คะนึงรัก

โดย: เทียนธีรา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 2 : เงารักบังใจ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

       ความรู้สึกขุ่นข้องหมองใจจางลงหลังจากได้อาบน้ำสระผมด้วยน้ำที่เย็นฉ่ำ อนามิกาเลือกที่จะไม่อาบน้ำอุ่นเพราะอยากสัมผัสความเย็นสดชื่นจากน้ำที่ส่งมาจากท่อด้านนอก ที่นี่ออกจะสะดวกสบาย เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่เห็นมีอะไรให้รู้สึกลำบากเหมือนอย่างที่ใครบางคนพยายามจะยัดเยียดให้เธอรู้สึกเช่นนั้นสักนิด

อนามิกายอมรับกับตัวเองว่าชอบที่นี่มาก พร้อมกับอดรู้สึกอิจฉาหญิงสาวที่พักอยู่ห้องข้างๆ ไม่ได้ ในวันข้างหน้าหากว่ากฤชเพชรกับพลอยพิมลแต่งงานกันไป พลอยพิมลก็คงจะได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ ได้มาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนวิเศษเช่นนี้ทุกวัน มีพ่อสามีที่ใจดีอย่างพิทยา และมีผู้ชายที่ดีพร้อมอย่างกฤชเพชรคอยดูแลด้วย

แม้กฤชเพชรจะไม่ใช่ผู้ชายโรแมนติกหรือปากหวาน ช่างเอาอกเอาใจเหมือนผู้ชายบางคน แต่เธอเชื่อว่าเขาจะดูแลผู้หญิงที่เขารักอย่างดีที่สุด เพราะขนาดเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่เขารัก เขาก็ยังดูแลเป็นอย่างดีในช่วงที่ไปตามหาแพรมุกในทะเลทรายด้วยกัน

มือเล็กจับผ้าขนหนูซับผมซึ่งเปียกจากการสระ ขณะที่ห้วงคำนึงล่องลอยไปหาความหลังครั้งเก่าที่ไม่เคยเลือนรางไปจากหัวใจและความทรงจำเลย แม้ว่าจะผ่านไปนานกว่าสามปีแล้วก็ตาม

 ร่างบางลุกขึ้นจากเตียงเมื่อผมเริ่มแห้งหมาดๆ ผ้าขนหนูถูกพาดไว้กับราวตากผ้าเล็กๆ ที่วางอยู่ข้างตู้ ยืนสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองในกระจกอีกครั้ง ก่อนจะลงไปสมทบกับคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านล่าง เพราะไม่อยากให้ใครขึ้นมาตาม

          เมื่อลงไปถึงก็เห็นว่าพลอยพิมลกำลังยกอาหารจากในครัว ช่วยแม่บ้านตั้งโต๊ะ ก่อนจะบอกให้พิทยาและกฤชเพชรนั่งหลังจากทุกอย่างจัดวางเสร็จเรียบร้อยแล้ว

          “อ้าวคุณนิจมาแล้วเหรอ เชิญนั่งสิครับ” พิทยายังคงเป็นคนแก่ใจดีเสมอ ทันทีที่หันไปเห็นว่าอนามิกาลงมาแล้ว ก็เรียกให้มานั่งด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

          อนามิกาขยับไปนั่งลงข้างๆ ชายสูงวัย ส่วนกฤชเพชรนั่งตรงข้ามกับพ่อตัวเอง โดยที่พลอยพิมลนั่งอยู่ข้างๆ เขา

อาหารบนโต๊ะประกอบด้วย ต้มจืดซี่โครงหมูฟักหอมที่เพิ่งปรุงเสร็จใหม่ๆ มีควันลอยหอมกรุ่น ปลาทูทอดสีเหลืองกรอบ ชะอมชุบไข่ทอด น้ำพริกกะปิเคียงด้วยผักสดอีกสี่ชนิด ซึ่งล้วนแต่ได้มาจากสวนครัวหลังบ้านทั้งนั้น

          “เอาละในเมื่อมาพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้วก็ลงมือกันเถอะ วันนี้คนแก่คงเจริญอาหารน่าดู” พิทยาบอกกับทุกคนอย่างมีความสุข เพราะนานๆ ครั้งจะมีสมาชิกร่วมโต๊ะเยอะเช่นนี้

          ทุกคนลงมือตักอาหาร โดยที่ทั้งกฤชเพชรและพ่อต่างเริ่มที่ตักน้ำพริกใส่จานกินกับผักสดเป็นคำแรกพร้อมกัน โดยมีพลอยพิมลคอยนั่งลุ้น ส่วนอนามิกาเลือกตักต้มจืดก่อน

          “เป็นไงบ้างคะคุณลุง ฝีมือตำน้ำพริกกะปิของผิงพอไหวไหม” เจ้าของเมนูนั้นถามขึ้นหลังจากชายสูงวัยได้ลิ้มลองมันแล้ว

          “อร่อยเชียวล่ะ นี่ฝีมือระดับชาววังเลยนะ” พิทยาชมเปาะ

          “แล้วพี่เพชรล่ะคะ” พลอยพิมลหันมาถามชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ บ้าง “ฝีมือผิงเป็นไงบ้าง”

          “ก็ใช้ได้ ว่าแต่แอบเข้าไปทำตอนไหน”

          แม้จะเป็นคำชมสั้นๆ แต่พลอยพิมลก็ยิ้มหน้าบาน “ไม่ได้แอบนะ เข้าไปแบบเปิดเผยเลย ใช่ไหมคะคุณแม่บ้าน” คนพูดพยักพเยิดกับหญิงวัยกลางคนที่เป็นแม่บ้านของที่นี่ และฝ่ายนั้นก็ยิ้มรับด้วยความเอ็นดู

          “ค่ะคุณผิง”

          “อย่ามัวแต่คุยสิ กินด้วย เอ๊านี่ชิมฝีมือตัวเองซะ เผื่อว่าอาหารของเราทำให้ท้องเสีย จะได้ท้องเสียกันทั้งบ้าน” กฤชเพชรว่าพลางตักน้ำพริกใส่จานให้สาวรุ่นน้อง ซึ่งพลอยพิมลก็ยิ้มรับและไม่ลืมที่จะต่อปากต่อคำกับเขา

          “ผิงรับรองค่ะว่าไม่มีใครท้องเสียแน่นอน”

          ภาพนั้นทำให้ก้อนขมๆ แข็งๆ แล่นขึ้นมาจุกที่คอของอนามิกา จนพานกลืนอาหารไม่ลงคอ สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้ายิ่งตอกย้ำว่า พลอยพิมลช่างเพียบพร้อมและเหมาะสมที่จะเป็นภรรยาของกฤชเพชรมากเหลือเกิน เพราะในขณะที่เธอกำลังอาบน้ำแต่งตัวอย่างอ้อยอิ่งอยู่บนห้อง พลอยพิมลก็ลงมาเข้าครัว ช่วยทำอาหาร และยังช่างพูดช่างเจรจา ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยรอยยิ้ม     

ช้อนและส้อมถูกรวบไว้ด้านข้างของจานข้าวที่เพิ่งจะพร่องลงไปได้ไม่กี่คำ เมื่ออนามิกาไม่สามารถฝืนกินได้อีกต่อไป  แม้ว่าเจ้าตัวจะพยายามรวบมันให้เบามือที่สุดแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่รอดพ้นสายตาของคนที่ร่วมโต๊ะไปได้

“อิ่มแล้วเหรอครับคุณนิจ เพิ่งจะกินได้นิดเดียวเอง อาหารไม่ถูกปากเหรอครับ” พิทยาหันมาถามอย่างเป็นห่วง เพราะหญิงสาวเพิ่งจะกินได้ไม่กี่คำ

“อาหารพื้นๆ พวกนี้คงไม่ถูกปากคุณนิจของพ่อล่ะมั้งครับ ถึงได้กินน้อยเหมือนแมวดมอย่างนั้น” กฤชเพชรพูดแทน โดยที่คนถูกถามยังไม่ทันได้ตอบด้วยซ้ำ

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะคุณลุง นิจแค่กินเผ็ดไม่ค่อยได้” อนามิการีบอธิบายกับผู้สูงวัย ก่อนจะหันไปมองคนช่างค่อนแขวะตาขุ่น นี่เขาตั้งใจจะพูดให้คนบ้านนี้เกลียดขี้หน้าเธอเพราะเป็นพวกเรื่องมากหรือไง ความจริงแล้วที่เธอกินไม่ลงก็เพราะเขาต่างหาก

“นั่นน่ะสิ ลุงก็ลืมไปว่าคุณนิจไม่กินเผ็ด เลยลืมบอกให้แม่ครัวทำอาหารให้คุณนิจเป็นพิเศษ”

“ต้มจืดฟักก็ไม่ได้เผ็ดนี่” กฤชเพชรยังพูดกดดันต่ออีก ทำให้พิทยาต้องรีบปรามลูกชาย

“ตาเพชรนี่ยังไงนะ จะให้คุณนิจกินอาหารอย่างเดียวได้ยังไง” คนเป็นพ่อเอ็ดลูกชาย ก่อนจะหันมาทางหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ตน “เดี๋ยวลุงจะให้แม่บ้านไปทำอาหารมาให้เพิ่มนะครับคุณนิจ”

“อย่าวุ่นวายเพราะนิจเลยนะคะคุณลุง นิจอิ่มแล้วจริงๆ ทุกคนกินต่อเถอะค่ะ”

“เอาอย่างนั้นก็ได้ ถ้าหิวตอนดึกๆ ก็ลงมาดื่มนมนะ เก็บอยู่ในตู้เย็นในห้องครัว”

“ขอบคุณค่ะคุณลุง” อนามิการับคำ ก่อนจะขอตัวลุกจากโต๊ะอาหาร เพื่อให้คนที่จะเป็นครอบครัวเดียวกันในอนาคตได้รับประทานอาหารร่วมกันอย่างเป็นกันเองต่อไป

 

สายพิรุณที่เทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสายตั้งแต่ช่วงเย็นเริ่มซาในเวลาสองทุ่ม กระทั่งเหลือแต่ละอองฝนจางๆ และเหือดหายไปในที่สุด เสียงกบและอึ่งอ่างดังขึ้นอย่างเซ็งแซ่ ขณะที่เสียงฟ้ายังคำรามเบาๆ แต่ก็ทิ้งระยะห่าง ไม่เหมือนตอนแรกที่แผดเสียงก้องคำรามราวกับกำลังพิโรธใครอยู่

สี่ทุ่มแล้วอนามิกายังไม่นอน เธอเพิ่งคุยโทรศัพท์กับพี่ชายเสร็จ จากนั้นก็ทิ้งโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นไว้บนหัวเตียงเมื่อไม่จำเป็นจะต้องใช้มันอีก ร่างบางพาตัวเองลงมาชั้นล่างเป็นรอบที่สองเพราะยังไม่ง่วง อากาศอันแสนเย็นฉ่ำที่ระเบียงนอกบ้าน ชวนให้เธออยากออกไปสัมผัสมันใกล้ๆ อีกครั้ง   

ไฟในห้องโถงที่เปิดสว่างไสวในช่วงหัวค่ำ ตอนนี้ปิดเกือบหมดทุกดวง เหลือเพียงไฟสีส้มนวลตาที่ติดไว้ใกล้กับบันไดเท่านั้น อนามิกาพาตัวเองตรงไปยังประตูที่เชื่อมกับระเบียงด้านนอก มือเล็กดันประตูกระจกแบบสไลด์ไปด้านหนึ่ง แล้วพาตัวเองออกไปด้านนอก ก่อนจะรีบเลื่อนประตูให้ปิดลงเพราะกลัวยุงจะเข้าบ้าน ขาเรียวเตรียมจะก้าวไปยังระเบียง แต่ก็ก้าวไม่ออก เมื่อสายตาปะทะกับคนสองคนที่จับจองสถานที่นั้นก่อน พร้อมกับที่โสตประสาทได้ยินถ้อยคำสนทนาของทั้งคู่เข้าอย่างไม่ได้ตั้งใจจะได้ยิน

“ผิงว่าผิงชอบพี่เพชรจริงๆ เข้าแล้วล่ะค่ะ”

พลอยพิมลขยับเข้าไปยืนซ้อนหลังร่างสูง แล้วตัดสินใจสอดมือเข้ากอดเอวสอบ ก่อนจะซบหน้าลงบนแผ่นหลังกว้างของกฤชเพชร พร้อมกับสารภาพบางอย่างกับเขาออกไปตรงๆ

“รู้ตัวหรือเปล่าว่าพูดอะไรออกมา”

“รู้สิคะ มีสติครบถ้วนและไตร่ตรองมาดีแล้ว ผิงไม่อยากเก็บไว้คนเดียว เลยอยากบอกให้พี่เพชรรับรู้เอาไว้”

“ผู้ชายมีตั้งเยอะแยะ มาชอบผู้ชายนิสัยไม่ดีแถมปากเสียอย่างพี่ทำไม”

“ไม่รู้สิคะก็มันชอบไปแล้ว แล้วพี่เพชรล่ะคะ รู้สึกยังไงกับผิง บอกผิงให้รู้เลยได้ไหม ผิงไม่อยากรอแล้ว”

“พี่...

เท้าเล็กๆ รีบพาตัวเองหมุนตัวกลับไป เพราะไม่อาจทนฟังคำสารภาพรักที่กำลังจะหลุดจากปากของผู้ชายที่กำลังยืนหันหลังให้ผู้หญิงกอดได้

ความเร่งรีบและสมองที่ถูกบีบจนพร่าเบลอทำให้ลืมตระหนักต่อสิ่งรอบข้าง ร่างเล็กวิ่งตรงเข้าบ้านโดยลืมที่จะดันประตูให้เปิดออก จึงทำให้เกิดการปะทะอย่างจังจนร่างกายที่สร้างด้วยเลือดเนื้อและอ่อนแอกว่ากระจกแข็งๆ ตรงหน้าเป็นฝ่ายได้รับความเจ็บปวด

ปัง!

“โอ๊ย!

แม้จะไม่อยากให้คนที่กำลังสวีตหวานกันรับรู้ถึงการมาของตัวเอง และตั้งใจจะจากไปเงียบๆ แต่เสียงที่หลุดอุทานออกมาด้วยความเจ็บนั้น ก็ทำให้ความตั้งใจทุกอย่างพังครืน

เสียงที่เกิดจากการกระแทกระหว่างคนกับกระจก ซึ่งดังไล่เลี่ยกับเสียงอุทานที่บ่งบอกความเจ็บ ทำให้ทั้งพลอยพิมลและกฤชเพชรต่างชะงัก รีบก้าวมายังเงาตะคุ่มๆ ที่กำลังยืนเอามือกุมหน้าผากตัวเองทันที

“คุณนิจเป็นยังไงบ้างคะ เจ็บมากหรือเปล่า” พลอยพิมลที่วิ่งเข้ามาประคองถามไถ่อย่างเห็นใจ

“เจ็บนิดหน่อยจ้ะผิง”

ปากบอกว่าเจ็บนิดหน่อยทั้งที่มือยังกุมศีรษะไม่วาง ซึ่งจริงๆ มันไม่นิดเลย และดูเหมือนว่าตอนนี้หน้าผากของเธอจะมีก้อนแข็งๆ นูนขึ้นแล้ว

“พี่เพชรมาช่วยประคองคุณนิจเข้าไปข้างในหน่อยสิคะ จะได้รู้ว่าเจ็บตรงไหนบ้าง”

พลอยพิมลหันไปเรียกชายหนุ่มที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ตัวเอง ความมืดทำให้ไม่มีใครเห็นว่าตอนนี้สายตาของเขาเป็นแบบไหน แต่ความเงียบและความนิ่งนั้นก่อให้ความคิดของหญิงสาวสองคนเป็นไปคนละทาง

พลอยพิมลเข้าใจว่าเพราะความเป็นสุภาพบุรุษ ทำให้กฤชเพชรไม่ฉวยโอกาสแตะเนื้อต้องตัวอนามิกา ในขณะที่อีกคนได้แต่เก็บงำความน้อยใจเอาไว้เงียบๆ คิดไปว่าที่เขาไม่ใส่ใจนั้น คงเป็นเพราะไม่พอใจที่เธอมาขัดจังหวะการสารภาพรักของเขากับพลอยพิมล

“ผิงถอยไปก่อน”

ทั้งสองสาวยังไม่มีใครเข้าใจ เมื่อได้ยินกฤชเพชรพูดเช่นนั้น แต่พลอยพิมลก็ขยับออกห่างจากการช่วยประคับประคองอนามิกาตามคำสั่งของเขา   

กฤชเพชรขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะทำในสิ่งที่มากกว่าการประคอง ร่างสูงย่อตัวช้อนเอาร่างเล็กขึ้นไว้ในวงแขน โดยที่อนามิกาได้แต่ร้องประท้วง เพราะรู้สึกไม่ค่อยดีนักที่ตัวเองถูกอุ้มต่อหน้าต่อตาพลอยพิมล อย่างน้อยกฤชเพชรก็ควรจะคำนึงถึงจิตใจของผู้หญิงที่เขารักบ้าง

“ปล่อยนิจลงเถอะค่ะ นิจจะเดินเข้าไปเอง”

“เงียบเถอะน่าคุณนิจ อย่าเพิ่งอวดดีตอนนี้”

“นิจไม่ได้อวดดี แต่นิจไม่อยากให้คุณอุ้ม”

“ฝืนใจหน่อยก็แล้วกันนะ ไม่กี่นาทีหรอก” เขาก้มลงพูดกับคนในอ้อมแขน ก่อนจะหันไปบอกกับอีกคนที่ยืนมองอยู่ “เปิดประตูให้พี่หน่อยผิง”

ได้ยินเช่นนั้นพลอยพิมลก็ไม่รอช้า รีบขยับไปดันประตูบานสไลด์ให้เปิดออกเพื่อให้กฤชเพชรอุ้มอนามิกาเข้าไปข้างในบ้าน

ร่างเล็กถูกวางลงบนเบาะนุ่ม แสงจากไฟสว่างขึ้นจากฝีมือของพลอยพิมลที่เดินไปเปิดสวิตช์ จากนั้นเธอก็กลับมานั่งลงที่โซฟาตัวเดียวกันกับอนามิกา และใช้สายตากวาดมองอย่างสำรวจ ขณะที่กฤชเพชรเลี่ยงไปหยิบยาจากตู้ยามาให้

“คุณนิจหัวโนนี่คะ”

“นิจก็ว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น มันปวดตุบๆ อยู่ตรงหน้าผาก”

“มาค่ะ เดี๋ยวผิงทายาให้นะคะ”

ยาหม่องเนื้อสีขาวที่อยู่ในขวดกลมป้ายลงบนหน้าผาก ก่อนที่มันจะถูกละเลงอย่างเบามือ อนามิกาได้แต่แอบมองคนทาให้อย่างซาบซึ้งในน้ำใจ พลอยพิมลช่างเป็นคนดีเหลือเกิน ดีเสียจนเธอไม่กล้าอิจฉา ดีเสียจนเธอได้แต่คิดว่า ดีแล้วที่คนดีๆ ทั้งสองคนได้รักกัน

“ไปทำอีท่าไหนคะคุณนิจ ถึงได้ชนกระจกโครมใหญ่แบบนั้น” พลอยพิมลถามขณะละมือจากการทายามาแล้ว

“นิจว่าจะออกไปนั่งเล่นที่ระเบียงด้านนอก แต่พอดีเห็นผิงกับคุณเพชรกำลังคุยกันอยู่ก็เลยจะกลับเข้ามา แต่ซุ่มซ่ามไปหน่อยก็เลยพลอยทำให้วุ่นวาย ขอโทษนะ นิจไม่ได้ตั้งใจจะไปขัดจังหวะอะไร” อนามิกากล่าวขอลุแก่โทษหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ซึ่งหน้าแดงระเรื่อขึ้น แล้วเลยมองไปยังผู้ชายอีกคน ก่อนจะหลุบตาลงเมื่อเห็นเขาส่งสายตามาดุๆ

“เอ่อ...คุณนิจก็ไม่ได้ขัดจังหวะอะไรหรอกค่ะ” พลอยพิมลบอกเขินๆ แม้จะเป็นคนตรงไปตรงมาแค่ไหน แต่มันก็น่าอายไม่น้อย เมื่ออนามิกาไปเห็นภาพที่ตัวเองกำลังเป็นฝ่ายกอดกฤชเพชรและถามหาความรักจากเขา

“ถ้าอย่างนั้นนิจขอตัวก่อนดีกว่า ผิงกับคุณเพชรจะได้คุยกันต่อ”

อนามิกาเอ่ยขอตัว แล้วเดินขึ้นชั้นสองไปเงียบๆ เพื่อเปิดโอกาสให้สองหนุ่มสาวได้สานต่อเรื่องที่ยังพูดจากันยังไม่จบ ตามที่พวกเขาอาจจะต้องการ

 

          อากาศที่เย็นสบายในยามเช้าปลุกให้ร่างบางลุกขึ้นมาจากที่นอน ก้าวออกไปนอกระเบียงข้างห้องเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ บรรยากาศด้านนอกสดชื่นสวยงาม ผิดกับดวงตาซึ่งอิดโรยเพราะการนอนไม่หลับของเธอ แม้เมื่อคืนจะพยายามข่มตาเพียงไร แต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะความว้าวุ่นในหัวใจได้

          อนามิกาคิดว่าตัวเองเก่งมากที่สามารถตื่นได้แต่เช้าขนาดนี้ หากจะเทียบกับเวลาที่ได้นอนหลับ ทว่าก็ยังช้ากว่าสองคนข้างล่างที่กำลังปั่นจักรยานเคียงข้างกันอย่างมีความสุขกระมัง หญิงสาวรีบเมินหน้าหนีจากภาพที่มองเห็นอยู่ทันที แม้จะบอกตัวเองว่าไม่ได้อิจฉา แต่ความเจ็บปวดที่เก็บกดเอาไว้ มันก็พร้อมจะแสดงอาการออกมาได้ทุกเมื่อ

          ร่างบางถอยฉากกลับเข้าห้องทันที โดยไม่เห็นว่าคนข้างล่างเงยหน้าขึ้นมามองตาม จนกระทั่งประตูที่เชื่อมระหว่างห้องกับระเบียงปิดลง

          หลังจากอาบน้ำเสร็จเสื้อผ้าของแพรมุกก็ถูกหยิบมาใช้เป็นชุดที่สอง ชุดที่ใส่นอนเมื่อคืนอนามิกาวางมันลงในตะกร้า พับเสื้อผ้าชุดเก่าของตัวเองใส่ในกระเป๋า สำรวจว่าลืมอะไรหรือไม่เป็นลำดับสุดท้าย ก่อนจะหิ้วกระเป๋าลงไปชั้นล่าง

          ข้าวต้มถูกเสิร์ฟเมื่อเจ้านายและแขกของเจ้านายมานั่งรวมกันเรียบร้อยแล้ว อนามิกาพูดคุยกับทุกคนเป็นปกติ เพราะเตรียมใจมาก่อนแล้วว่าต้องพบเจออะไรบ้าง หลังจากอาหารมื้อเช้าผ่านไป เธอก็ร่ำลาเจ้าของบ้านและพลอยพิมล ก่อนจะเดินออกไปที่รถของตัวเองซึ่งจอดอยู่ใต้ชายคาหน้าบ้าน โดยกฤชเพชรเป็นคนเดินออกมาส่ง ส่วนพลอยพิมลปลีกตัวขึ้นไปเก็บของเพื่อเตรียมกลับกรุงเทพฯ บ้าง

          ร่างบางขยับเข้าไปนั่งในรถ เสียบกุญแจและบิดสตาร์ท แต่แทนที่เครื่องยนต์จะติด มันกลับมีแค่เสียงครางติดๆ กันแล้วก็ดับไปเฉยๆ ลองสตาร์ทอีกครั้ง ก็ยังไม่มีวี่แววว่ามันจะติดแต่อย่างใด

กฤชเพชรขยับไปเปิดประตูรถด้านหน้าออก แล้วก้มลงถามคนที่นั่งอยู่ข้างใน

          “รถเป็นอะไร”

          “นิจก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ จู่ๆ มันก็สตาร์ทไม่ติด เมื่อวานยังขับดีๆ อยู่แท้ๆ”

          “งั้นเปิดกระโปรงรถหน่อย ผมจะดูเครื่องยนต์ให้”

          อนามิกาลงจากรถหลังจากที่เปิดกระโปรงหน้าตามที่กฤชเพชรบอกแล้ว ร่างสูงก้มลงจับนั่นจับนี่ที่อนามิกาเองไม่รู้เรื่อง จึงได้แต่ชะเง้อมองเขาและถามอย่างลุ้นๆ

          “มีอะไรผิดปกติหรือเปล่าคะ”

          “หัวเทียนบอดน่ะ” เขาเงยหน้าขึ้นบอก

          “ปัญหาเดียวกับตอนที่ไปทะเลทราย” อนามิกาหลุดประโยคนั้นออกมาอย่างลืมตัว ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องพูดเมื่อคนที่ก้มอยู่หันหน้ามองคล้ายดั่งว่าเขาเองก็สะดุดใจเช่นกัน “คุณซ่อมมันให้นิจได้หรือเปล่า”

          “ผมไม่มีหัวเทียนสำรองหรอก แต่เดี๋ยวจะโทร.ตามช่างที่อู่ในเมืองวิ่งรถเอามาเปลี่ยนให้”

          กฤชเพชรปิดฝากระโปรงรถ เดินไปเปิดก๊อกน้ำที่อยู่ข้างสนามหญ้าล้างมือ ก่อนจะล้วงเอาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงออกมาโทร.หาช่างที่อู่ประจำ ครู่หนึ่งก็เดินกลับไปหาอนามิกาซึ่งรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ

          “วันนี้อู่ปิด ช่างไปทำธุระที่ต่างจังหวัดจะกลับมาพรุ่งนี้ คุณนิจคงต้องทิ้งรถไว้ที่นี่แล้วกลับกรุงเทพฯ พร้อมผม ผมกำลังจะไปส่งผิงพอดี ส่วนรถถ้าซ่อมเสร็จแล้วผมจะให้คนขับไปส่งให้ที่โรงแรม”

          “แต่นิจไม่อยากไปเป็นก้างขวางคอคุณกับผิง คุณควรจะได้กลับกันตามลำพังกับผิงมากกว่า”

          คำพูดที่เหมือนหวังดีของอนามิกาทำให้ตาคมขุ่นขึ้งขึ้นมาฉับพลัน เขามองเหมือนเธอพูดอะไรผิดไป ทั้งๆ ที่มันเป็นเจตนาดีของเธอแท้ๆ

          “ถ้าคิดจะเป็นคนดีแบบนั้น คุณนิจก็คงต้องค้างที่นี่อีกคืน”

          “ไม่ได้นะ นิจมีนัด”

          “แล้วอะไรมันสำคัญกว่ากันล่ะ ระหว่างนัดของคุณนิจกับการไม่อยากเป็นก้างขวางคอคนอื่น” กฤชเพชรถามเสียงเข้มและยกมือขึ้นกอดอก

          “นัดของนิจ” เสียงหวานตอบอ่อยๆ

          “เพราะฉะนั้นคุณนิจคงจะตัดสินใจได้แล้วสิว่าควรต้องทำยังไง”

          นั่นน่ะสินะ ทางเลือกของเธอมีแค่สองทางเท่านั้นล่ะ ซึ่งอนามิกาจำเป็นต้องเลือกทำสิ่งที่สำคัญกว่า สุดท้ายก็ต้องได้นั่งรถมากับกฤชเพชรและพลอยพิมลจนได้

 

          กฤชเพชรแวะส่งพลอยพิมลก่อนเพราะบ้านอยู่ใกล้กว่า ดังนั้นตอนนี้ในรถจึงเหลือแค่อนามิกากับเขาสองคนนั่งกันตามลำพัง หญิงสาวหันไปมอง เห็นใบหน้าหล่อๆ นั้นเคร่งขรึมและเขาก็ไม่ยอมพูดยอมจาอะไรด้วย เธอจึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ

          “ทำไมคุณไม่ไปส่งนิจก่อน แล้วค่อยย้อนกลับไปส่งผิงล่ะ”

          “คุณนิจพูดเองไม่ใช่เหรอว่ามันเป็นการย้อนกลับ ส่งผิงก่อนก็น่าจะถูกแล้ว”

          “นิจก็แค่อยากให้คุณได้อยู่กับผิงนานๆ”

          “ที่อ้างว่าหวังดีกับคนอื่น ความจริงแล้วคุณนิจเห็นแก่ความรู้สึกของตัวเองมากกว่า”

          “นิจเห็นแก่ความรู้สึกของตัวเองยังไง” หญิงสาวถามเสียงแข็งอย่างไม่พอใจที่ถูกเขากล่าวหาเช่นนั้น

          “คุณนิจไม่อยากอึดอัดกับการนั่งในรถกับผมสองต่อสอง”

          “ทำไมนิจจะต้องรู้สึกแบบนั้น” เสียงหวานสวนกลับออกไปเร็วผิดปกติ ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับอาการร้อนตัว

          “ข้อนั้นคุณนิจต้องถามตัวเอง”

          “นิจไม่ได้รู้สึกอึดอัดหรืออะไรทั้งนั้น ความรู้สึกของนิจมีอยู่อย่างเดียวก็คือ อยากให้คุณได้อยู่กับคนที่คุณรักและพอใจ มากกว่าต้องมาอยู่กับคนที่ไม่ค่อยชอบหน้ากันอย่างนิจ” 

          “ผมต้องขอบคุณคุณนิจสินะ” กฤชเพชรถามประชด เรียวปากหยักยกยิ้มคล้ายเยาะหยัน ขณะปรายตามาทางคนหวังดีแวบหนึ่ง

          อนามิกาหันไปมองตอบ แล้วก็สะท้านใจเมื่อรู้สึกว่าแววตาขึ้งเครียดคู่นั้นคล้ายกับเจือไว้ด้วยความเจ็บปวด...เขาจะมีอะไรที่ต้องเจ็บปวด ในเมื่อกำลังมีความรัก เธอต่างหากล่ะที่กำลังแบกรับความรู้สึกนั้นอยู่เต็มอก

          “นิจไม่ต้องการคำขอบคุณ...”

หญิงสาวตอบเบาๆ แล้วเงียบลง ตั้งใจว่าจะนั่งนิ่งๆ ไปตลอดทาง  แต่โทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้น ทำให้ต้องรีบกดรับและแกล้งพูดด้วยเสียงที่หวานกว่าปกติ

          สวัสดีค่ะพี่ชาย นิจกำลังจะถึงแล้ว รอนิจอีกสักพักนะคะ เดี๋ยวก็ได้เจอกันแล้ว คิดถึงเช่นกันค่ะ

เสียงหวานนุ่มที่กรอกผ่านโทรศัพท์ และสีหน้าที่สดชื่นมีชีวิตชีวาขึ้นทันทีที่รับสาย ช่างบาดลึกเข้าไปในขั้วหัวใจของคนขับรถอยู่ยิ่งนัก แม้จะไม่รู้ว่าต้นสายพูดอะไรตอบกลับมาบ้าง แต่แค่ได้ยินคนข้างๆ ตอบไปด้วยประโยคหวานหูที่ถูกเปล่งออกมาด้วยความละมุนละไม ก็ยิ่งทำให้คนไม่ได้ตั้งใจฟังเจ็บร้าวในอกมากกว่าเดิม

“คุณนิจจะให้ผมไปส่งที่ไหน” เสียงทุ้มถามขึ้นเรียบๆ แต่ห่างเหินจนคนฟังรู้สึกหนาวเหน็บ หลังจากที่อนามิกาวางสายโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว

          “ส่งที่โรงแรมค่ะ”

          กฤชเพชรขับรถไปยังจุดหมายปลายทางเงียบๆ ขณะที่หญิงสาวเองนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ต่างคนต่างตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง ซึ่งล้วนแต่เจ็บปวดไม่ต่างกัน

          “ขอบคุณที่มาส่งค่ะ” เสียงหวานปนเศร้าเอ่ยขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่กฤชเพชรพารถแล่นมาจอดที่หน้าโรงแรมเรียบร้อยแล้ว

          “ถ้ารถของคุณนิจซ่อมเสร็จ ผมจะรีบให้คนขับมาส่ง”

          “ค่ะ”

อนามิกาตอบสั้นๆ ก่อนจะหันไปปลดล็อกเข็มขัดนิรภัยและผลักประตูเตรียมลงจากรถ

          “เดี๋ยวก่อนครับคุณนิจ”

กฤชเพชรเรียกไว้เมื่อเห็นว่าโทรศัพท์มือถือของเธอที่วางอยู่บนตักร่วงลงไปใต้เบาะ

ร่างสูงก้มลงข้ามเบาะเก็บของชิ้นนั้นให้แล้วเงยขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับที่ใบหน้าหวานซึ้งหันมา ทำให้แก้มและจมูกโด่งห่างกันไม่ถึงคืบ อนามิกาถึงกับสะดุดลมหายใจตัวเองกับความใกล้ชิดที่เกิดจากความไม่ตั้งใจ ปากที่เคยประกบจูบอยู่ใกล้แค่นี้ จมูกที่เคยดอมดมตีตราประทับไปทั่วร่างของเธอในค่ำคืนหนึ่งก็อยู่ใกล้แค่นี้ แต่ทว่า...หัวใจของเขาช่างอยู่ไกลจนเอื้อมมือไขว่คว้าไม่ถึง 

          “คุณนิจทำโทรศัพท์ตก”

          เสียงที่ดังขึ้นทำให้อนามิกาบอกตัวเองให้ตัดใจ และยื่นมือไปรับโทรศัพท์ของตัวเองคืนจากเขา ก่อนจะรีบผลักประตูรถลงไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้ว่าสายตาคนมองตามร้าวรานแค่ไหน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"การแต่งงานที่เกิดขึ้นจากความไม่เต็มใจมันก็แย่พออยู่แล้ว แต่มันยิ่งเจ็บมากกว่าเดิม เมื่อต้องได้มาแต่งกับคนที่ตัวเองแอบซุกเอาไว้ห้วงคำนึงตลอดมา โดยที่รู้ดีอยู่เต็มอกว่าอีกฝ่ายนั้นมีคนรักอยู่แล้ว ภายใต้ข้อตกลงอันแสนเย็นชาที่เกิดขึ้นก่อนแต่ง เธอและเขาจะเก็บซ่อนความรู้สึกของตัวเองไว้ได้นานแค่ไหน สุดท้ายการแต่งงานที่เกิดจากเงินเป็นตัวแปรและมีกำแพงทิฐิกั้นเอาไว้สูงลิ่ว มันจะจบลงเช่นไร"

เทียนธีรา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha