[E-BOOK] KASIBSHOL CAMPAIGN II ลิขิตรักพันธะร้าย

โดย: biteholicgirl



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 5 : Chapter 5


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

Chapter 5



ฉันเป็นอย่างนี้บ่อย... เห็นเขาในทุกๆ ที่ๆ มองไป เพียงแต่ว่าครั้งนี้มันชัดเจนมากจนเหมือนความจริง ฉันยังรู้สึกได้ถึงสัมผัสอุ่นร้อนของเขาอยู่เลย

หรือบางที... ฉันอาจจะบ้าไปแล้วจริงๆ ก็ได้

“มิลิน “ เสียงทุ้มของใครคนหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ อันที่จริงฉันไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าเขาเปิดประตูเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันหันไปมองร่างสูงทั้งน้ำตาในขณะที่ตัวเองยังทรุดตัวนั่งอยู่ตรงที่เดิม... ที่ๆ ฉันเห็นพี่เป็กซ์ก่อนที่เขาจะหายไป

“พี่บัลลังก์” ฉันเอ่ยชื่อคนตรงหน้าก่อนจะยกมือปาดน้ำตาทั้งๆ ที่รู้ว่าทำไปก็ไม่มีประโยชน์ ร่างสูงขมวดคิ้วมุ่นพร้อมกับเดินเข้ามาหาฉันอย่างร้อนรน

“เกิดอะไรขึ้น... มาทำอะไรที่นี่ แล้วทำไมถึงร้องไห้” เขาถามรัวเป็นชุดหลังจากที่ย่อตัวลงสบตากับฉันตรงๆ สีหน้าของพี่บัลลังก์ดูเคร่งเครียด เขาคงอยากจะต่อว่าฉัน... แต่พอเห็นว่าฉันกำลังร้องไห้อยู่ก็คงใจอ่อนทำไม่ลงเหมือนทุกที

“ลินเห็นเขา... ลินเห็นพี่เป็กซ์อีกแล้ว” ฉันเอ่ยเสียงเครือก่อนจะปล่อยโฮอย่างห้ามไม่อยู่ คนตรงหน้ามองฉันด้วยแววตาสงสาร แต่ก็ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจแล้วดึงร่างฉันเข้ามากอดปลอบเท่านั้น

พี่บัลลังก์รู้ดีว่าพักหลังๆ ฉันมักเป็นแบบนี้บ่อย แต่เขาก็พยายามอดทนกับคนอย่างฉันจนฉันเองยังอดเกรงใจไม่ได้

บางที... เขาอาจจะไม่ต้องทนหงุดหงิดแบบนี้อีกนานนัก

 

ในบางครั้งฉันก็อยากความจำเสื่อมเพื่อจะได้ลืมเลือนเรื่องราวต่างๆ ไปซะ

ฉันมาอยู่ที่นี่ทำไม... ที่โรงเรียน ฉันไม่รู้ว่าตัวเองควรจะมารึเปล่า ในเมื่อต่อให้คุณครูอธิบายหรือสอนอะไรความรู้พวกนั้นมันก็ไม่เข้าหัวเลยสักนิด

แต่เขาอยากให้ฉันเรียน... นั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันต้องมาอยู่ตรงจุดนี้... ล่ะมั้ง

“นักเรียนคนนั้น ไหนบอกครูซิว่าคำตอบคืออะไร” เสียงของใครสักคนดังแว่วเข้ามาในหู ก่อนที่เทนจะสะกิดฉันแล้วพยักเพยิดให้หันไปมองทางคุณครูผู้หญิงที่ทำหน้าบึ้งตึงอยู่หน้าชั้นเรียน

ฉันลุกขึ้นยืนอย่างงงๆ ก่อนที่ท่านจะเคาะกระดานไวท์บอร์ดซึ่งมีโจทย์ตัวเลขยาวเหยียดโชว์หราอยู่บนนั้น และฉันก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจมันแน่ๆ เพราะวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ฉันเรียนแย่ที่สุด

“หนูไม่ทราบค่ะ” ฉันพูดออกไปตามตรง เพราะขนาดเทนที่เรียนเก่งกว่าฉันยังคิดคำตอบออกมาไม่ได้เลย ถึงแม้ตอนนี้เขาจะพยายามคิดคำนวณอย่างหนัก เพราะไม่อยากให้ฉันถูกคุณครูดุก็เถอะ

“ไม่ทราบ... เพราะอะไรเธอถึงตอบไม่ได้รู้มั้ยมิลิน” ท่านว่าก่อนจะเดินมายังโต๊ะเรียนของฉัน ซึ่งตั้งอยู่ชิดริมหน้าต่างและอยู่ในโซนค่อนไปทางด้านหลังห้อง

“เพราะครูเห็นว่าเธอไม่ได้สนใจเวลาที่ครูสอนเลย ครูเห็นเธอเอาแต่นั่งเหม่อมองโทรศัพท์แบบนี้มาเป็นเดือนแล้ว ครูไม่รู้หรอกนะว่าที่บ้านเธอมีปัญหาอะไร แต่หน้าที่ของเธอคือเรียนหนังสือ เพราะฉะนั้นครูจะเก็บโทรศัพท์เครื่องนี้เอาไว้จนกว่าจะหมดคาบ เธอจะได้มีสมาธิเรียนสักที ไม่ใช่เอาแต่นั่งจ้องมันอยู่แบบนี้” จบประโยคท่านก็คว้าโทรศัพท์เครื่องสีชมพูที่ฉันวางไว้บนโต๊ะไปไว้ในมือ วินาทีนั้นหัวใจของฉันกระตุกวูบจนรู้สึกปวดแปลบไปหมด

ฉันไม่อยากให้มันอยู่ห่างตัว... โทรศัพท์เครื่องนี้น่ะพี่เป็กซ์เค้าซื้อให้ฉัน

“ลินขอโทรศัพท์คืนด้วยค่ะคุณครู” ฉันเอ่ยเสียงสั่นพร้อมกับจ้องมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างขอร้อง ขอบตาของฉันมันเริ่มร้อนผ่าวจนปวดแสบปวดร้อนไปหมด

“ครูบอกแล้วไงว่าจะคืนให้ตอนหมดคาบ” เอ่ยจบท่านก็ทำท่าเหมือนจะเดินผละไป ฉันจึงรั้งแขนท่านเอาไว้อย่างลืมตัว

“คืนมันมาเถอะค่ะ ลินขอร้องนะคะคุณครู” ฉันเอ่ยเสียงเครือพร้อมกับเอื้อมมือจะไปคว้าโทรศัพท์ที่อยู่ในมือของคุณครูจนท่านเริ่มไม่พอใจ

“เอ๊ะ! ทำไมถึงเป็นเด็กแบบนี้ แย่งของจากมือครูได้ยังไง ไร้มารยาท” คุณครูเริ่มตวาดเสียงดังลั่นจนเพื่อนในห้องหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก เทนที่นั่งอยู่ข้างฉันลุกขึ้นยืนอย่างทำอะไรไม่ถูก ในขณะที่ปั้นหยาและเดวิลซึ่งนั่งอยู่โซนหน้าห้องก็รีบเดินเข้ามาดูเหตุการณ์อย่างเป็นห่วง

“เอาโทรศัพท์ลินคืนมานะ เอาของลินคืนมา! ฉันเริ่มโวยวายเหมือนคนสติแตก น้ำหูน้ำตามันไหลพรากเต็มไปหมด ฉันพยายามที่จะเข้าไปแย่งโทรศัพท์กลับคืนมาแต่เทนก็รั้งร่างของฉันเอาไว้ เขาคงไม่อยากให้ฉันมีปัญหากับคุณครู แต่บอกเลยว่านาทีนี้ฉันไม่สนใจอะไรทั้งนั้นแล้ว

นั่นเป็นของๆ ฉัน...

“นี่เธอ! ทำแบบนี้อยากโดนเชิญผู้ปกครองใช่มั้ย” คุณครูตวาดเสียงกร้าวพร้อมกับชี้หน้าฉันอย่างไม่พอใจ แต่ฉันก็ไม่สนและพยายามกระเสือกกระสนที่จะเข้าไปแย่งโทรศัพท์ของตัวเองกลับคืนมาให้ได้

“ครูครับ คืนโทรศัพท์ให้ลินไปเถอะครับ” เทนที่รั้งตัวฉันไว้เอ่ยอย่างลำบากใจ ในขณะที่ปั้นหยาก็พยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วยเมื่อเห็นว่าฉันเริ่มมีอาการไม่ดี ฉันร้องไห้จนเหนื่อยหอบไปหมด... ตอนนี้ทั้งโกรธทั้งเจ็บปวด ทำไมฉันต้องเจอเรื่องแบบนี้ด้วย ทำไมเรื่องบ้าๆ มันต้องมาเกิดกับฉันตลอด

“ฉันไม่คืน! ยิ่งทำนิสัยไม่ดีแบบนี้ฉันจะเก็บมันเอาไว้สักอาทิตย์นึงเลย” พอได้ยินประโยคนั้นฉันก็เบิกตากว้างทันที ในอกรู้สึกอึดอัดจนทรมานไปหมด

คุณครูไม่มีสิทธิ์... นั่นมันของๆ ฉัน ครูไม่มีสิทธิ์ที่จะเอามันไป

พลั่ก!

“ว้าย! เสียงกรีดร้องของคนตรงหน้าดังขึ้น หลังจากที่ฉันสลัดตัวหลุดออกจากการเกาะกุมของเทนได้ ฉันทำลงไปแล้ว... ฉันผลักคุณครูจนท่านเสียหลักล้ม ก่อนจะรีบคว้าโทรศัพท์กลับคืนมา

“ลินเดี๋ยว!” เทนส่งเสียงเรียกเมื่อฉันคว้ากระเป๋าแล้ววิ่งหนีออกจากห้องเรียนไป หัวใจของฉันเต้นครึกโครมไปหมด ฉันได้แต่วิ่งไปเรื่อยๆ อย่างทำอะไรไม่ถูก

พอถึงหน้าโรงเรียนก็ปรากฏว่าไม่มีรปภ. เฝ้าอยู่พอดี ฉันเหลียวหลังกลับไปมองอย่างลังเลว่าควรจะเอายังไงต่อไปดีเพราะฉันไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ฉันอยากออกไป... ไปไหนก็ได้ที่จะไม่ต้องมีใครมายุ่งกับฉัน

“ลินเดี๋ยวลิน!” เสียงของเทนดังขึ้นจากที่ไกลๆ เมื่อฉันเอามือแตะประตูรั้ว เขากำลังวิ่งเข้ามาหาพร้อมๆ กับเดวิลและปั้นหยา แถมคุณครูคนนั้นก็ยังตามมาอีกด้วย

วินาทีนั้นสมองมันสั่งให้ฉันเลือกที่จะเลื่อนประตูรั้วแล้ววิ่งออกไป ยิ่งพวกเขาเข้าใกล้ฉันมากเท่าไหร่ เท้าของฉันมันก็ยิ่งขยับรัวเร็วเพื่อที่จะหนีให้พ้นมากขึ้นเท่านั้น ฉันแทบไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าเผลอวิ่งออกมาจนอยู่บนเลนถนนได้ยังไง

ครั้นพอมองออกไปรอบๆ อีกครั้งทุกสิ่งทุกอย่างก็เคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่ง ฉันหลับตาปี๋เมื่อได้ยินเสียงแตรรถดังก้องไปหมด

ปี๊นนนนนน!!!

ฟุ่บ!

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก... ร่างของฉันถูกใครสักคนโอบกอดเอาไว้จนสัมผัสได้ถึงไออุ่น แล้วจู่ๆ ทุกอย่างก็เงียบไปราวกับว่าฉันหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง ความวูบโหวงในช่องท้องเกิดขึ้นอย่างกะทันหันพร้อมกับที่สติสัมปชัญญะเริ่มค่อยๆ ดับวูบ

สิ่งสุดท้ายที่ฉันเห็นคือ... ปีกนกสีดำใหญ่ยักษ์ที่ปกคลุมฉันเอาไว้ทั้งร่าง

 

“ลิน... เป็นยังไงบ้าง พี่เป็นห่วงแทบแย่แหนะ” เสียงของพี่บัลลังก์ดังขึ้นทันทีที่ฉันลืมตา ฉันมองหน้าเขาพร้อมกับเขยิบตัวลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะกวาดตาไปรอบๆ อย่างงุนงง

ตอนนี้ฉันอยู่ที่โรงพยาบาล... ภายในห้องพักผู้ป่วยมีแค่พี่บัลลังก์อยู่เท่านั้น

“คือลิน... “ ฉันเอ่ยก่อนจะชะงักค้างเอาไว้ ฉันไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดอะไรออกมาดี พี่บัลลังก์เอาแต่มองหน้าฉันด้วยความเป็นห่วง และมันทำให้ฉันรู้สึกผิด ฉันรู้ดีว่าช่วงนี้เขาเองก็มีเรื่องส่วนตัวให้เครียดอยู่แล้ว ฉันไม่ได้ต้องการจะทำตัวให้เป็นภาระ

“มันเกิดอะไรขึ้น ลินวิ่งหนีออกมาจากโรงเรียนทำไม” คนตรงหน้าถามพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่เข้าใจ ความจริงแล้วฉันไม่เคยมีปัญหากับคุณครูหรืออะไรทำนองนี้มาก่อนเลย

นี่คงเป็นอีกเรื่อง... ที่ฉันทำให้ใครหลายๆ คนต้องประหลาดใจ

“เค้าจะเอาโทรศัพท์ของลินไป ลินยอมไม่ได้ค่ะ” ฉันเอ่ยเสียงเครือ แต่พี่บัลลังก์กลับเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจอย่างชัดเจน ฉันรู้ว่าเรื่องนี้ตัวเองเป็นคนผิด... แต่ฉันก็มีเหตุผลของฉัน

“โทรศัพท์ของลินอยู่ที่ไหนคะพี่บัลลังก์” ฉันถามขึ้นเมื่อคนตรงหน้ายังคงเงียบอยู่ เขายื่นโทรศัพท์เครื่องสีชมพูที่เต็มไปด้วยรอยถลอกมาให้ฉัน ก่อนจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อย

“พี่ว่าเรามีเรื่องต้องคุยกัน” พี่บัลลังก์เอ่ยเสียงเรียบ แม้กระนั้นสายตาที่เขาใช้มองมาก็ยังคงฉายแววอ่อนโยนให้ฉันได้รู้สึกอุ่นใจอยู่

“ลินไม่มีอะไรจะคุยหรอกค่ะ” ฉันพูดออกไป ได้แต่เสสายตาไปยังทิศทางอื่นที่ไม่ใช่ใบหน้าของเขา ฉันรู้ดีว่าพี่บัลลังก์อยากจะพูดอะไร

ฉันรู้... และไม่อยากจะฟังให้รู้สึกเจ็บปวดใจมากไปกว่านี้อีกแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้นพี่บัลลังก์ก็ดูจะไม่สนใจในสิ่งที่ฉันพูดออกไปอยู่ดี เขาขยับเก้าอี้ที่ใช้นั่งอยู่ให้ขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะเอื้อมมากุมมือฉันไว้หลวมๆ

“ลิน... ลินฟังพี่นะ พี่รู้ว่าลินเสียใจเรื่องเป็กซ์ แต่ทุกวันนี้พี่ว่ามันมากเกินไป” คำพูดของคนตรงหน้ามันทำให้ฉันเผลอสูดหายใจลึกทันที เขาเกริ่นขึ้นมาแบบนี้... เราคงได้ทะเลาะกันแน่ๆ

“อะไรมากเกินไปคะ” ฉันถามเสียงเรียบ แม้กระนั้นมันก็ยังฟังไม่ลื่นหูอยู่ดี เพราะสภาพอารมณ์ของฉันในตอนนี้มันไม่คงที่เลยสักนิด

“ทุกอย่างที่ลินทำ เรื่องโทรศัพท์นี่ก็เกี่ยวกับมันด้วยใช่มั้ย” พี่บัลลังก์ถาม และฉันรู้สึกไม่ชอบเลยที่เขาพูดแบบนี้ออกมาถึงได้ตวัดสายตาไปมองเขาอย่างกรุ่นโกรธ

“พี่บัลลังก์อย่าโทษพี่เป็กซ์ มันไม่ใช่ความผิดของเขา” ฉันเอ่ยเสียงแข็ง รู้สึกผิดหวังในตัวพี่บัลลังก์นัก เพราะคิดว่าเขาจะเป็นคนที่เข้าใจฉันมากที่สุด แต่เปล่าเลย... เขาก็เหมือนกับคนอื่นๆ

“พี่ไม่ได้โทษ แต่พี่คิดแบบนั้นเลยแหละ ลินปล่อยให้เรื่องของมันมีผลกระทบกับตัวเองมากเกินไปรู้ตัวรึเปล่า” คนตรงหน้าเริ่มขึ้นเสียงอย่างไม่พอใจบ้าง เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วมองมาที่ฉันด้วยแววตาผิดหวัง

“แล้วพี่บัลลังก์จะให้ลินทำยังไงคะ ต้องให้ลินยิ้มลินหัวเราะอยู่ตลอดเวลามั้ย แฟนลินหายไปทั้งคนนะคะ... ถ้าเป็นพี่เคธหรือพี่อลิสหายไปบ้างล่ะ พี่จะยังยิ้มได้เหมือนที่บังคับให้ลินทำอยู่มั้ย! ฉันพูดจี้จุดคนตรงหน้าออกไป เพราะรู้ดีว่าตอนนี้เขาเองก็กำลังมีปัญหาน่าปวดหัวอยู่ ถึงฉันจะไม่อยากสนใจเรื่องรักสามเศร้าสี่เศร้าของพวกพี่ๆ แต่ก็ใช่ว่าฉันจะปิดหูปิดตาจนไม่รู้เรื่องอะไรเลย ฉันรู้ทุกอย่าง... แต่เลือกที่จะไม่พูดออกมาเท่านั้นเอง

“พี่ว่าเรากำลังออกนอกประเด็นไปแล้วนะ พี่แค่อยากให้ลินสนใจเรื่องอื่นบ้างเท่านั้นเอง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่เพ้อเอาแต่นั่งร้องไห้ถึงมัน แค่ผู้ชายคนเดียวต้องปล่อยให้ชีวิตพังขนาดนี้เลยหรือไง!” ร่างสูงเอ่ยออกมาด้วยความโมโห ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาโมโหเพราะเป็นห่วงฉัน หรือเพราะเรื่องที่ฉันพูดแทงใจดำเขากันแน่ น่าผิดหวังจริงๆ นะว่ามั้ย

“พี่บัลลังก์พูดแบบนี้ออกมาได้ยังไง ทำไมพี่ถึงใจร้ายได้ขนาดนี้ พี่ทำอย่างกับว่าพี่เป็กซ์เป็นคนอื่น พี่ทำเหมือนว่าพี่ไม่เคยรู้จักเขามาก่อนงั้นแหละ” ฉันเอ่ยพร้อมกับมองท่าทีของคนตรงหน้าในยามนี้อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าพี่ชายของฉันจะเป็นคนใจจืดใจดำได้ขนาดนี้

“พี่ทำได้ทั้งนั้นแหละถ้ามันทำให้พี่ได้น้องสาวคนเดิมกลับมา! เขาตวาดพร้อมกับกระชับข้อมือของฉันแน่นขึ้นจนรู้สึกปวดไปหมด

หึ... พี่บัลลังก์พูดอะไร ฉันคนเดิมน่ะตายไปตั้งนานแล้ว ตายไปพร้อมๆ กับคุณพ่อนั่นแหละ ไม่สิ... ตั้งแต่ตันหยง คุณพ่อ พี่โอปอล และตอนนี้ก็เป็นพี่เป็กซ์

“พอเถอะค่ะ ลินไม่อยากฟังแล้ว” ฉันสะบัดมือออก ก่อนจะล้มตัวลงนอนตะแคงข้างหันไปอีกฝั่งเพื่อจะได้ไม่ต้องมองเห็นเขา

“ลิน... “

“ลินบอกว่าไม่อยากฟังแล้วไงคะ! ขอลินอยู่คนเดียวเถอะค่ะ” ฉันพูดขัดขึ้นโดยที่ไม่ยอมให้พี่บัลลังก์พูดจบประโยค หลังจากนั้นฉันก็ได้ยินเสียงถอนหายใจ ก่อนที่ประตูห้องจะถูกเปิดอีกครั้งพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ เบาลงเรื่อยๆ น่าแปลกที่ครั้งนี้น้ำตาของฉันมันไม่ไหลออกมาสักหยด

บางที... ฉันคงจะร้องไห้จนไม่มีน้ำตาให้ไหลแล้วล่ะมั้ง

[End of Milin’s part]

 

[Devil’s part]

นั่นพี่บัลลังก์กำลังจะไปไหน...

ผมคิดขณะที่เดินเข้ามาในโถงทางเดินของโรงพยาบาล แล้วเห็นร่างสูงคุ้นตากำลังเดินทอดน่องออกมาด้วยสีหน้าหงุดหงิด ปกติก็ไม่มีใครอยากเข้าใกล้อยู่แล้ว ยิ่งทำท่าแบบนี้ผมล่ะกลัวว่าพี่แกจะโดน รปภ. หิ้วออกไปจากโรงพยาบาลเสียจริงๆ

“ไปไหนอ่ะพี่” ผมถามขึ้นเมื่อเราสองคนเดินเข้ามาใกล้กันในระยะที่พอเหมาะ คนถูกถามเบะปากทันทีก่อนจะยกมือขึ้นเสยผมอย่างหงุดหงิด

“ไปทำงานต่อ โดนลินไล่ออกมาจากห้องเนี่ย” คนตรงหน้าเอ่ยเซ็งๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมา ผมมองท่าทีของพี่เขาอย่างขำๆ คงมีมิลินคนเดียวที่กล้าไล่บอสใหญ่แห่งแก๊งอาเซติคออกมาจากห้องแบบนี้

“ทะเลาะกันรึไง” ผมถามด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ในขณะที่ร่างสูงก็พยักรับอย่างเสียไม่ได้

“เออดิ คงพูดแรงไปหน่อยยัยตัวเล็กเลยเหวี่ยงใส่เอา” ได้ฟังดังนั้นผมจึงเลิ่กคิ้วขึ้นน้อยๆ อันที่จริงก่อนหน้านี้ผมเองก็ไม่เคยเห็นมิลินโวยวายหรือแม้แต่ขึ้นเสียงใส่ใครมาก่อนเลยด้วยซ้ำ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวันนั้นบอกเลยว่าผมเองก็ตกใจเหมือนกัน

เธอไม่เหมือนมิลิน... เธอดูเหมือนคนที่สูญเสียจนทุกอย่างในชีวิตมันไขว้เขวไปหมด

“ลินยังสภาพจิตใจไม่ค่อยแข็งแรง พี่ต้องใจเย็นๆ หน่อย” ผมเอ่ยแนะนำคนอาวุโสกว่า เพราะรู้ดีว่าพี่บัลลังก์เป็นคนนิสัยใจร้อนและออกจะโผงผางไปหน่อย

“พี่ก็เย็นมาตลอดนะเว่ย แต่ครั้งนี้พี่ว่าลินทำเกินไปว่ะ... เกิดโดนรถชนตายขึ้นมาพี่จะทำไงวะ” คนตรงหน้าเอ่ยอย่างหัวเสีย ในขณะที่ผมเองก็พยักหน้าน้อยๆ อย่างเข้าใจ

นึกไปถึงเมื่อตอนนั้นแล้วยังรู้สึกใจหายวาบอยู่เลย ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก สายตาของผมมองเห็นรถบนถนนกำลังมุ่งตรงไปยังมิลินด้วยความเร็วสูง แต่พอกระพริบตาเท่านั้น... ภาพทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

ไม่มีใครรู้ว่ามิลินรอดมาได้ยังไง... พอไปถึงที่นั่นพวกเราทุกคนก็เจอเธอนอนไม่ได้สติอยู่บนทางเท้าพร้อมกับขนนกสีดำมากมายแล้ว

บางทีมันอาจเป็นเรื่องบังเอิญ... หรือไม่ก็คงเป็นฝีมือของใครสักคนที่ตั้งใจช่วยเธอไว้

“เอาน่า... จิตใจคนเรามันเข้มแข็งไม่เท่ากันหรอก อย่างลินอาจจะต้องใช้เวลาและความใส่ใจมากหน่อย” ผมว่าพลางตบไล่คนตรงหน้าอย่างให้กำลังใจ

“ก็จริง เมื่อก่อนนี้เธอมีความสุขดีมาตลอด อยากได้อะไรก็ต้องได้ แทบไม่เคยผิดหวังจากอะไรเลยสักอย่าง แต่แล้วจู่ๆ ทุกอย่างก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ลินคงเคว้งน่าดู” พี่บัลลังก์เอ่ยพร้อมกับทอดมองตรงไปข้างหน้า เหมือนว่าเขากำลังนึกไปถึงความทรงจำเก่าๆ ซึ่งดูเลือนรางและผ่านมานานเต็มที

ผมเองก็พอจะเคยได้ยินมาบ้างเกี่ยวกับเรื่องราวของแก๊งอาเซติคในช่วงที่ยังถูกปกครองโดยบอสคนก่อน... คุณพ่อของมิลิน อันที่จริงมันก็ผ่านมาไม่นานเท่าไหร่นัก ยังไม่ถึงปีด้วยซ้ำ แต่เรื่องราวในตอนนั้นเป็นที่ครึกโครมของวงการมาเฟียมากเลยทีเดียว

ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำว่าทั้งมิลินและพวกพี่บัลลังก์ ยังคบหากับคนของคาซิบโชลได้อย่างสนิทใจได้ยังไง ทั้งๆ ที่ถูกกระทำเอาไว้ขนาดนั้น ก็นะ... ผมแค่สงสัย แต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับคนของคาซิบโชลหรอก เพราะทุกวันนี้ที่ผมกับเพื่อนยังอยู่ได้ก็เพราะบารมีของคุณโคลด์ทั้งนั้น

“ถ้ายังไงเดี๋ยวผมจะช่วยดูแลลินให้อีกแรง พี่ไปทำงานเหอะไม่ต้องห่วง” ผมเอ่ยขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ถอนหายใจเพราะรู้สึกหดหู่และสงสารมิลินจับใจ

“เออ... ขอบใจนะเว่ย แต่ถามไรหน่อยดิ” พี่บัลลังก์ว่าก่อนจะใช้มือตบไหล่ผมแล้ววางค้างไว้แบบนั้น เรียวคิ้มเข้มของคนตรงหน้าขมวดมุ่นเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

“ว่า? ผมเลิ่กคิ้วเป็นเชิงถาม พี่บัลลังก์ถึงได้เสสายตามาสบกับผมด้วยแววตาจริงจัง ในแบบที่ผมเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน

“คิดไรกับลินป่ะเนี่ย” จบประโยคของเขาผมก็หลุดหัวเราะออกมาทันที ไม่ได้คิดจะกวนประสาทนะ... แต่มันกลั้นเอาไว้ไม่อยู่จริงๆ

“ผมดูเหมือนคิดรึไง” ผมถามออกไปด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ในขณะที่คนตรงหน้าเริ่มมีสีหน้าระอา แล้วใช้มือโบกศีรษะผมเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้

“ก็เออดิ” คนตรงหน้าตอบกลับ แล้วผมก็หลุดหัวเราะออกมาอีกรอบ ยอมรับเลย... ว่าผมเป็นห่วงมิลินมาก แต่ผมไม่เคยคิดกับเธอในทางชู้สาวเลยสักครั้ง ความรู้สึกมันเหมือนกับว่าเราเป็นเพื่อนรัก เป็นพี่เป็นน้องกันมากกว่า

และอีกอย่าง... ผมก็มีคนที่ชอบอยู่แล้วด้วย

“แฟนเธอฝากฝังให้ผมดูแลขนาดนั้นใครมันจะกล้าวะพี่” ผมเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังจากที่หยุดหัวเราะแล้วรอดพ้นจากฝ่ามืออรหันต์ของพี่บัลลังก์มาได้

“เป็กซ์หรอ... ” คนตรงหน้าเธอขึ้นอย่างแปลกใจ แล้วเราทั้งคู่ก็เงียบไปเพราะความรู้สึกอะไรบางอย่าง

“อืม... เขาบอกว่าเดี๋ยวจะมาเอาคืน” ผมเอ่ยพลางนึกไปถึงวันนั้น... วันที่พี่เป็กซ์ฝากฝังมิลินเอาไว้กับผม เขายิ้มให้มิลินและพูดแบบนั้นออกมา ทั้งๆ ที่ตัวเองก็บาดเจ็บจนเลือดโชกไปหมด

ผมเคยโดนยิง... แค่นัดเดียวก็ว่าเจ็บชิบหายแล้ว

แต่ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่าผู้ชายคนนั้นยังทนยืนอยู่ได้ยังไง จากที่เห็นคงโดนไม่ต่ำกว่าสามนัด... แต่พี่เป็กซ์กลับเอาแต่ปลอบมิลิน บอกให้เธอหนีออกไปกับผม อึดแค่ไหนคิดดู บอกเลยว่าหลังจากนั้นผมเองก็ไม่คิดหรอกว่าตัวเองจะมีโอกาสได้เจอกับเขาอีก

“เชี่ยเด พูดไรขนลุกชิบหาย” พี่บัลลังก์เอ็ดผม พร้อมกับยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองไปมาพร้อมกับกวาดตามองความว่างเปล่าไปทั่ว

“กลัวผีด้วยหรอพี่” ผมเอ่ยแซวคนตรงหน้าขำๆ บุคลิกห่ามๆ โหดๆ แบบนี้มันไม่สมควรกลัวผีป่ะวะ

“เออดิ มึงคงไม่คิดว่าตอนนี้เป็กซ์มันยังมีชีวิตอยู่แล้วไปลั้นลาที่อื่นหรอกนะ” เขาเอ่ยในสิ่งที่คิดออกมาตามตรง ก็จริง... ไม่มีใครคิดว่าพี่เป็กซ์ยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็ไม่มีใครยอมรับว่าเขาตายไปแล้วเช่นกัน

ทุกวันนี้ตำแหน่งคาโปของพี่เป็กซ์ก็ยังว่างอยู่ ได้ข่าวว่าคุณโคลด์ไม่ยอมหาคนมารับตำแหน่งต่อ ขนาดเงินเดือนยังถูกโอนเข้าบัญชีของเขาเลย

“ก็ไม่คิด... แต่ก็ไม่แน่” ผมตอบกลับไป ในขณะที่ภาพขนนกสีดำซึ่งตกเกลื่อนกลาดอยู่รอบๆ ตัวมิลินเมื่อกลางวัน ก็ลอยเข้ามาในสมองของผมอีกครั้ง

“หึ... ไร้สาระว่ะมึง กูไปทำงานดีกว่า” พอเอ่ยจบพี่บัลลังก์ก็ตบไหล่ผมสองสามทีแล้วเดินออกไปเลย

หลังจากนั้นผมก็ไปหามิลินที่ห้องผู้ป่วยวีไอพีทันที เคยได้ยินอยู่ว่าคาซิบโชลเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของซีบีเคกรุ๊ป แต่นึกไม่ถึงว่าจะลามมายันโรงพยาบาลแบบนี้ เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นห้องพักผู้ป่วยแบบวีไอพี ถ้าไม่รู้คงจะนึกว่าเป็นห้องสวีทในโรงแรมห้าดาวมากกว่า

ผมกวาดตามองหาคนตัวเล็กไปรอบๆ แต่ปรากฏว่าที่นี่ไม่มีใครอยู่เลยสักคน และไม่รู้เป็นเพราะอะไรจู่ๆ ผมถึงได้รู้สึกใจไม่ดีขึ้นมาเสียอย่างนั้น คงเป็นเพราะว่าก่อนหน้านี้ผมได้รู้ว่ามิลินเพิ่งมีปากเสียงกับพี่บัลลังก์มาด้วยล่ะมั้ง บอกตรงๆ เลยว่าผมไม่ไว้ใจเธอ

ผมเดินออกไปถามพยาบาลที่ประจำอยู่บริเวณเคาน์เตอร์ตรงโถงทางเดิน พวกเธอก็บอกว่าไม่เห็นใครสักคนเดินผ่านมาทางนี้นอกจากผม นั่นแสดงว่ามิลินไม่ได้เดินออกมาแต่เธอคงจะไปที่ไหนสักแห่งแถวๆ มุมตึก อาจเป็นระเบียงหรือไม่ก็ทางหนีไฟ

พอผมลองเดินไปดูก็ปรากฏว่าพื้นที่บริเวณระเบียงข้างตึกไม่มีคนอยู่ แต่ประตูตรงบันไดหนีไฟมันแง้มออกมาน้อยๆ เหมือนปิดไม่สนิท ผมผลักมันออกแล้ววิ่งขึ้นบันไดไปทันที จุดหมายปลายทางที่อยู่ในสมองของผมตอนนี้มันคือดาดฟ้า

และหวังผมคงจะไม่เจอเธอกำลังคิดจะทำอะไรโง่ๆ อยู่หรอกนะ

 

วินาทีที่ขึ้นมาถึง... ดวงตาของผมก็เบิกกว้างขึ้นทันใด ร่างเล็กที่ยืนท้าสายลมอยู่บริเวณขอบตึกอย่างน่าหวาดเสียวนั้นคือมิลินไม่ผิดแน่ ผมรีบเข้าไปคว้าตัวเธอให้ห่างจากตรงนั้นทันที ถึงแม้ว่าความเหนื่อยหอบจากการวิ่งขึ้นมาข้างบนดาดฟ้าจะยังคงเล่นงานร่างกายของผมอยู่

แต่ผมรอไม่ได้...

ตอนนั้นเธอกำลังจะก้าวขาออกไปเพื่อทำให้ตัวเองเดินทางไปสู่ความตายอยู่แล้ว

“ทำบ้าอะไรของเธอวะมิลิน! ” ผมตวาดออกไปอย่างหัวเสีย ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าผมช้ากว่านี้อีกเพียงแค่เสี้ยววินาทีเธอจะเป็นยังไง ร่างบางในอ้อมกอดยังคงนิ่ง ผมไม่รู้เลยว่าตอนนี้เธอกำลังคิดอะไรอยู่ในหัว แต่มันน่ากลัวเหลือเกิน...

“ลิน ได้ยินที่ถามมั้ย” ผมเอ่ยออกไปอีกครั้ง และเธอก็หันมามองหน้าผมช้าๆ แววตาของเธอมันว่างเปล่าจนผมรู้สึกวาบโหวง เธอนิ่ง... นิ่งมากจนผมกลัวใจเธอ

“เดวิล” เสียงเล็กเรียกชื่อผมก่อนจะหลุบสายตาลง เธอไม่ได้ร้องไห้หรือแสดงความรู้สึกอะไรออกมาทั้งนั้น ผมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เธอดูเหมือนหุ่นยนต์... ผมไม่ชอบเลยที่เธอเอาแต่เงียบใส่กันแบบนี้

และเพราะไม่รู้จะทำยังไงผมถึงได้อุ้มมิลินลงมาให้คุณหมอตรวจ เธอไม่ได้ขัดขืนอะไรทั้งนั้น แต่คุณหมอก็ฉีดยาอะไรบางอย่างให้เธอ และเธอก็หลับไป

ผมถูกคุณหมอเรียกให้ไปพบหลังจากที่ฝากมิลินไว้กับนางพยาบาล... และมันเป็นแผนกจิตแพทย์ พอเปิดประตูเข้าไปในห้องผมก็เห็นว่ามีผู้ชายคนหนึ่งในชุดกาวน์กำลังนั่งรออยู่ เราเอ่ยทักทายกันเล็กน้อยก่อนที่คุณหมอหนุ่มตรงหน้าจะเอ่ยเข้าประเด็นทันที

“ไม่ทราบว่าก่อนหน้านี้คนไข้มีปัญหาอะไรที่ไม่สบายใจบ้างรึเปล่าครับ” เขาเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล และผมก็ไม่รู้สึกแปลกใจเท่าไหร่ที่เจอคำถามแบบนี้ เพราะคงไม่มีคนมีความสุขที่ไหนจะคิดฆ่าตัวตายเหมือนที่มิลินคิดจะทำหรอก

“ครับ เธอมี... แฟนเธอเพิ่งหายตัวไป แล้วก่อนหน้านี้เธอก็สูญเสียคนในครอบครัวไปอย่างกะทันหันด้วยครับ” ผมตอบกลับไปคร่าวๆ และคนตรงหน้าก็พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ทั้งที่ยังขมวดคิ้วมุ่น

“จากที่ผมสังเกตดู คนไข้มีอาการเครียดมากนะครับ และนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอเป็นโรคซึมเศร้า” จบประโยคของคุณหมอผมก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจทันที อะไรนะ นี่มิลิน...

“โรคซึมเศร้าหรอครับ” ผมถามออกไปเพราะคิดว่าตัวเองอาจจะฟังคำพูดของคุณหมอผิด

“ใช่ครับ โรคนี้เป็นโรคทางอารมณ์ชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมักจะเศร้าหมองและมีทุกข์จนไปถึงอาการเบื่อหน่าย ท้อแท้และเบื่อชีวิต ผู้ป่วยบางคนถึงขั้นคิดอยากตายและอาจจะฆ่าตัวตายได้ โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เซื่องซึม นอนไม่หลับ ชอบเก็บตัวหรือแยกตัวออกจากสังคม เครียดง่าย กังวลง่าย และมองโลกในแง่ร้าย แต่ว่าอย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้โรคซึมเศร้าสามารถรักษาได้ครับ เพียงแต่คนไข้ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จากคนรอบข้าง และได้รับคำปรึกษาจากจิตแพทย์ควบคู่ไปกับการรับประทานยา” คนในชุดขาวอธิบายยาวเหยียด และมันน่าตกใจตรงไหนรู้มั้ย... ก็ตรงที่มิลินมีอาการเกือบทั้งหมดตามที่คุณหมอบอกมาเลยไงล่ะ

“เธอจะหายใช่มั้ยครับหมอ” ผมถามเสียงเครียด และยินดีเหลือเกินที่ได้เห็นเขาพยักหน้าตอบกลับมา

“ครับ หายได้แน่นอน แต่คนรอบข้างต้องพยายามอย่าทำหรือพูดอะไรให้กระทบกับจิตใจของผู้ป่วยด้วยนะครับ เพราะในคนไข้บางรายที่ต้องแบกรับความโศกเศร้าเสียใจ หรือความเจ็บปวดมากๆ นั้น มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหัวใจวายด้วย” คำพูดของคุณหมอมันทำให้หัวใจของผมหล่นวาบไปอยู่ที่ตาตุ่มอีกครั้ง มิลินเสี่ยงที่จะอยู่ในภาวะหัวใจวายงั้นหรอ

“ภาวะหัวใจวายหรอครับ” ผมหลุดเสียงออกมาในขณะที่สมองมันเริ่มอื้ออึงไปหมด

“ใช่ครับ แต่ส่วนใหญ่เคสที่เกิดอาการหัวใจวายมักจะมีความเสี่ยงแค่ในช่วงสัปดาห์แรกที่ได้รับรู้ข่าวร้าย หากแต่บางราย... ในกรณีที่คนไข้มีความผูกพันกับบุคคลคนนั้นมากๆ ระยะเวลาของความเสี่ยงก็อาจจะยาวนานขึ้นด้วยครับ” คุณหมออธิบาย และนั่นมันค่อนข้างทำให้ผมรู้สึกเบาใจขึ้นมาหน่อย แต่ถึงยังไงก็คงวางใจไม่ได้อยู่ดี เพราะมิลินน่ะ... นับวันสภาพจิตใจก็ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ

“เข้าใจแล้วครับ ถ้ายังไงหลังจากนี้ผมจะไปปรึกษากับพี่ชายของเธออีกที ขอบคุณมากเลยนะครับ” ผมเอ่ยขอบคุณคุณหมอด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าพี่บัลลังก์ได้รู้จะยิ่งเป็นกังวลเรื่องของมิลินมากขนาดไหน

“ไม่เป็นไรครับ ช่วงนี้ก็อย่าปล่อยให้คนไข้อยู่คนเดียวนะครับ บางครั้งเวลาเพียงเสี้ยววินาทีก็ทำให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันได้เหมือนกัน” นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่คุณหมอบอกกับผม และผมไม่คิดเลยว่าคำพูดนั้น... วันหนึ่งมันจะเป็นจริงขึ้นมา

[End of Devil’s part]

 

[Pex’s part]

แวบ!

“เป็นอะไร” เสียงของครูซดังขึ้นแว่วๆ ในขณะที่ผมเอาแต่หลับตาปี๋เพราะมีภาพเหตุการณ์ต่างๆ มากมายกำลังแล่นเข้ามาในหัว

“แหวน” ผมเอ่ยขึ้นก่อนจะค่อยๆ ลืมตามองร่างสูงที่ยืนทำหน้างุนงงอยู่ไม่ห่าง เมื่อครู่ผมเห็นภาพของผมกับมิลิน... แล้วก็แหวน มันเป็นแหวนเพชรสองวงที่มีรูปแบบคล้ายกันเหมือนเป็นแหวนคู่ มิลินสวมอยู่วงหนึ่ง แล้วอีกวงก็อยู่ที่ผม

แต่ตอนนี้ไม่มี...

“แหวนอะไรของนายวะ เอ้าเร็ว... ลองมองหาวิญญาณแถวๆ นี้แล้วทำตามที่ฉันบอกอีกทีซิ” ครูซส่งเสียงเร่งเหย็งๆ ผมจึงเลิกสนใจเรื่องพวกนั้นแล้วหันไปกวาดตา มองหาวิญญาณที่อยู่แถวๆ นี้แทน

ช่วงนี้ผมต้องออกล่าและส่งวิญญาณไปยังปรโลกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะยิ่งผมทำหน้าที่ของยมทูตได้มากเท่าไหร่พลังของผมก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น บางที... อีกไม่นานผมอาจจะทำให้มิลินสามารถมองเห็นตัวผมได้แล้วก็ได้

ฟึ่บ!

ผมกระตุกโซ่ในมืออีกครั้ง เมื่อได้วิญญาณครบจำนวนตามที่ตัวเองต้องการ คนพวกนั้น... ไม่สิ วิญญาณพวกนั้นส่งเสียงอ้อนวอนและเอาแต่ร้องไห้ เพื่อหวังจะให้ผมปล่อยตัวไป แต่ผมทำไม่ได้... เพราะมันคือหน้าที่

และอีกอย่าง... ต่อให้ผมต้องส่งวิญญาณไปลงนรกมากมายขนาดไหนผมก็จะทำ ถ้านั่นมันสามารถทำให้มิลินมองเห็นและรับรู้การมีอยู่ของตัวผมได้อีกครั้ง

“โลภจริงนะนาย คนอื่นเขาไปส่งทีละดวงกัน” ครูซเอ่ยขึ้นอย่างขำๆ ในขณะที่เราทั้งคู่และดวงวิญญาณนับสิบซึ่งถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนกำลังเคลื่อนตัวไปตามถนนมืดๆ แห่งหนึ่ง

                ผมเลิ่กคิ้วขึ้นน้อยๆ เมื่อได้ฟังคำพูดของครูซ จะดวงเดียวหรือสิบดวงมันก็ต้องส่งเหมือนกันป่ะวะ สู้ล่ามาให้ได้เยอะๆ แล้วค่อยพาไปส่งทีเดียวไม่ง่ายกว่าหรอ

หลายคนคงสงสัยว่าล่าได้แล้วผมต้องไปส่งวิญญาณที่ไหน...

ก็ง่ายๆ ประตูทางเข้าโลกวิญญาณมีเกลื่อนกลาดพอๆ กับพวกมินิมาร์ทของมนุษย์ ส่วนใหญ่มักจะอยู่ตามที่มืดหรือจุดอับที่คนทั่วไปเข้าไม่ถึง หรือบางทีก็อยู่ในป่า ผมคิดว่าคนที่สร้างมันคงต้องการให้ดวงวิญญาณใช้ประโยชน์ได้อย่างทั่วถึง แต่ถามว่ามีใครอยากเข้าไปมั้ยนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

“แล้วเมื่อกี๊ได้ยินนายพูดถึงแหวน นึกอะไรออกแล้วหรือไง” ครูซเอ่ยขึ้นอีกหลังจากที่เราทั้งคู่เงียบกันไปสักพัก บางทีที่มันหาเรื่องคุยอาจเป็นเพราะรำคาญเสียงโหยหวนของวิญญาณที่เดินตามหลังพวกเราล่ะมั้ง

“อืม... ก่อนหน้านี้ฉันว่าตัวเองเคยใส่แหวน นายพอจะรู้อะไรเกี่ยวกับมันมั้ย” ผมพูดพร้อมกับจ้องมองมือข้างซ้ายของตัวเองไปด้วย มันเคยถูกสวมเอาไว้ที่นิ้วนางข้างซ้าย แหวนแต่งงานหรอ... ไม่สิ คงเป็นแหวนแลกแทนใจธรรมดามากกว่า มิลินยังอยู่มัธยมปลายอยู่เลย ผมคงไม่ได้รวบรัดเธอไปแล้วหรอกใช่มั้ย

หรือว่าทำไปแล้ววะ... รู้สึกคุ้นเคยชอบกล

“ไม่รู้ว่ะ ไม่เคยสังเกต ลองไปถามชีฟองดูดิบางทีเธออาจรู้อะไรก็ได้” เสียงของครูซดึงสติผมให้กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่เผลอคิดเรื่องบางอย่างแล้วเอาแต่เดินยิ้มเหมือนคนบ้า

“หรอ” ผมตอบรับอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะโยนสายโซ่ที่อยู่ในมือลงไปบนพื้นหญ้าข้างทาง

วินาทีถัดมาภาพตรงหน้าก็ดูราวกับมิติบิดเบี้ยว โซ่เส้นนั้นถูกดูดกลืนหายเข้าไปพร้อมกับดวงวิญญาณนับสิบที่ถูกพันธนาการอยู่ สายลมหอบใหญ่พัดเขามาปะทะร่างของผมและครูซในขณะที่เสียงกรีดร้องโหยหวนดังกึกก้องไปหมด พอประตูปรภพปิด... ทุกอย่างก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

ผมหันมาสบตาครูซที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว พอคิดทบทวนคำพูดก่อนหน้านี้ของมันได้สักพักก็ถอนหายใจออกมา สงสัยเรื่องแหวนคงต้องปล่อยไปก่อน สิ่งที่สำคัญกว่าสำหรับผมในตอนนี้คือมิลิน

ครั้งสุดท้ายที่เราเจอกันเธออาการไม่ค่อยดีนัก ผมช่วยเธอไว้ตอนที่เธอเกือบจะถูกรถชนและผมรู้... ว่าสาเหตุหลักๆ มันเป็นเพราะผม

“แล้วเอายังไงต่อ พอแค่นี้ก่อนมั้ย... อยากกลับฐานทัพไปโด๊ปเลือดแล้วอ่ะ” ครูซเอ่ยขึ้นพร้อมกับถูมือไปมาแล้วแลบลิ้นเลียริมฝีปากตัวเองด้วยความหิวกระหาย ผมมองมันอย่างเซ็งๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ขืนปล่อยให้มันหิวมากๆ เข้าคงได้ลากใครสักคนไปกระสวกจนเลือดหมดตัวแหงๆ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เรื่องนี้เป็นภาคต่อของ KASIBSHOL CAMPAIGN พันธะรักมาเฟียร้ายนะคะ ใครยังไม่เคยอ่านภาคหนึ่งลองไปอ่านดูก่อนก็ได้ค่ะ ในส่วนของภาคนี้ แฟนตาซีมากขึ้น ดราม่ามากขึ้น และที่สำคัญคือฟินมากขึ้น อิอิ อ่านแล้วอย่าลืมคอมเม้นต์และกดถูกใจเพื่อเป็นกำลังในนักเขียนด้วยนะคะ ^^"

biteholicgirl


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha