คะนึงรัก

โดย: เทียนธีรา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : ห้วงคะนึง


ตอนต่อไป

     ดอกทานตะวันสีเหลืองบานสะพรั่ง อวดความสวยงามแข่งกับแสงอาทิตย์อย่างร่าเริง ท้องฟ้าโปร่งใสจรดกับม่านภูเขาที่เรียงตัวซ้อนกันหลายลูก ประดุจภาพวาดของจิตรกรเอก อาณาเขตอันกว้างใหญ่ของไร่ถูกกั้นด้วยรั้วไม้สีขาวเตี้ยๆ ตัดกับความเขียวขจีของพื้นหญ้าอย่างกลมกลืน ว่ากันว่าเจ้าของเลือกใช้สีนี้ เพราะต้องการให้เหมือนกับสีของบ้านเก่าในกรุงเทพมหานคร รั้วสีขาวย่อยๆ อีกส่วนหนึ่งถูกนำมากั้นเป็นกรอบสี่เหลี่ยมล้อมรอบต้นไม้ใหญ่และม้ารูปร่างสง่างามกว่ายี่สิบตัวเอาไว้  ขณะที่อาณาบริเวณอีกส่วนหนึ่งปลูกเป็นบ้านพักกว่าสิบหลัง มีศาลาไม้หลังคาจั่วทรงไทย ปลูกริมถนนที่ลาดเป็นแนว สำหรับให้คนที่มาพักผ่อนปั่นจักรยานเล่น

          พระอาทิตย์หรี่แสงและทอดตัวลงเพื่อเตรียมอัสดง สาดส่องแสงสีส้มเหลือบแดงมายังร่างสูงสง่าสมส่วน สวมหมวกปีกสีน้ำตาลในมาดคาวบอยเต็มตัว ซึ่งกำลังควบม้ามาตามเนินหญ้าเตี้ยๆ ก่อนจะกระตุกบังเหียนม้าให้ชะลอฝีเท้าลงจนมันหยุดวิ่ง เมื่อเห็นผู้เป็นบิดายืนรออยู่ใต้ต้นจามจุรี

          ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับครอบครัวอย่างมากมายหลังจากที่ แพรมุกน้องสาวคนเดียวของเขาแต่งงานกับชีคหนุ่มผู้มั่งคั่ง ตอนนี้เขากับบิดาได้ย้ายจากกรุงเทพฯ มาทำไร่ที่ออกแบบเป็นฟาร์มม้ากึ่งรีสอร์ต และปลูกบ้านหลังใหม่ในอาณาเขตที่ค่อนข้างจะกว้างขวางแห่งนี้ โดยมีแพรมุกกับชีคชาฟากีย์เป็นผู้ลงทุนและคะยั้นคะยอให้เขากับพ่อย้ายมาอยู่ที่นี่ แต่เขาก็ยังเทียวไปเทียวมากรุงเทพฯ อยู่ไม่ได้ขาด เพราะอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยแม้จะเป็นเพียงแค่อาจารย์สอนพิเศษ เขาก็ยังรักที่จะทำมัน อีกทั้งในบางเดือนต้องพาผู้เป็นบิดาไปพบหมอตามนัดอีกด้วย

           กฤชเพชร กระโดดลงจากหลังม้าและส่งเชือกให้กับคนงาน เพื่อพาอาชาไนยสีน้ำตาลไปเข้าคอกที่โรงม้า ก่อนจะขยับไปหาบิดา จากนั้นสองพ่อลูกก็เดินตามกันเข้าไปในบ้าน

          “วันนี้พ่อไปเยี่ยมคุณน่านที่ฟาร์ม คุณน่านบอกพ่อว่าคุณนิจกลับมาแล้ว” สัตวแพทย์ที่เกษียณตัวเองแล้วเอ่ยถึงน้องสาวของอดีตนายจ้างที่ลูกชายของเขาเองก็รู้จักเป็นอย่างดี เพราะเห็นกันมาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งตอนนี้เธอโตเป็นสาวสวยสะพรั่ง

          “งั้นเหรอครับ กลับมาเมื่อไหร่ครับ” น้ำเสียงยามที่ถามถึงนั้นฟังดูเหมือนกับการไถ่ถามถึงคนรู้จักทั่วไป และเขาก็พยายามบังคับให้ตัวเองคิดเช่นนั้นเรื่อยมาตลอดหลายปี แม้ว่าตอนที่ได้ยินชื่อ คุณนิจจากปากบิดา หัวใจจะกระตุกวาบและเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะหนึ่งก็ตาม

          “เห็นว่ากลับมาได้เกือบสองอาทิตย์แล้ว ตอนนี้ทำงานอยู่ที่โรงแรมของคุณน่านนั่นแหละ ไม่เห็นตั้งสามปีป่านนี้คุณนิจคงจะโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก” พิทยารำพึงอย่างนึกเอ็นดูหญิงสาวที่ตัวเองกำลังเอ่ยถึง เพราะอยู่ในวัยเดียวกับลูกสาวคนเล็กของตนนั่นเอง

          “คงอย่างนั้นครับ”

          “ถ้าเพชรเข้ากรุงเทพฯ ก็แวะไปเยี่ยมเยือนทักทายเธอบ้างนะลูก ยังไงซะเธอก็เป็นน้องสาวคุณน่าน แล้วก็ยังรักใคร่กันดีกับยัยแพรของเรามาตลอด”

          “ครับพ่อ”

          ใช่...พ่อของเขาพูดถูก อนามิการักใคร่และสนิทสนมกับน้องสาวของเขามาตลอดตั้งแต่เด็ก แม้ว่าจะมีบางช่วงที่อนามิกาถูกส่งไปเรียนที่ต่างประเทศก็ตาม แต่สำหรับเขามันตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าอนามิกาจะพยายามผูกสัมพันธ์ด้วยเพียงใด เขาก็ไม่เคยคิดจะเปิดใจรับ เพราะรู้ตัวดีว่าเธอนั้นอยู่สูงเกินเอื้อม ทั้งเขาและเธอจึงเหมือนมีเส้นขีดขวางกั้นไว้ตลอดเวลา

 

          รถยนต์สปอร์ตครอสโอเวอร์แล่นออกจากฟาร์มม้าตั้งแต่ตอนเช้ามืด มุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ เพื่อหลีกหนีการจราจรที่ติดขัดในช่วงเวลาเร่งรีบ

พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งนั่งประจำอยู่ที่โต๊ะใต้ตึกลุกขึ้นและโค้งศีรษะให้ พร้อมกับเอ่ยทักทายอาจารย์หนุ่มหล่ออย่างคุ้นเคย เพราะเขามักจะมาแต่เช้าและแวะทักทายตนเช่นนี้เป็นประจำ

          “สวัสดีครับอาจารย์ มาแต่เช้าเหมือนเดิมนะครับ”

          “หนีรถติดน่ะครับลุง นี่ขนมครับ” กฤชเพชรทักทายตอบ พลางส่งถุงของฝากที่เตรียมมาให้กับพนักงานรักษาความปลอดภัยวัยเดียวกับพ่อของเขา

          “ขอบคุณครับอาจารย์ อาจารย์มีน้ำใจกับผมตลอดเลย”

ชายวัยห้าสิบเศษกล่าวอย่างซาบซึ้งต่อความมีน้ำใจของชายหนุ่มตรงหน้าที่มีต่อตนเสมอมา

          “เล็กน้อยน่ะครับลุง”

          “อาจารย์จะขึ้นห้องพักเลยหรือเปล่าครับ ผมจะได้ขึ้นไปเปิดให้”

          “ยังก่อนครับ ผมนั่งแถวๆ นี้ดีกว่า เช้าๆ แบบนี้อากาศกำลังดี รีบขึ้นไปห้องพักก็เปลืองไฟเปลืองแอร์เปล่าๆ”

“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญอาจารย์ตามสบายครับ”

พนักงานรักษาความปลอดภัยผายมือให้ กฤชเพชรจึงเดินไปนั่งที่ม้าหินอ่อนซึ่งเป็นตัวที่เขานั่งเป็นประจำในเวลามาเช้าๆ เช่นนี้ เปิดแล็ปท็อปที่อยู่ในกระเป๋าสะพาย เพื่อดูบทเรียนที่จะสอนนักศึกษาในคาบเช้าวันนี้

ความกระตือรือร้นและสายตาที่เต็มไปด้วยการอยากเรียนรู้ของนักศึกษา คือสิ่งที่ทำให้เขาละทิ้งหน้าที่อาจารย์ไม่ได้ แม้ว่าจะต้องเดินทางไกลแค่ไหนก็ตาม

สิ่งหนึ่งที่ทำอยู่ไม่ได้ขาดหลังจากสอนเสร็จก็คือ การแวะแวะเวียนไปดูบ้านหลังเก่าที่ตอนนี้ปิดทิ้งไว้ เมื่อมันถูกปิดไว้เฉยๆ เช่นนั้นก็มีคนมาติดต่อขอซื้อหลายคน แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะขาย เพราะแม่ของเขารักบ้านหลังนี้มาก

 ร่างสูงออกจากห้องบรรยายและเดินตามบันไดลงไปหลังจากสอนเสร็จ ส่วนลิฟต์เขาเลือกที่จะไม่ใช้มัน เพราะไม่ได้เดือดร้อนอะไรกับการที่ต้องเดินขึ้นเดินลงแค่สามชั้น

“พี่เพชรคะ พี่เพชร รอเดี๋ยวค่ะ”

เสียงเรียกที่ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้นิ้วเรียวยาวที่กำลังจะเปิดประตูรถจากกุญแจรีโมตชะงักและหันไปทางต้นเสียง

“สวัสดีค่ะพี่เพชร จำผิงได้มั้ยคะ ผิงเพื่อนแพรไงคะ” พลอยพิมลยกมือขึ้นไหว้พี่ชายของเพื่อนและแนะนำชื่อเล่นตัวเอง ไม่ได้เจอกันหลายปี เผื่อว่าเขาจะจำเธอไม่ได้

“จำได้สิ ว่าแต่เรามาทำอะไรที่นี่” เขาจำได้แม่นว่าอีกฝ่ายคือเพื่อนสนิทของน้องสาว ซึ่งตอนที่เรียนอยู่มักแวะมาบ้านเขาพร้อมกับแพรมุก เด็กๆ กลุ่มนี้ยังดูกะโปโลและแสบซนมาก แต่ตอนนี้เหมือนจะสวยสง่าและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นตามวัย

“ผิงมาสอบสัมภาษณ์เรียนปริญญาโทค่ะ ผิงเลือกเรียนต่อที่นี่เพราะรู้ว่าพี่เพชรเป็นอาจารย์อยู่ที่นี่ ถึงจะคนละคณะก็เถอะ แต่มันก็อยู่ติดกัน ใช้ลานจอดรถร่วมกัน เผื่อวันไหนผิงอยากจีบพี่เพชร ผิงก็มาดักเจอแบบนี้ไง” พลอยพิมลร่ายคำพูดอย่างคล่องแคล่ว ไม่นึกเขินกระดากแต่อย่างใด กฤชเพชรจึงรู้ว่าตัวเองคิดผิดถนัด แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกของเพื่อนน้องสาวจะเปลี่ยนไป แต่นิสัยเดิมๆ ก็ยังไม่ถูกทิ้ง

          “นี่เรากำลังล้อพี่เล่นใช่มั้ย”

เรียวปากหยักคลี่ยิ้มออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก ทำเอาคนมองมองตาปรอยไปเลยทีเดียว นี่ล่ะเสน่ห์อันล้นเหลือของกฤชเพชรพี่ชายของยัยแพรที่เธอแอบกรี๊ดมาหลายปี หล่อ เคร่งขรึม เย็นชา มีอารมณ์ที่ลึกซึ้งลุ่มลึกชวนให้ค้นหา แค่เขายืนและยิ้มบางๆ เช่นนี้ก็ทำเอาคนมองแทบจะละลาย

“ล้อเล่นก็ได้ค่ะ แต่พี่เพชรอย่าเผลอนะคะ เพราะผิงพร้อมจะเอาจริง” พลอยพิมลพูดติดตลก และฉีกยิ้มหวานให้พี่ชายเพื่อนอย่างเป็นธรรมชาติ แม้การได้ยืนใกล้ๆ เขาเช่นนี้จะทำให้เธอหวั่นไหวไม่น้อยก็ตาม

“เรานี่สมกับที่เป็นเพื่อนยัยแพรจริงๆ”

“แน่สิคะ กลุ่มผิงนี่แสบที่สุดในรุ่นแล้ว พูดถึงยัยแพร เมื่อไหร่ยัยแพรจะกลับมาเยี่ยมบ้านคะพี่เพชร ได้ข่าวว่าตอนนี้มีน้องแล้ว” น้ำเสียงของพลอยพิมลฟังดูเป็นงานเป็นการขึ้นเมื่อถามถึงแพรมุก คิดแล้วก็เหมือนพรหมลิขิต ไม่น่าเชื่อว่าแผนการ หลอกให้ออกเดตเพื่อทดสอบเสน่ห์ จะทำให้แพรมุกและชีคชาฟากีย์มหาเศรษฐีหนุ่มหล่อที่มาเที่ยวเมืองไทยในคราบนักท่องเที่ยวธรรมดาได้แต่งงานกันในที่สุด แม้ก่อนแต่งแพรมุกจะถูกจับตัวไปและต้องเผชิญกับความโกรธกรุ่นของชีคชาฟากีย์ไม่น้อยก็ตาม

“ใกล้จะคลอดแล้วล่ะ คงจะหลังคลอดถึงได้มา”

“แล้วนี่พี่เพชรจะไปไหนต่อคะ มีธุระที่ไหนหรือเปล่า”

“เปล่า...พี่กำลังจะกลับบ้าน”

“ถ้าอย่างนั้นไปกินขนมกับผิงก่อนนะคะ เดี๋ยวผิงเลี้ยงเอง จะได้ฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์พี่เพชรด้วย” พลอยพิมลเอ่ยชวนก่อนและมองอย่างอ้อนๆ เพราะกลัวเขาจะปฏิเสธ

“พี่ไม่ใช่อาจารย์คณะเรานะ”

“ก็เผื่อพี่เพชรรู้จักกับอาจารย์ของคณะผิง ผิงจะได้ใช้เส้นบ้างไงคะ ผิงยิ่งเรียนไม่ค่อยเก่งอยู่ด้วย เรียนปริญญาโทไม่ใช่ง่ายๆ นะคะ”

“มันง่ายกว่าเรียนปริญญาตรีซะอีกถ้าเราตั้งใจ เพราะเรียนไม่กี่วิชา”

“พี่เพชรเก่งมันก็ดูง่ายสิคะ ผิงสมองทื่อมันก็คงจะยากไปหมดนั่นล่ะ”

“เรานี่จริงๆ เลยนะ เอาเป็นว่าพี่จะไปด้วยก็แล้วกัน” กฤชเพชรยอมตกลงในที่สุด เขาเองคิดถึงน้องสาวอยู่ไม่น้อย การได้ใกล้ชิดกับเพื่อนน้องสาวน่าจะทำให้ความคิดถึงที่มีต่อแพรมุกคลายลงไปได้บ้าง

“งั้นไปรถผิงนะคะ ถ้ากินเสร็จแล้วผิงจะกลับมาส่งค่ะ”

“ตามใจ แต่เอากุญแจรถมา พี่จะขับเอง”

“ได้เลยค่ะ แบบนี้ใช่มั้ยคะที่เขาเรียกกันว่า แฟนขับ ” พลอยพิมลยิ้มแป้น ก่อนจะส่งกุญแจรถให้เขา พร้อมกับเอ่ยสัพยอกอีกคำที่ทำให้กฤชเพชรถึงกับต้องส่ายหัวอย่างขำๆ ในความเซี้ยวของเพื่อนน้องสาว ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองได้อยู่กับแพรมุก เพราะนิสัยของพลอยพิมลก็ดูไม่ต่างกันเท่าไหร่

          กฤชเพชรทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถไปตามทางที่พลอยพิมลบอก ตลอดทางหญิงสาวคุยจ้ออยู่ไม่ได้ขาด บางทีก็มีมุกตลกขบขันทำให้เขานึกเอ็นดูและคุยด้วยอย่างสนิทสนมอย่างรวดเร็ว

          “เลี้ยวเข้าไปในโรงแรมเอ็นแอนด์ทีการ์เดนเลยนะคะพี่เพชร ข้างหน้านั่นล่ะค่ะ”

“ทำไมถึงมาที่นี่ล่ะ พี่นึกว่าจะไปร้านเล็กๆ ซะอีก” สถานที่ที่พลอยพิมลบอกนั้น เป็นสถานที่ที่เขาพยายามจะหลีกเลี่ยงไม่มาย่างกราย

          “ผิงอยากจะมารำลึกความหลังสมัยฝึกงานน่ะค่ะ อีกอย่างที่นี่ก็เป็นสถานที่พบรักของยัยแพรกับชีคสุดหล่อน้องเขยพี่เพชรด้วย แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นขนมอร่อยมากค่ะ”

          สารถีหนุ่มจำต้องหักพวงมาลัยเข้าไปตามคำบอกของพลอยพิมลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แม้จะหวั่นอยู่ลึกๆ ว่าจะเจอกับใครบางคน แต่เขาก็ไม่ใช่คนขี้ขลาดที่ไม่กล้าเผชิญหน้า

 

           ร่างอ้อนแอ้นในชุดเดรสคอวีสีเทาเข้ารูปกำลังเดินตรวจงานอยู่ที่ชั้นล่างของโรงแรม แม้ชุดที่ใส่จะเป็นสีโทนเรียบ แต่รูปร่างที่สมส่วนและท่าทีอันแสนสง่างามสมกับมีเลือดราชนิกุลอยู่ในตัวก็ทำให้เธอตกเป็นเป้าสายตาของใครต่อใคร ทั้งแขกของโรงแรมและแม้กระทั่งพนักงานของโรงแรมเองก็ตาม

          อนามิกาเข้ามารับงานบริหารของโรงแรมเต็มตัวตั้งแต่กลับจากอังกฤษได้ไม่กี่วัน สถานการณ์ของโรงแรมช่วงนี้ไม่สู้ดีนัก เพราะต้องแบกรับรายจ่ายที่มากกว่ารายรับมาหลายเดือน เศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวมีผลกระทบโดยตรงต่อโรงแรมและธุรกิจอย่างอื่นของครอบครัว ผู้คนที่เคยมาใช้บริการของโรงแรมอย่างคึกคักก็บางตาลงอย่างเห็นได้ชัด นั่นทำให้อนามิกาหนักใจไม่น้อย และเป็นเหตุผลที่เธอต้องกลับมาประเทศไทย ทั้งๆ ที่ยังไม่พร้อมจะรับผิดชอบต่อหน้าที่อันหนักอึ้งนี้เท่าใดนัก

          รอยยิ้มที่กำลังแย้มพรายให้กับพนักงานที่เดินผ่านชะงักค้างอย่างเป็นอัตโนมัติ เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นสองหนุ่มสาวที่กำลังเดินเคียงคู่กันเข้ามาทางประตูหน้าของโรงแรม ขาทั้งสองยืนนิ่งไม่ยอมขยับ ลืมหายใจไปชั่วขณะ หัวใจกลับเต้นแรงโครมๆ ด้วยความกระอักกระอ่วนคล้ายดั่งมีเรื่องตื่นเต้นหนักหน่วง ทั้งๆ ที่มันก็เป็นเพียงแค่การได้เจอคนเคยรู้จัก ซึ่งอาจจะแวะเข้ามาใช้บริการอย่างใดอย่างหนึ่งของโรงแรมเท่านั้น

          แต่...มันเท่านั้นจริงๆ น่ะหรือ ทำไมหัวใจที่เต้นแรงโลดราวกับมีคนกระหน่ำกลองศึกอยู่ข้างในเมื่อครู่นี้ถึงได้มีอาการแปลบๆ และรวดร้าวแทรกเข้ามาเหมือนกับมีใครกระชากมันออกมาบีบเล่นเช่นนั้น ยิ่งกฤชเพชรกับพลอยพิมลเดินใกล้เข้ามามากเพียงใด อาการมันก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

          “คุณนิจ คุณนิจจริงๆ ด้วย กลับมาเมื่อไหร่คะเนี่ย สบายดีมั้ย” พลอยพิมลปรี่เข้าไปหาอนามิกาทันที แม้อีกฝ่ายจะเป็นเพียงเพื่อนต่างคณะสมัยเรียน แต่ก็รู้จักมักคุ้นกันดี เพราะอนามิกามักจะแวะมาหาแพรมุกเพื่อนในกลุ่มของเธอที่คณะเสมอ

          “นิจเพิ่งจะกลับมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เองจ้ะ แล้วผิงล่ะเป็นยังไงบ้างสบายดีมั้ย ดูเหมือนว่าผิงจะสวยขึ้นนะ” อนามิกาทักทายกลับโดยยังไม่ได้หันไปมองร่างสูงซึ่งยืนอยู่ข้างๆ พลอยพิมลแต่อย่างใด จึงไม่รู้ว่าตอนนี้ตาคมกริบคู่นั้นแอบลอบมองเธออย่างสำรวจอยู่เงียบๆ

          “ถ้าอย่างผิงเรียกว่าสวยขึ้น แล้วคุณนิจล่ะคะจะเรียกว่าอะไร สวยหยาดเยิ้มมาเลย”

          “อย่าชมนิจนักเลย นิจก็เหมือนเดิมนั่นแหละ”

          “ใครว่าล่ะคะ คุณนิจสวยขึ้นตั้งเยอะ จริงมั้ยคะพี่เพชร” พลอยพิมลหันไปถามคนข้างๆ ตามประสาซื่อ

          “คุณนิจดูมีความสุขดีนะครับ”

เสียงทุ้มดังขึ้นเรียบๆ เหมือนดั่งทักทายคนรู้จักทั่วไป แต่ภายในคำทักทายอันธรรมดานั้นกลับมีความนัยแฝงอยู่ พลอยพิมลพูดไม่ผิดสักนิด ความสวยของผู้หญิงตรงหน้าเรียกได้ว่าสวยหยาดเยิ้ม สวยมากกว่าที่เขาเคยเห็นเมื่อสามปีก่อน เรือนร่างที่เคยบอบบางตอนนี้ดูมีน้ำมีนวลขึ้น ชุดที่จงใจออกแบบเพื่อเน้นสัดส่วนเว้าโค้งทำให้เจ้าตัวดึงดูดสายตายิ่งกว่าเก่า ผมดำขลับดัดเป็นลอนใหญ่ๆ ตรงช่วงปลายล้อมกรอบใบหน้าเนียนรูปไข่ ปากนุ่มที่เขาเคยจูบมาแล้วถูกเคลือบด้วยลิปสติกเนื้อดี ใบหูขาวสะอาดทั้งสองข้างติดต่างหูมุก ช่วงคอระหงมีสร้อยทองคำขาวเส้นเล็กๆ ห้อยด้วยจี้รูปหัวใจคล้องอยู่ ชวนให้คิดว่าคนใส่อาจจะกำลังมีความรัก หรือไม่ก็ได้สร้อยเส้นนั้นมาจากใครบางคนที่อยากจะสื่อว่าให้ด้วยรัก

          “ค่ะนิจมีความสุขดี คุณเองก็ดูเหมือนจะมีความสุขมากนะคะ”

          “ก็ตามอัตภาพครับ”

          “เป็นอัตภาพที่น่าอิจฉาไม่น้อยทีเดียว” อนามิกาพยายามจะบังคับน้ำเสียงไม่ให้เป็นไปในทางประชดประชัน และบอกให้ตัวเองรู้สึกยินดีกับความรักของคนที่ตัวเองรู้จักทั้งสอง

แน่นอนล่ะ...ตอนนี้สถานภาพของกฤชเพชรสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง จากที่เคยเป็นลูกจ้าง ครอบครัวของเขาเปลี่ยนสถานะมาเป็นเจ้าหนี้ของครอบครัวเธอ มิหนำซ้ำเขาเองก็กำลังคบหาดูใจกับผู้หญิงที่น่ารักอย่างพลอยพิมล

          “เอ่อ...ทำไมผิงรู้สึกว่าคุณนิจกับพี่เพชรทักทายกันแบบเครียดๆ ยังไงก็ไม่รู้นะคะ” พลอยพิมลแทรกขึ้นตามที่ตัวเองรู้สึก

          “นิจคงเป็นคนที่คุยไม่ค่อยสนุกน่ะจ้ะผิง ถ้าอย่างนั้นนิจขอตัวไปทำงานก่อนดีกว่า ผิงกับคุณเพชรของผิงจะได้คุยกันแบบส่วนตัว เชิญตามสบายนะจ๊ะ เอาไว้เจอกัน” อนามิกาเอ่ยขอตัวเพื่อเปิดโอกาสให้คนทั้งสองตามที่คิดว่าตัวเองสมควรทำ

          “คุณเพชรของผิง...?” พลอยพิมลทวนคำของอนามิกาแล้วหันไปยิ้มพรายกับชายหนุ่ม “ฟังดูเหมือนคุณนิจยกพี่เพชรให้ผิงเลยนะคะ”

          “ไม่มีใครยกพี่ให้ใครได้หรอก นอกเสียจากว่าพี่จะเต็มใจเอง”

          “แน่ะๆ พูดอย่างนี้ผิงคิดนะคะ” พลอยพิมลยังอารมณ์ดี โดยไม่รู้ว่าผู้ชายที่ตัวเองกำลังคุยด้วยอยู่นั้นกำลังโกรธกรุ่นกับคำพูดของอนามิกาเมื่อครู่นี้มากเพียงใด

          “จะกินขนมหวานไม่ใช่เหรอ ไปเถอะเดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง”

“เลี้ยงแต่ขนมหวานเหรอคะ ไม่คิดจะเลี้ยงขนมจีบบ้างเหรอ ผิงอยากกินมากกว่าขนมหวานเสียอีกนะ” พลอยพิมลทำตากะพริบปริบๆ แบบน่ารักใส่ ทำให้กฤชเพชรยิ้มออก เพราะท่าทางทะเล้นๆ ของพลอยพิมลนั้นไม่ต่างกันเท่าไหร่นักกับแพรมุกน้องสาวของเขาที่มักจะทำเวลาที่เห็นเขาอารมณ์ไม่ดี

          “แน่ใจนะว่าอยากกิน รสชาติขนมจีบพี่อาจจะไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่นะ”

          “อร๊ายฟิน อย่าพูดให้อยากแล้วจากไปนะคะ”

          “ถึงเวลาจริงๆ อย่าหนีก็แล้วกัน” กฤชเพชรต่อปากต่อคำด้วย ไม่เชิงว่าจะจริงจังอะไร แต่เป็นไปในแบบรับมุกสนุกสนานคลายเครียดมากกว่า

          “คนอย่างพลอยพิมลไม่เคยหนีอะไรค่ะ โดยเฉพาะผู้ชายหล่อๆ นอกจากจะไม่หนีแล้ว ผิงยังจะวิ่งใส่อีกต่างหาก”

          “ผู้ชายหล่อๆ บางคนก็ไม่น่าวิ่งใส่เท่าไหร่หรอกนะ”

          “แต่ผู้ชายหล่อๆ บางคนที่ว่าคงไม่ใช่พี่เพชรแน่นอน เพราะถึงแม้พี่เพชรจะเป็นผู้ชายหล่อที่ดูเคร่งขรึมเย็นชา แต่ก็ดูจริงใจและอบอุ่นมากค่ะ ใครอยู่ใกล้ๆ หลงตายเลย”

          “ใครว่าล่ะ ยัยแพรบ่นบ่อยๆ ว่าพี่ดุ ไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากเข้าใกล้พี่หรอก”

          “มีสิคะ ก็ผิงนี่ไง”

          “แสดงว่าเราชอบของแปลก”

          “ถ้าอย่างผิงชอบของแปลก ผู้หญิงอีกเป็นสิบก็คงชอบเหมือนกันนั่นล่ะค่ะ ขี้คร้านจะแย่งของแปลกอย่างพี่เพชรล่ะสิไม่ว่า ผิงได้ข่าวมาว่าอาจารย์กฤชเพชรเนื้อหอมจะตาย ทั้งอาจารย์ทั้งนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนี่มองตาปรอย แต่อาจารย์ก็ยังไม่ยอมสนใคร”

          “เรานี่มันซีเอ็นเอ็นของแท้เลยนะ เข้าไปมหาวิทยาลัยไม่กี่ชั่วโมงก็รู้อะไรซอกแซกไปหมด”

กฤชเพชรยิ้มขำ ยิ่งได้คุยด้วยนานๆ พลอยพิมลก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าเขาได้อยู่ใกล้น้อง มือใหญ่จึงเผลอยกขึ้นขยี้ผมของหญิงสาวด้วยความเอ็นดู โดยไม่รู้ว่ากิริยาสนิทสนมของตัวเองกับพลอยพิมลอยู่ในสายตาของคนที่บอกว่าขอตัวไปทำงานตลอดเวลา

 

ความสนิทสนมระหว่างกฤชเพชรกับพลอยพิมลดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้น เพราะทั้งสองได้เจอกันทุกครั้งในวันที่กฤชเพชรมาสอนนักศึกษา ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาในหมู่สาวๆ นักศึกษาและคณาจารย์ที่ไม่เคยเห็นกฤชเพชรให้ความสนิทสนมกับผู้หญิงคนไหนเป็นพิเศษมาก่อน

ตอนบ่ายหลังจากเรียนเสร็จพลอยพิมลมานั่งรอที่ใต้ตึกคณะเช่นเคย อาจารย์หนุ่มหล่อลงจากตึกหลังจากสอนเสร็จ เห็นว่าเพื่อนน้องสาวกำลังนั่งมองและส่งยิ้มมาให้ เขาจึงเดินตรงเข้าไปหา

“ยังไม่กลับอีกเหรอเรา พี่นึกว่ากลับไปแล้วซะอีก”

“ยังไม่กลับค่ะ วันนี้ผิงมาดักรอพี่เพชรเพื่อทวงสัญญาโดยเฉพาะเลย”

คำพูดของพลอยพิมลทำให้คิ้วเข้มต้องเลิกขึ้นอย่างงงงันเล็กน้อย “สัญญาอะไรเหรอยัยแสบ วันนี้พี่พาไปกินอะไรไม่ได้นะ พี่ต้องรีบกลับบ้าน”

“ผิงก็ไม่ได้จะให้พาไปไหน แต่ว่าผิงจะขอไปเที่ยวไร่ของพี่เพชรที่นครนายกต่างหาก พี่เพชรเคยบอกว่าถ้าผิงจะไปเที่ยวก็ไปได้ทุกเมื่อ จำได้หรือเปล่า” พลอยพิมลทวงสัญญาของตัวเองทันที

“แต่นี่มันบ่ายแล้วนะ ขับรถไปกลับคนเดียวมันอันตราย พี่เป็นห่วงยังไงซะเราก็...” กฤชเพชรยังพูดไม่ทันจบ เพื่อนน้องสาวของเขาก็แทรกขึ้น

“รู้หรอกน่าว่าเป็นห่วง แต่ใครบอกว่าผิงจะขับรถไปกลับเองล่ะคะ ผิงจะไปรถพี่เพชรต่างหาก และผิงก็เตรียมเสื้อผ้ามาแล้วด้วย กะว่าจะไปค้างสักคืนสองคืน สูดอากาศบริสุทธิ์ให้ฉ่ำปอดแล้วค่อยกลับค่ะ” หญิงสาวบอกถึงแผนตัวเองและทำหน้าสดชื่นรอ เมื่อนึกถึงบรรยากาศที่รายล้อมด้วยแมกไม้เขียวขจี เต็มไปด้วยฝูงม้า ทุ่งหญ้าและอากาศที่คงจะสดชื่นน่าดู

“แล้วที่บ้านเราว่ายังไง จะไปค้างอ้างแรมบ้านผู้ชายแบบนี้ เป็นพี่พี่จะตีให้ก้นลาย” กฤชเพชรทำเสียงดุเช่นเดียวกับที่เคยเข้มงวดกับแพรมุก

“โหพี่เพชร ผิงอายุยี่สิบห้าแล้วนะคะ รุ่นนี้แม่ไม่ว่าแล้ว กลัวแต่จะขายไม่ออกมากกว่า เอาเป็นว่าอนุญาตให้ผิงไปด้วยนะ อุตส่าห์เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋ามาแล้ว”

“ก็ได้...” กฤชเพชรยอมใจอ่อนเมื่อเห็นแววตาที่รอคอย “แต่พี่มีข้อแม้ว่า ผิงต้องขับรถกลับบ้าน แล้วพี่จะขับตามไปด้วย ไปบอกกล่าวพ่อแม่ของเราให้เรียบร้อย ท่านจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงว่าหายไปกับใคร และอนุญาตให้พักได้แค่หนึ่งคืน ตอนเช้าพี่จะขับรถมาส่งที่กรุงเทพฯ เอง”

คำพูดของกฤชเพชรทำให้หัวใจของสาวรุ่นน้องพองโต จากที่เคยนึกชื่นชม ตอนนี้ความรู้สึกดีๆ ก็นับวันจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะยิ่งได้ใกล้ชิดยิ่งรู้สึกได้ว่ากฤชเพชรเป็นผู้ชายที่ดีมากแค่ไหน

 

          ร่างอรชรในชุดเสื้อแขนกุดสีขาวยัดชายเข้าในกางเกงขาสั้นผ้าโพลีเอสเตอร์พิมพ์ลายโซ่สีน้ำตาลกำลังยืนทอดมองความสวยงามของธรรมชาติอย่างชื่นชม บริเวณที่อนามิกายืนอยู่นั้นเป็นระเบียงที่ต่อเติมออกมาจากตัวบ้านซึ่งปลูกอยู่บนเนินหญ้า สามารถมองเห็นความสวยงามของอาณาจักรย่อมๆ แห่งนี้สุดลูกหูลูกตา จนนึกทึ่งคนที่ออกแบบและสร้างสรรค์ความงดงามที่กลมกลืนกับธรรมชาติแห่งนี้ขึ้นมา ครั้นพอมองไปยังโรงรถที่ปลูกไว้ไม่ห่างจากตัวบ้าน ก็เห็นว่ามีรถบิ๊กไบค์จอดอยู่หนึ่งคัน ส่วนอีกคันเป็นรถกระบะ และว่างอยู่อีกหนึ่งที่ ซึ่งตรงนั้นคงจะเป็นที่สำหรับจอดของรถอีกคันที่ยังอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นแน่

          อนามิกาเบนสายตาหนี เพื่อจะได้ไม่ต้องคิดถึงคนที่เป็นเจ้าของรถเหล่านั้น เธอมาที่นี่ตามคำสั่งของพี่ชายเพื่อส่งดอกเบี้ยในฐานะลูกหนี้ ความจริงจะโอนผ่านธนาคารก็ได้ แต่น่านนทีอยากให้เธอมาด้วยตัวเองเพื่อเยี่ยมเยือนพิทยากับกฤชเพชร ทว่าเธอกลับเลือกมาที่นี่ในวันที่กฤชเพชรต้องไปสอนนักศึกษาที่กรุงเทพฯ เพราะถือว่าได้เจอกันแล้ว

          ความตั้งใจแรกคือจะมาเพียงครู่เดียวก็กลับ แต่ความงดงามและความสดชื่นเย็นสบายดึงดูดให้เธออยู่ที่นี่นานกว่าที่ตัวเองวางแผนไว้

ลมเย็นๆ ที่พัดเอื่อยๆ เริ่มพัดแรงขึ้นจนกลายเป็นกรรโชก ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆสีดำทะมึน เสียงคำรามของอสนีดังขึ้นครืนๆ คล้ายกับเตือนให้คนที่ปล่อยตัวปล่อยใจล่องลอยไปกับความงามของธรรมชาติกลับสู่ห้วงความเป็นจริง

อนามิกายกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา เห็นว่าเป็นเวลาเกือบจะห้าโมงเย็นแล้ว จึงรีบกลับเข้าบ้านไปเพื่อเอากระเป๋าและร่ำลาเจ้าของบ้าน พอพ้นจากระเบียงไม่ทันไร ฟ้าก็แลบแปล๊บเป็นสายสีเหลืองพร้อมกับเกิดเสียงดังเปรี้ยง ก่อนที่ฝนจะเทกระหน่ำลงมาด้วยเม็ดหนาทึบ

“นิจจะกลับแล้วนะคะคุณลุง” เสียงหวานบอกกับพิทยาซึ่งยังคงนั่งรออยู่บนโซฟาในห้องรับแขกเช่นเดิม 

“อย่าเพิ่งกลับเลยนะครับคุณนิจ ตอนนี้ข้างนอกลมแรงมาก พยากรณ์อากาศบอกว่าพายุฤดูร้อนเข้า คุณนิจขับรถกลับตอนนี้คงจะอันตรายน่าดู”

“กรุงเทพฯ ใกล้แค่นี้เอง คงไม่เป็นอะไรมั้งคะ”

“แต่ลมมันกรรโชกแรงมาก ถ้าขืนลุงปล่อยให้คุณนิจขับรถกลับแล้วคุณนิจมีอันตราย ลุงคงไม่มีหน้าไปบอกคุณน่านแน่ๆ รอให้ฝนหยุดก่อนค่อยกลับ เห็นแก่คนแก่เถอะนะครับคุณนิจ”

พิทยาขอร้องหญิงสาวด้วยความเป็นห่วง พายุฤดูร้อนคราวนี้รุนแรงมาก เพราะอากาศที่ร้อนระอุติดต่อกันมาแรมเดือน เดาได้ไม่ยากเลยว่าต้นไม้และกิ่งไม้คงหักโค่นหลายต้น บ้านเรือนที่อยู่ในระหว่างทางผ่านของพายุคงจะเสียหายหลายหลัง ที่สำคัญท้องถนนคงไม่ปลอดภัยนักหากจะขับรถในยามที่ฟ้าฝนแรงเช่นนี้

สายตาและคำขอร้องที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริงนั้น ทำให้อนามิกาเกิดอาการละล้าละลัง และไม่อยากหักหาญน้ำใจคนแก่ด้วยการพาตัวเองไปเผชิญอันตราย แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าการอยู่ที่นี่นานขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่จะได้เผชิญหน้ากับกฤชเพชรก็มากขึ้นด้วย ทว่านั่นคงสำคัญน้อยกว่าความห่วงใยของพิทยา และความปลอดภัยของตัวเธอเองกระมัง

“นิจอยู่ก็ได้ค่ะ แต่ดูท่าฝนจะไม่หยุดตกง่ายๆ นะคะคุณลุง แบบนี้นิจจะได้กลับเมื่อไหร่น้อ” หญิงสาวรำพึงถึงความกังวลของตัวเอง

“ถ้ามืดค่ำแล้วฝนยังไม่หยุด คุณนิจก็ค้างที่นี่เลยครับ ที่นี่ออกจะกว้างขวาง ห้องหับก็เยอะ เดี๋ยวลุงจะให้แม่บ้านไปจัดห้องให้ ส่วนเสื้อผ้าถ้าคุณนิจไม่ถือก็ใส่ของยัยแพรนะครับ บางตัวยังไม่ใส่ก็มี”

 “นิจไม่ถือหรอกค่ะ แต่นิจไม่อยากรบกวนเลย”

“รบกวนอะไรกันครับ ถือซะว่าอยู่เป็นเพื่อนคนแก่ก็แล้วกัน บ้านคงครึกครื้นขึ้นถ้ามีคุณนิจอยู่ด้วยอีกคน ลุงกับตาเพชรอยู่กันสองคนก็เงียบๆ นี่ถ้าเพชรแต่งงานแต่งการและมีหลานให้ลุงสักคนสองคนก็คงดี แต่ดูท่าน่าจะอีกนาน” พิทยาบ่นไปตามประสาคนแก่ที่เริ่มจะมีความเหงาและอยากเห็นลูกมีครอบครัว

“บางทีอาจจะอีกไม่นานนี้ก็ได้นะคะ” อนามิกาพูดเสียงหม่นเศร้า เมื่อนึกถึงภาพความสนิทสนมระหว่างกฤชเพชรกับพลอยพิมลที่ตนเห็นมากับตา

คนที่เป็นประเด็นดูเหมือนจะอายุยืน เพราะขณะที่ผู้เป็นพ่อและอนามิกากำลังพูดถึงเขาอยู่นั้น รถยนต์ซึ่งตะลุยฝนมาตั้งแต่ทางเข้าไร่ก็แล่นถึงหน้าบ้านพอดี

ทั้งคนมาใหม่และคนที่นั่งอยู่ก่อนต่างก็มีท่าทีชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเจอหน้ากัน แต่ก็ยังเป็นกฤชเพชรที่ควบคุมสีหน้าได้ดีกว่า ในขณะที่อนามิกาหน้าเจื่อนไปทันตา แค่ได้เห็นคนที่ตัวเองอยากหลบหน้าก็ตั้งตัวไม่ติดอยู่แล้ว ทว่าสิ่งที่หนักหน่วงในอกมากไปกว่านั้น คือได้เห็นเขามาพร้อมกับพลอยพิมล ในมือมีกระเป๋าใบขนาดย่อม ซึ่งไม่ต้องอธิบายก็รู้ว่าพลอยพิมลคงมาค้างที่บ้านของเขา

ความเศร้าหมองแล่นพล่านไปทั่วร่างพร้อมๆ กับที่เลือดสูบฉีดอย่างอ่อนแรง แม้จะรู้อยู่แล้วว่าทั้งคู่คบหากัน แต่ใจมันกลับสั่นเทาไปหมด เมื่อได้ประจักษ์แก่ตาตัวเองถึงความสัมพันธ์ที่กำลังรุดหน้าไปในอีกระดับหนึ่งระหว่างคนทั้งสอง

“มาแล้วเหรอตาเพชร พ่อกำลังเป็นห่วงอยู่พอดี แล้วนั่นพาใครมาด้วย แม่หนูคนนี้ดูคลับคล้ายคลับคลานะ” พิทยาทักทายลูกชาย และพิศมองหญิงสาวที่เดินเคียงข้างมาด้วยอย่างรู้สึกคุ้นตา

“นี่ผิงเพื่อนยัยแพรครับพ่อ เมื่อก่อนยัยแพรเคยพามาบ้านเราที่กรุงเทพฯ บ่อยๆ พ่อจำได้หรือเปล่าครับ”

“จำได้ๆ ถึงว่าสิ พ่อรู้สึกคุ้นหน้า”

“สวัสดีค่ะคุณลุง” พลอยพิมลยกมือขึ้นไหว้พิทยาและยิ้มกว้าง “ผิงจะมาขอเยี่ยมชมรีสอร์ตและค้างที่นี่สักคืนนะคะ”

“เอาสิหนูผิงตามสบายเลย แต่เสียดายมาตอนฝนตกพอดีเลยไม่ได้ดูพระอาทิตย์ตกดิน”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณลุง เอาไว้ผิงค่อยให้พี่เพชรพาไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าก็ได้ มาตอนฝนตกก็ฟินไปอีกแบบ สายฝนทำให้บรรยากาศสดชื่นและโรแมนติกสุดๆ ไปเลยค่ะ”

“วัยรุ่นนี่มองอะไรก็สวยงามไปหมดเลยนะ มัวแต่ชวนกันคุยก็เลยลืมบอกเพชรกับหนูผิงว่าวันนี้คุณนิจมาเยี่ยม” พิทยาหันไปทางหญิงสาวอีกคนที่ยืนเงียบอยู่นาน

“สวัสดีค่ะคุณนิจ ดีใจจังค่ะที่ได้เจอคุณนิจที่นี่” พลอยพิมลหันไปทักทายอนามิกาพร้อมทั้งยิ้มให้เช่นเดียวกับที่เจอกันที่โรงแรม

“สวัสดีจ้ะผิง นิจมาเยี่ยมคุณลุงน่ะจ้ะ กำลังจะกลับแล้ว แต่พอดีฝนตกหนักก็เลยติดฝนอยู่ที่นี่”

          “เห็นทีฝนจะตกอีกนานแน่ๆ ค่ะ” พลอยพิมลให้ความคิดเห็นเพราะข้างนอกฝนยังเทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย และบรรยากาศด้านนอกก็มืดขึ้นเรื่อยๆ

          “ถ้าอย่างนั้นคุณนิจค้างคืนที่นี่สักคืนนะครับ ลุงจะโทร.บอกคุณน่านให้เอง”

          “แต่ว่านิจ...” อนามิกายังมีท่าทีลังเล เพราะไม่ได้เตรียมใจไว้ก่อนจริงๆ ว่าต้องมาค้างที่นี่

          “คุณหนูนิจของพ่ออาจจะไม่อยากนอนค้างอ้างแรมในบ้านที่อยู่ติดป่าติดเขาและไม่ค่อยสะดวกสบายนักก็ได้ครับพ่อ ถ้าคุณนิจไม่อยากจะค้างก็ไม่ต้องฝืนใจเธอหรอกครับ เดี๋ยวพอฝนหยุดตกผมจะขับรถกลับไปส่งที่กรุงเทพฯ เอง”

ประโยคนั้นกฤชเพชรเป็นคนแทรกขึ้น ใบหน้ายังคงเรียบเฉย หากแต่น้ำเสียงกลับเจือไว้ด้วยการดูแคลนว่าหญิงสาวไม่อยากทนลำบากหรืออาจจะรังเกียจบ้านของเขา หากทว่าคนฟังกลับคิดไปว่าเขาไม่อยากให้เธออยู่เป็นก้างขวางคอ ทำให้อนามิกาเกิดทิฐิและสวนกลับออกไปอย่างทันควัน

          “นิจไม่ได้กลัวความลำบากอะไรหรอกค่ะ ถ้านิจกลัวความลำบาก นิจคงไปนอนค้างอ้างแรมในทะเลทรายไม่ได้หรอก เอาเป็นว่านิจจะค้างที่นี่เพื่อพิสูจน์ว่านิจไม่ได้รังเกียจรังงอนความลำบากหรืออะไรก็ตามที่คุณกำลังกล่าวหานิจ”

“ถ้าอย่างนั้นคุณนิจกับหนูผิงก็ขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าให้สบายตัวก่อนนะ เสร็จแล้วจะได้มาทานอาหารเย็นด้วยกัน เย็นนี้ลุงคงจะเจริญอาหารน่าดู เพราะมีสองสาวสุดสวยมาทานเป็นเพื่อน” พิทยาพูดให้บรรยากาศผ่อนคลาย เมื่อเห็นว่าอนามิกากับลูกชายของตนมีท่าทีขุ่นเคืองใส่กัน หลังจากนั้นก็หันไปเรียกแม่บ้านให้พาสองสาวขึ้นไปห้องพัก โดยอนามิกาพักห้องที่สร้างไว้สำหรับแพรมุก ส่วนพลอยพิมลนั้นพักห้องรับแขก


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"การแต่งงานที่เกิดขึ้นจากความไม่เต็มใจมันก็แย่พออยู่แล้ว แต่มันยิ่งเจ็บมากกว่าเดิม เมื่อต้องได้มาแต่งกับคนที่ตัวเองแอบซุกเอาไว้ห้วงคำนึงตลอดมา โดยที่รู้ดีอยู่เต็มอกว่าอีกฝ่ายนั้นมีคนรักอยู่แล้ว ภายใต้ข้อตกลงอันแสนเย็นชาที่เกิดขึ้นก่อนแต่ง เธอและเขาจะเก็บซ่อนความรู้สึกของตัวเองไว้ได้นานแค่ไหน สุดท้ายการแต่งงานที่เกิดจากเงินเป็นตัวแปรและมีกำแพงทิฐิกั้นเอาไว้สูงลิ่ว มันจะจบลงเช่นไร"

เทียนธีรา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha


สนุกยาวมาก
โดย Anonymous | 1 month, 3 weeks ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha
สนกจังเลยค่ะ
โดย Anonymous | 2 months, 1 week ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha