คุณหมอจอมบงการ 18+ (ซีรีย์ชุดจอมใจจอมบงการรัก) -จบ-

โดย: เพลงมีนา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 4 : คุณหมอจอมบงการ 3


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


ตอนที่ 3


 


                ดารัณนั่งประสานมือนิ่งรออยู่หน้าห้องฉุกเฉิน สำหรับเธอแล้วคุณหญิงเพ็ญแขก็เป็นเสมือนแม่คนที่สองของเธอเลยทีเดียวโดยเฉพาะตั้งแต่แม่ของเธอเสียไป คุณหญิงดูแลเธอราวกับเป็นลูกสาวไม่ว่าเธอมีเรื่องทุกข์ใจอะไร ท่านก็เป็นที่ปรึกษาของเธอเสมอ เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่รู้ ดารัณเงยหน้าเมื่อประตูห้องเปิดออก  เธอเห็นแพทย์ดูแลคุณหญิงเพ็ญแขออกจากห้องตรวจคุณกรกฎและภรรยารวมทั้งธันวาก็รีบก้าวเข้าไปสอบถามอาการ


                “คุณหญิงมีเนื้องอกในสมองระดับ1”


                “อะไรกัน เป็นไปได้ยังไง” เสียงลูกชายคนโตพูดอย่างหัวเสีย เขาอยู่ใกล้ดูแลท่านทุกวันแต่กลับไม่รู้ว่าแม่ป่วยหนักถึงขั้นนี้


                “ระดับ1”  ธันวาพึมพำ “ถ้าอย่างนั้นเราก็รักษาได้นี่”


                “ใช่ครับเป็นเนื้องอกชนิดที่ไม่ร้ายแรง ก้อนเนื้องอกเติบโตช้า ไม่แพร่กระจาย และสามารถผ่าตัดรักษาให้หายขาดได้  แต่ถ้าคนไข้ให้ความร่วมมือด้วยนะครับ”


                “หมายความว่ายังไง” คราวนี้สองพี่น้องหันมามองกันอย่างงุนงง


                “จริงๆ คุณหญิงทราบอยู่ก่อนแล้ว แต่ท่านไม่ยอมรักษาด้วยการผ่าตัด”


                หัวใจดารัณเหมือนหยุดเต้นไปที่ได้ยินคุณหมอพูดแบบนั้น เธอเป็นคนพาคุณหญิงเพ็ญแขมาโรงพยาบาลบ่อยๆ แต่ทุกครั้งที่มาก็เหมือนกับมาตรวจงานที่โรงพยาบาลซึ่งมันก็เป็นปกติที่เคยเป็นมา แต่เธอไม่รู้เลยว่าท่านเจ็บป่วยและท่านรู้อาการของตนเองมาตลอด


                “เราเข้าเยี่ยมได้แล้วใช่ไหม?” ธันวาถามหมอเจ้าของไข้ของคุณหญิงเพ็ญแข


                “เชิญครับ” คุณหมอเบี่ยงตัวให้ญาติเข้าไปในห้อง หมอหนุ่มมองร่างบอบบางของดารัณแล้วเดินเข้ามาใกล้ เขาเจอเธอบ่อยๆ และรู้ฐานะของเธอเป็นอย่างดี “คุณหญิงอยากพบคุณด้วยครับ คุณมิ้นต์”


                “ค่ะ”      


ดารัณแทบไม่มีแรงจะก้าวเท้าออกไป ใบหน้าหวานซีดเซียวจนน่าสงสาร คุณหมอยื่นมือมาแตะข้อศอกเธอเบาๆ หญิงสาวรู้สึกตัวแล้วยิ้มบางๆ แทนการขอบคุณที่เขาช่วยเรียกสติเธอ   กิริยาของเธอกับคุณหมออยู่ในสายตาของธันวาแต่เขาไม่มีใจจะจับผิดอะไรตอนนี้               


“คุณแม่” กรกฎและแววดาวภรรยาของเขา เดินเข้าไปข้างเตียงของมารดาที่ลืมตามองลูกๆ


“ไม่ต้องโทรไปบอกเจ้าเมษหรอกนะ” นางหมายถึงลูกชายคนกลางที่อยู่ลอนดอน


“คุณแม่ไม่สบายทำไมไม่บอกพวกเราละครับ” ลูกชายคนโตตัดพ้อ


แต่สายตาคนเป็นแม่มองเลยไปยังลูกชายคนเล็กที่ยืนนิ่งอับจนถ้อยคำ แน่นอนเพราะเขาเป็นหมอแต่ไม่ได้ดูแลแม่ผู้ให้กำเนิดมันทำให้เรารู้สึกแย่มากจนหาคำมาก่นด่าตัวเอง


                “คุณแม่ต้องผ่าตัดนะครับ” ธันวาพูดเสียงเครียด แต่มารดากลับหัวเราะเสียงแหบออกมา


                “กล้าสั่งฉันแล้วเรอะ”


                “ผมไม่ได้สั่ง” ลูกชายคนเล็กไม่ตลกกับคำพูดของมารดา “คุณแม่ต้องเข้ารับการรักษาทุกขั้นตอนที่คุณหมอแนะนำ”


                “ถ้าฉันไม่ผ่าล่ะ”  


คุณหญิงเพ็ญแขพูดด้วยน้ำเสียงที่เหนือกว่า แต่เมื่อเห็นสีหน้าอมทุกข์ของว่าที่ลูกสะใภ้ก็อดสงสารไม่ได้ หลายปีมานี่ถ้าไม่มีดารัณละก็... นางก็คงใช้ชีวิตเงียบเหงาไปวันๆ สามีก็ตายจาก ลูกชายสองคนก็ต่างมีครอบครัว คนเล็กก็ไม่ยอมกลับบ้าน  เพื่อนรักคนเดียวที่นางมีก็ฝากลูกสาวไว้ให้ดูแลก็จากไปแล้ว แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดของผู้หญิงก็คือลูก ก่อนที่เพื่อนรักจะจากไปนางได้ฝากฝั่งลูกสาวไว้เพราะเกรงว่าหากสามีจะแต่งงานใหม่แล้วลูกสาวจะถูกทอดทิ้ง แม้พ่อของดารัณจะรักลูกสาวมาก แต่ก็เป็นธรรมดาของผู้ชายที่มักทนความเหว่ว้าไม่ไหว ในสักวันก็ต้องมีภรรยาใหม่  ดารัณเองก็เติบโตเป็นหญิงสาวสวยและเพียบพร้อม         


ทั้งที่ดารัณมีคู่หมั้นคู่หมายแล้วก็ยังมีหนุ่มๆ มารุมจีบไม่น้อย นางรู้ว่าในใจของดารัณมีแต่ลูกชายคนเล็กของนาง แต่เจ้าลูกชายตัวดีก็แสนดื้อรันเหมือนใครก็ไม่รู้จนนางใจอ่อน แค่บังคับให้รับหมั้นในวันที่คุณแพรว-แม่ของดารัณจะจากไปก็ทำหน้ายุ่งยากใจ ซ้ำยังหนีไปทำงานในถิ่นทุรกันดารอีก


คุณหญิงเพ็ญแขได้แต่ระบายลมหายใจหนักๆ นางเข้าใจการเสียสละของลูกชาย แต่นางก็หวังให้ลูกอยู่ใกล้ๆ ในช่วงบั่นปลายชีวิต หากใครจะมองว่านางเห็นแก่ตัวก็ช่างเถอะ มีใครบ้างเล่าอยากเห็นลูกตัวเองไปลำบากลำบนแห่งหนใดก็ไม่รู้ หลายปีที่ผ่านมาเห็นหน้ากับนับชั่วโมงได้เลยทีเดียว


“คุณแม่ต้องรักษาตามที่คุณหมอแนะนำนะครับ” ธันวายืนกรานประโยคเดิม


คุณหญิงเพ็ญแขมองหน้าลูกชายคนเล็กแล้วยิ้มที่มุมปาก “ฉันผ่าตัดก็ได้แต่มีข้อแม้”


“ข้อแม้อะไรครับคุณแม่” ลูกชายคนโตขมวดคิ้ว เวลาอย่างนี้คุณแม่จะมีเงื่อนไขอะไรอีก


“แกต้องแต่งงานกับหนูมิ้นต์” 


“อะไรนะครับ” คราวนี้เป็นธันวาที่นิ่งไป ไม่คิดว่าคุณแม่จะจู่โจมด้วยวิธีนี้


“ได้ยินชัดแล้วนี่” มารดาแสร้งไอแห้งๆ “ถ้าแกแต่งงานกับหนูมิ้นต์ แม่ถึงจะยอมผ่าตัด”


“คุณแม่ค่ะ” ดารัณไม่คิดว่าท่านจะพูดแบบนี้ เธอแทบไม่กล้ามองหน้าพี่ธันวาของเธอเลย  เธอรู้ว่าเขาไม่ชอบเธอแต่การทำแบบนี้เขาจะยิ่งเกลียดเธอหนักขึ้นไปอีก


“ถ้างั้นฉันก็ไม่ผ่าตัด” คุณหญิงเพ็ญแขโบกมือไล่ทุกคน  “ออกไปได้แล้ว ฉันอยากพักผ่อน ถ้าแกทำให้แม่ไม่ได้นะธันวาแกก็กลับไปใช้ชีวิตของแกแล้วปล่อยแม่ไว้แบบนี้แหละ”


ในเมื่อคุณหญิงเพ็ญแขทำท่าไม่ต้องการสนทนากับใครอีก ทั้งหมดจึงออกมาจากห้องผู้ป่วยอย่างเงียบๆ และเมื่อประตูห้องปิดลง สายตาทุกคู่ล้วนจ้องมองที่ธันวาเพราะเขาคือคำตอบของเงื่อนไขที่มารดาได้ตั้งไว้ ธันวาเสยผมขึ้นอย่างหงุดหงิด  กรกฎรู้นิสัยน้องชายคนเล็กดีเขาได้แต่ตบไหล่น้องเบาๆ ก่อนจะดึงมือภรรยาให้เดินจากมาเหลือเพียงสองหนุ่มสาวที่ต้องตัดสินใจชีวิตกันเอง            


                “พี่ธันคะ” น้ำเสียงสั่นเครือและดวงตาคู่สวยมีน้ำตาเอ่อคลอ “มิ้นต์ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน”


                “พูดตอนนี้ก็ไม่มีความหมายอะไรแล้ว” เขาถอนแว่นตาแล้วยกมือกดหัวคิ้วบรรเทาความตึงเครียดแล้วทำท่าจะหมุนตัวเดินจากไป แต่มือเรียวเล็กของดารัณดึงชายเสื้อของเขาไว้ก่อนจนชายหนุ่มต้องหันกลับมามอง


                “แต่งงานกับมิ้นต์นะคะพี่ธัน”


                ชายหนุ่มตะลึงงันไปกับคำพูดของหญิงสาว 


                “พูดอะไรออกมา” เขาทำน้ำเสียงดุ “มันต้องมีวิธีอื่นซิ”


                “มิ้นต์ไม่รู้” หญิงสาวพยายามกลั้นน้ำตา “ตั้งแต่คุณแม่ของมิ้นต์เสีย มิ้นต์ก็มีแต่คุณหญิงเพ็ญแขที่คอยดูแลมิ้นต์มาตลอด  มิ้นต์ทำได้ทุกอย่างค่ะ ขอเพียงให้ท่านปลอดภัย”


                ชายหนุ่มอยากเช็ดน้ำตาให้แต่มือของเขาหนักเกินกว่าจะยกขึ้นได้ เขาเป็นลูกแท้ๆ ยังไม่คิดจะพูดประโยคแบบนี้ออกมาเหมือนหญิงสาวตรงหน้า               ก็อาจเป็นไปได้เพราะช่วงสิบปีที่ผ่านมาเขาแทบไม่ได้อยู่บ้านเลยด้วยซ้ำ คงมีแต่ดารัณที่คอยดูแลมารดาของเขาแทนเขานั้นแหละ               แต่ก็เขาแทบไม่รู้จักผู้หญิงตรงหน้าเอาเสียเลย ซ้ำยังเพิ่งบอกขอเลิกกับเธอไปหมาดๆ มารดาของเขาคงรักผู้หญิงคนนี้มากถึงกับยอมเอาการแต่งงานมาเป็นเงื่อนไขในการรักษาตัวเช่นนี้


                “เราแต่งกันเงียบๆ ไม่ต้องจัดงานอะไรก็ได้ ขอแค่ให้คุณแม่สบายใจและเข้ารับการผ่าตัด”  ดารัณกลั้นเสียงสะอื้นไว้ “หลังจากนั้นแล้ว พี่ธันจะหย่ากับมิ้นต์ก็ได้ค่ะ”


                “หย่า?”  แค่แต่งงานเขายังไม่คิดแต่เธอคนนี้คิดเรื่องหย่าให้เขาซะแล้ว


                “ถ้าคุณแม่ดีขึ้นแล้ว มิ้นต์...มิ้นต์จะเป็นฝ่ายขอเลิกเองค่ะ คุณแม่จะได้ไม่ตำหนิพี่ธันและคิดว่าที่เราไปกันไม่ได้จริงๆ เพราะมิ้นต์เองไม่ใช่พี่ธัน”


                ธันวาโคลงศีรษะไปมา เอาซิ ดูคู่หมั้นของเขาใจกล้าขนาดจะปกป้องเขาเสียเหลือเกิน พูดจาให้เขากลายเป็นคนอื่นของครอบครัวไปแล้ว เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วเขาเพิ่งจะบอกเลิกกับเธอแต่ตอนนี้เธอกลับมาขอเขาแต่งงานเสียนี่ แถมเป็นการแต่งเพื่อมารดาของเขาอีกด้วย 


                “ไม่ต้องมีพิธี ไม่ต้องเชิญแขก เอาแค่คนในครอบครัวของเรา และที่สำคัญแต่งงานให้เงียบที่สุด” 


                “คะ?” ดารัณเงยหน้าจ้องมองริมฝีปากของเขาราวกับว่าตนเองหูแว่วไป


                “เราจะแต่งงานกันให้เร็วที่สุด” ธันวาเชยคางหญิงสาวขึ้น “มันเป็นเพียงเงื่อนไขที่ผู้ใหญ่ต้องการ  เพราะฉะนั้นอย่าคาดหวังจะเอาอะไรกับผม”


                ดารัณเม้มปากแน่น ทำไมเขาเรียกตัวเองแบบนั้น ผม ฟังดูช่างแสนห่างเหิน แต่เขาก็บอกแล้วว่าอยากเรียกร้องเอาอะไรกับเขา หัวใจทีเคยเปี่ยมไปด้วยความรักกลับแตกสลายอย่างปวดร้าว     หากการบอกลาอาจเจ็บเพียงครั้งเดียวแล้วค่อยๆ ด้วยการรักษาแผลใจ ทว่าการเจ็บป่วยของญาติผู้ใหญ่ที่เธอรักและเคารพทำให้เธอไม่อาจปฏิเสธได้ “ค่ะ มิ้นต์ทราบดี”


                หญิงสาวถอยห่างออกมาครึ่งก้าวก็พ้นมือของเขา “พี่ธันเข้าไปคุยกับคุณหมอเรื่องการรักษาเถอะค่ะ มิ้นต์จะกลับบ้านไปเรียนให้คุณพ่อทราบก่อน  ส่วนเรื่องที่เหลือมิ้นต์จัดการเองค่ะ”


                ดารัณหมุนตัวแล้วก้าวเร็วๆ ออกมา รถของเธออยู่บ้านของคุณหญิงเพ็ญแข ตอนออกมาออกมาพร้อมกับคนอื่นๆ แต่จะให้เข้าบ้านเขาไปเอารถคงไม่ใช่ตอนนี้ หญิงสาวเปิดกระเป๋าหยิบโทรศัพท์โทรบอกคนขับรถที่บ้านให้มารับเธอก่อนจะไปรับรถที่อยู่บ้านคุณหญิงเพ็ญแข


                “คุณหนูมิ้นต์หน้าตาซีดเซียวเชียวครับ คุณหญิงไม่สบายหรือคุณหนูไม่สบายครับเนี้ย”


ลุงชัยคนขับรถเก่าแก่ชวนคุยหลังจากรีบเอารถมารับคุณหนูของบ้าน ซึ่งบังเอิญว่าคุณผู้ชายใช้ให้เขามาทำธุระนอกบ้านพอดีจึงมาถึงเร็วในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง


                “ไม่มีอะไรหรอกค่ะลุง” ดารัณส่ายหน้าไปมา “ลุงไปเอารถให้หนูมิ้นต์หน่อยนะคะ เดี๋ยวมิ้นต์เอารถคันนี้กลับไปใช้ก่อน”


                “ครับคุณหนู”


                ดารัณนั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถ ด้วยความที่เธอทำงานหลายด้านทั้งเป็นเลขาให้คุณหญิงเพ็ญแข ดูแลฝ่ายประชาสัมพันธ์ให้โรงพยาบาลและงานในบริษัทของครอบครัว เพียงเธอสงบสติอารมณ์ได้เธอก็จัดการลำดับสิ่งที่ต้องทำ แม้จะเคยคิดมาเสมอว่าจะจัดงานแต่งงานให้ตัวเองอย่างไร แต่ไม่เคยคิดว่าต้องแต่งแบบรวบรัดไม่มีพิธี ไม่มีแขกในงานอย่างไร เธอเองก็ไม่ชอบงานแต่งงานที่เต็มไปด้วยคนไม่รู้จักแต่ไม่ใช่ว่าไม่มีใครเลย อย่างน้อยก็ต้องมีเพื่อนสนิทของเธอ ลักษณ์นารา หญิงสาวหัวเราะขืนๆ แล้วเธอต้องหาชุดแต่งงานไหม? ในเมื่อมันเป็นเพียงงานแต่งงานกำมะลอเท่านั้น


                ผ่านวันอันแสนยุ่งเหยิง ดารัณไม่คิดว่าจะผ่านเรื่องราวดั่งฝันนั้นมาได้ เธอหลับไปเพราะยาแก้ปวดศีรษะแต่ ดารัณก็ตื่นด้วยมาพร้อมอาการปวดศีรษะหนึบๆ หญิงสาวต้องลุกขึ้นจากเตียงจัดการตัวเองแล้วรีบลงไปที่ห้องอาหารก่อนที่พ่อของเธอจะไปทำงานเสียก่อน


                คุณสมภพนั่งอ่านหนังสือพิมพ์พร้อมกับอาหารเช้าและมี ช่อแก้ว ค่อยดูแล ช่อแก้วอายุมากกว่าเธอแค่ 4 ปีเคยเป็นพนักงานในบริษัทของคุณพ่อ เธอเข้ามาอยู่ในบ้านเดียวกับดารัณเมื่อราวสองปีที่แล้ว แน่นอนว่าช่อแก้วเข้ามาอยู่ในฐานะ ภรรยาใหม่ ของพ่อนั้นแหละ ทว่าทั้งสองอยู่กันเงียบๆ พ่อเองก็ไม่ได้พาช่อแก้วออกงานไปไหนนอกจากไปเที่ยวต่างประเทศเพื่อหลบเสียงคนนินทาบ้าง ช่อแก้วเป็นผู้หญิงประเภทที่เรียกได้ว่าไม่ค่อยมีปากมีเสียทำให้คบหากับพ่อของเธอได้นานกว่าคนอื่นที่เคยเข้ามาข้องแวะกับพ่อหม้ายที่ยังหล่อและรวยอย่างพ่อเธอ


                “คุณมิ้นต์จะทานอาหารเช้าพร้อมกันไหมคะ” ช่อแก้วถามด้วยน้ำเสียงเกรงใจซึ่งจะเป็นแบบนี้เสมอไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลังคุณสมภพ


                “มิ้นต์ขอกาแฟค่ะ” ดารัณหันไปยิ้มให้แล้วเดินไปนั่งข้างบิดา เมื่อไม่มีใครอยู่แล้วเธอจึงเอ่ยปากพูดออกมา “คุณพ่อขา  มิ้นต์จะแต่งงานนะคะ”


                “ฮือ อะไรนะ” คุณสมภพเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์แล้วขมวดคิ้ว


                “อาทิตย์หน้ามิ้นต์จะแต่งงานค่ะ”


                “เดี๋ยวๆ ทำไมมันเร็วนักล่ะ พูดเหมือนจะไปเที่ยว” บิดาพับหนังสือพิมพ์แล้วจ้องหน้าลูกสาว เรื่องการหมั้นหมายนั้นก็ตั้งหลายปีจนเขาคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่จริงจังอะไรแล้ว


                “หมั้นมาตั้งหลายปีแล้ว ไม่เร็วหรอกค่ะ” ดารัณยิ้มกลบเกลื่อน


                “ลูกสาวพ่อจะแต่งงานทั้งที มันก็ต้องให้สมเกียรติกันหน่อยซิ”   


                “พ่อก็” ดารัณแสร้งเป็นหัวเราะ “ให้มิ้นต์แต่งเถอะค่ะ มิ้นต์ไม่อยากได้งานแต่งงานใหญ่โตอะไร มิ้นต์อยากได้คำอวยพรจากพ่อเท่านั้นเอง พ่อก็รู้ว่ามิ้นต์ไม่ชอบคนเยอะๆ มิ้นต์คุยกับพี่ธันแล้วด้วย เราอยากให้มีแค่คนในครอบครัวเท่านั้น”


                “มันจะดีหรือลูก มิ้นต์ก็มีหน้ามีตาในสังคม แต่งกันเงียบๆ เขาจะนินทาว่าเราท้องก่อนแต่งเอานะ”


                หญิงสาวหัวเราะร่วน “โธ่พ่อค่ะ คนจะนินทาทำยังไงเขาก็นินทาเราอยู่ดีล่ะค่ะ”


                “มันก็ดีนะ พ่อก็ไม่ชอบคนเยอะแยะ ใครมาบ้างก็ไม่รู้ บางทีเราก็ไม่รู้จัก”


                “ตกลงตามนี้นะคะพ่อ” ดารัณเข้าไปกอดบิดา “อีกหน่อยมิ้นต์แต่งงานไปอยู่บ้านผู้ชายแล้ว พ่อก็ไม่มีมิ้นต์เป็นก้างขวางคอแล้วนะคะ”


                “พูดอะไรแบบนั้นเด็กคนนี้” คุณสมภพเขกหัวลูกสาวเบาๆ


                “พ่อไม่สงสารคุณช่อแก้วบ้างหรือคะ”


                “พ่อแต่งงานหนเดียวก็พอแล้ว”


                “ขี้โกงนะคะ” ดารัณหัวเราะเสียงใส “พ่อก็ยังไม่แก่ คุณช่อแก้วก็ยังสาว น่าจะมีลูกด้วยกันนะ มีเด็กเล็กๆ ในบ้านจะได้ไม่เหงาไงคะ”


                “มิ้นต์คิดแบบนั้นเหรอลูก” คราวนี้คนเป็นพ่อจ้องมองใบหน้าลูกสาวอย่างจริงจัง


                “มิ้นต์ไม่ใช่เด็กแล้ว เรื่องแบบนี้เข้าใจได้ค่ะ ขอแค่คนนั้นรักพ่อจริงก็พอ” หญิงสาวยิ้มให้ “มิ้นต์เชื่อว่าแม่เองก็เข้าใจพ่อค่ะ”


                คุณสมภพลูบผมยาวของลูกสาวอย่างเอ็นดู “ขอบใจลูกมากนะมิ้นต์”


                “ด้วยความยินดีค่ะคุณพ่อ” ดารัณยิ้มกว้างเป็นจังหวะที่ช่อแก้วยกถาดกาแฟเข้ามา “รีบตัดสินใจนะคะคุณพ่อ”


                “ยัยลูกคนนี้นี่ จะแต่งงานอยู่แล้วยังทำตัวเป็นเด็กอยู่อีก”


                “คุณมิ้นต์จะแต่งงานหรือคะ” ช่อแก้วถามอย่างแปลกใจแต่เมื่อสีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เธอก็พลอยยิ้มออกมาด้วย “ยินดีด้วยค่ะ”


                “คุณช่อแก้วไปด้วยนะคะ” ดารัณยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ “มิ้นต์จัดงานเล็กๆ เชิญแค่คนในครอบครัว” 


                “คนในครอบครัว”  ช่อแก้วทวนคำแล้วหันไปทางคุณสมภพที่นั่งหัวโต๊ะ เขาพยักหน้าและยิ้มให้ทำให้เธอยิ้มกว้างออกมา ในที่สุดลูกสาวคนเดียวของคนที่เธอรักก็ยอมรับความสัมพันธ์ของเธอกับพ่อแล้ว


                ดารัณยิ้มให้คนทั้งสองแต่แอบซ่อนความเจ็บปวดไว้ภายใน การแต่งงานที่วางแผนการหย่าไว้พร้อมกันช่างเป็นเรื่องตลกจนอยากจะร้องไห้จริงๆ แต่เธอก็ไม่ต้องการให้ใครรับรู้ความเจ็บปวดนี้และเธอพร้อมจะแบกสิ่งนี้ไว้บนบ่าเล็กๆ ของเธอเอง.


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"มอหนุ่มอย่าง “ธันวา” จำใจต้องแต่งงานกับ “ดารัณ” ผู้หญิงที่คุณแม่ของเขาวางแผนจับเขาให้แต่งงานกับผู้หญิงที่แม่เลือก เขาไม่เคยนึกเลยว่าเด็กผู้หญิงที่เคยเจอเมื่อ 9 ปีก่อน คนที่เขาเคยวิ่งหนี วันนี้จะกลายเป็นสาวสวยและหวานฉ่ำจนเขาต้องวางแผนลักพาตัวภรรยาตัวเอง!."

เพลงมีนา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha