[E-BOOK] KASIBSHOL CRUEL สยบรักมาเฟียร้าย

โดย: biteholicgirl



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 4 : Chapter 4


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

CHAPTER 4



“ไม่สบายรึเปล่าลูก ดูซึมๆ ตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ” คุณแม่ที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นกับฉันอย่างเป็นห่วง ฉันจึงได้แต่ส่ายหน้ากลับไปเล็กน้อยพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างไม่รู้สาเหตุ ฉันคิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นไข้... แต่ทำไมรู้สึกไม่กระปรี้กระเปร่าก็ไม่รู้ มันเซ็งๆ เบื่อๆ รู้สึกไม่มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

 

“เลิกเรียนกี่โมงล่ะ เดี๋ยวฉันจะได้มารับ” ปริ๊นซ์เอ่ยขึ้นหลังจากที่เขาขับรถพาฉันมาถึงมหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว ไม่อยากจะบอกว่าฉันคิดถูกที่ไม่ได้ทานข้าวเช้ามาเยอะนัก เพราะการที่ต้องนั่งรถโดยที่มีปริ๊นซ์เป็นคนขับนั้นมันช่างเป็นการทำให้กระเพาะปั่นป่วนเสียเหลือเกิน

“ฉันกลับเองก็ได้” ฉันตอบพลางจ้องใบหน้าคร้ามคมเล็กน้อย คนตัวสูงยักคิ้วขึ้นเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง วินาทีต่อมาเขาก็เอ่ยขึ้นอีกเหมือนเป็นการถามซ้ำ

“เอางั้นหรอ” เขาถาม... แค่ฉันจะกลับเองทำไมเขาต้องทำท่าทางคิดเยอะขนาดนั้นด้วย แปลกคนจริงๆ แต่ทว่าในขณะที่ฉันกำลังจะอ้าปากตอบเป็นการยืนยันกลับไปนั้น เสียงแหลมเล็กของใครบางคนก็ดังขึ้นแทรก

“ปริ๊นซ์! สวัสดีค่ะคุณพี่สาว” เป็นนักศึกษาหญิงคนเดิมที่ฉันเคยเจอก่อนหน้านี้นั่นเอง เธอโบกมือพลางส่งยิ้มกว้างให้ร่างสูง ก่อนจะเดินเข้ามาหาเราสองคน

“สวัสดีค่ะ เอ่อ... ฉันขอตัวก่อนนะ” ฉันเอ่ยตอบกลับ หลังจากที่พวกเราสามคนต่างคนต่างเงียบด้วยความอึดอัด ยังไงซะ... ฉันก็ต้องรีบไปเข้าคลาสอยู่แล้ว และอีกอย่างฉันไม่อยากอยู่เป็นส่วนเกินของพวกเขาสักเท่าไหร่ด้วย

รู้สึกเซ็งชะมัด... แม้จะไม่รู้สาเหตุว่าเกิดจากอะไรก็เหอะ ไปๆ มาๆ ฉันไม่อยากจะเข้าคลาสแล้วนะเนี่ย  รู้งี้นอนพักอยู่ที่บ้านอีกสักวันก็คงดีหรอก ฉันคิดก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ในขณะที่ก้าวเดินด้วยความเร็วเท่าเต่าคลานไปเข้าคลาสเรียน แต่ทันใดนั้น...

“ว้าย!” ฉันร้องขึ้นด้วยความตกใจเมื่อถูกบางสิ่งบางอย่างเข้าปะทะจนเกือบล้มลง ยังดีที่มือของฉันสามารถคว้าสิ่งนั้น ไม่สิ... ร่างของใครคนนั้นเอาไว้ได้ทันซะก่อน

“เจ็บตรงไหนรึเปล่าครับ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นก่อนจะปล่อยร่างของฉันให้เป็นอิสระอีกครั้ง คือเมื่อกี๊ตอนที่เราเดินชนกันน่ะแรงปะทะมันเกือบทำให้ฉันหงายหลัง ไม่รู้ว่าฉันตัวเล็กหรือว่าเขาตัวใหญ่เกินไปกันแน่ พอมันฉุกละหุกฉันก็เลยเผลอยึดตัวเขาไว้ เรียกง่ายๆ ว่ากอดนั่นแหละ และเขาเองก็คงจะตกใจเลยคว้าร่างฉันมากอดเอาไว้ สภาพเราสองคนตอนนี้มันก็เลยดูเคอะเขินแปลกๆ

“ไม่เป็นไรค่ะ” ฉันเอ่ยตอบก่อนจะก้มหน้ากลั้นยิ้ม ในขณะที่คนตัวสูงเองก็ดูจะมีท่าทีไม่ต่างจากฉันเท่าไหร่นัก ไม่รู้ว่าฉันมาถึงจุดนี้ได้ยังไง... จุดที่ตัวเองคว้าผู้ชายแปลกหน้าเข้ามากอดได้อย่างน่าตาเฉยเนี่ย

“เจอกันอีกแล้วนะครับ” จู่ๆ ร่างสูงก็เอ่ยขึ้นหลังจากที่เราสองคนมองหน้ากันไปมาสักพัก ใบหน้าหล่อเหลาทว่าติดจะหวานราวกับผู้หญิงขยับเข้ามาจ้องฉันในระยะอันตราย จนฉันสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น นัยน์ตาสุกใสราวกับตากวางสั่นระริกเล็กน้อยด้วยความดีใจ

“คะ? ” ฉันเอ่ยกลับไปแบบงงๆ นี่เขากับฉันเคยเจอกันมาแล้วงั้นหรอ... ทำไมฉันถึงจำไม่ได้เลยสักนิด

“ตอนนั้นเราเดินชนกันที่หน้าห้องทะเบียนไงครับ” คนตรงหน้าอธิบายเมื่อฉันมีท่าทีเหมือนจะจำเขาไม่ได้ จริงๆ ด้วย... ตอนนั้นมันฉุกละหุกมากฉันก็เลยมองหน้าเขาไม่ถนัดนัก อีกอย่างตอนนั้นปริ๊นซ์น่ะอารมณ์เสียเลยทำให้ฉันพลอยกลัวไปด้วย ฉันก็เลยไม่ทันได้สังเกตว่าคนตรงหน้าฉันนั้นเป็นใคร

“อ๋อ คุณนั่นเอง” ฉันเอ่ยขึ้นด้วยความแปลกใจพลางทำตาเบิกกว้างจนคนตรงหน้าหลุดหัวเราะ ก็มันน่าแปลกนี่... เราบังเอิญเดินชนกันสองครั้งแล้วนะ

“ดูเหมือนเราจะเดินชนกันบ่อยเหลือเกินนะครับ” ร่างสูงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เหมือนกับว่าเขาเองก็ยังนึกแปลกใจในความบังเอิญที่มักจะเกิดกับพวกเราสองคนบ่อยเหลือเกิน

“นั่นสิคะ คงเป็นเพราะฉันเองที่ซุ่มซ่าม” ฉันเอ่ยสนับสนุนก่อนจะนึกก่นด่าตัวเองในใจที่แก้นิสัยแย่ๆ แบบนี้ของตัวเองไม่หายสักที ร่างสูงตรงหน้ายืนฟังพลางฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีก่อนจะปฏิเสธกลับมา

“ไม่หรอกครับ ดีซะอีกที่คุณเดินชนผม... ไม่งั้นเราสองคนคงไม่ได้คุยกัน” จบประโยคของคนตัวโตฉันก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะได้ยินประโยคหลังไม่ชัดนัก แต่ทว่าเมื่อคิดจะถามดูฉันก็เกิดนึกขึ้นได้ว่าตัวเองปล่อยให้เวลามันล่วงเลยมาจนมากโขแล้ว

“โอ๊ะ... ฉันต้องไปเข้าคลาสแล้วล่ะค่ะ ไว้ครั้งหน้าฉันจะเลี้ยงข้าวขอโทษคุณนะ” ฉันเอ่ยกับเขาก่อนจะก้าวเท้าไวๆ จากไป แม้เจ้าตัวจะดูงุนงงเล็กน้อยแต่เขาก็พยักหน้าหงึกหงักพร้อมกับโบกมือลามาให้ฉัน หวังว่าฉันจะเข้าคลาสทันนะ วิชานี้อาจารย์ดุซะด้วย

ว่าแต่... ผู้ชายคนนั้นชื่ออะไรนะ บอกว่าจะเลี้ยงข้าวเขาแต่ดันลืมถามซะได้

 

ฟึ่บ!

ระหว่างที่ฉันกำลังนอนดูทีวีอยู่ที่ห้องนั่งเล่นชั้นล่าง จู่ๆ ก็มีบางสิ่งบางอย่างร่วงลงมาจากทางด้านหลังโซฟา จนฉันที่กำลังจะเคลิ้มหลับตกใจเกือบจะช็อก ต้องย้ำนะว่าเขาร่วงลงมาจริงๆ

“ปริ๊นซ์!” ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงแปลกใจ ก่อนจะดึงสติที่กระเจิดกระเจิงของตัวเองให้กลับมาอย่างรวดเร็ว เมื่อคนตรงหน้าทิ้งตัวลงมาทับฉันที่นอนอยู่ ไอ้บ้านี่เมามาอีกแล้วใช่มั้ย... ถึงได้กระโดดใส่โซฟาโดยที่ไม่ดูให้ดีซะก่อนว่ามีคนนอนอยู่

“อืม... ” คนตัวใหญ่ครางงึมงำก่อนจะซุกตัวลงกับ เอิ่ม... อกฉัน ฉันจึงรีบงัดหัวของปริ๊นซ์ขึ้นทันทีเมื่อเขาทำท่าเหมือนแมวงัวเงียที่ชอบมุดซุกไซ้เพื่อหาพื้นที่อบอุ่นเหมาะแก่การนอน แต่แมวตัวใหญ่ขนาดนี้ฉันทนให้มามุดไม่ได้หรอกนะ... เขาน่ะไม่รู้ตัวเลยหรือไงว่ากำลังทำอะไรอยู่

“ขึ้นไปนอนบนห้องสิ” ฉันเขย่าตัวเขาเบาๆ ก่อนจะพยายามดันร่างแมวยักษ์ให้ลุกขึ้น ปริ๊นซ์ปรือตามองช้าๆ ก่อนจะพยักหน้าหงึกหงักแล้วส่งเสียงครางอื้ออึง

“อืมมมมมม”

“ไปเร็ว... เดี๋ยวฉันพาไป” ฉันว่าก่อนจะช่วยพยุงคนตัวใหญ่ให้ลุกขึ้นยืน ยังดีที่เขาดูเหมือนจะให้ความร่วมมือกับฉันเป็นอย่างดี ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่มีทางลากแมวยักษ์ตัวนี้ขึ้นไปส่งยังห้องชั้นสองด้วยตัวคนเดียวได้แน่ๆ

แต่ถึงกระนั้นฉันก็ยังอยู่ในขั้นที่เรียกได้ว่าเหนื่อยหอบอยู่ดี ทั้งขาและแขนที่ออกแรงพยุงอย่างเต็มที่ตลอดเวลามันทำให้ฉันรู้สึกว่าร่างกายตัวเองสั่นพั่บๆ แถมไอ้คนที่ถูกครอบงำด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ก็ดูเหมือนจะเริ่มหมดเรี่ยวหมดแรงมาตามๆ กัน แล้วทำไมฉันจะต้องมารับเคราะห์กรรมไปกับเขาด้วยนะ เขาดื่มของเขาคนเดียวแท้ๆ

“นอนด้วยกัน” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยานคางหลังจากที่ฉันพาปริ๊นซ์มาส่งถึงเตียงได้อย่างสวัสดิภาพ แขนแข็งแกร่งทั้งสองข้างฉุดรั้งให้ร่างของฉันล้มลงไปที่เตียงด้วยกัน ก่อนที่ท่อนขายาวของคนตัวโตจะตวัดพาดทับลงมาอย่างไม่มีความเกรงใจกันเลยสักนิด

“ไม่เอา ปริ๊นซ์... นายเมาอยู่นะ” ฉันเอ่ยเสียงเขียวพลางพยายามดันร่างของเขาออกไป แต่มันไม่ง่ายเลยในเมื่อคนที่แรงเยอะกว่าไม่คิดจะให้ความร่วมมือ ปริ๊นซ์กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นจนใบหน้าของฉันแนบไปกับแผ่นอกหนา เสียงหัวใจที่ดังเป็นจังหวะมันทำให้ฉันรู้สึกหน้าร้อนผ่าวอย่างบอกไม่ถูก

ฉันชอบฟังเสียงนี้จังเลย... เสียงหัวใจของปริ๊นซ์

“เธอมันใจร้าย” ปริ๊นซ์เอ่ยขึ้นหลังจากที่ปล่อยให้เวลาและความเงียบพัดผ่านไปชั่วเวลาหนึ่ง ฉันขมวดคิ้วเล็กน้อยให้กับคำพูดของเขาพลางเงยขึ้นไปมองใบหน้าคร้ามคมที่เวลานี้ดวงตาคู่ดุปิดสนิท ตอนแรกฉันคิดว่าเขาหลับไปแล้วซะอีก แต่จู่ๆ เขากลับบอกว่าฉันใจร้ายเนี่ยนะ... ฉันไม่เห็นจะเข้าใจเลย

“ใจร้ายอะไร” ฉันเอ่ยถาม แต่คนข้างตัวก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา มีเพียงแต่เสียงลมหายใจที่ดังเป็นจังหวะท่ามกลางความเงียบเพียงเท่านั้น

“อย่าให้ฉันเห็นว่าเธอไปคุยกับมันอีก อย่าให้มันแตะ อย่าให้มันโดนตัวเธอ... เข้าใจมั้ย” เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงงัวเงียเต็มที ดวงตาคู่ดุปรือขึ้นอีกครั้งเสมือนว่าเขากำลังต่อสู้กับความง่วงงุนอย่างสุดความสามารถ และเมื่อฉันมัวแต่งุนงงกับสิ่งที่ปริ๊นซ์พูดออกมาจนไม่ได้ตอบรับอะไรกลับไป คนตรงหน้าก็เริ่มมีท่าทีหงุดหงิดให้เห็น

“อะ... อื้อ” ฝ่ามือหนาช้อนปลายคางของฉันขึ้น ก่อนจะประกบปากลงมาอย่างรวดเร็วโดยที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว สัมผัสจากเขามันทั้งรุนแรงและเอาแต่ใจ แต่ทว่าฉันกลับไม่ได้รู้สึกอยากจะผลักไสเขาออกไปเลยสักนิด

“ฉันถือว่าเธอสัญญาแล้วนะ” จบประโยคคนตัวโตก็ค้างนิ่งไปทั้งอย่างนั้น เปลือกตาที่ถูกทาบทับด้วยแพขนตาหนาราวกับผู้หญิงปิดสนิทลง ในขณะที่ฝ่ามือหนาของเขายังคงแตะค้างไว้ที่แก้มของฉัน นี่คนหรือหุ่นยนต์อยู่ดีๆ ก็แบตหมด

“ตาบ้าเอ๊ย” ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะพลางลูบไล้แก้มของเขาเบาๆ เมื่อจู่ๆ เขาก็ทิ้งฉันไปเฝ้าพระอินทร์เสียอย่างนั้น

แล้วสรุปสิ่งที่ปริ๊นซ์บอกกับฉันก่อนหน้านี้คืออะไรกันนะ... ห้ามคุย... ห้ามสัมผัส... เขาหมายถึงใครกัน หรือว่าความจริงแล้วเขาอาจจะเพ้อเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์หรือเปล่านะ

 

“หนูควีน... ลุงกับแม่ของหนูมีเรื่องอะไรจะปรึกษาสักหน่อยน่ะ” ลุงปริณเอ่ยขึ้นทันทีหลังจากที่เช้าวันนี้ฉันมีโอกาสได้ทานอาหารร่วมกับคุณลุงอีกครั้ง ฉันเดินมานั่งโต๊ะอาหารซึ่งมีคุณลุงปริณนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ในขณะที่คุณแม่ของฉันก็กำลังจัดการเตรียมตักข้าวใส่จานให้พวกเราสองคนไปพลางๆ

“เรื่องอะไรหรอคะ” ฉันเอ่ยขึ้นพลางหันไปสบตาคุณลุงปริณ มีไม่บ่อยนักหรอกที่พวกเราจะคุยกันอย่างจริงจังแบบนี้ คุณลุงปริณหันไปสบตากับคุณแม่เล็กน้อยก่อนจะเอ่ยกับฉันในประโยคถัดมา

“คือวันนี้แม่กับลุงได้ปรึกษากันแล้วว่าอาทิตย์หน้าเราสองคนจะไปเที่ยวพักผ่อนที่ต่างประเทศกันน่ะ” ท่านว่าพลางใช้สายตากลับมาจดจ้องที่ใบหน้าของฉันเป็นเชิงถามความเห็น ฉันพยักหน้ารับในขณะที่     อมยิ้มน้อยๆ จะว่าไปแล้วท่านไม่จำเป็นต้องถามความเห็นฉันเลยสักนิด ฉันไม่คิดจะขัดอะไรพวกท่านอยู่แล้ว ดีเสียอีกที่ท่านทั้งสองจะได้ใช้เวลาร่วมกันโดยที่ไม่ต้องมาคอยเกรงใจฉันและปริ๊นซ์

“ฮันนีมูนใช่มั้ยครับ” เสียงนุ่มทุ้มอันแสนคุ้นเคยดังขึ้นในขณะที่เจ้าตัวก็วิ่งลงบันไดมาพลางติดกระดุมเสื้อไปด้วย ฉันและปริ๊นซ์สบตากันเพียงชั่วครู่ ก่อนที่จะเป็นฉันเองที่ต้องเบือนหน้าหนี เพราะคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนแล้วหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจำมันได้รึเปล่า เพราะดูท่าทางแล้วปริ๊นซ์คงจะเมาเอามากๆ

“ดีแล้วล่ะค่ะ จะได้เก็บไว้เป็นความทรงจำดีๆ ไงคะ” ฉันหันกลับมาตอบคุณลุงปริณในขณะที่คนตัวโตก็เดินมานั่งที่เก้าอี้ตัวข้างๆ ฉัน

“แต่ว่าเราสองคนน่ะ เป็นห่วงลูกทั้งคู่... กลัวว่าจะอยู่กันลำบากก็เลยอยากจะถามความคิดเห็นกันดูก่อน” คุณลุงปริณเอ่ยขึ้นอีกครั้งในขณะที่คุณแม่ของฉันก็พยักหน้าสนับสนุนคำพูดของท่านไปด้วย

“พ่อไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมโตแล้วนะ... ดูแลพี่ควีนได้” คนข้างตัวฉันเอ่ยในขณะที่ตักข้าวเข้าปากโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น หมอนี่ไปหิวมาจากไหนนักหนานะ

“แกนั่นแหละน่าห่วงที่สุด” คุณลุงปริณเอ่ยกลั้วหัวเราะ จนทุกคนหัวเราะร่วนไปกับคำพูดของท่าน ฉันหันไปมองคนข้างตัวเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นในประโยคถัดมา

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ควีนว่าเราสองคนอยู่กันเองได้ ไปเที่ยวกันให้สนุกเถอะนะคะ” จบประโยคทั้งแม่และคุณลุงปริณก็พยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปมองหน้ากันเหมือนปรึกษากันผ่านทางสายตา

“ถ้าลูกๆ พูดอย่างนั้น พวกเราก็คงหมดห่วงแล้วล่ะ” แม่ของฉันเอ่ยขึ้นพลางส่งยิ้มมาให้เราสองคน เอิ่ม... หมายถึงฉันและก็ปริ๊นซ์ที่เอาแต่กินและก็เล่นโทรศัพท์นั่นแหละ

“ว่าแต่แกเถอะ... มีสาวใหม่หรือไง เห็นเดี๋ยวนี้ดูแฮปปี้เหลือเกินนะ” คุณลุงปริณพูดขึ้นโดยเจาะจงไปที่ลูกชายของท่านโดยเฉพาะ ปริ๊นซ์เงยหน้าขึ้นจากจอโทรศัพท์พลางอมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบคุณลุงปริณกลับไป

“แหม่... พ่อ เดี๋ยวนี้ทำแซว” เขาเอ่ยก่อนจะยัดโทรศัพท์เครื่องสีดำใส่กางเกงตัวเองกลับไป ทำไมนะ... ทุกๆ คนกำลังหัวเราะอย่างมีความสุข แต่ฉันกลับไม่รู้สึกอย่างนั้นเลยสักนิด นี่ฉันเป็นอะไร

“เออ... ไม่แซวแล้วก็ได้ กินๆ ” คุณลุงปริณเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังจากที่การพูดคุยบนโต๊ะอาหารในครั้งนี้ทำให้เวลาล่วงเลยไปมากโข แต่ให้ตายสิ... ฉันไม่อยากจะกินมันแล้วไอ้อาหารเช้าเนี่ย ยิ่งพอคิดไปถึงเรื่องเมื่อคืนฉันก็ยิ่งรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา บางทีปริ๊นซ์อาจจะคิดว่าเมื่อคืนนี้เขากำลังพูดกับผู้หญิงคนอื่นอยู่ก็ได้ เขาถึงได้ตัดพ้อและจูบฉันไปแบบนั้น ... แล้วนี่ฉันจะเสียใจทำไมกันนะ

 

ตุบ!

ในขณะที่ฉันกำลังก้าวเท้าไปตามทางเดินบริเวณตัวตึกเพื่อจะไปเข้าคลาสเรียนในช่วงเช้า จู่ๆ ฉันก็รู้สึกเหมือนถูกอะไรบางอย่างพุ่งเข้ามาปะทะจนแทบหงายหลัง แต่ยังดีที่ฉันสามารถทรงตัวและได้รับความช่วยเหลือจากใครบางคนเอาไว้ได้ทันซะก่อน ไม่อย่างนั้นฉันคงได้ล้มลงไปบนพื้นก้นจ้ำเบ้าแน่ๆ

“เฮ้! เธอเดินชนฉันอีกแล้วนะ” ใครคนนั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ และเมื่อฉันเงยหน้าขึ้นมองถึงได้รู้ว่าเป็นเขานั่นเอง... ก็นักศึกษาคนที่ฉันเคยเดินชนเขาก่อนหน้านี้ไงล่ะ

“ขะ... ขอโทษนะ พอดีฉันเดินเหม่อไปหน่อย” ฉันเอ่ยขอโทษเขา ก่อนจะจัดแจงตัวเองให้ขยับห่างออกจากเขาเล็กน้อยหลังจากเหตุการณ์เมื่อสักครู่

“เป็นอะไรหรือเปล่า สีหน้าเธอไม่ค่อยดีเลยนะ” คนตรงหน้าเอ่ยขึ้นพลางขยับเข้ามาใกล้ใบหน้าของฉันเหมือนกับกำลังพิจารณามันอย่างละเอียด ไม่เพียงเท่านั้นนัยน์ตาสุกใสราวกับกวางของเขายังแสดงความห่วงใยออกมาอย่างชัดเจนอีกด้วย นี่สภาพฉันดูน่าเป็นห่วงขนาดนั้นเลยหรอ...

“เปล่าหรอก ฉันก็แค่... ” ฉันเอ่ยตอบ ก่อนจะชะงักไปเมื่อภาพใบหน้าคร้ามคมของใครบางคนแล่นเข้ามาในสมอง อา... นี่ฉันเป็นอะไรกันแน่นะ ช่วงนี้ฉันแค่รู้สึกเหมือนกับไม่มีความสุขน่ะ มันเบื่อไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่อยากจะทำอะไรเลยจริงๆ

“แค่... ช่างเถอะถ้าเธอไม่อยากพูด” เขาคาดคั้นก่อนจะตัดบทเสียเองในตอนท้าย อันที่จริงฉันก็ไม่ได้ไม่อยากพูดให้เขาฟังหรอกนะ กลับกันถ้าหากว่าฉันได้ระบายความอัดอั้นให้ใครสักคนฟังมันอาจจะดีกว่านี้ก็ได้ แต่ทว่าปัญหาก็คือฉันเองก็ยังไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังเป็นทุกข์ในเรื่องอะไรกันแน่

“คือว่า...” ฉันเอ่ยขึ้นอีกครั้งเพราะกลัวว่าคนตรงหน้าจะเข้าใจผิด แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้คิดอย่างนั้น ใบหน้าหล่อเหลาทว่าติดจะหวานอมยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอ่ยขัดขึ้นโดยที่ไม่รอให้ฉันพูดจบประโยค

“ฉันหิวข้าว ไปกินข้าวกัน... เธอบอกจะเลี้ยงข้าวฉันไม่ใช่หรอไง” ว่าจบคนตัวโตก็หรี่ตาลงเป็นการกระเซ้าเชิงว่าห้ามฉันคืนคำพูดก่อนหน้านี้เด็ดขาด ฉันจึงได้แต่หลุดหัวเราะออกมาให้กับการกระทำของเขาที่ดูจะ ขี้เล่นซะเหลือเกิน ซึ่งมันดูแตกต่างจากตอนที่ฉันเจอกับเขาครั้งแรกอย่างเห็นได้ชัด ในตอนนั้นเขาดูน่ากลัวและเกือบจะมีเรื่องกับปริ๊นซ์เสียด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้สิ... เขาดูเหมือนกวางน้อยแสนซนเสียมากกว่า

“ได้สิ รวมวันนี้ฉันก็เดินชนนายสามครั้งเข้าไปแล้วนี่เนอะ” ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนที่เราทั้งคู่จะออกเดินไปทางโรงอาหารของมหาลัย อันที่จริงแล้วเวลานี้ฉันต้องไปเข้าคลาสเรียนนะ แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่างฉันจึงเลือกที่โดดเรียนแทน เพราะต่อให้เข้าเรียนตอนนี้ฉันก็คงไม่มีสมาธิไปสนใจในสิ่งที่อาจารย์สอนแน่ๆ หัวใจของฉันมันว้าวุ่นเกินไป...

“เธอชื่ออะไรหรอ... ฉันชื่อปักษานะ เรียนอยู่ปีสาม” ปักษาชวนคุยขึ้นระหว่างทาง จะว่าไปแล้วฉันก็เพิ่งได้รู้ชื่อของเขาก็วันนี้เองนี่แหละ แม้จะเคยเจอกันก่อนหน้านี้แต่เราทั้งคู่ก็แทบจะไม่ได้คุยอะไรกันเลย เรียกได้ว่าที่มีโอกาสได้เจอกันในหลายๆ ครั้งก็เพราะความบังเอิญล้วนๆ

“ฉันชื่อควีนน่ะ” ฉันตอบก่อนจะส่งยิ้มให้คนข้างตัว ในขณะที่เขาเองก็พยักหน้ารับพลางทำสีหน้าครุ่นคิดอะไรเล็กน้อย

“ที่แปลว่าราชินีน่ะหรอ” ปักษาเอ่ยถามพลางอมยิ้มเล็กน้อย ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ฉันถึงได้รู้สึกเขินขึ้นมาเสียอย่างนั้น ทั้งๆ ที่คนตรงหน้าก็ไม่ได้แสดงอาการล้อเลียนอะไรออกมาเลยสักนิด

“ใช่แล้วล่ะ คุณแม่ของฉันเป็นคนตั้งให้ แม่บอกว่าฉันจะได้เกิดมามีทุกอย่างเหมือนราชินี” ฉันเอ่ยตอบก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ปักษาเองก็ดูเหมือนจะขำตามฉันไปด้วย เราสองคนจึงได้แต่เดินหัวเราะเข้าไปในโรงอาหารที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน

แต่ทว่า... เมื่อสายตาของฉันเหลือบไปเห็นร่างสูงของใครบางคนที่แสนคุ้นตา เสียงหัวเราะเมื่อสักครู่มันก็เงียบลงไปทันที อา... ฉันก็แค่เห็นปริ๊นซ์กำลังนั่งทานข้าวกับแฟนสาวของเขาเท่านั้นเอง เขาหันมาสบตาฉันนิ่งงันก่อนจะตวัดไปมองร่างสูงของปักษาที่เดินอยู่ข้างๆ หลังจากนั้นเขาก็เสกลับมามองหน้าฉันด้วยสายตาเรียบเฉยแต่ทว่าแฝงไปด้วยความรู้สึกอะไรบางอย่างซึ่งยากจะคาดเดา

“แล้วผู้ชายที่มากับเธอวันนั้นล่ะ แฟนเธอหรอ” ปักษาเอ่ยขึ้นอีกครั้งในขณะที่เราทั้งคู่เดินไปหาโต๊ะที่มีพื้นที่ว่างพอให้เราทั้งคู่จับจอง

“ปริ๊นซ์น่ะหรอ น้องชายฉันเองแหละ” ฉันตอบก่อนจะเหลือบไปมองคนที่เราทั้งคู่กำลังเอ่ยถึง ซึ่งปริ๊นซ์เองก็กำลังจ้องมาทางพวกเราอยู่เช่นกัน ให้ตายสิ... ทำไมฉันถึงได้รู้สึกอึดอัดแบบนี้นะ

“ควีนกับปริ๊นซ์งั้นหรอ แม่เธอนี่เข้าใจตั้งชื่อนะ... พี่สาวเป็นราชินีส่วนน้องก็เป็นเจ้าชาย” ปักษาเอ่ยกลั้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ฉันจึงได้แต่ฉีกยิ้มกลับไป... และมันคงจะดีกว่านี้ถ้าโต๊ะอาหารของฉันและปริ๊นซ์มันไม่อยู่ในระดับที่สายตามองเห็น เพราะปริ๊นซ์ยังคงจ้องพวกเราทั้งคู่อย่างไม่วางตา อีกอย่างฉันเองก็ไม่อยากจะเห็นน้องชายนั่งสวีทกับแฟนของเขาสักเท่าไหร่ มันรู้สึกแปลกๆ น่ะ

“ความจริงแล้วมันบังเอิญน่ะ เราสองคนไม่ได้เป็นพี่น้องกันแท้ๆ แต่แม่ของฉันกับพ่อของปริ๊นซ์ท่านแต่งงานกันเราสองคนก็เลย... ” ฉันอธิบายก่อนจะหยุดไปเสียดื้อๆ เมื่อสายตาไม่รักดีดันเหลือบไปเห็นภาพบาดตา... ไม่สิ ฉันแค่ไม่อยากเห็นมันต่างหาก

ปริ๊นซ์กับนักศึกษาหญิงคนนั้นจูบกัน นั่นสินะ... ก็พวกเขาเป็นแฟนกันมันจะแปลกตรงไหน มันก็แค่ไม่ถูกกาลเทศะเท่านั้นเองเพราะนี่มันอยู่ในบริเวณสถานศึกษา แล้วนี่ฉันจะไปสนใจพวกเขาทำไม จะไปมองให้รู้สึกแย่ทำไมกัน

“ก็ว่าอยู่... ” เสียงทุ้มของคนตรงหน้าเรียกสติของฉันให้กลับคืนมาอีกครั้ง ฉันหันกลับมามองปักษาซึ่งเขาเองก็มองไปตามสายตาของฉันเมื่อสักครู่ ก่อนจะหันมาสบตากับฉันอีกครั้ง

“อะไรหรอ” ฉันเอ่ยถามเพราะเมื่อกี๊ได้ยินสิ่งที่เขาพูดไม่ค่อยชัดนัก คนถูกถามส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมา

“เปล่าหรอก... กินไรกันดี” ปักษาเอ่ยถามพลางส่งยิ้มมาให้ฉัน ฉันจึงเลือกที่จะกลับมาโฟกัสคนตรงหน้าอีกครั้ง อย่างน้อยปักษาก็ทำให้ฉันลืมความรู้สึกหน่วงๆ แบบเมื่อสักครู่ไปได้ แม้มันจะเป็นเวลาเพียงชั่วคราวก็ตาม

 

อาทิตย์ต่อมา

หลังจากวันนั้นฉันกับปริ๊นซ์ก็แทบจะไม่ได้คุยอะไรกันเลย เราเจอหน้ากันตามปกติ เขาขับรถมาส่งฉันที่มหาลัยทุกวัน แต่ถามว่าได้พูดคุยกันบ้างรึเปล่าคงต้องบอกเลยว่ามันแทบจะนับคำได้ เราไม่ได้ทะเลาะอะไรกันเลยด้วยซ้ำ แต่ความรู้สึกมันเหมือนกับว่าเราสองคนตกอยู่ในบ่วงของอะไรสักอย่าง มันช่างอึดอัดและทรมาน โดยที่ฉันเองก็ไม่อาจหาสาเหตุที่แน่ชัดมาอ้างอิงได้

มันกำลังเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรากันแน่นะ...

แล้ววันนี้ก็มาถึง... วันที่แม่กับคุณลุงปริณจะต้องออกเดินทางไปต่างประเทศเพื่อฮันนีมูน ก่อนหน้านี้ฉันไม่คิดจะคัดค้านเลยสักนิด แต่ทว่าตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว การที่ฉันต้องอยู่ที่บ้านกับปริ๊นซ์แค่เพียงสองคนมันยากยิ่งกว่าการถูกทิ้งเอาไว้คนเดียวที่ขั้วโลกใต้เสียอีก

“ขอบใจนะ” ฉันเอ่ยโดยที่ไม่ได้หันไปมองหน้าเขา วันนี้ปริ๊นซ์ก็ยังให้ฉันติดรถมาด้วยกันเหมือนทุกวัน แต่จะว่ายังไงดีล่ะ... เขาไม่แม้แต่จะมองหน้าฉันด้วยซ้ำ ดวงตาคู่คมจ้องตรงไปยังทางด้านหน้าราวกับว่ามันมีอะไรให้เขาสนใจนักหนา

จนกระทั่ง... เสียงโทรศัพท์มือถือของฉันดังขึ้น ปริ๊นซ์ถึงได้ตวัดสายตาคมกริบมายังสิ่งที่อยู่ในของมือฉัน ฉันลังเลเล็กน้อยว่าจะกดรับมันดีหรือไม่ในเมื่อคนที่โทรมาคือปักษาบอกตามตรงว่าช่วงนี้เราค่อนข้างสนิทกันมากเป็นพิเศษน่ะ และฉันเองก็พอจะรู้อยู่ว่าปริ๊นซ์นั้นไม่ชอบหน้าปักษาสักเท่าไหร่

สุดท้ายฉันจึงตัดสินใจกดรับสายหลังจากที่ลงจากรถมาเรียบร้อยแล้วเพื่อเป็นการตัดปัญหา และปริ๊นซ์เองก็รีบบึ่งรถจากไปอย่างรวดเร็วจนฉันอดที่จะหวาดเสียวแทนเขาไม่ได้ เมื่อเสียงล้อรถที่บดเบียดกับพื้นถนนมันดังแสบแก้วหูไปทั่วบริเวณ

“มีอะไรหรอปักษา” ฉันเอ่ยกับทางปลายสายในขณะที่สายตาก็ยังคงจับจ้องตามรถของใครคนนั้นที่ขับห่างออกไปเรื่อยๆ

(“ตอนนี้ควีนอยู่ที่ไหนหรอ”) ปลายสายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแปร่งๆ ฉันจึงขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ เพราะปกติแล้วปักษาน่ะไม่เคยโทรมาตามเช็คอะไรแบบนี้เลยสักครั้ง หรือว่าวันนี้มีอะไรผิดปกติหรือเปล่านะ... ไหนจะน้ำเสียงของเขาที่ดูตื่นเต้นจนแทบปิดไม่มิดนั่นอีก

“ฉันอยู่มหาลัยแล้วล่ะ นายมีอะไรรึเปล่า” ฉันถามกลับพลางรอฟังคำตอบของเขาอย่างใจจดใจจ่อ ไม่รู้สิ... อยู่ดีๆ ฉันก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเสียอย่างนั้น

(“มาที่หลังตึกโรงอาหารหน่อยสิ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”)

“ได้สิ แต่ทำไมต้องคุยที่นั่นด้วยล่ะ... คุยตอนนี้ไม่ได้หรอ ปริ๊นซ์เพิ่งมาส่งฉันหน้าตึกเรียนเอง มันไกลจะตาย” ฉันบ่นกระปอดกระแปดใส่คนปลายสาย แต่ก็ยอมเดินไปทางด้านหลังตึกโรงอาหารตามที่เขาบอก เขาคิดจะทำอะไรกันแน่นะ... ที่ตรงนั้นมันไม่ค่อยมีใครเดินผ่านไม่ใช่รึไงกัน

(“น่า... ฉันจะรอนะรีบมาล่ะ”) จบประโยคปักษาก็ตัดสายไปเสียดื้อๆ ทิ้งให้ฉันยกหูโทรศัพท์พลางอ้าปากค้างเอาไว้เสียอย่างนั้น

วันนี้เขาดูแปลกๆ จริงด้วยแฮะ...

[End of Queen’s part]

 

[Prince’s part]

บางทีผมก็คิดว่าแผนของไอ้ไทม์มันใช้ไม่ได้ผล...

ไหนมันบอกว่าให้ผมเมินแล้วควีนจะสนใจผมไงว่ะ ไปๆ มาๆ มันกลายเป็นว่าควีนกับผมทำสงครามเย็นใส่กันไปแล้ว แม้ว่าความจริงเราสองคนจะไม่ได้ทะเลาะหรือมีปากเสียงอะไรกัน แต่จะว่ายังไงดีล่ะ... ผมไม่ค่อยพอใจที่เธอไปทำตัวสนิทสนมกับไอ้เวรนั่น ที่มหาลัยก็เห็นติดกันหนึบเสียยิ่งกว่าปาท่องโก๋ กลับมาบ้านผมก็เห็นเธอเอาแต่คุยโทรศัพท์กับมัน ปักษาอย่างนู้น ปักษาอย่างนี้ เหอะ... หมั่นไส้ว่ะ

ทีนี้ผมก็เลยประชดเธอกลับบ้างโดยการทำเป็นอี๋อ๋อกับฟ้าผู้หญิงที่ผมคุยด้วยเล่นๆ ในช่วงนี้ ซึ่งปฏิกิริยาที่ควีนแสดงออกมาเวลาเห็นเราสองคนนั้นมันทำให้ผมแน่ใจ ว่าอย่างน้อย... ความรู้สึกสักเสี้ยวนึงในหัวใจของเธอก็ยังคงรักผมอยู่

เพียงแต่เธอต้องการปิดกั้นมันเอาไว้เท่านั้นเอง...

“มีอะไรหรอปักษา” น้ำเสียงหวานคุ้นหูดังขึ้นไม่ไกลจากจุดที่ผมยืนสูบบุหรี่อยู่นัก และเมื่อผมหันไปสังเกตดีๆ ในมุมอับบริเวณนั้นที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังของโต๊ะหินอ่อนซึ่งทางมหาลัยนำมาโยนทิ้งไว้ ก็ปรากฏร่างของใครบางคนให้ได้เห็น

ควีน... มาทำอะไรในที่ลับหูลับตากับไอ้เวรนั่นสองต่อสองว่ะ

“ฉันมีอะไรจะถามเธอ” ไอ้หมอนั่นพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่ดูจริงจังมากกว่าปกติ ผมมองภาพตรงหน้านิ่งพลางกำมือแน่นจนแทบไม่มีความรู้สึก ลางสังหรณ์ลึกๆ มันเตือนให้ผมเข้าไปหยุดเหตุการณ์บ้าๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ซะ แต่ไม่รู้ทำไมขาของผมมันถึงได้แข็งเป็นหินไปซะดื้อๆ

“อื้อ” ควีนพยักหน้ารับพลางจดจ้องใบหน้าของคนตรงหน้าอย่างใจจดใจจ่อ ไอ้เวรนั่นขยับตัวเข้าใกล้เธอมากขึ้น มันใช้มือไล้ไปตามกรอบหน้ารูปไข่ของคนตัวเล็ก ก่อนจะเกี่ยวปลายผมของเธอพันนิ้วเล่น

“คบกับฉันได้มั้ย” น้ำเสียงนุ่มทุ้มชวนฟังสำหรับใครหลายๆ คนเอ่ยขึ้น แต่ไม่ว่ะ... สำหรับผมอย่าว่าแต่เสียงมันเลย แค่เงาของมันผมก็ไม่อยากจะเดินไปเหยียบ ไอ้ปักษาเหลือบสายตามองมาทางผมเล็กน้อยก่อนจะแสยะยิ้มอย่างถูกใจ

มันรู้ว่าผมแอบฟังอยู่...

“ห๊ะ!” ควีนเอ่ยออกมาด้วยความตกใจ ดวงตาคู่สวยของเธอเบิกกว้างพลางจ้องคนตรงหน้าอย่างไม่วางตา ราวกับว่าเธอเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้ยินคำถามทำนองนี้ หรือไม่บางที... เธอก็อาจจะแอ็บทำเป็นใสซื่อ คงไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่รู้ตัวหรอกมั้งว่าผู้ชายที่เข้ามาตีสนิทหรือว่าทำดีด้วยนั้นต้องการอะไร

“ฉันก็แค่อยากดูแลเธอ กลัวว่าเธอจะไปเดินชนใครคนอื่นอีกเท่านั้นเอง” ปักษาเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะจนคนฟังถึงกับขมวดคิ้วมุ่น

“เนี่ยอ่ะนะเหตุผลของนาย” ร่างบางอมยิ้มน้อยๆ พลางจดจ้องคนตรงหน้าอย่างขวยเขิน ให้ตายสิ... ผมอยากจะตรงเข้าไปกระชากร่างเธอแล้วสั่งสอนเสียให้เข็ด เธอกล้ายิ้มแบบนั้นให้ผู้ชายคนอื่นได้ยังไงวะ

“ใช่... ฉันคิดว่าฉันรู้สึกดีกับเธอในระดับหนึ่งน่ะ แต่ถ้าเธอลำบากใจก็ไม่เป็นไร... เราก็เป็นเพื่อนกันแบบนี้เหมือนเดิมก็ได้ แต่ที่ฉันขอคบกับเธอก็เพราะว่าฉันเห็นว่าเธอยังไม่มีใคร และเราก็ค่อนข้างจะเข้ากันได้ดีในหลายๆ เรื่องด้วย สรุป... ” ไอ้ปักษาเอ่ยเว้นวรรคไว้ตอนท้ายประโยคเพื่อต้องการให้คนตรงหน้าเติมคำตอบของมันให้สมบูรณ์ ผมกัดฟันแน่นระหว่างที่เฝ้ามองร่างบางเอ่ยตอบ หัวใจของผมเต้นถี่รัวและรุนแรงด้วยความตื่นเต้นจนอกด้านซ้ายเจ็บแปลบไปหมด

“คือว่าฉัน... พูดตามตรงนะปักษา ฉันเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกดีกับนายแบบไหน ถ้าฉันคบกับนาย... ”

“เธอได้ตายจริงๆ แน่!” ผมเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงดุดันพลางก้าวเท้าเข้าไปใกล้สองคนนั่น ควีนเบิกตากว้างทันทีที่เห็นหน้าผม ในขณะที่ตัวเธอเองก็ก้าวถอยหลังไปอย่างอัตโนมัติ ผมตรงเข้าไปกระชากข้อมือเล็กๆ ของควีนเข้าหาตัวด้วยความรุนแรงจนร่างของเธอเซมาหาผม

“ปริ๊นซ์... โอ้ย! เจ็บนะ” เธอร้องพลางใช้มือกุมมือผมข้างที่จับแขนเธอไว้อีกที ดวงตาคู่สวยน้ำตาคลอน้อยๆ แต่ก็ไม่ถึงกับร้องไห้ออกมา

“จะทำอะไร” ไอ้เวรปักษาเอ่ยแทรกขึ้นเมื่อผมพยายามลากร่างบางให้ตามไป ผมใช้สายตาคมกริบตวัดจ้องไปยังมือของมันที่คว้าต้นแขนของคนตัวเล็กเอาไว้อย่างท้าทาย

“อย่าเสือก ถ้ายังไม่อยากโดนเกือกยัดปาก” ผมพูดขึ้นก่อนจะปัดมือมันออกจากต้นแขนของควีนอย่างเอาเรื่อง ของๆ ผม... ผมไม่ชอบให้ใครมาสัมผัสโดยไม่ได้รับอนุญาต

“หึ... หวงก้างก็พูด” มันสบถขึ้นเบาๆ แต่ก็ได้ยินกันทั่วถึง แถมสีหน้าที่มันแสดงออกมานั้นก็ยังวอนให้ลายรองเท้าของผมเข้าประทับเสียเหลือเกิน ผมพ่นลมหายใจออกก่อนจะเหลือบตามองบนอย่างพยายามควบคุมอารมณ์ มือของผมกำข้อมือของคนตัวเล็กแน่นและผมคิดว่าเธอต้องกำลังเจ็บแน่ๆ แต่ไม่ไหวว่ะ... ผมโมโห ไอ้เวรนี่มันล้ำเส้นเกินไป

“ปริ๊นซ์อย่า... ฉันขอล่ะ ไปก่อนเถอะปักษา... ฉันโอเค” ควีนเอ่ยห้ามพลางขยับตัวเข้าแทรกกลาง เมื่อผมคิดจะระเบิดอารมณ์โดยการกระทืบว่าที่กิ๊กใหม่ของเธอ แถมท้ายประโยคเธอยังไปขอร้องมันอีก ผมไม่ชอบใจเลยว่ะ

“มีอะไรก็โทรหาฉันนะเข้าใจมั้ย” ไอ้ปักษาเอ่ยกับเธอหลังจากที่มันอยู่ดูสถานการณ์อีกสักครู่ นัยน์ตาสุกใสทว่าแฝงความดุดันของมันจดจ้องใบหน้าของร่างบางด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะแปรเปลี่ยนมาเป็นความเรียบเฉยเมื่อมันตวัดสายตามาทางผม สุดท้ายไอ้ปักษาก็เดินจากไปโดยที่ยังไม่คิดจะทิ้งลายความกวนตีนเอาไว้ มันเดินชนไหล่ผม... แต่ช่างแม่ง ไว้ค่อยจัดการมันที่หลัง ตอนนี้ผมมีเรื่องต้องคุยกับคนตัวเล็กอีกยาว

“เธอคิดจะทำอะไร” ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดุดันอย่างที่ไม่ได้ระงับความโกรธเอาไว้เลยสักนิด พูดง่ายๆว่าจัดเต็มสตรีมนั่นแหละ ตอนนี้ควีนถูกผมลากให้ขึ้นมานั่งบนรถในขณะที่ผมเองก็เหยียบคันเร่งด้วยความเร็วที่เพิ่มมากกว่าปกติเป็นเท่าตัว


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เรื่องนี้เป็นแนวแฟนเก่าที่ต้องกลับมาพบกันอีกครั้งค่ะ ต่างคนต่างคิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนทรยศ แถมพอได้กลับมาจอกันอีกก็ดันต้องมาเป็นพี่น้องกันด้วย แน่นอนว่างานนี้ทั้งดราม่า ทั้งฟินกันสุดๆ"

biteholicgirl


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha


โอ้ยสนุกใจนี่ลุ้นตามเลยขอบคุณนะที่เขียนให้อ่าน
โดย Anonymous | 1 year, 3 months ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha
None
โดย Anonymous | 1 year, 6 months ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha
None
โดย Anonymous | 1 year, 6 months ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha