คะนึงรัก

โดย: เทียนธีรา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 3 : พันธนาการ(ไร้)รัก


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

       ‘เพชรมุก รีสอร์ตมีโอกาสได้ต้อนรับอาคันตุกะคนสำคัญอีกครั้ง คราวนี้หม่อมหลวงน่านนทีเดินทางมาด้วยตัวเอง หลังจากสัปดาห์ก่อน น้องสาวคนเล็กของเขาเพิ่งจะมา สีหน้าและร่องรอยของความกังวลและความเคร่งเครียดที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของชายผู้มีเลือดขัตติยะซึ่งเป็นอดีตเจ้านายและผู้มีพระคุณ ทำให้เจ้าของสถานที่เองก็ไม่ใคร่จะสบายใจนัก ด้วยรู้มานานแล้วว่าน่านนทีต้องแบกรับปัญหาที่หนักอึ้งแค่ไหน

          “ผมรู้สึกลำบากใจเหลือเกิน ในเรื่องที่กำลังจะพูดกับคุณพิทยา”

น่านนทีมีท่าทีอึดอัดและกระดากเป็นอย่างมาก ขณะเริ่มพูดถึงจุดประสงค์การมาของตัวเองในครั้งนี้

          “มีอะไรก็พูดกันตรงๆ เถอะครับคุณน่าน เราไม่ใช่คนอื่นคนไกลกันเลย” พิทยามองความวิตกกังวลบนสีหน้าและแววตาของอดีตเจ้านายอย่างเห็นใจ

          “ก็เพราะไม่ใช่คนอื่นคนไกลนี่แหละ ผมถึงได้ลำบากใจ คราวที่แล้วก็มารบกวนเรื่องเงินจำนวนมากโข หนี้สินเก่าก็ยังชดใช้กันไม่หมด”

          “หนี้สินเงินทองก็แค่ของนอกกาย ผมไม่ได้คิดจะเร่งรัดอะไรหรอกครับ หรือถ้าคุณน่านอยากจะได้เพิ่ม ผมก็ยินดีจะให้” พิทยาบอกอย่างใจกว้าง เพราะทรัพย์สินเงินทองที่ตัวเองมีอยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร เงินที่ใช้สำหรับรีสอร์ตและฟาร์มม้าก็เป็นเงินหมุนเวียนในส่วนที่กฤชเพชรเป็นผู้บริหารจัดการ ซึ่งตั้งแต่ลงทุนทำกันมาก็มีแต่งอกเงย แม้จะไม่ได้พุ่งกระฉูดเหมือนธุรกิจอย่างอื่น แต่มันไม่ได้ลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด

          “ขอบคุณเหลือเกินสำหรับน้ำใจของคุณพิทยา ตอนนี้ผมถูกหุ้นส่วนบีบหนักมาก ถ้าไม่มีสภาพคล่อง เขาขู่ผมว่าจะถอนหุ้นทั้งหมด ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมคงต้องขายทั้งโรงแรมและขายฟาร์มม้าทิ้งเพื่อชดใช้หนี้สิน” น่านนทีระบายความเคร่งเครียดของตัวเองออกมา

          “อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลยนะครับคุณน่าน ถ้ายังพอมีช่องทาง ผมก็อยากให้คุณน่านสู้ต่อ อย่างที่บอกทางผมไม่มีปัญหาอะไร ยินดีจะช่วยเหลือเต็มที่”

          “คราวนี้มันคงไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่ยังเป็นเรื่องที่ต้องให้คุณพิทยาและเพชรต้องไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะผมคงไม่สามารถรับความช่วยเหลือโดยไม่มีอะไรตอบแทนคุณพิทยาและครอบครัวได้อีก”

          “ว่ามาเถอะครับคุณน่าน ผมกับตาเพชรยินดีจะไตร่ตรอง และช่วยเหลือเต็มที่ครับ”

          หลังจากประโยคที่แสดงถึงความมีน้ำใจและจริงใจนั้น หม่อมหลวงน่านนทีก็ได้เอ่ยบางอย่างออกมา ซึ่งเรื่องดังกล่าวนั้นไม่ได้เกี่ยวพันเฉพาะการกู้ยืมเงินธรรมดาเหมือนครั้งก่อนอย่างที่เขาเกริ่นไว้จริงๆ ทว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับคนอีกสองคนด้วย!

 

 

          “พ่อมีเรื่องอยากถามเพชรหน่อย”

          ผู้เป็นพ่อเปรยขึ้นขณะที่ทั้งคู่นั่งพักผ่อนกันตามประสาพ่อลูกหลังจากอาหารมื้อค่ำผ่านไป วันนี้กฤชเพชรเข้ากรุงเทพฯ เพื่อสอนหนังสือตั้งแต่เช้า จึงไม่รู้ความเคลื่อนไหวในฟาร์มมากเท่าใดนัก แต่ท่าทางของผู้เป็นพ่อคล้ายดั่งว่ามีเรื่องค่อนข้างสำคัญที่อยากพูดด้วย ชายหนุ่มจึงหยิบรีโมตมาลดเสียงโทรทัศน์และหันไปมองทางบิดา

          “มีอะไรเหรอครับพ่อ”

          “เพชรมีแฟนหรือว่ารักใครบ้างหรือยัง”

          คิ้วเข้มย่นเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามนั้น แต่ก็เข้าใจว่าพ่ออาจจะเป็นห่วงหรืออยากเห็นเขาเป็นฝั่งเป็นฝากระมัง

          “ยังไม่มีครับ” แม้จะมี...ก็คงไม่มีสิทธิ์คิด

          “แล้วหนูผิงนั่นล่ะ พ่อไม่เคยเห็นเพชรสนิทหรือพาผู้หญิงคนไหนเข้าบ้านมาก่อนเลยนะ”

          “ผมไม่ได้คิดอะไรกับผิงหรอกครับ ก็เอ็นดูเหมือนน้องสาวเพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนยัยแพร”

          “แล้วน้องรู้หรือเปล่าว่าแกไม่ได้คิดอะไร ดูท่าทางหนูผิงจะชอบแกอยู่ไม่น้อยนะ”

          “คุยกันเข้าใจแล้วครับพ่อ” ตั้งแต่คืนนั้นหลังจากที่อนามิกาขึ้นไปนอน “ว่าแต่พ่อเถอะครับ มีอะไรหรือเปล่า ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมา”

          พิทยายังไม่ตอบในทันที แต่ถอนหายใจเบาๆ ก่อน คล้ายโล่งใจกับบางเรื่อง แต่ก็ยังหนักใจกับบางเรื่องที่ยังไม่ได้พูด เพราะรู้ว่าลูกชายรักศักดิ์ศรีไม่น้อย

          “วันนี้คุณน่านมาหาพ่อ และมีเรื่องที่พ่อกับเพชรต้องตัดสินใจ ความจริงจะว่าพ่อกับเพชรก็ไม่ถูก เพราะพ่อไม่มีปัญหาอะไร ตอนนี้คนที่จะตัดสินใจคือเพชรคนเดียวเท่านั้น”

          “ว่าไปสิครับพ่อ”

แม้จะรู้จากท่าทางของบิดา ว่าเรื่องน่าจะค่อนข้างซีเรียส แต่คนที่ควบคุมตัวเองได้ดีก็ยังคงมีท่าทีนิ่งเฉย ไม่ได้แสดงความกังวลกับสิ่งที่บิดากำลังจะเอ่ยออกมาแต่อย่างใด

          “คุณน่านมาขอกู้เงินเพิ่มเพื่อไปเสริมสภาพคล่องให้กับโรงแรม”

          “ก็ไม่น่ามีปัญหานี่ครับพ่อ ผมไม่มีปัญหาหรอกครับ ถ้าเป็นคุณน่านเท่าไหร่ก็ได้” กฤชเพชรบอกอย่างใจกว้าง เขาเองก็ไม่ได้ยึดติดกับทรัพย์สินเงินทองพวกนั้น มันเป็นเงินของพ่อที่ได้มาจากสินสอดทองหมั้นของแพรมุกส่วนหนึ่ง และเงินที่เขาได้มาจากการลงทุนในตลาดหุ้นส่วนหนึ่ง ซึ่งถึงแม้มันจะมากโขเขาก็ไม่ได้คิดจะเสียดาย เพราะส่วนที่เขาจำเป็นต้องใช้จริงๆ ก็แค่ใช้สำหรับดำเนินงานในรีสอร์ตและฟาร์มเท่านั้น

          “แต่รอบนี้คุณน่านไม่ได้แค่มาหยิบยืม คุณน่านจะโอนหุ้นส่วนหนึ่งให้เพชร แล้วให้เพชรเข้าไปช่วยบริหารโรงแรม และ...จะยกคุณนิจให้แต่งงานกับเพชร”

          ประโยคสุดท้ายของบิดาทำให้กฤชเพชรนั่งอึ้ง ใบหน้าหวานซึ้งผุดขึ้นในห้วงคำนึงทันควัน มันช่างไม่แฟร์เอาเสียเลยที่สถานการณ์บีบบังคับให้อนามิกามาตกกระไดพลอยโจนด้วยเช่นนี้ เธอจะทุกข์ใจแค่ไหนหากต้องแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่ได้รักเช่นเขา

          “ผมยินดีจะเข้าไปช่วยบริหารงานโรงแรมช่วยคุณน่าน แต่เรื่องแต่งงานกับคุณนิจ” กฤชเพชรกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธแต่ทว่าผู้เป็นบิดาชิงพูดเพื่อให้เขาได้คิดเสียก่อน

          “พ่ออยากให้เพชรไปคุยกับคุณนิจก่อน คุณน่านคงไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากเรา ถ้าหากเพชรปฏิเสธที่จะแต่งงานกับคุณนิจ”

          “ทำไมล่ะครับพ่อ มันไม่แฟร์กับคุณนิจเลย”

          “พ่อรู้...แต่คุณน่านทำความเข้าใจกับคุณนิจแล้วก่อนที่จะมาคุยกับพ่อ คุณนิจจะเสียหน้าแค่ไหนหากเพชรปฏิเสธ และที่สำคัญคุณน่านคงอยากให้คุณนิจมีคนดูแล หากกิจการต้องล้มละลายจริงๆ อย่างน้อยคุณนิจก็ยังมีเพชร หรือว่าเพชรไม่ห่วงคุณนิจ”

          “คุณน่านอาจจะคิดผิดก็ได้นะครับ บางทีอาจจะมีคนที่ดูแลคุณนิจได้ดีกว่าผม” เขารำพึงไปตามความจริงที่ได้ประจักษ์กับหู ใครเล่าจะไม่ห่วง แต่อนามิกามีคนรักอยู่แล้ว เขาแค่ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร และจะดูแลเธอได้ดีแค่ไหนเท่านั้น

          “ยังไงพ่อก็อยากให้เพชรไปคุยกับคุณนิจก่อน หลังจากนั้นจะตัดสินใจยังไง พ่อก็แล้วแต่เพชร”

 

          เผือกร้อนที่ถูกโยนมาใส่มือทำให้กฤชเพชรนอนคิดตรึกตรองตลอดทั้งคืน และนั่นก็คือเหตุผลที่เขามานั่งอยู่ในห้องทำงานของอนามิกาในตอนนี้ ท่าทางอนามิกาดูไม่ได้แปลกใจที่เขามาหา นั่นก็แสดงว่าเธอรู้ดีอยู่แล้วว่าเขามาด้วยเรื่องใด

          “ผมจะมาคุยกับคุณนิจเรื่องการแต่งงานของเรา” กฤชเพชรเปิดฉากพูดก่อนอย่างไม่อ้อมค้อมตามนิสัยของตน

“ว่าไปสิคะ นิจกำลังฟังอยู่”

          “ผมคิดว่าคุณนิจคงไม่สะดวกใจนักที่จะแต่งงานกับผม”

          “คุณเองก็คงไม่สะดวกใจนักที่จะแต่งงานกับนิจเช่นกัน เพราะคุณมีคนรักอยู่แล้ว” อนามิกาย้อนด้วยรู้เหตุผลดี เธอเองไม่แปลกใจที่ได้ยินเขาพูดเช่นนั้น อีกทั้งยังรู้สึกเห็นใจมากที่เขาจะต้องมาแต่งงานด้วยทั้งๆ ที่เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่เขารัก

          “คุณนิจเองก็มีแล้วเหมือนกัน”

          “เอาเป็นว่าเราต่างคนต่างมี และนิจก็เข้าใจถ้าคุณจะปฏิเสธ”

          “ผมเองก็อยากปฏิเสธแต่ทำไม่ได้ เพราะถ้าผมไม่ยอมแต่งงานกับคุณนิจ คุณน่านก็คงไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากครอบครัวของผมเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องแต่งงานกัน”

          อนามิกาฟังแล้วก็รู้สึกหน้าชาไปหมด เขาพูดออกมาโต้งๆ ว่าจำเป็นต้องแต่งงานกับเธอ เพราะเกรงใจพี่ชายและอยากช่วยเหลือครอบครัวของเธอ

“แต่นิจไม่อยากฝืนใจใคร”

          “ผมอยากให้คุณนิจอดทน เราจะแต่งกันแค่ชั่วคราวเท่านั้น จนกว่ากิจการของโรงแรมจะดีขึ้น ซึ่งผมจะพยายามทำให้มันดีขึ้นให้เร็วที่สุดเพื่อที่คุณนิจจะได้เป็นอิสระโดยเร็ว เราจะแต่งงานกันแค่ในนามเท่านั้น ในระหว่างที่เราแต่งงานกันผมจะไม่แตะต้องคุณนิจ บอกให้คนรักของคุณนิจสบายใจได้ แต่ยังไงงานแต่งงานก็ต้องมี เพื่อความสบายใจของพ่อและคุณน่าน หลังจากที่อะไรเข้าที่เข้าทางแล้ว ผมจะหย่าให้คุณนิจทันที โดยหนี้สินทั้งหมดที่เคยติดค้างกันมาผมจะยกให้เป็นค่าสินสอด”

          “ฟังดูดีนี่คะ ข้อเสนอนี้ดูเหมือนว่าครอบครัวของนิจจะเป็นฝ่ายที่ได้ประโยชน์ทั้งหมด” หญิงสาวพูดเสียงขมขื่น ศักดิ์ศรีและความหยิ่งทะนงแทบไม่หลงเหลือ

          “ถือซะว่าเราทุกคนทำเพื่อคุณน่าน คุณนิจจะทำได้หรือเปล่า”

          “นิจอยากคุยกับผิงก่อน มันไม่แฟร์สำหรับผิงเลยที่จู่ๆ คุณก็จะต้องมาแต่งงานกับนิจ ทั้งที่คุณกับผิงรักกันอยู่ก่อนแล้ว”

          “ไม่จำเป็นหรอก ผมคุยกับผิงเข้าใจแล้ว คุณนิจไปคุยกับคนของคุณนิจให้เข้าใจเถอะ”

กฤชเพชรตัดบทและไม่ยอมขยายความใดๆ ให้อนามิกาเข้าใจ เพราะคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องเอาความสัมพันธ์ส่วนตัวไปบอกใคร 

          “อ้อ...นิจลืมไปว่าเรื่องแบบนี้คนกันเองจะคุยกันเข้าใจมากกว่า”

          “เอาเป็นว่าคุณนิจตกลง”

          “ค่ะ...” อนามิกาตอบสั้นๆ แต่ถือเป็นการยอมโดยดุษณีทุกอย่าง

          “ในระหว่างที่แต่งงานกัน ผมคงต้องขอให้คุณนิจย้ายไปอยู่กับผมที่บ้านในกรุงเทพฯ เพื่อความสะดวกในการแยกห้องนอน หากผมย้ายไปอยู่บ้านคุณนิจ หรือให้คุณนิจไปอยู่กับผมที่นครนายก พ่อกับคุณน่านคงจะจับได้แน่ว่าเราไม่ได้แต่งงานกันจริงๆ คุณนิจจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

          “ไม่มีค่ะ นิจอยู่ไหนก็ได้”

          “ที่บ้านอาจจะคับแคบหน่อย แต่ผมจะจ้างแม่บ้านมาคอยดูแลเรื่องงานบ้าน คุณนิจจะได้ไม่ลำบาก ผมจะค้างที่กรุงเทพฯ ในวันจันทร์ถึงพฤหัส ส่วนวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ผมคงต้องกลับไปอยู่เป็นเพื่อนพ่อและดูแลงานทางโน้น สามวันนี้คุณนิจจะกลับกับผมหรือกลับบ้านก็ได้”

          “นิจคงขออยู่กรุงเทพฯ ในวันที่คุณกลับไปอยู่กับคุณลุง คือนิจมีความจำเป็น” เสียงหวานตอบอย่างระมัดระวังคำพูดของตัวเองในประโยคนี้ เพราะไม่อยากให้กฤชเพชรเข้าใจว่า เธอรังเกียจบ้านของเขา

“ผมเข้าใจ”

          “ถ้ามีโอกาส นิจจะพยายามไปเยี่ยมคุณลุงบ่อยๆ ค่ะ ขอบคุณสำหรับความเสียสละของคุณ และความมีน้ำใจที่มีให้กับครอบครัวของนิจ นิจจะไม่มีวันลืม”

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ทั้งสองคนได้พูดคุยกันก่อนที่กฤชเพชรจะกลับ อนามิกายิ้มหม่นกับตัวเอง มันจะมีความสุขแค่ไหน หากเมื่อครู่นี้เขาไม่ได้เข้ามาพูดเรื่องแต่งงานเพราะความจำเป็นบีบบังคับ

 

          งานแต่งงานตกลงกันว่าจะจัดเพียงเล็กๆ และเชิญแขกเฉพาะญาติสนิท ทำให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวไม่วุ่นวายกับการเตรียมงานเท่าใดนัก สถานที่ที่จะจัดงานแต่ง การจัดตกแต่งสถานที่ รวมถึงอาหารสำหรับเลี้ยงแขกในวันงานตกเป็นหน้าที่ของฝ่ายเจ้าบ่าวทั้งหมด ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะเขามีคนช่วยเยอะอยู่แล้ว

          อีกสองสัปดาห์ต่อมางานแต่งเล็กๆ ก็ผ่านไปอย่างราบรื่น แพรมุกและชีคชาฟากีย์ไม่ได้มาร่วมงานครั้งนี้ เพราะงานถูกจัดขึ้นอย่างค่อนข้างกะทันหัน อีกทั้งแพรมุกก็ท้องแก่มากแล้ว กฤชเพชรจึงไม่อยากให้น้องสาวที่อยู่ต่างประเทศต้องเดินทางมา

“คุณนิจน้อยใจหรือเปล่าที่คนมางานน้อยมาก แต่ยิ่งน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นผลดีกับคุณนิจนะครับ ผมหวังว่าคุณนิจจะเข้าใจ” กฤชเพชรเอ่ยขึ้นหลังจากทั้งสองถูกส่งตัวเข้าห้องหอ ซึ่งเป็นห้องของกฤชเพชรที่ตกแต่งใหม่นั่นเอง

“ค่ะ...นิจเข้าใจ เวลาหย่านิจจะได้อับอายน้อยที่สุดจริงไหมคะ” เสียงหวานตอบประชดอย่างน้อยใจ ไม่ได้น้อยใจที่คนมางานแต่งน้อย แต่น้อยใจที่เขาพูดเหมือนอยากจะเร่งให้ถึงวันหย่าเร็วๆ จึงได้เตรียมการเอาไว้เสียหมดทุกเรื่อง

“ผมดีใจที่คุณนิจเข้าใจ คุณนิจไปอาบน้ำเถอะจะได้นอน วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”

บอกเสร็จเขาก็ทำท่าว่าจะออกจากห้อง ทำให้อนามิกาต้องรีบเรียกไว้

“นั่นคุณจะไปไหน”

“ผมจะไปนอนที่ห้องรับแขก คุณนิจจะได้ไม่อึดอัด”

“แต่โบราณเขาถือนะคะ ว่าวันแต่งงานเจ้าบ่าวเจ้าสาวห้ามออกจากห้องหอ” อนามิกาเอ่ยทักท้วง แล้วก็หน้าแดงระเรื่อ เมื่อเขามองมาคล้ายกับถามว่า เธออยากให้เขาอยู่ในห้องนี้ด้วยอย่างนั้นเหรอ

“แต่เราไม่ได้แต่งงานเพราะความเต็มใจนี่ครับ”

“รู้แล้วน่า ไม่ต้องย้ำหรอกนิจจำได้ แต่ถ้าคุณออกไปตอนนี้ คนข้างนอกต้องสงสัยแน่ๆ ใจคอคุณจะไม่รักษาหน้านิจเลยหรือไง”

“ผมไม่ได้คิดอย่างนั้นหรอก เพียงแต่กลัวว่าคุณนิจจะอึดอัด แต่ถ้าคุณนิจไม่อึดอัดและอยากให้อยู่ด้วยผมก็จะอยู่”

“โมเม” เสียงหวานพึมพำเบาๆ ไม่คิดว่าผู้ชายมาดเย็นชาจะกล้าพูดแบบนี้ ช่วงที่เธอไปเรียนต่อต่างประเทศ คงจะฝึกจีบสาวมาจนคล่องก็เลยเผลอใช้กับเธอกระมัง

“คุณนิจว่าอะไรนะครับ”

“เปล่า...นิจจะไปอาบน้ำแล้ว”

“เชิญครับ คุณนิจอาบเสร็จผมจะได้อาบบ้าง”

ร่างบางหยิบเอาผ้าขนหนูและเสื้อคลุมแล้วรีบเดินเข้าห้องน้ำ เพื่อหนีหน้าคนที่จู่ๆ ก็ทำเป็นเจ้าชู้ใส่ หรือว่าเขาเคลิ้มกับงานแต่งงานหลอกๆ จนลืมไปว่าตัวเองมีแฟนอยู่แล้ว

ผ่านไปกว่ายี่สิบนาทีอนามิกากลับออกมาจากห้องน้ำ เดินเข้าไปหลังฉากที่กั้นเอาไว้เป็นห้องแต่งตัว จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอนที่ไม่ได้หวือหวาอะไร ก่อนจะกลับออกมา และพบว่าคนที่นั่งรออยู่บนเตียงตอนนี้หลับไปแล้ว ตอนแรกว่าจะไม่ปลุก แต่ก็อยากให้เขาอาบน้ำเสียก่อน จะได้นอนอย่างสบายตัว มือเล็กจึงเขย่าที่หัวไหล่บึกบึนเบาๆ พร้อมกับเอ่ยเรียกชื่อด้วยเสียงที่ค่อนข้างนุ่ม

“คุณ...คุณ...

“หือ

เขาขานรับอย่างเป็นอัตโนมัติ ก่อนจะลืมตาขึ้น  ตาสองคู่สบประสานกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ และวินาทีนั้นต่างก็เหมือนต้องมนตร์สะกดบางอย่างที่ทำให้ถึงกับชะงักค้างไปชั่วขณะ ก่อนที่แก้มเนียนจะร้อนผ่าว เมื่อถูกลมหายใจอุ่นๆ จากจมูกโด่งลอยมาปะทะผิว

“คุณนิจอาบน้ำเสร็จแล้วเหรอครับ” คนที่เหมือนจะควบคุมตัวเองได้ดีกว่าถามก่อน ทำให้อนามิการีบชักมือออกจากหัวไหล่ของเขา แล้วรีบยืดตัวขึ้น

“ค่ะ...คุณไปอาบสิคะ จะได้สบายตัว”

“ถ้าคุณนิจอาบเสร็จแล้วก็นอนเถอะครับ เดี๋ยวผมจะนอนที่โซฟาเอง และก็ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น ผมสัญญาว่าจะไม่ล่วงเกินคุณนิจ”

“จะเก็บพรหมจรรย์ไว้เข้าหอตอนแต่งงานจริงๆ หรือไงคะ”

อนามิกาอดกระเซ้าแกมประชดไม่ได้หลังจากที่เขาพูดจาแสดงความเป็นสุภาพบุรุษจนน่าหมั่นไส้เช่นนั้น เธอไม่ได้ระแวงหรอกว่าเขาจะทำอะไร เพราะคนอย่างกฤชเพชรหากไม่อยู่ในสภาวะที่ควบคุมตัวเองไม่ได้จริงๆ เขาจะไม่มีทางทำอะไรนอกลู่นอกทางเป็นอันขาด

“คุณนิจก็รู้ดีว่าผมไม่ใช่ผู้ชายพรหมจรรย์แล้ว” พูดพร้อมกับที่ตาคมจ้องมองใบหน้าหวานๆ อย่างรู้ความนัยกันดี อนามิกาจึงรีบเมินหลบและแกล้งทำเป็นไม่รับรู้ความหมาย

“ตื่นแล้วก็ไปอาบน้ำเสียทีสิคะ นิจจะได้ใช้เตียงของนิจบ้าง ส่วนคุณก็ไปใช้โซฟาของคุณ” เธอเปลี่ยนเป็นไล่เขาไปอาบน้ำ เพราะไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องราวเก่าๆ อีก เธอพลาดเองที่เปิดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมา

“โอเคมันเป็นเตียงของคุณนิจ ขอบคุณที่ให้ผมยืมนอน”

“คนปากจัด สงสัยจะมีปากไว้แขวะคนอื่นอย่างเดียว”

อนามิกาไม่วายบ่นพึมพำตามหลังร่างสูงซึ่งเพิ่งลุกจากที่นอน ก็เขาพูดเหมือนกับประชด นัยว่าเตียงนี้เป็นเตียงของเขามาก่อน

“ปากผมทำอะไรได้มากกว่าแขวะ แต่ยังไม่คิดจะทำกับคุณนิจ”

ร่างสูงก้มลงมากระซิบใกล้ๆ โดยที่อนามิกาไม่ทันได้ตั้งตัว ก่อนจะผละเข้าห้องน้ำไปเงียบๆ หญิงสาวจึงได้แต่มองค้อนตามหลัง

ฝนด้านนอกเริ่มโปรยปรายลงมาหลังจากที่กฤชเพชรเข้าห้องน้ำไปแล้ว สายพิรุณเหมือนดั่งจะเย้ยหยันบรรยากาศการเข้าหอที่ช่างแตกต่างจากคู่แต่งงานทั่วไป ความจริงสายฝนพรำๆ เช่นนี้น่าจะเสริมให้คืนเข้าหอเช่นนี้เป็นคืนที่โรแมนติกและเร่าร้อนวาบหวามมากที่สุดสำหรับบางคู่ แต่มันกลับไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับคู่ของเขาและเธอเลย หากกระนั้นอนามิกาก็ยังหลงใหลไปกับเสน่ห์ของสายฝนและความเย็นฉ่ำของมัน จนต้องพาตัวเองออกไปสัมผัสไอเย็นที่ระเบียงนอกห้อง

“ไหนว่าจะนอน ทำไมออกมายืนอยู่นี่ล่ะ”

เสียงทุ้มนุ่มน่าฟังที่ดังขึ้นทำให้คนที่ยืนอยู่ระเบียงต้องหันไปมอง เห็นว่าตอนนี้ร่างสูงอยู่ในชุดนอนลายทาง ท่าทางของเขาดูสดชื่นและสบายๆ คงจะเป็นผลจากการอาบน้ำที่ทำให้เขาผ่อนคลายขึ้นนั่นเอง

“นิจยังไม่ง่วง ก็เลยออกมาฟังเสียงฝน ถ้าคุณง่วงก็นอนก่อนเถอะค่ะ”

“ทำไมไม่ไปนอนพร้อมผม ยืนอยู่แบบนี้เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก ไม่ห่วงตัวเองบ้างหรือไง”

“ห่วงสิ...ถ้านิจไม่ห่วงตัวเอง แล้วใครจะมาห่วงนิจล่ะ”

“เยอะแยะไป”

“แต่ยกเว้นคุณ”

ปากเผลอต่อว่าไวเท่าความคิดพลางหันมามองเสี้ยวหน้าคมคร้ามนั้นครู่หนึ่ง เห็นสายตาที่อ่านยากของเขาก็รู้ว่าตัวเองพลาด ที่แสดงความรู้สึกแง่งอนจนเกินความเป็นสามีภรรยาในนาม จึงรีบหันไปมองสายฝนนอกบ้านเช่นเดิม

“แล้วที่พูดอยู่ตอนนี้ ไม่เรียกว่าห่วงเหรอครับ” เขาพูดนิ่งๆ แต่ก็ทำเอาคนที่กำลังงอนไปไม่เป็นเหมือนกัน แม้จะไม่คุ้นชินเลยกับท่าทางเช่นนี้ของคนที่ยืนพูดอยู่ข้างๆ แต่ก็ไม่กล้าตีความเข้าข้างตัวเอง

 “นิจขอโทษ นิจคงฟุ้งซ่านไปหน่อยเลยพูดอะไรงี่เง่าแบบนั้น ถ้าคุณง่วงก็นอนก่อนเถอะค่ะ นิจขออยู่ตรงนี้สักพัก แล้วจะตามเข้าไป”

“ยังไงก็อย่านอนดึกนักนะ พรุ่งนี้เราต้องเข้ากรุงเทพฯ กันแต่เช้า”

“ค่ะ...ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”

หลังจากที่อนามิกาบอกราตรีสวัสดิ์เป็นการไล่เขาตรงๆ กฤชเพชรจึงกลับเข้าห้องเงียบๆ โดยไม่ได้ตอแยเธออีก ร่างบางยืนอยู่ระเบียงต่ออีกพักใหญ่จึงค่อยตามเข้าไปในห้องที่ตอนนี้หรี่ไฟสีส้มเอาไว้ เขาหลับไปแล้วบนโซฟาตัวยาวซึ่งวางอยู่ไม่ไกลจากเตียงเท่าใดนัก คนที่เข้ามาทีหลังทำหน้าที่ดับไฟในห้อง หลังจากนั้นจึงปีนขึ้นเตียงเพื่อนอนบ้าง ตาคู่สวยหลับลงพร้อมกับที่ห้วงความคิดคำนึงล่องลอยไปยังคืนหนึ่งที่ผ่านมานานมากแล้ว ในยามที่ไร้พันธนาการใดๆ ต่อกัน ท่ามกลางทะเลทรายอันแสนเวิ้งว้าง ร่างบางนอนอิงแอบแนบชิดกับร่างกำยำใหญ่โตที่ยื่นแขนมาโอบกอดด้วยความเต็มใจ เพื่อถ่ายทอดไออุ่นและทำให้เธอหลับลง หากทว่าคืนนี้ห้องนอนที่พร้อมพรั่งไปด้วยเครื่องนอนอันหนานุ่ม เธอกลับถูกปล่อยให้นอนอย่างอ้างว้าง แม้จะอยู่ในฐานะสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายกันแล้วก็ตาม

อนามิกาได้แต่บอกตัวเองว่าให้อยู่อย่างเจียมตัว อย่าเรียกร้องและอย่าคาดหวังอะไร ในเมื่อการแต่งงานครั้งนี้มันเกิดจากความจำเป็นและเป็นการแต่งงานที่ปราศจากความรักโดยสิ้นเชิง

 

 

กฤชเพชรย้ายตัวเองมาอยู่บ้านหลังเดิมที่กรุงเทพฯ โดยอนามิกาเองก็ต้องไปอยู่กับเขาที่บ้านหลังนั้นตามที่ตกลงกันไว้ คราวนี้ทั้งคู่สามารถแยกห้องกันนอนได้อย่างเปิดเผย เพราะไม่ต้องคอยระแวงว่าใครจะรู้ หากจะมีก็มีเพียงแค่จำเนียร แม่บ้านที่กฤชเพชรจ้างมาดูแลทำความสะอาดบ้าน ทำอาหาร และซักรีดเสื้อผ้าให้เท่านั้น  

หุ้นของโรงแรมในส่วนของหม่อมหลวงน่านนทีถูกโอนให้เป็นของกฤชเพชรครึ่งหนึ่ง หลังจากนั้นเขาก็ถูกแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหารในระหว่างการประชุมผู้ถือหุ้น นั่นเท่ากับเป็นการประกาศว่า นับจากนี้กฤชเพชรจะเข้ามาบริหารโรงแรมแทนน่านนทีเต็มตัว

“ผมฝากด้วยนะเพชร ทั้งโรงแรมนี้ ทั้งยัยนิจ”

น่านนทีบอกกับน้องเขยด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างเครียดหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม เขาเองยอมรับว่าตัวเองไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ตอนนี้ได้ เพราะไหนจะต้องแบ่งเวลาไปดูแลฟาร์มม้าที่ตัวเองรัก ไหนจะต้องดูแลโรงแรมซึ่งกำลังย่ำแย่ จึงได้แต่ฝากความหวังไว้กับกฤชเพชร

“ผมจะทำให้ดีที่สุดครับคุณน่าน ไม่ต้องห่วง คุณน่านดูแลฟาร์มม้าให้เต็มที่เถอะครับ ผมได้ข่าวว่ามีคนสนใจปรินซ์อาเธอร์ คุณน่านว่าไงครับ”

น่านนทีมีสีหน้าสดชื่นขึ้นเมื่อกฤชเพชรชวนคุยเรื่องม้า เพราะเป็นเรื่องที่ทำด้วยใจรักจริงๆ และเมื่อสามปีก่อนม้าที่ฟาร์มของเขาก็ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย ไปแข่งม้ามาราธอนชิงแชมป์ยุโรปรอบสุดท้ายที่สาธารณรัฐเช็ก แถมได้รางวัลรองชนะเลิศกลับมาด้วย และหลังจากนั้นม้าจากฟาร์มของเขาก็เป็นที่สนใจของคนในแวดวงม้าแข่งเรื่อยมา

 “ให้ราคาสูงอยู่เหมือนกัน แต่ผมไม่ขายหรอก ก็อย่างที่บอกเพชรนั่นแหละ ผมตั้งใจจะเก็บทั้งปรินซ์อาเธอร์และปรินซ์ธันเดอร์ไว้ทำพ่อพันธุ์มากกว่า อีกอย่างก็ตัดใจขายไม่ลงจริงๆ ม้าสองตัวนี้ผมรักมาก ว่าแต่เพชรไม่สนใจจะส่งม้าที่ฟาร์มเข้าแข่งบ้างเหรอ เห็นมีตัวหน่วยก้านดีอยู่หลายตัว”

 “ผมยังไม่คิดเรื่องนั้นเลยครับคุณน่าน อะไรๆ ที่รีสอร์ตก็เพิ่งจะเข้าที่เข้าทาง”

“เพชรนี่เก่งจริงๆ ใช้เวลาแค่สามปีสร้างอาณาจักรของตัวเองได้ขนาดนั้น ผมถึงได้มั่นใจว่าเพชรจะมาช่วยเปลี่ยนแปลงที่นี่และดูแลยัยนิจได้ดีกว่าใคร”

น่านนทีตบไหล่น้องเขยเบาๆ ตามองหนุ่มรุ่นน้องด้วยความชื่นชม เขาคิดว่าตนมองคนไม่ผิด เพราะเห็นกฤชเพชรมาตั้งแต่เด็ก จึงอุ่นใจเมื่อได้กฤชเพชรมาช่วยดูแลงานและน้องสาวคนเดียว โดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วตอนนี้หนุ่มสาวทั้งสองนั้นอยู่ด้วยกันในสถานะแบบไหน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"การแต่งงานที่เกิดขึ้นจากความไม่เต็มใจมันก็แย่พออยู่แล้ว แต่มันยิ่งเจ็บมากกว่าเดิม เมื่อต้องได้มาแต่งกับคนที่ตัวเองแอบซุกเอาไว้ห้วงคำนึงตลอดมา โดยที่รู้ดีอยู่เต็มอกว่าอีกฝ่ายนั้นมีคนรักอยู่แล้ว ภายใต้ข้อตกลงอันแสนเย็นชาที่เกิดขึ้นก่อนแต่ง เธอและเขาจะเก็บซ่อนความรู้สึกของตัวเองไว้ได้นานแค่ไหน สุดท้ายการแต่งงานที่เกิดจากเงินเป็นตัวแปรและมีกำแพงทิฐิกั้นเอาไว้สูงลิ่ว มันจะจบลงเช่นไร"

เทียนธีรา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha