[E-BOOK] KASIBSHOL CRUEL สยบรักมาเฟียร้าย

โดย: biteholicgirl



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : Chapter 1


ตอนต่อไป

CHAPTER 1



เหตุการณ์ไหนในชีวิตที่ทำให้คุณรู้สึกหัวใจเต้นแรงบ้าง?

สำหรับผม... ก็คงจะเป็นเรื่องนี้ล่ะมั้ง วันที่ผมได้รู้ว่าพ่อของตัวเองกำลังจะแต่งงานใหม่อีกครั้ง โดยที่ผู้หญิงคนนั้นเป็นแม่ของแฟนเก่าผม

เป็นไง... คุณว่ามันเจ๋งมั้ยล่ะ

แฟนเก่าผมชื่อ ควีนเธอจะทำหน้ายังไงนะ ถ้าหากได้รู้ว่าตัวเองต้องย้ายมาอยู่บ้านเดียวกันกับคนอย่างผม... ผู้ชายที่ถูกเธอทิ้งไปอย่างเลือดเย็น ผมหวังว่าเธอคงยังไม่ลืมเรื่องของเราหรอกนะ เพราะผมจำได้แม่นเลยล่ะความรู้สึกในตอนนั้น

หึ... ให้ตายสิหัวใจของผมเต้นแรงจนแทบระเบิดออกมานอกอกแหนะ ผมคงดีใจมากไปหน่อยที่จะได้เจอเธออีกครั้ง แต่ถ้าถามว่าผมยังรักเธออยู่เหรอ ขอตอบเลยว่า...

ไม่!!!

ที่ผมดีใจนั่นเป็นเพราะช่วงเวลาที่จะได้ แก้แค้นกำลังจะเกิดขึ้นไงล่ะ คุณไม่คิดว่ามันน่าสนุกเหรอ

หนึ่งปีก่อนผมตามหาเธอเป็นบ้าเป็นหลัง หาจนแทบพลิกแผ่นดินแต่ว่าหายังไงก็ไม่พบแม้แต่เงา เธอตัดขาดการติดต่อจากทุกคน ทั้งผม... ทั้งเพื่อนของตัวเอง เธอแม่งโครตเลือดเย็นเลยใช่มั้ยล่ะ ทว่าวันนี้จู่ๆ เธอกลับต้องย้ายมาอยู่บ้านเดียวกันกับผม

แม่ง... โชคชะตากำลังเล่นตลกเหรอวะ

และในเมื่อเรื่องมันเป็นแบบนี้ผมก็ยินดีที่จะรับและสนุกไปกับมัน หวังว่าควีนก็คงจะสนุกเหมือนกับผมนะ เพราะผมจะทำให้เธอจำขึ้นใจเลยว่า... ความรู้สึกเจ็บปวดเจียนตายมันเป็นยังไง!

ปิ๊งป่อง! ปิ๊งป่อง!

ในขณะที่ผมยังคงคิดนู่นนี่ไร้สาระอยู่เสียงออดก็ดังขึ้น คุณพ่อของผมที่นั่งดูทีวีอยู่ด้วยกันรีบลุกขึ้นทันใด ใบหน้าคมคายที่ยังคงความหล่อเหลาแม้อายุอานามจะเข้าสู่เลขสี่เผยรอยยิ้มอ่อนโยน ในขณะที่สายตาคู่คมก็จับจ้องไปที่ประตูบ้านอย่างตาไม่กระพริบ

“คงจะมากันแล้วล่ะ ปริ๊นซ์... มาเร็วไปต้อนรับคุณน้ากัน” พ่อผมกวักมือเรียกยิกๆ เมื่อเห็นว่าผมยังคงนั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ไม่ขยับไปไหน

ก็ไม่ได้แอนตี้แม่เลี้ยงอะไรหรอกนะ ผมแค่ขี้เกียจลุกขึ้นเท่านั้นเอง ช่วงนี้ในแก๊งของผมค่อนข้างวุ่นวายน่ะเลยแทบไม่มีเวลานอน แถมตอนกลางวันยังต้องไปเรียนหนังสืออีก ยังดีที่วันนี้บอสให้ลาหยุดถึงได้มามุดหัวอยู่บ้านตอนนี้ไงล่ะ

กลับบ้านไปต้อนรับแม่ยายไป ที่นี่มีคนอยู่เยอะแยะไม่ต้องห่วงหรอกก็เนี่ย... บอสเค้าว่ามาเงี้ย ถึงจะงี่เง่าไปหน่อย แต่ก็เป็นคนที่ลูกน้องให้ความเคารพรักมากที่สุดรวมถึงตัวผมด้วย โคลด์น่ะเป็นคนดีใช้ได้เลยจริงๆ แม้จะเป็นมาเฟียก็เหอะ

“สวัสดีจ้า ดีเลยวันนี้ปริ๊นซ์ก็อยู่ด้วย” คุณน้าราณีเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นหน้าผม ใบหน้าสวยคมมีเสน่ห์ส่งยิ้มเล็กน้อยมาให้ทั้งพ่อและผมที่ออกมาต้อนรับ

อันที่จริงผมเคยเจอคุณน้าราณีแล้วครั้งหนึ่ง ก็คุณพ่อผมน่ะค่อนข้างจะห่วงความรู้สึกของผมในเรื่องนี้ คงกลัวว่าผมจะไม่เห็นด้วยล่ะมั้งที่ท่านจะแต่งงานใหม่ เลยจัดการให้ทั้งผมและคุณน้าราณีได้เจอกันและสอบถามความเห็นจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งผมเองก็ไม่ได้ตะขิดตะขวงอะไร เพราะคุณน้าราณีเองก็ดูจะเป็นคนดี และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือเมื่อผมได้รู้ว่าเธอเป็นแม่แท้ๆ ของควีน นั่นยิ่งทำให้ผมยิ่งกว่ายินดีที่จะรับเธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวแต่ก็แค่คุณน้าราณีเท่านั้นนะ...

“สวัสดีครับคุณน้า” ผมทักทายตามมารยาทและช่วยเธอถือกระเป๋าสัมภาระเข้ามาด้านใน ทว่าเมื่อสายตาของผมเหลือบไปเห็นร่างบางอันแสนคุ้นตาที่หลบอยู่ด้านหลังของคุณน้าราณี จู่ๆ หัวใจที่เคยสงบก็กลับเต้นแรงโดยฉับพลัน

หึ... คงตกใจมากล่ะสิท่า หน้าถึงได้ซีดขนาดนั้น

“จ้ะ ปริ๊นซ์นี่ลูกสาวน้าที่เคยเอารูปให้ดูไง ควีน... นี่ปริ๊นซ์นะลูก น้องเขาเด็กกว่าหนูปีนึง ยังไงก็ช่วยดูแลน้องด้วยนะ” คุณน้าราณีเอ่ยรับ ก่อนจะแนะนำให้เราทั้งสองคนรู้จักกัน ร่างบางมองหน้าผมด้วยสายตาเรียบเฉย และผมก็ยิ้มตอบเธอกลับไป... คงมีควีนเพียงคนเดียวล่ะมั้งที่เข้าใจความหมายในรอยยิ้มนั้นของผม

“ปริ๊นซ์ก็ต้องดูแลพี่เค้าด้วยนะลูก เป็นผู้ชายต้องปกป้องผู้หญิง” คุณพ่อพูดเสริมทับพลางตบไหล่ผมเบาๆ

“ครับ ผมจะดูแลพี่เค้าเป็นอย่างดีเลย” ผมตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม จนคุณพ่อและคุณน้าราณีอดที่จะยิ้มอย่างมีความสุขไม่ได้ ยกเว้นเพียงแค่ควีนที่เอาแต่ยืนนิ่งไม่พูดไม่จา เธอเสสายตามองไปที่อื่นที่ไม่ใช่ใบหน้าของผม อึดอัดงั้นหรอ... ไม่สิ เธอคงไม่รู้สึกอะไรหรอก... ก็เธอไม่มีหัวใจนี่

[End of Prince’s part]

 

[Queen’s part]

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!

หมอนั่นมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง...

ขณะที่ฉันมัวแต่ตกใจจนยืนแข็งทื่ออยู่หน้าประตูบ้าน ปริ๊นซ์ก็เข้ามาลากแขนฉันให้เข้าไปด้านในโดยที่ไม่เอ่ยปากถามฉันสักคำ ฉันยื้อแขนของตัวเองไว้เล็กน้อยเพราะไม่เข้าใจว่าคนตรงหน้าคิดจะทำอะไรอยู่กันแน่

“เข้ามาข้างในสิครับ... บ้านผมไม่มีกระจกหกเหลี่ยมหรอก” ท้ายประโยคเขาพูดเบาๆ แค่ให้เราสองคนได้ยินเท่านั้น แถมมือหนาที่กุมข้อมือฉันอยู่ยังออกแรงบีบเสียจนฉันคิดว่ากระดูกของฉันอาจจะหักไปแล้วก็ได้

“โอ้ย... นี่นายทำบ้าอะไรเนี่ย” ฉันกระซิบเสียงเครียดเพราะไม่อยากให้คุณแม่กับคุณลุงปริณได้ยิน หมอนั่นผ่อนลมหายใจเล็กน้อยก่อนจะมองหน้าฉันด้วยสายตาดุดัน

“หุบปากแล้วตามมาเงียบๆ” ปริ๊นซ์ว่าพลางลากฉันให้ขึ้นบันไดตามหลังเขาไป ในขณะที่คุณแม่และลุงปริณก็มัวแต่ง่วนอยู่กับการจัดข้าวของที่เพิ่งขนย้ายมาใหม่

“อ้าว! ปริ๊นซ์จะพาพี่เขาไปดูห้องหรอลูก ดีเลยพ่อฝากกระเป๋าใบนี้ขึ้นไปด้วยเลยแล้วกัน... ของควีนใช่มั้ยลูก” ท้ายประโยคคุณลุงปริณหันมาถามฉันเพื่อความแน่ใจ

“ค่ะ” ฉันตอบเสียงสั่น ก่อนจะหันไปมองใบหน้าคร้ามคมของปริ๊นซ์ด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย ฉันกำลังกลัวเขาหรือว่าอะไรกันแน่นะ เพราะปริ๊นซ์ที่ฉันรู้จักเมื่อหนึ่งปีก่อนแทบไม่เหลือเค้าเดิมอยู่แล้วน่ะสิ เขาดูราวกับเป็นคนละคนจนฉันอดที่จะใจหายไม่ได้... ร่างสูงรับกระเป๋าใบใหญ่มาจากคุณลุงปริณก่อนจะเดินนำฉันขึ้นไปด้านบน

“มองหาไรว่ะ” เขาเอ่ยขึ้นด้วยระดับเสียงค่อนข้างดังจนฉันอดที่จะสะดุ้งไม่ได้ ดูสิ... พอลับหลังผู้ใหญ่หน่อยก็ทำตัวแบบนี้ แล้วฉันจะไปทนอยู่บ้านเดียวกันกับเขาได้ยังไง

“เปล่านี่” ฉันตอบเสียงอ่อนพลางเสมองไปที่อื่น นี่ฉันเผลอไปมองหน้าเขานานขนาดนั้นเลยรึไง ถึงต้องทำท่าทางหงุดหงิดใส่ฉันแบบนี้ด้วย

“นี่ห้องเธอ” เขาเอ่ยขึ้นเมื่อเราเดินขึ้นบันไดมาหยุดอยู่ที่ประตูบานหนึ่ง ปริ๊นซ์เปิดประตูก่อนจะโยนกระเป๋าของฉันที่อยู่ในมือเขาเข้าไปในห้องราวกับว่ามันเป็นแค่ขยะชิ้นหนึ่ง

“นี่!” ฉันตะคอกใส่เขาด้วยความไม่พอใจ แต่ร่างสูงกลับมองหน้าฉันด้วยความเบื่อหน่ายราวกับว่ารำคาญฉันเต็มที อะไรกัน... ถ้าไม่เต็มใจก็ไม่ต้องพาฉันขึ้นมาก็ได้นี่ ไม่ได้ขอให้ทำสักหน่อย

เมื่อเห็นว่าพูดไปก็มีแต่จะทำให้ต่างคนต่างไม่พอใจฉันจึงเลือกที่จะเงียบเอาไว้ดีที่สุด ยิ่งไปต่อปากต่อคำด้วยคนอย่างปริ๊นซ์ก็มีแต่ที่จะเกเรมากขึ้นเท่านั้นแหละ

“เออ ลืมบอกไป... ห้องน้ำชั้นสองน่ะมีห้องเดียว เธอกับฉันใช้ด้วยกัน” เขาพูดก่อนจะทำท่าเดินออกไป แต่ทว่าคำพูดของฉันกลับทำให้เขาต้องหันกลับมามองด้วยสายตาดุดันอีกครั้ง

“ทำไมฉันต้องใช้ห้องน้ำร่วมกับนายด้วย”

“ถ้าเธออยากจะใช้ห้องน้ำข้างล่างก็เรื่องของเธอ แต่มันอยู่ในห้องของพ่อกับคุณน้า ก็ดีเหมือนกันนะฉันจะได้ใช้ห้องน้ำนี้คนเดียวสบายจะตาย” เขาว่าก่อนจะปิดประตูใส่หน้าฉันดังปัง

นี่ฉันจะต้องอาศัยอยู่ที่นี่จริงๆ หรอ... บ้านของแฟนเก่าที่เคยทำร้ายจิตใจฉันอย่างเลือดเย็นน่ะ

 

หลายวันผ่านไป... ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ฉันคิดเอาไว้เท่าไหร่นัก ตอนแรกฉันคิดว่าการที่จะต้องมาเห็นใบหน้าของปริ๊นซ์ในทุกๆ วันมันคงเป็นเรื่องยากสำหรับฉันแน่ๆ แต่ความจริงแล้วเขาน่ะแทบจะไม่โผล่หน้ามาให้ฉันเห็นเลยสักครั้ง

“คุณลุงคะ ปริ๊นซ์เขาไปไหนหรอคะ” ฉันเอ่ยขึ้น ขณะที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์ด้วยกันกับคุณลุงปริณอยู่บริเวณห้องนั่งเล่น

จริงสิ ฉันลืมบอกไป... คุณลุงปริณน่ะเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในประเทศเลยนะ แต่ทว่าถึงแม้คุณลุงจะมีงานเยอะแค่ไหน หากถึงเวลาห้าโมงเย็นปุ๊บคุณลุงก็จะรีบหอบเอกสารกลับมาทำต่อที่บ้านทันที ฉันล่ะอิจฉาคุณแม่จริงๆ ที่มีคนอย่างคุณลุงเป็นคู่ชีวิตแบบนี้

“ลุงก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่น่าจะอยู่กับพวกเจ้าโคลด์นั่นแหละ”

“โคลด์หรอคะ” ฉันเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย ก็ปริ๊นซ์ไม่มีเพื่อนชื่อนี้เลยสักคนนี่นา แต่นั่นก็นานมาแล้ว... ฉันควรเลิกใส่ใจเสียที แม้จะคิดดังนั้นแต่ดูเหมือนว่าคุณลุงคงคาดว่าฉันอาจจะอยากรู้เรื่องของน้องชายให้มากขึ้น เขาถึงได้เล่าเรื่องของคนที่ชื่อโคลด์ให้ฉันฟังต่อ

“หนึ่งปีก่อน... ตอนที่เจ้าปริ๊นซ์มันถูกสาวทิ้งน่ะนะ” คุณลุงว่าก่อนจะหัวเราะแหยๆ พลางส่ายศีรษะน้อยๆ แม้คุณลุงจะไม่ได้เอ่ยชื่อว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร แต่ฉันที่กำลังนั่งฟังอยู่กลับรู้สึกแข็งทื่อไปทั้งร่างราวกับถูกแช่แข็ง

ใช่แล้ว... ผู้หญิงคนนั้นคือฉันเอง

“มันเสียใจจนแทบจะไม่เป็นผู้เป็นคน ตามหาเค้าไปทั่วจนแทบไม่เป็นอันเรียน สุดท้ายถึงได้ต้องดร็อปเรียนไปปีนึง แต่ลุงก็ไม่โทษเด็กผู้หญิงคนนั้นหรอกนะที่ทำให้เจ้าปริ๊นซ์มันเป็นแบบนั้น เพราะลุงรู้จักนิสัยลูกชายของลุงดี... มันเป็นพวกไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ต้องโดนทิ้งก่อนถึงจะสำนึกได้ จะว่าไปลุงควรขอบใจเด็กคนนั้นมากกว่าที่ทำให้ลูกชายลุงหายซ่าไปพักนึงเลย” คุณลุงกล่าวก่อนจะหัวเราะแบบไม่ถือสาหาความปิดท้าย ฉันจึงได้แต่เพียงยิ้มแหยๆ ตอบกลับคนตรงหน้าไปเท่านั้น

“แล้วคนที่ชื่อโคลด์เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้หรอคะ” ฉันพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย เมื่อสิ่งที่คุณลุงเล่ามันทำให้ฉันรู้สึกหวั่นไหวแปลกๆ

“โคลด์น่ะนะเขามาช่วยเจ้าปริ๊นซ์ไว้ ตอนที่มันหน้ามืดตามัวจนจะไปมีเรื่องกับพวกผู้มีอิทธิพลแถวไหนสักที่นี่แหละลุงก็จำไม่ค่อยได้ ถ้าวันนั้นไม่ได้โคลด์ช่วยเอาไว้ป่านนี้ลูกชายลุงก็คงกลายเป็นผีเร่ร่อนแล้ว ตั้งแต่นั้นมาปริ๊นซ์ก็ตามติดโคลด์เป็นตังเม จนในที่สุดโคลด์ก็ทนแรงตื๊อไม่ไหวถึงต้องรับปริ๊นซ์เข้าไปอยู่ด้วย”

“รับเข้าไปอยู่ด้วยหรอคะ” คุณลุงพยักหน้ารับก่อนจะขยายความเพิ่มเติม

“จะเรียกว่ามาเฟียก็คงได้ล่ะมั้ง” คุณลุงปริณตอบด้วยน้ำเสียงนาบเนิบราวกับว่ามันเป็นแค่เรื่องปกติธรรมดาหรืออะไรแบบนั้น

“มาเฟีย” ฉันเอ่ยขึ้นเบาๆ ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกใจโหวงกับคำนี้ชอบกล ปริ๊นซ์ยังใช่คนเดิมที่ฉันเคยรู้จักอยู่มั้ยนะ

“คุยไรกันอยู่” ในขณะที่ฉันมัวแต่ตกใจในสิ่งที่ได้ยินจากปากของคุณลุง คนต้นเรื่องอย่างปริ๊นซ์ก็เดินเข้ามาแถมยังเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่โครตจะไม่เสนาะหูอีกด้วย ฉันกับคุณลุงจึงได้แต่ทำเนียนดูโทรทัศน์กันไป

ร่างสูงเสยผมลวกๆ พร้อมกับเดินเข้ามานั่งคั่นกลางบนโซฟาระหว่างตัวฉันกับคุณลุง หมอนั่นมองหน้าฉันเพียงชั่วครู่ราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

“เหยิบไปดิ๊พี่สาว” เขาว่าก่อนจะดันร่างฉันให้ขยับไปจนเกือบตกโซฟา ในขณะที่ตัวเองก็ล้มตัวลงนอนโดยเอาตักฉันแทนหมอน

เห้ย! เขาทำบ้าอะไรเนี่ย

“ง่วงก็ไปนอนข้างบนไป มารบกวนพี่เขาทำไม แล้วดูนี่หันเท้ามาทางพ่อเดี๋ยวปั๊ดตีตายเลย” คุณลุงว่าอย่างไม่ถือสาหาความอะไรนัก เพราะลูกชายตัวดีดันแกล้งทำเป็นหลับโดยไม่สนคำบ่นของคนเป็นพ่อเลยสักนิดเดียว

“ควีนลูก เข้ามาช่วยแม่ในครัวหน่อย” เสียงคุณแม่ดังมาจากทางด้านใน และเมื่อฉันจะขยับตัวลุกขึ้น คุณลุงปริณก็ทำท่าเป็นเชิงว่าเดี๋ยวตัวเองจะเข้าไปเอง ฉันจึงได้แต่ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้

ก็กะว่าจะหนีจากสภาพพิลึกกึกกือแบบนี้ไปสักหน่อยนี่นา

“นายคิดจะทำอะไร” ฉันถามคนที่นอนเอาตักฉันต่างหมอน แต่ทว่าใบหน้าคร้ามคมกลับนิ่งสนิทราวกับว่าไม่ได้ยินคำถามของฉัน

“นี่ปริ๊นซ์ ไม่ต้องมาแกล้งหลับเลยนะ” ฉันเขย่าตัวเขาเบาๆ แต่ก็เหมือนเดิมคนตัวใหญ่นอนแน่นิ่ง เขาส่งเสียงครางเล็กน้อยเหมือนไม่พอใจที่ถูกรบกวน

ให้ตายสินี่เขาหลับจริงๆ หรอเนี่ย ก็ไม่รู้นะว่าเขาไปอดหลับอดนอนมาจากไหนถึงได้มาอยู่ในสภาพแบบนี้ ฉันถอนหายใจอย่างปลงตก พลางจ้องมองใบหน้าคร้ามคมที่ดูจะไม่ต่างไปจากครั้งแรกที่ฉันเห็นเขาสักเท่าไหร่นัก ปริ๊นซ์ก็แค่ดูโตขึ้น และก็ดูดีขึ้นนิดหน่อยเท่านั้นเอง สีผมของเขาก็เปลี่ยนด้วย เมื่อนี้ก่อนเป็นสีแดง... ทว่าตอนนี้มันถูกย้อมเป็นสี บลอนซ์เงินจนเขาดูแบดบอยอย่างสมบูรณ์แบบ มือเรียวของฉันเผลอไล้ไปตามกรอบหน้าของคนนอนหลับอย่างลืมตัว นานเท่าไหร่แล้วนะ... ที่ฉันไม่ได้เห็นหน้าเขาใกล้ๆ แบบนี้

หมับ!

คนแกล้งทำเป็นนอนหลับคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของฉัน พลางใช้สายตาคู่คมของตัวเองจ้องมองกันอย่างกวนประสาท

“ทำอะไรของเธอ! มือสกปรกรึเปล่าเอามาลูบหน้าฉัน... ถ้าเกิดสิวขึ้นขึ้นมาจะทำยังไง” คนตรงหน้าเอ่ยขึ้นเหมือนต้องการปั่นป่วนอารมณ์ สีหน้าและแววตาของเขาที่จ้องมองมามันทำให้ฉันอดที่จะรู้สึกปรี๊ดแตกไม่ได้ และทันทีทันใดฉันก็ผลักคนตัวโตที่นอนหนุนตักอยู่ ให้ลงไปกลิ้งอยู่บนพื้นด้วยความหมั่นไส้จนปริ๊นซ์ถึงกับร้องโอดโอย

ตุบ!

“โอ้ย!

“มือฉันมันสะอาดกว่าหน้านายเป็นร้อยเท่ารู้เอาไว้ซะด้วย!” ฉันลุกขึ้นยืนเท้าสะเอวก่อนจะเดินข้ามคนที่เอาแต่ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดไปอย่างไม่สนใจ จนกระทั่ง...

“คุณน้าราณีครับ... พี่ควีนแกล้งผม!” คนตัวโตที่นอนกลิ้งอยู่บนพรมเรียกร้องความสนใจโดยการตะโกนฟ้องแม่ของฉันได้อย่างตอแหลที่สุด ฉันชะงักฝีเท้าก่อนจะหันไปถลึงตาใส่ปริ๊นซ์ด้วยความไม่พอใจ

“อ้าวควีน... ไปทำน้องเขาทำไมล่ะลูก” คุณแม่ที่อยู่ในชุดผ้ากันเปื้อนเดินถือตะหลิวออกมา พร้อมกับจ้องมองปริ๊นที่นอนอยู่บนพื้นและฉันที่ยืนอยู่บนขั้นบันไดสลับกันไปมา

“เราน่ะคงจะไปแกล้งพี่เขาก่อนน่ะสิ... ใช่มั้ย” คุณลุงปริณที่เดินตามออกมาพูดกับปริ๊นซ์ด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ราวกับว่าเขารู้นิสัยแสบๆ ของลูกชายตัวเองดี

“ผมเปล่าสักหน่อย” คนถูกกล่าวหาเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หมอนั่นหันมามองหน้าฉันก่อนจะยักคิ้วข้างเดียวส่งมาให้

ฉันจึงทำอะไรไม่ได้มากนักนอกจากเดินฮึดฮัดขึ้นบันไดแล้วเข้ามาสงบสติอารมณ์อยู่ในห้องของตัวเอง แต่ว่านะฉันยังแอบได้ยินไอ้บ้าปริ๊นซ์ตะโกนไล่หลังฉันมาด้วย

“งอนหรอครับ... พี่สาว!!!

 

“กินนี่สิ... เห็นชอบไม่ใช่รึไง” ร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างๆ ตักไข่ชะอมใส่จานฉัน ก่อนจะส่งยิ้มมุมปากมาให้อย่างเจ้าเล่ห์ ตอนนี้พวกเรากำลังทานข้าวเย็นกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา และมันจะไม่น่าอึดอัดเลยสักนิดถ้าหากว่าปริ๊นซ์ไม่คิดจะทำอะไรแปลกๆ อย่างที่ทำอยู่ตอนนี้

“อ้าว... หนูควีนชอบทานไข่ชะอมหรอ ถ้าลุงรู้ลุงคงจะทำให้เยอะกว่านี้อีกนะ” ลุงปริณเอ่ยกับฉันพลางยิ้มอย่างเอ็นดูก่อนจะหันไปคุยกับคุณแม่

“อย่าว่าแต่คุณไม่รู้เลยค่ะ ฉันเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนเหมือนกัน” คุณแม่ของฉันเอ่ยขึ้นบ้าง ก่อนที่ท่านทั้งสองจะมองหน้าฉันและปริ๊นซ์สลับกันไปมาด้วยความงุนงง

เพราะเขาคนเดียวเลย... คิดจะทำอะไรอยู่กันแน่นะ!

ฉันหันไปสบตาปริ๊นซ์ด้วยความไม่พอใจ แต่หมอนั่นก็เอาแต่ทำหน้ากวนเบื้องล่างใส่ฉันอยู่ตลอดเวลา จนฉันต้องเอาขาเรียวยาวของตัวเองเตะไปที่หน้าแข้งของเขาอย่างเต็มเหนี่ยวเพื่อเตือนสติ ร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างๆ มีสีหน้าเจ็บปวดเล็กน้อยแต่ก็พยายามเก็บอาการ ก่อนจะหันไปชี้แจงกับท่านทั้งสองที่รอฟังคำตอบอยู่

“คือผม... เห็นพี่เขาเอาแต่จ้องไข่ชะอมอยู่ตลอดเวลา ผมก็เลยคิดว่าพี่เขาน่าจะชอบน่ะครับ พี่ควีนชอบใช่มั้ยครับ... ไข่ชะอมน่ะ” ปริ๊นซ์หันมาถาม ฉันจึงได้แต่ส่งยิ้มพลางพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการยืนยันคำตอบให้กับคุณแม่และคุณลุงปริณ

“อย่างนี้เองหรอจ๊ะ ปริ๊นซ์นี่เป็นเด็กช่างสังเกตดีจริงๆ ขนาดน้ายังไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย” คุณแม่ของฉันพูดขึ้นเหมือนไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญอะไรนัก พวกเราจึงได้เริ่มทานอาหารกันอีกครั้ง

“อ้อ เดี๋ยวพรุ่งนี้แกพาหนูควีนไปสมัครเรียนที่มหาลัยหน่อยนะ” ลุงปริณเอ่ยกับปริ๊นซ์หลังจากที่ทานอาหารกันไปได้สักพัก เขาหันมามองหน้าฉันเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปากรับคำกับลุงปริณด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ฉันขนลุกแปลกๆ

“ได้ครับ ผมจะดูแลพี่สาวเป็นอย่างดีเลย”

 

เช้าวันต่อมา

“นั่นใครอ่ะ”

“เด็กใหม่ของปริ๊นซ์ล่ะมั้ง”

“อะไรกัน นี่เปลี่ยนอีกแล้วหรอ... แสดงว่าคนเก่ากลายเป็นหมาหัวเน่าไปแล้วสินะ”

ฯลฯ

ตั้งแต่ที่ฉันก้าวเท้าเข้ามาในรั้วมหาลัยเสียงซุบซิบนินทาก็ดังระงมตามหลังมาอย่างไม่ขาดสาย ร่างสูงของปริ๊นซ์ที่เดินนำหน้าอย่างสบายๆ ดูเหมือนจะไม่ค่อยใส่ใจกับเสียงนกกระจิบนกกระจอกพวกนั้นสักเท่าใดนัก ฟังจากคำพูดแล้วดูเหมือนช่วงที่ผ่านมาคนตรงหน้าจะเจ้าชู้ไม่เบาอยู่เหมือนกัน แถมยังน่าจะเปลี่ยนคู่ควงเป็นว่าเล่นด้วยอีกต่างหาก คนอื่นๆ ถึงได้คิดว่าฉันเป็นเด็กใหม่ของเขาแบบนี้

“รีบๆ เดินหน่อยได้มั้ย ฉันร้อน” ปริ๊นซ์หยุดเดินแล้วหันกลับมาบ่นฉัน ใบหน้าคมคายมีเหงื่อซึมชื้นเต็มไปหมดในขณะที่คิ้วเรียวยาวก็ขมวดเป็นปมเล็กน้อยเพราะความหงุดหงิด

“ก็ขาฉันสั้นนี่ นายรีบก็เดินไปก่อนสิ ฉันไปสมัครเองก็ได้” ฉันเอ่ยพลางจ้องดวงตาคู่คมของเขาอย่างหน่ายๆ ไม่รู้เขาเป็นอะไร... เวลาอยู่กับฉันถึงต้องแสดงท่าทีหงุดหงิดทุกครั้ง

“พ่อสั่งให้ฉันเป็นคนพาเธอไปสมัครเรียน... ฉันก็ต้องพาไป เพราะฉะนั้นพยายามใช้ขาสั้นๆ ของเธอเดินให้เร็วกว่านี้อีกนิด ไม่ใช่มัวแต่เดินดูผู้ชาย” คำพูดกล่าวหาของปริ๊นซ์มันทำให้อารมณ์ภายในใจของฉัน คุกรุ่นขึ้นมาทันที ฉันไม่รู้ว่าทำไมเขาจะต้องพูดจาแบบนี้ใส่ฉันอยู่เรื่อย นี่ไม่ใช่ครั้งแรก... แต่ทุกๆ ครั้งที่เราเจอหน้ากันมันจะต้องลงเอยด้วยการทะเลาะกันเสมอ

“อย่ามาปากเสียใส่ฉันนะ!” ฉันตวาดใส่เขาเสียงดังลั่นจนนักศึกษาที่อยู่ในบริเวณนั้นหันมามองกันเป็นตาเดียว ความกรุ่นโกรธที่เกิดขึ้นในใจมันทำให้ฉันกล้าที่จะจ้องนัยน์ตาคู่คมของคมตัวสูงออกไปตรงๆ

“ทำไม... เธอจะทำอะไรฉัน!” ร่างสูงตะคอกเสียงดังกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้ เขาก้าวเท้าเข้ามาประชิดเรื่อยๆ จนฉันต้องทำเป็นเสมองไปทางอื่นเพราะสายตาดุดัน

“...” และเมื่อฉันเลือกที่จะเงียบ ปริ๊นซ์จึงได้แต่ถอนหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิด

“รีบไปได้แล้ว”

หมับ!

เขากระชากข้อมือจนร่างของฉันถลาไปตามแรงดึงของเขาอย่างช่วยไม่ได้ ทำไม... ทำไมฉันจะต้องกลับมาเจอเขาอีกครั้งด้วย ทำไมปริ๊นซ์ต้องเป็นลูกของคนที่คุณแม่จะแต่งงานด้วย!

“อ้าว นายจักรพรรดิมาทำอะไรที่นี่ล่ะ” ทันทีที่เราสองคนก้าวเข้ามาในห้องทะเบียนของทางมหาลัย อาจารย์ท่านหนึ่งก็เอ่ยทักร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉันอย่างสนิทสนม อากาศเย็นๆ ที่ปัดเป่าผิวกายจากเครื่องปรับอากาศในห้องมันทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมากโข หลังจากที่ต้องเดินท้าแดดและมีปากเสียงกับคนนิสัยไม่ดีตอนอยู่ข้างนอกนั่น

“พาพี่สาวมาสมัครเรียนครับ ถ้ายังไงอาจารย์ช่วยจัดการให้ผมหน่อย” ปริ๊นซ์ว่าพลางเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ข้างหน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ของอาจารย์ชายคนนั้น โดยที่ไม่ลืมลากฉันติดมือตามไปด้วย

“เอาหลักฐานต่างๆ มาครบรึเปล่าล่ะ” อาจารย์หันมาถามฉันที่นั่งเงียบกริบทั้งๆ ที่เป็นคนมาสมัครเรียน ท่านขยับแว่นเล็กน้อยก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากลิ้นชักข้างโต๊ะ

“เอามาครบค่ะ” ฉันตอบพลางส่งยิ้มไปให้ท่านเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท หลังจากนั้นก็นั่งกรอกใบสมัครเข้าเรียนที่ได้รับมา โดยที่อาจารย์เองท่านก็หยิบหลักฐานการสมัครเรียนของฉันไปเช็คดูคร่าวๆ

“นางสาวเจ้าฟ้า... อ่าว ไหนว่าพี่น้องกันทำไมนามสกุลไม่เห็นเหมือนกันเลย” ท่านว่าก่อนจะจ้องใบหน้าของฉันและปริ๊นซ์ไปมาอย่างงุนงง

“เราเป็นญาติห่างๆ กันน่ะค่ะ” ฉันตอบก่อนจะหันไปมองร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาไม่ได้หันกลับมามองฉันแต่อย่างใด เขาเพียงแค่... พยักหน้าเล็กน้อยพลางเหยียดยิ้มอย่างสมเพสให้กับคำตอบของฉันเท่านั้นเอง

หึ... คิดว่าเขารู้สึกแบบนั้นคนเดียวรึไง ฉันเองก็รู้สึกไม่ต่างกันนักหรอกที่จะต้องมานับญาติกับแฟนเก่าที่เลิกรากันไปแล้วอย่างเขาน่ะ แถมพวกเรายังเลิกกันแบบตราตรึงใจสุดๆ อีกต่างหาก

“อย่างนั้นหรอ... ญาติห่างๆ แต่ว่าพวกเธอสองคนนี่หน้าคล้ายกันมากเลยนะรู้มั้ย ตอนแรกอาจารย์ก็นึกว่าเป็นพี่น้องท้องเดียวกันซะอีก” ท่านเอ่ยพลางหัวเราะเล็กน้อย ฉันจึงทำได้แค่ยิ้มแหยๆ อย่างช่วยไม่ได้

ใช่แล้ว... เราสองคนหน้าคล้ายกันมากโดยเฉพาะเวลายิ้ม ใครๆ ต่างก็พูดแบบนั้น

ฉันเคยได้ยินว่าชายหญิงที่หน้าคล้ายกันนั่นแปลว่าสองคนนั้นเป็นเนื้อคู่กัน เมื่อก่อนฉันเองก็เคยเชื่อแบบนั้นจนกระทั่งเกิดเรื่อง... ฉันถึงได้รู้ว่าระหว่างฉันกับปริ๊นซ์มันเรียกว่า คู่กรรมต่างหากล่ะ!

“ไม่ใช่พี่น้องท้องเดียวกันหรอกครับ เป็นพี่น้องท้องชนกันมากกว่า” จู่ๆ ปริ๊นซ์ก็เอ่ยขึ้นหลังจากที่นั่งเงียบอยู่นาน และมันจะไม่เป็นอะไรเลยถ้าคำพูดของเขาไม่ได้มีความหมายพิเศษแฝงอยู่ ท่านอาจารย์ที่ได้ยินก็ถึงกับตกใจตาค้าง พลางจ้องหน้าฉันและเขาสลับไปมาด้วยความตะลึงงัน อย่าว่าแต่อาจารย์เลยฉันเองก็ยังเงิบไปเหมือนกันที่เขาพูดออกมาแบบนั้น มันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูดเลยสักนิด

“มะ... ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ พูดบ้าอะไรของนาย” ฉันปฏิเสธอย่างลนลานพลางหันไปแว้ดใส่ตัวต้นเรื่อง ที่ยังคงนั่งยิ้มอย่างภาคภูมิใจหลังจากที่แกล้งฉันได้สำเร็จ

“แล้วนี่เสร็จรึยังครับอาจารย์” ปริ๊นซ์ถามขึ้นหลังจากที่บรรยากาศในห้องเงียบไปสักพัก เพราะความอึดอัดที่เขาเป็นคนก่อ

“อะ... อ้อ กรอกใบสมัครเสร็จแล้วใช่มั้ย ถ้าอย่างนั้นก็เรียบร้อยแล้วล่ะ ไปซื้อหนังสือแล้วพรุ่งนี้มาเข้าคลาสเรียนได้เลย” ท่านตอบด้วย    สีหน้าเกร็งๆ แต่น่าแปลก... ทำไมอาจารย์ถึงไม่คิดจะดุปริ๊นซ์เลยสักนิดทั้งๆ ที่เขาพูดจาไม่สุภาพขนาดนี้

“ค่ะ ขอบคุณนะคะ” ฉันเอ่ยลาก่อนจะรีบนำลิ่วออกไปจากห้องนี้ด้วยความอับอาย

แต่ทันใดนั้น...

ตุ้บ!

“ว้าย!” ฉันร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อปะทะกับร่างสูงของใครบางคนที่เดินผ่านมาพอดี และเป็นเพราะว่าฉันใส่รองเท้าส้นสูงบวกกับกระโปรงนักศึกษาที่ค่อนข้างแคบ ทำให้ตอนถูกชนฉันจึงไม่สามารถทรงตัวได้เหมือนปกติ ใครคนนั้นคว้าตัวของฉันไว้ได้ทัน แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นฉันกับเขาจึงได้มาอยู่ในสภาพกอดกันในวินาทีต่อมา

 “เธอทำอะไร!” เสียงใครคนหนึ่งตวาดลั่นดังก้องโถงทางเดิน และฉันมั่นใจว่าคนๆ นั้นจะต้องเป็นปริ๊นซ์แน่ๆ

หมับ!

ต้นแขนของฉันถูกปริ๊นซ์กระชากอย่างแรงจนต้องออกห่างจากผู้ชายคนนั้น แรงบีบที่เหมือนกับจะหักกระดูกมันทำให้ฉันต้องเบ้หน้าด้วยความเจ็บปวด

“ออกมาไม่ถึงนาทีก็อ่อยเหยื่อแล้วหรอ” เขากระซิบที่หูของฉันก่อนจะหันไปมองผู้ชายคนนั้นที่มีสีหน้างุนงง ปริ๊นซ์ลากฉันให้ไปยืนข้างหลังตัวเองก่อนที่เขาจะเดินไปประจันหน้ากับผู้ชายคนนั้นอย่างหาเรื่อง

“เราแค่บังเอิญเดินชนกันเฉยๆ” นักศึกษาแปลกหน้าคนนั้นเอ่ยขึ้น เขาไม่ได้มีท่าทีเกรงกลัวปริ๊นซ์แต่อย่างใด กลับกันฉันแอบเห็นด้วยว่านัยน์ตาของเขาสั่นระริกและวาวโรจน์เหมือนว่าเจ้าตัวเองก็มีอารมณ์คุกรุ่นอยู่พอประมาณเหมือนกัน

“ไม่ได้ถาม” คำพูดแสนกวนอวัยวะเบื้องล่างของปริ๊นซ์มันทำให้ฉันต้องเดินเข้าไปร่วมวงสนทนาอย่างเสียไม่ได้ ในเมื่อต้นเหตุคือฉัน... ฉันก็สมควรที่จะพูดขอโทษเค้าแล้วหยุดเหตุการณ์น่าอึดอัดนี้ลงสักที

“เอ่อ... ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ฉันเดินไม่ทันระวัง ขอโทษจริงๆ ค่ะ ไปกันเถอะ” ท้ายประโยคฉันหันไปเอ่ยกับปริ๊นซ์ที่ยังคงทำหน้าไม่พอใจ สายตาคู่คมของเขาจ้องฉันเหมือนกำลังคาดโทษบางอย่างเอาไว้ในใจ แต่เมื่อฉันสบตาเขาด้วยแววตาอ้อนวอนคนตัวโตถึงได้ถอนหายใจ แล้วใช้หางตามองหน้าคู่กรณีเล็กน้อยก่อนจะเดินลากฉันให้ตามไปด้วยความหงุดหงิด

 

คืนนั้น...

“มะ... มีอะไร” ฉันเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆ ก็หันไปเห็นร่างสูงกำลังยืนจ้องฉันอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง ดีนะที่ฉันไม่เผลอเขวี้ยงหนังสือนิยายเล่มหนาใส่หน้าเขาไปเนี่ย... คนกำลังอ่านนิยายเพลินๆ แล้วนี่เขาแอบเข้ามาทางห้องน้ำอย่างนั้นหรอ ฉันคิดพร้อมกับหันไปมองประตูห้องน้ำและมันก็เปิดอ้าออกอยู่จริงๆ เสียด้วย

ต้องบอกก่อนเลยว่าห้องของเราสองคนสามารถเชื่อมต่อกันเพียงแค่เดินผ่านห้องน้ำ และถ้าหากวันไหนที่ฉันลืมล็อคประตูเหมือนเช่นวันนี้ ปริ๊นซ์ก็จะสามารถเดินเข้าออกห้องของฉันได้อย่างสะดวกสบาย เสมือนว่ามันเป็นห้องของตัวเอง แล้ววันนี้เขาเป็นบ้าอะไรถึงได้เดินเข้ามาเงียบๆ ในห้องนอนคนอื่นตอนตีสองเนี่ย!

“นอนด้วย” คนตัวโตเอ่ยขึ้นอย่างงัวเงีย พลางเดินเข้ามาทิ้งตัวบนเตียงฉันโดยไม่สนใจคำค้านจากเจ้าของห้องเลยสักนิด

“เดี๋ยว ทำไมปริ๊นซ์ไม่ไปนอนห้องตัวเองล่ะ” ฉันว่าก่อนจะเขย่าตัวเขา แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่สนใจเลยสักนิด

“แอร์เสีย” เขาตอบสั้นๆ ก่อนจะยัดเยียดตัวเองเข้ามาในผ้าห่มที่ฉันกำลังนอนห่มอยู่ จนฉันสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เรื่องนี้เป็นแนวแฟนเก่าที่ต้องกลับมาพบกันอีกครั้งค่ะ ต่างคนต่างคิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนทรยศ แถมพอได้กลับมาจอกันอีกก็ดันต้องมาเป็นพี่น้องกันด้วย แน่นอนว่างานนี้ทั้งดราม่า ทั้งฟินกันสุดๆ"

biteholicgirl


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha


None
โดย Anonymous | 1 year, 6 months ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha