คุณหมอจอมบงการ 18+ (ซีรีย์ชุดจอมใจจอมบงการรัก) -จบ-

โดย: เพลงมีนา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 3 : คุณหมอจอมบงการ 2


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


ตอนที่ 2


 


                ชายหนุ่มวัยสามสิบหกลุกขึ้นจากเตียงนอนที่ห่างเหินไปนานนับปี ห้องนอนของตัวเองแท้ๆ แต่กลับไม่คุ้นเคยอาจเพราะเคยชินกับการนอนในบ้านพักชนบทที่เขาทำงานนานหลายปีก็เป็นได้ เขาลางานสามวันเพื่อเดินทางกลับมาเยี่ยมมารดาและเลือกเดินทางด้วยรถทัวร์ใช้เวลาราวแปดชั่วโมงเศษจึงมาถึงบ้าน แม่ดูอ่อนแอลงไปมากแต่เขาก็ยังบอกตัวเองว่าเป็นธรรมดาของคนวัยนี้       แม่ดีใจกับการมาโดยไม่บอกล่วงหน้า แต่เขาเกรงว่าแม่จะต้องพูดในเรื่องที่เขาไม่อยากฟังและเขายังไม่ได้ตั้งรับกับเรื่องราวเหล่านี้จึงขอตัวขึ้นมาพักผ่อนและหลับไปตื่นใหญ่            ขณะที่กำลังมองรอบข้างอย่างงุนงงก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นตามด้วยเสียงหญิงรับใช้              


                “คุณธันวาค่ะ  คุณหญิงเรียนเชิญห้องนั่งเล่นค่ะ”


                “บอกท่านว่าผมเพิ่งตื่น อาบน้ำแล้วจะลงไป”


                “ค่ะคุณธันวา”


                ธันวา  กมลฉัตร ยันตัวขึ้นจากที่นอนเขายกมือนวดท้ายทอยเพื่อผ่อนคลาย  แล้วเดินหายเข้าไปในห้องอาบน้ำ บ้าน กลายเป็นสถานที่ไม่คุ้นเคยกับเขาไปแล้ว ก็กี่ปีกันเล่าที่เขาหนีแม่ไปทำงานเป็นแพทย์อาสาในชนบท แน่นอนว่าแม่ไม่เห็นด้วยเพราะต้องการให้เขาทำงานในโรงพยาบาลเอกชนที่แม่มีถือหุ้นอยู่              ทว่าเขากลับหนีไปเสียดื้อๆ แม้จะมีประชุมในกรุงเทพฯ เขาก็ยังเลือกที่จะพักในโรงแรมมากกว่ากลับบ้าน แต่กระนั้นพี่ชายคนโตก็มักจะโทรศัพท์ตามตัวให้เขากลับบ้านมาปีละครั้งหรือสองครั้ง เขามีพี่ชายสองคน คนโตคือ กรกฎ กมลฉัตร ซึ่งแต่งงานแล้วมีลูกชายวัยสิบสี่กับลูกสาววัยสิบขวบ  ดูแลกิจการของครอบครัวทั้งหมด  ส่วนพี่คนรองคือ  กมลฉัตร แต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีลูกเขาทำงานอยู่ต่างประเทศ ส่วนเขาลูกชายคนเล็กที่ใครๆ มักพูดเสมอว่าแม่รักเขาที่สุด ตามใจเขาที่สุดยังครองตัวเป็นโสด จะว่าไปเขาก็ไม่ได้โสดนี่ เขามีคู่หมั้นแล้ว คู่หมั้นที่แม่จัดการให้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาไม่ค่อยอยากกลับมาบ้านนัก  แม้ว่าบ้านของเขาจะหลังใหญ่โตแบบที่คนทั่วไปเรียกคฤหาสน์


                มันเป็นคฤหาสน์ที่ตกทอดกันมาหลายรุ่น ต่อเติมซ่อมแซมมาตลอดอายุเกือบร้อยปีน่าจะได้ พี่ชายคนโตมีเรือนส่วนตัวอีกด้านของบ้าน และเมื่อไม่กี่ปีมานี้แม่ก็ปลูกบ้านให้เขาอีกหลังใกล้เรือนหลังใหญ่เพื่อเป็นเรือนหอ แต่ในเมื่อเขายังไม่ได้แต่งงานเขาก็มาพักในห้องเดิมของเขาที่เรือนใหญ่หลังนี้


                ชายหนุ่มเดินออกจากห้องส่วนตัวด้วยเสื้อยืดสีขาวคอกลมง่ายๆ กับกางเกงยีนสบายๆ เขาเดินผ่านห้องหับต่างๆ แล้วอดระลึกถึงวัยเด็กที่เคยวิ่งซนเล่นสนุกกับพี่ๆ ไม่ได้ ด้วยความที่เป็นลูกชายถึงสามคนแต่ละคนก็ซนและหามประสาเด็กจนแม่ต้องปวดหัว  ส่วนพ่อก็มักจะยิ้มปลื้มกับความห้าวของลูกๆ แม่อยากได้ลูกสาว ใครๆ ก็รู้เรื่องนี้แต่เมื่อมีเขาเป็นคนสุดท้องแม่ก็หมดหวัง การมีลูกสามคนทำให้สุขภาพของแม่อ่อนแอลงมากแต่กระนั้นคนที่จากไปก่อนกลับเป็นพ่อของเขาซึ่งจากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อราวห้าปีก่อน        


                เมื่อเขาเดินมาถึงห้องนั่งเล่น ก็พบเด็กชายหญิงสองคนกำลังนั่งทำการบ้านอยู่โดยมีมารดาของเขานั่งดูอยู่ใกล้ๆ ใบหน้าที่เคร่งเครียดก็คลายลงเป็นรอยยิ้ม คล้ายว่าเห็นภาพตัวเองในตอนเด็กอีกครั้ง เด็กชายตัวโตเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มให้เขา


                “คุณอาธันวามาแล้ว”


                “คุณอามาแล้ว เราได้กินขนมแล้วใช่ไหมคะคุณย่า”เด็กหญิงร้องท้วงคำสัญญา


                “อ้าว... รอกินขนมพร้อมอาอยู่หรือครับ” ธันวายิ้มแล้วเดินไปนั่งข้างมารดา  เขาลอบมองแม่ของตนเองซึ่งดูซูบผอมลงไปมาก เขาไม่ค่อยกลับบ้านกลับมาแต่ละครั้งแทบไม่มองหน้ากัน  ก็เพราะแม่อ้าปากทีไรก็พูดเรื่องแต่งงานกับให้เขาย้ายกลับมากรุงเทพฯ เสียที


                “ก็ใช่นะซิ” คุณหญิงเพ็ญแขยิ้มที่มุมปาก “ไม่ใช่ความผิดย่านะ ความผิดอาของหลานต่างหากล่ะ”


                “คุณแม่พูดให้ผมรู้สึกผิดเลยนะเนี้ย”


                “รู้สึกผิดเป็นกับเขาด้วยเหรอ” คุณย่าของหลานๆ ค้อนเข้าให้


                “โธ่คุณแม่ก็” เขาโคลงศีรษะไปมา


                “อย่าเพิ่งทานขนมเลยค่ะ เดี๋ยวก็จะได้เวลาทานอาหารเย็นแล้ว” หญิงรับใช้เอ่ยแล้วยกน้ำผลไม้มาเสิร์ฟ


                “จริงด้วยซิ นี่จะได้เวลาทานข้าวเย็นแล้วนี่” คุณหญิงยิ้มออกมาได้ “ไม่ได้กินข้าวพร้อมหน้ากันนานแล้วนะ”


                “วันนี้ทำของโปรดคุณๆ ทั้งนั้นเลยค่ะ” หญิงรับใช้รีบรายงาน


                “ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้นวันนี้กินข้าวเร็วกันหน่อยดีไหม เด็กๆ ก็คงหิวแล้ว” คุณหญิงหันไปบอกคนรับใช้ “ไปจัดโต๊ะได้แล้วไป”


                “ค่ะคุณหญิง”


                “กลับมาบ้านทั้งทีก็อยู่หลายๆ วันหน่อยซิตาธัน” คุณหญิงแม่เริ่มเปิดฉากสนทนา


                ธันวาแอบถอนหายใจเบาๆ แล้วลุกขึ้นยืน “ขอเดินรอบๆ บ้านหน่อยนะครับ เดี๋ยวเจอกันที่โต๊ะอาหารนะเด็กๆ”


                ชายหนุ่มรีบลุกแล้วเดินออกมาโดยไม่ฟังเสียงบ่นของแม่ที่ดังตามแผ่นหลังของเขา           เอาเถอะคราวนี้จะอยู่บ้านสักสามวันก็แล้วกันนานที่สุดเท่าที่เคยกลับมาบ้านเลย แต่ถ้าบอกก่อนอาจจะโดนล็อกห้องก็ได้ ธันวาหัวเราะน้อยๆ เมื่อนึกถึงสมัยเรียน เขาอยากไปออกค่ายอาสาแต่แม่ไม่อนุญาตโดนล็อกห้องนอน ก็ได้พี่ชายทั้งสองมาสะเดาะกลอนประตูให้เขาหอบเป้ไปตะลอนๆ เป็นครูดอยอยู่ครึ่งเดือน กลับมาถึงบ้านโดนแม่สวดจนหูชาไปหลายวันแต่อย่าหวังว่าเขาจะเข็ด เพราะเขาก็ยังแอบหนีไปเรื่อยๆ มีแต่พ่อเท่านั้นที่หัวเราะกับวีรกรรมของเขา ใครว่าเป็นลูกคนเล็กแล้วพ่อแม่ตามใจ เขาคนหนึ่งละที่แม่ไม่ตามใจเอาเสียเลย จนเขาอายุขนาดนี้แล้วยังจะบังคับให้เขาแต่งงานอีก  


รถเก๋งคันเล็กสีแดงสวยขับเข้ามาจอดหน้าบ้าน ชายหนุ่มยืนมองด้วยไม่คุ้นกับรถ เจ้าของรถยังนั่งนิ่งหลายนาทีจนเขาแปลกใจเป็นฝ่ายเดินลงไปหาเผื่อว่าคนขับต้องการความช่วยเหลือเป็นจังหวะที่เจ้าของรถเปิดประตูออกมายืนด้านนอก


สายตาของคนทั้งสองผสานกันนิ่งไปชั่วขณะ ธันวาพิจารณาโครงหน้ารูปไข่สวยของหญิงสาวเบื้องหน้า คิ้วโกงรับดวงตากลมโตแต้มสีเปลือกตาอย่างพอเหมาะ ริมฝีปากอิ่มเคลือบสีชมพูอ่อนใส  ปกติเขาไม่ชอบผู้หญิงแต่งหน้าแต่ต้องยอมรับว่าเธอแต้มแต่งสีสันได้อย่างพอดีและขับให้ใบหน้าของเธอน่ามองยิ่งนัก เธอยกมือทัดผมยาวสลวยแล้วยิ้มเขินให้เขาก่อนเดินเข้ามาใกล้จนเขาได้กลิ่นหอมละมุน เขาเผลอจ้องมองเจ้าของเรือนร่างเย้ายวนตาทั้งที่เธอสวมชุดเรียบร้อยมิดชินแต่เสื้อผ้าที่เน้นรูปร่างนั้นแต่กลับให้ความรู้สึกหายใจติดขัด


                “พี่ธันวา”


                เสียงหวานใสเอ่ยทักทาย แต่ชายหนุ่มขมวดคิ้วเขานึกไม่ออกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร อาการนิ่งงันไปของเขาทำให้ใบหน้าหวานเจือนลงไป


                “ตื่นแล้วเหรอไอ้ธัน” อีกเสียงร้องทักก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของพี่ชายคนโตจะเดินเข้ามาใกล้พร้อมถอนเสื้อสูทออกพาดบ่า   “รีบออกจากที่ทำงานเลยนะเนี้ย กลัวนายหนีกลับไปก่อนอีก”


                หญิงสาวยืนนิ่ง ริมฝีปากสวยเม้มเน้นเหมือนข่มอารมณ์ซ่อนความเจ็บปวดที่เห็นแววตาของชายตรงหน้า  เขาจำไม่ได้แม้กระทั้งหน้าตาคู่หมั้นอย่างเธอ


                “น้องมิ้นต์มาพอดี” กรกฎเสียงอ่อนกับว่าที่น้องสะใภ้คนเล็ก เขาคุ้นเคยกับเธอมากกว่าน้องชายตัวเองเสียอีก แล้วก็หันมาทำเสียงดุใส่น้องชาย “ไอ้ธันก็ดูแลคู่หมั้นตัวเองหน่อยซิ”


                “คู่หมั้น?” ธันวาทวนคำพูดของพี่ชายแล้วจ้องมองหญิงสาวตรงหน้า


                “เสียมารยาทจริงๆ ไอ้น้องคนนี้” กรกฎตบไหล่น้องชายเบาๆ แล้วเดินนำเข้าไปในบ้าน “ปล่อยเด็กๆ อยู่กับย่าไม่รู้เป็นไงบ้าง”


                ดารัณอยากจะหมุนตัวกลับซ่อนความเจ็บปวดไว้ไม่ให้ใครเห็น แต่เท้าทั้งสองข้างก็เหมือนถูกหมุดตอกตรึงให้ก้าวไปไหนไม่ได้ ชายหนุ่มตรงหน้าไม่มีท่าทางดีใจเลยสักนิดผิดจากเธอที่นั่งสงบสติอารมณ์อยู่ในรถนานหลายนาทีไม่อยากให้เขาเห็นกิริยาไม่งาม แต่พอได้เจอเขากลับกลายเป็นความเย็นชาจนเธอปวดใจ เขาเหมือนจะรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่จึงเดินเข้ามาใกล้จนเธอรู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมสะอาด  เขาคงเพิ่งอาบน้ำเสร็จหมาดๆ เธอเผลอคิดไกลจนใบหน้าหวานแดงระเรื่ออย่างไม่รู้ตัว


                “ไม่เจอกันนานนะ”


                “ค่ะ” ดารัณตอบรับอย่างรวดเร็ว เธอสลัดความคิดชวนวาบไหวของตนเองออกแล้วคลี่ยิ้มอ่อนหวานให้เขา “พี่ธันก็ไม่ได้กลับบ้านมานานแล้วนะคะ”


                “งานยุ่งนะครับ” เขาพูดเหมือนแก้ตัว


                “พี่ธันจะออกไปไหนหรือเปล่าคะ” ดารัณถามเพราะเห็นเขายืนอยู่หน้าบ้าน


                ธันวาส่ายหน้าไปมา “แค่จะเดินเล่นเสียหน่อย”


                “งั้นมิ้นต์เดินเล่นด้วยคนนะคะ” ดารัณเสนอตัว แต่เมื่อเห็นดวงตาหลังแว่นตาของเขามีแววประหลาดใจก็รีบก้มหน้าลง  “มิ้นต์ขอโทษค่ะ พี่ธันคงอยากได้ความเป็นส่วนตัว”


                “ไม่เป็นไร แค่เดินเล่นรอบๆ บ้านเอง” เขาพยักหน้าแล้วเดินนำไปด้านหนึ่งของบ้าน พี่ชายคนโตปรับสวนย่อมให้มีน้ำตกขนาดเล็กและบ่อปลาน่ารัก ช่วยให้บ้านร่มรื่นและยังเหมาะกับการจิบน้ำชา-กาแฟหรือนั่งอ่านหนังสือรวมทั้งเป็นที่เล่นของลูกทั้งสองด้วย


                “ไม่ได้กลับบ้านแค่ไม่กี่เดือน บ้านดูเปลี่ยนไปเยอะ”  ธันวาพึมพำกับตัวเองพลางขยับแว่นสายตาชิดใบหน้า


                “ใครว่าไม่กี่เดือนละค่ะ ตั้งปีกว่าแล้วนะคะ” ดารัณแย้ง


                “จริงเหรอ” เขาขมวดคิ้ว ไม่แน่ใจนัก


                “จริงๆ ค่ะ พี่ธันกลับมาที่บ้านนี้ครั้งล่าสุดก็สิบสี่เดือนที่แล้ว” ดารัณกรอกตา “ไม่นับที่มากรุงเทพฯ แบบผลุบๆ โผล่ๆ แล้วไม่ยอมเข้าบ้านนะคะ”


                ธันวาหยุดเดินแล้วหันมามองหญิงสาวที่อยู่ข้างๆ อย่างประหลาดใจ “รู้ด้วยเหรอ?”


                “ค่ะ แต่คุณหญิงแม่ไม่ทราบหรอก” ดารัณยิ้มนิดๆ “พี่ธันน่าจะกลับมาเยี่ยมท่านบ่อยๆ นะคะ  ระยะหลังมานี่ท่านไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่”


                “คุณแม่เป็นอะไร”  เขาถามเริ่มกังวลบ้าง ตัวเองเป็นหมอแท้ๆ แต่กลับไม่ได้ดูแลแม่ตัวเอง


                “ท่านเหนื่อยง่ายและอ่อนเพลีย งานเลี้ยงอะไรท่านก็ไม่ได้ไปเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะคะ”


                “ไม่มีใครพาท่านไปตรวจร่างกายบ้างเลยหรือไง” เขาขมวดคิ้ว


                “ก็ท่านไม่ยอมไปนี่คะ พี่ธันกลับมารอบนี้ก็สละเวลาดูแลท่านสักนิดเถอะค่ะ”


                คำพูดของคู่หมั้นที่ธันวาแทบจำหน้าไม่ได้ทำให้เขาสะอึก         ใบหน้าสวยเชิดขึ้นมองเขาอย่างไม่หลบสายตาเป็นใบหน้าของหญิงสาวที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ เขาจำได้ถึงเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่แม่ของเขารักนักรักหนาเพราะความที่แม่อยากได้ลูกสาวมาแต่ไหนแต่ไร พอวันที่คุณแพรว-เพื่อนรักสมัยเรียนโรงเรียนประจำพาเด็กหญิงตัวน้อยมาหา  แม่เขาแทบจะจะขอเป็นลูกสาวในทันที แต่เพราะดารัณเข้ามาทำให้เขาหลุดรอดสายตาของแม่ เขาได้ทำอะไรที่ตัวเองอยากทำง่ายขึ้น แม่ของเขารักดารัณมากแต่เขาก็ไม่คิดว่าจะถึงขนาดหมั้นหมายให้ หากนั้นไม่ใช่เพราะคำขอร้องสุดท้ายของคนใกล้ตาย เขาคงไม่รับปากรับหมั้นกับดารัณแน่ๆ ยุคนี้สมัยนี้แล้วยังจะมีคลุมถุงชนอีกหรือ?  แต่ตอนนั้นเขาปฏิเสธไม่ได้ทำให้ต้องรับหมั้น เขาคิดว่าไม่นานเด็กสาวคนนั้นก็คงเติบโตและเข้าใจอะไรๆ มากขึ้น เธอก็คงมีหนทางของตัวเอง มีคนรักของตัวเองแล้วถึงตอนนั้นเธอคงเป็นฝ่ายขอถอนหมั้นจากเขาเอง ไม่คิดว่าเธอจะยังคงสวมแหวนวงนั้นมานานหลายปีอย่างนี้


                ชายหนุ่มหมุนกลับมายืนมองหญิงสาว ดวงตาหลังแว่นตาหรี่มองคนตรงหน้าแล้วก็อดแปลกใจไม่ได้  


                “อายุเท่าไหร่แล้วนะเรา”


                “ยี่สิบเจ็ดแล้วค่ะ”  ดารัณออกจะประหลาดใจกับคำถาม


                “เราหมั้นกันมากี่ปีแล้ว”


                “เก้าปีค่ะ” 


หญิงสาวยิ้มทั้งปากและดวงตา  แววตาเธอเปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อเขาและซื่อสัตย์กับเขามาตลอด ชายหนุ่มพยักหน้า                ดารัณไม่ใช่เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนเดิมอีกแล้ว และไม่ใช่เด็กสาวที่เขาเคยจับมือและให้ขึ้นขี่หลัง เวลานี้เธอเติบโตเป็นหญิงสาวสวยเพียบพร้อมไปทุกอย่าง น่าแปลกใจที่เธอยังยึดมั่นกับการหมั้นที่เธอก็รู้ว่าทำไปเพราะอะไร เขาขยับเท้าเข้าไปใกล้จนเกือบชิดหญิงสาว  เอื้อมมือจับมือซ้ายของหญิงสาวที่สวมแหวนวงเล็กที่นิ้วนาง เขาคลึงฝ่ามือของเธอเบาๆ  แต่หญิงสาวหายใจติดขัดกับการกระทำของเขาจนแทบลืมหายใจ


                “ดารัณ...”


                “คะ”      


                “เราเลิกกันเถอะ”


                ประโยคที่หญิงสาวได้ยินทำให้ดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างตกใจ เธอเงยหน้ามองเขาตาไม่กระพริบจ้องมองใบหน้าคมเข้มอย่างจะเค้นหาคำตอบ เธอหูแววไปใช่ไหม? เธอฟังผิดไปใช่หรือเปล่า? เขาไม่พอใจอะไรทำไมถึงพูดแบบนี้ในสมองของดารัณเต็มไปด้วยคำถาม เธอไม่ได้เตรียมใจมาเจอเรื่องแบบนี้ ร่างเล็กถึงกับผงะถอยหลังไปครึ่งก้าวและเหมือนจะไร้แรงทรงตัว มือใหญ่ที่ว่างอีกข้างเอื้อมมาประคองเธอไว้ก่อน


                ยังไม่ทันทีทั้งสองจะเอ่ยอะไรสาวใช้ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาทางคนทั้งคู่


                “แย่แล้วค่ะคุณธันวา”


                “เกิดอะไรขึ้น” ธันวาขมวดคิ้ว


                “คุณหญิงเป็นลมค่ะ”


                “คุณแม่” ดารัณอุทาน


ทั้งสองผละจากกันแล้วกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามาในบ้าน พี่ชายคนโตประคองมารดาให้นอนบนโซฟา เด็กชายหญิงสองคนยืนมองอย่างตกใจ ดารัณเข้าไปกอดเด็กทั้งสองให้ถอยออกห่างออกมา ธันวารีบเข้าไปตรวจดูอาการเบื้องต้น สีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด


“พาคุณแม่ส่งโรงพยาบาลด่วน”.


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"มอหนุ่มอย่าง “ธันวา” จำใจต้องแต่งงานกับ “ดารัณ” ผู้หญิงที่คุณแม่ของเขาวางแผนจับเขาให้แต่งงานกับผู้หญิงที่แม่เลือก เขาไม่เคยนึกเลยว่าเด็กผู้หญิงที่เคยเจอเมื่อ 9 ปีก่อน คนที่เขาเคยวิ่งหนี วันนี้จะกลายเป็นสาวสวยและหวานฉ่ำจนเขาต้องวางแผนลักพาตัวภรรยาตัวเอง!."

เพลงมีนา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha