋อ งั้นเดี๋ยวพี่พาไปส่ง” เขาเอ่ยพร้อมกับจะพาฉันเดินออกไป ฉันถึงได้คว้าแขนเขาไว้เพราะรู้สึกเกรงใจ แค่เขาพาฉันเข้ามาในนี้ได้ก็รู้สึกขอบคุณจะแย่แล้ว

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่บอกทางมาก็พอ ลินไม่อยากรบกวนเวลาสังสรรค์ของพี่กับเพื่อน ”ฉันว่าก่อนจะมองไปยังเพื่อนๆ ของพี่บอสที่กำลังนั่งคุยนั่งดื่มกันอย่างสนุกสนาน

ฉันก็แค่... ไม่อยากรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นภาระกับใครน่ะ คนอื่นมักจะเอาแต่ห่วงฉันและก็ทำนู่นทำนี่ให้อยู่เสมอเพียงเพราะว่าฉันเป็นน้องสาว แค่พี่ชายสามคนนั้นก็พอแล้ว... ตอนนี้ยังลามมาถึงพี่บอสอีก ฉันเกรงใจเขาน่ะ

“เอางั้นหรอ” เขาถามเหมือนไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดของฉันเท่าไหร่นัก แต่พอฉันพยักหน้าตอบกลับไป คนตรงหน้าถึงได้ถอนหายใจเบาๆ ด้วยความเป็นห่วง

“เดินขึ้นไปบนชั้นสามฝั่งซ้ายมือสุด ห้องที่เป็นกระจกอ่ะ” เขาว่าก่อนจะชี้มือไปยังบันไดที่อยู่อีกฝั่งของผับซึ่งทอดตัวยาวไปยังชั้นบน และระหว่างทางที่ฉันจะใช้เดินผ่านไปนั้น มันก็เต็มไปผู้คนมากมายที่กำลังสนุกสนานไปกับเสียงเพลงจนดูแออัดไปหมด

“ขอบคุณค่ะ ไปนะคะพี่บอส” ฉันโบกมือลาแล้วดุนดันหลังเขาให้นั่งลงบนเก้าอี้ ไม่อย่างนั้นพี่บอสคงได้เดินตามมาส่งฉันแหงๆ

“ระวังตัวด้วยนะ ถ้าหลงก็เดินกลับมาโต๊ะพี่นะเข้าใจรึเปล่า” พี่บอสตะโกนแข่งกับเสียงเพลงหลังจากที่ฉันเดินห่างออกไปได้ไม่เท่าไหร่ ฉันหันกลับไปส่งยิ้มพร้อมกับพยักหน้าให้เขาเล็กน้อย

พี่บอสนี่ล่ะก็... ขี้กังวลพอๆ กับพวกพี่บัลลังก์เลยแฮะ ทำอย่างกับว่าฉันเมางั้นแหละ

[End of milin’s part]

 

[Pex’s part]

มิลินจะมาทำอะไรที่นี่...

ผมคิดในขณะที่เดินตามเธออย่างไม่ให้คลาดสายตา ที่นี่มันผับ... เธอมาที่นี่เพื่ออะไร แถมยังไอ้พี่บอสอะไรนั่นอีก มันเป็นใครวะ

“จะไปไหนหรอครับให้พี่ไปส่งมั้ย” ไอ้เวรที่กำลังเต้นกระดึ้บๆ ตามเสียงเพลงอยู่พูดพร้อมกับถือวิสาสะมาคว้าแขนมิลินไว้ตอนที่เธอกำลังจะเดินผ่าน คนตัวเล็กหันไปมองมันเหมือนตกใจ แต่เธอดูมึนๆ มากกว่า เพราะก่อนหน้านี้ผมเห็นว่าเธอดื่มเหล้าที่เพื่อนไอ้คนที่ชื่อบอสนั่นยื่นให้ด้วย

“ปล่อยนะ...” ร่างบางเอ่ยด้วยน้ำเสียงยานคางพร้อมกับพยายามบิดข้อมือตัวเองออก แต่คิดหรอว่าไอ้เวรนั่นจะยอมทำตามที่เธอพูด

เหอะ... เสียงหวานๆ เล็กๆ แบบนั้นน่ากลัวตายล่ะ

“เมาแล้วนี่ เดี๋ยวพี่ไปส่งไง... กลับคนเดียวมันอันตราย” ไอ้เวรนั่นพูดขึ้นอีกแถมยังพยายามจะรวบตัวเธอเอาไว้อีกต่างหาก ไอ้เชี่ยนี่... กลับกับมึงนั่นแหละอันตรายที่สุด!

“ลินไม่เมาสักหน่อย” จบประโยคของคนตัวเล็ก ร่างของไอ้เวรนั่นก็ถูกผละออกอย่างแรงจนมันล้มลงบนพื้นเพราะฝีมือของผม ก็แค่ลองทำดูเพราะไม่คิดว่ามันจะได้ผล ครูซบอกว่าตอนนี้พลังของผมยังไม่ค่อยคงที่ บางทีก็ใช้การได้แต่บางทีก็ทำอะไรไม่ได้เลย นี่แสดงว่าผลจากการไปล่าวิญญาณกับครูซมาหนึ่งเดือนเต็มนี่ก็โอเคอยู่เหมือนกันแฮะ

“ถ้ายุ่งกับเมียกูอีกรอบ มึงเจอขวดเหล้าแน่” ผมพูดใส่มันแม้จะรู้ว่ามันไม่ได้ยินก็เหอะ น่าหงุดหงิดชิบ...

มิลินเสสายตาไปมองไอ้เวรนั่นอย่างงงๆ ก่อนที่เธอจะเลิกสนใจแล้วเดินเซๆ ไปขึ้นบันไดตามที่ไอ้คนที่ชื่อบอสนั่นบอกเอาไว้ ผมรู้ว่าเธอจะมาหาบัลลังก์พี่ชายของเธอ

แต่... มันไม่จำเป็นขนาดนั้นป่ะวะ เดี๋ยวก็ได้เจอกันที่บ้านอยู่ดี ไม่รู้รึไงว่าที่นี่มันอันตรายขนาดไหน

“โอ๊ะ!” เสียงหวานดังขึ้นอีกครั้งเมื่อร่างบางจะหงายหลังล้มลงในขณะที่เดินขึ้นบันได โชคดีที่ผมช่วยเอาไว้ทันไม่อย่างนั้นเธอได้ตกลงมาหัวฟาดพื้นแน่ พอทรงตัวได้เธอก็หัวเราะน้อยๆ เหมือนกำลังสนุก... มิลินคงเมาแล้วแหงๆ

ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเกิดเมื่อกี๊ผมช่วยเธอไม่ทัน หรือช่วยเธอไม่ได้ขึ้นมามันจะเป็นยังไง

“น้องลินนะน้องลิน... คอยดูเถอะพี่จะทำโทษซะเข็ด” ผมบ่นกระปอดประแปดอยู่คนเดียวในขณะที่คนตัวเล็กเริ่มก้าวขึ้นบันไดอีกรอบ แต่แล้วจู่ๆ เท้าเล็กๆ นั่นก็หยุดเคลื่อนไหว เธอหันกลับมาใช้สายตามึนๆ มองผม ไม่รู้สิ... ผมอาจคิดไปเองก็ได้ เธอมองไม่เห็นผมสักหน่อย

“ทำเลยสิ พี่เป็กซ์ใจร้ายอยู่แล้วนี่” เสียงหวานๆ นั่นประณามเหมือนน้อยใจ แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบมันไม่ใช่ถ้อยคำเหล่านั้น

เมื่อกี๊เธอเพิ่งพูดกับผม... ใช่มั้ย!

“ลิน เมื่อกี๊ลินว่าไรนะ” ผมถามออกไปเสียงสั่น รู้สึกเกร็งไปทั้งตัวในขณะที่หัวใจมันกลับเต้นรัวแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก คนตัวเล็กยังคงมองมาตาไม่กระพริบ ริมฝีปากบางเชิดขึ้นน้อยๆ เหมือนทุกครั้งที่เธองอนผม ใช่... ผมคิดว่าตัวเองเคยเห็นสีหน้าแบบนี้ของเธอมาก่อน

“คนใจร้าย! เอ่ยจบมิลินก็หันหลังขึ้นบันไดไปทันที

“นี่ฉันเมาได้ไงนะ แถมยังเห็นภาพหลอนของเขาอีก” ผมมองตามร่างบางที่เดินปาดน้ำตาพร้อมกับบ่นพึมพำอย่างงงๆ เธอมองเห็นผม... เธอมองเห็นผมใช่มั้ย

“ว้าย!” เสียงหวีดร้องของมิลินดึงสติของผมให้กลับมาอีกครั้ง พอผมมองขึ้นไปก็เห็นว่าเธอกำลังอยู่ในอ้อมกอดของผู้ชายคนหนึ่งที่ผมไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน

ฟุ่บ!

สองคนนั้นถูกผละออกจากกันแทบจะทันทีด้วยฝีมือของผม เพียงพริบตา... ผมก็ขึ้นไปยืนอยู่ตรงหน้ามิลินอีกครั้งและใช้สายตาเกรี้ยวกราดจ้องมองเธออย่างไม่พอใจ พอเสสายตาไปยังร่างสูงที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามมันก็มองกลับมาอย่างอึ้งๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่กล้าเข้ามายุ่งแต่อย่างใด

ให้มันรู้ซะบ้างว่าแถวนี้... เจ้าที่แรง

หลังจากนั้นผมก็กระชากแขนของมิลินที่เอาแต่ตกตะลึงให้เข้าไปในห้องๆ หนึ่งซึ่งอยู่ใกลบริเวณนี้มากที่สุด ผมดันร่างเธอจนติดพนังใสที่ทำมาจากกระจก วิวข้างนอกสามารถมองเห็นชั้นล่างซึ่งมีผู้คนมากมายกำลังขยับกายไปตามจังหวะเพลงอย่างสนุกสนาน

แต่ผมไม่สนใจ... ผู้หญิงตรงหน้านี้ต่างหากที่สำคัญกับผม

“กอดกับมันทำไม” ผมถามเสียงดุ เพราะรู้สึกหงุดหงิดโครตๆ ที่ต้องมาเห็นอะไรบาดตาบาดใจแบบนี้ มิลินเบิกตากว้าง เธอมองผมเหมือนเห็นผี ในขณะที่หยาดน้ำใสๆ ก็เริ่มเอ่อคลอขึ้นมาให้เห็นอีกระรอก

“คือลิน... อื้อ! พอเธอพูดผมก็ประกบริมฝีปากลงไปอย่างหงุดหงิด ไม่ชอบที่จะได้ยินน้ำเสียงสั่นๆ ของเธอเลย มันเหมือนกับว่าผมเป็นต้นเหตุให้เธอเสียใจอยู่ตลอดเวลา ผมไม่ชอบ... แต่ก็ทำอะไรให้เธอไม่ได้สักอย่าง

“จำไว้ว่าคราวหลังห้ามเมินพี่อีก” ผมเอ่ยหลังจากที่ผละริมฝีปากออกมาแล้ว คนตัวเล็กตรงหน้าหอบหายใจพร้อมกับสะอึกสะอื้นจนตัวโยน ถึงแม้กระนั้นดวงตาคู่สวยที่ฉ่ำวาวไปด้วยหยาดน้ำก็ยังคงไม่หยุดมองผม

เธอมองแบบไม่กระพริบตา... เหมือนกลัวว่าผมจะหายไป

ร่างบางเอื้อมมือขึ้นมาสัมผัสที่แก้มของผมแผ่วเบา ผมไม่รู้ว่าเธอกำลังดีใจหรือเสียใจกันแน่ เพราะมิลินทั้งยิ้มสลับกับร้องไห้ไปมาอยู่อย่างนั้น

“นี่ลินกำลังฝันอยู่ใช่มั้ยคะ” เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ผมมองเธอด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มันทรมานและปวดหัวใจไปหมด

“ไม่ น้องลินไม่ได้ฝัน... มันคือเรื่องจริง” จบประโยคริมฝีปากของเราก็แนบชิดกันอีกครั้ง ผมบดเบียดและดูดดึงสัมผัสนิ่มหยุ่นนั้นอย่างโหยหา ลืมความรู้สึกกรุ่นโกรธก่อนหน้านี้ไปจนหมดเพราะความคิดถึงมันมีมากกว่า

ยิ่งเวลาผ่านไปภาพต่างๆ มากมายก็ผุดขึ้นมาในหัวไม่หยุดหย่อน ภาพของผมกับน้องลิน... เราเคยทำแบบนี้กันนับครั้งไม่ถ้วน ริมฝีปาก ผิวแก้มนุ่มนิ่ม ร่างกายทุกสัดส่วนของเธอ ทุกสัมผัสนั้นเหมือนย้อนกลับเข้ามาในร่างกายของผมจนร้อนรุ่มไปหมด

“อึก... อื้อ! “ คนตัวเล็กส่งเสียงเมื่อถูกผมจู่โจมอย่างหนักหน่วงจนเริ่มขาดอากาศหายใจ มือของเธอกำเสื้อผมจนยับยู่ยี่ไปหมด ผมผละริมฝีปากออกมาเพียงชั่วครู่ก่อนจะทาบทับลงไปใหม่ จนกระทั่ง...

สัมผัสนั้นค่อยๆ จางหายไป

[End of Pex’s part]

 

[Milin’s part]

ริมฝีปากยังคงร้อนวาบไปหมด...

แต่พอฉันลืมตาขึ้นมองอีกครั้ง พื้นที่ตรงหน้าก็เหลือแค่เพียงความว่างเปล่า ความรู้สึกวาบโหวงแล่นพล่านไปทั่วทั้งหัวใจทันที เขาหายไป... หายไปอีกแล้ว

ฉันกวาดสายตามองหาไปรอบๆ เหมือนคนบ้า ยิ่งเวลาผ่านไปหยาดน้ำใสๆ มันก็ยิ่งจะปริ่มออกมาเสียให้ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มันคือเรื่องจริงหรือภาพหลอน ฉันไม่สามารถให้คำตอบกับตัวเองได้เลย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เรื่องนี้เป็นภาคต่อของ KASIBSHOL CAMPAIGN พันธะรักมาเฟียร้ายนะคะ ใครยังไม่เคยอ่านภาคหนึ่งลองไปอ่านดูก่อนก็ได้ค่ะ ในส่วนของภาคนี้ แฟนตาซีมากขึ้น ดราม่ามากขึ้น และที่สำคัญคือฟินมากขึ้น อิอิ อ่านแล้วอย่าลืมคอมเม้นต์และกดถูกใจเพื่อเป็นกำลังในนักเขียนด้วยนะคะ ^^"

biteholicgirl


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha