คุณครูขา..รักป๋าหนูหน่อย (ซีรี่ย์ชุดพ่อหม้ายลูกติด)

โดย: ลูกตุ้มเงิน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 2 : งานนี้ต้องมีตัวช่วย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

            จุดแตกหักระหว่างนพดนัยกับลลิน เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วในเย็นวันที่นพดนัยกลับบ้านมาเร็วกว่าปกติ กลับมาก่อนภรรยาของเขาเสียอีก จนทำให้ชายหนุ่มได้เห็นภาพสาวสวย แต่งตัวเปรี้ยวจนเข็ดฟัน ชุดเดรสรัดรูป ปาดไหล่ เปิดเอว กระโปรงสั้นจนเกือบปิดบังอะไรไว้ไม่ได้ ยิ้มหวานลงมาจากรถพร้อมกับถุงของในมืออีกมากมาย แต่ก่อนที่จะลงมายังได้มีการจูบล่ำลากับชายหนุ่มเจ้าของรถอีกด้วย ช่างเป็นภาพที่สร้างความปวดใจให้กับนพดนัยอย่างยิ่ง ทั้งที่พยายามจะปิดหูปิดตาทำเพื่อลูกแล้วก็ตาม แต่ด้วยภาพที่เห็นตำตาทำให้ความอดทนของชายหนุ่มสิ้นสุดลงทันที

          “ลินผมขอคุยอะไรด้วยหน่อย” นพดนัยเอ่ยขึ้นทันทีที่ลลินเดินเข้ามาถึงในบ้าน พยายามควบคุมอารมณ์ส่งเสียงออกไปอย่างสุภาพที่สุด เนื่องจากลูกสาวตัวน้อยก็นั่งอยู่ตรงนั้นด้วยกัน

          “คุณมีอะไรก็พูดมาเลยสิคะ ลินรอฟังอยู่”

          “ไปคุยกันในห้องดีกว่า ลูกกำลังมีสมาธิในการวาดรูป ผมไม่อยากกวน”

          “ก็เอาสิคะ” ลลินยักไหล่ส่งคำตอบสั้น ๆ ก่อนจะเดินถือถุงในมือนำขึ้นไปชั้นบน โดยมีนพดนัยเดินตามไป ปล่อยให้หนูน้อยดวงใจนั่งวาดรูปอยู่กับป้าส้มต่อไป

 

          หลังจากที่ประตูห้องปิดลง ลลินก็เดินเอาถุงในมือไปวางไว้ที่หน้าตู้ แล้วมานั่งไขว่ห้างอยู่ปลายเตียง รอฟังในสิ่งที่ผู้เป็นสามีจะพูด

          “คุณไปไหนมา?” คำถามแรกที่นพดนัยเอ่ยขึ้น

          “ก็ออกไปเที่ยวกับเพื่อน หาอะไรกินกันบ้าง ดูหนังบ้าง แล้วก็ซื้อของอย่างที่คุณเห็น” ลลินตอบกลับ พร้อมทั้งชี้มือไปที่บรรดาถุงที่เธอถือกลับมาด้วย

          “เพื่อนคนไหน?”

          “บอกไปคุณก็ไม่รู้จักหรอกค่ะ”

          “ก็เพราะว่ามันไม่ใช่เพื่อนคุณน่ะสิ แต่มันเป็นคู่นอนใช่ไหมลิน?” นพดนัยตอบสวนกลับทันทีพร้อมกับเดินเข้ามาเขย่าแขนของภรรยาด้วยความรู้สึกที่กำลังเดือดดาล

          “โอ๊ย! ฉันเจ็บนะคุณนพ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”

          “เจ็บเหรอ? แค่นี้คุณเจ็บแล้วเหรอ แล้วที่เธอปีนขึ้นหัวมาสวมเขาให้ผมอยู่นี่ คุณคิดว่าผมไม่เจ็บหรือไง? ผมไม่ใช่ควายนะลลิน ถ้าคิดว่าจะแรดจะร่าน ก็ช่วยออกไปทำให้มันไกล ๆ ตาผม ไกล ๆ บ้านนี้หน่อย หัดคิดถึงลูกบ้าง ถ้าแกเห็นเข้าจะรู้สึกยังไง”

          ลลินดิ้นหลุดมาจากนพดนัยได้ ก็ลุกขึ้นมายืนปักหลักต่อว่าชายหนุ่มเอาบ้าง

          “เออ ฉันมันแรดมันร่าน แต่เพราะใครล่ะ ไม่ใช่คุณหรือไงที่เอาแต่บ้างาน ไม่รู้จักหันมาดูดำดูดีฉันบ้าง ฉันเป็นคนนะ ฉันยังต้องการความรักความเอาใจใส่ ต้องการเสพความบันเทิง ไม่ใช่ต้องมาจมปลักเป็นเหมือนหุ่นยนต์ที่อยู่คอยรับใช้คุณกับลูกอยู่แต่ในบ้าน”

          “นี่คุณกำลังจะบอกว่าการที่อยู่บ้านดูแลลูกดูแลสามีอย่างภรรยาของคนอื่นที่เขาทำกัน มันเป็นความทรมานอย่างนั้นเหรอ?”

          “ใช่! ก็ถ้าคุณอยากได้ภรรยาเหมือนคนอื่น คุณก็ต้องไปหาคนอื่นแล้วล่ะ ฉันคงเป็นให้คุณไม่ได้”

          ลลิน!” นพดนัยเรียกชื่อแม่ของลูกดังลั่น อย่างไม่อยากจะเชื่อหู

          “ทำไมคะ...รับไม่ได้อย่างนั้นเหรอ? รับไม่ได้ก็ไม่ต้องรับสิ จะเลิกกันไปเลยก็ได้นะ” หญิงสาวผายมือยักไหล่ ทำราวกับว่าสิ่งที่ตนเองพูดอยู่นั้นเป็นแค่เพียงเรื่องธรรมดา

          “นี่คุณรู้ตัวหรือเปล่าว่าพูดอะไรออกมา? คุณไม่ได้นึกถึงลูกบ้างเลยหรือไง” ชายหนุ่มตรงเข้ามาจับไหล่ของหญิงสาวเขย่าอีกครั้ง จ้องหน้าส่งคำถามออกมาอย่างพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ไว้จนถึงที่สุด

          “นั่นมันลูกคุณ ก็คุณอยากได้นักหนาไม่ใช่เหรอ ฉันก็อุตส่าห์แบกท้องมาให้แล้วไง ยังจะเอาอะไรกับฉันอีก”

          เพี้ยะ!!! เสียงดังสนั่นที่เกิดจากฝ่ามือใหญ่กระทบเข้าที่ใบหน้าที่แต่งแต้มไปด้วยสีสันจากเครื่องสำอางค์ จนหันไปตามแรงเหวี่ยง พร้อมกับร่างบางที่ร่วงลงไปนั่งกองอยู่บนที่นอน สายตามองกลับมาที่ชายหนุ่มด้วยความโกรธแค้นด้วยเช่นกัน

          “คุณนพ! คุณกล้าตบหน้าฉันอย่างนั้นเหรอ?” ลลินลุกขึ้นมาชี้หน้าผู้เป็นสามีก่อนที่จะเข้ามาตบตีชายหนุ่มอย่างไม่คิดกลัวด้วยเช่นกัน

          บทสรุปของการทะเลาะกันในครั้งนี้ นั่นคือการตกลงที่จะไปหย่ากันในเช้าวันรุ่งขึ้น นพดนัยที่แววตากำลังรุ่งโรจน์ไปด้วยไฟแห่งความโกรธแค้น กลับต้องมอดไหม้และอ่อนลงในทันทีที่หันกลับมาที่ประตู แล้วสบเข้ากับนัยน์ตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตาของลูกน้อย ที่ไม่รู้ว่าขึ้นมาแง้มประตูแอบดูเขาอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ในมือของหนูน้อยยังคงถือกระดาษวาดรูปผลงานของตัวเองเอาไว้แน่น

 

          จากวันนั้นจนถึงวันนี้แววตาที่แสดงถึงความผิดหวังและเสียใจของลูกสาวตัวน้อยยังคงฝังอยู่ในใจของเขา นพดนัยบอกตัวเองว่าต่อไปจะไม่ทำให้ลูกสาวต้องผิดหวังในตัวเขาอีกเด็ดขาด แต่ตอนนี้เขาจะทำอย่างไรกับภาพที่เด็กน้อยได้เห็นไปแล้ว และมันก็กำลังทำให้ลูกสาวตัวน้อยของเขาเปลี่ยนไปอีกด้วย ความสดใสของหนูน้อยที่เลือนลางลงไปทุกที ทำอย่างไรจึงจะให้มันกลับมาแจ่มชัดได้เช่นเดิม ยังคงเป็นปัญหาสำหรับผู้กำกับคิวทอง

            หลังจากที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ นพดนัยก็มานั่งหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตว่าควรจะทำอย่างไร กับเด็กที่เริ่มประสบปัญหาสภาวะซึมเศร้า ซึ่งมีแนะนำไว้หลายวิธีอย่างเช่นให้ความรักความอบอุ่น อยู่ใกล้ชิด พูดคุย พาไปพบปะผู้คน พบเพื่อน พาไปเที่ยวพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศ หรือแม้แต่ให้ผู้ปกครองและครูร่วมมือกันดูแล ซึ่งบางอย่างนพดนัยก็พร้อมที่จะทำให้น้องดวงใจได้เลย แต่บางเรื่องก็ยังคงติดขัด โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับเวลา เช่นการอยู่ใกล้ชิด การพาไปเที่ยว ชายหนุ่มยอมรับว่าลำบากสำหรับคนทำงานอย่างเขา ความคิดที่ว่าคงต้องหาตัวช่วยจึงเกิดขึ้น

            บางทีเรื่องน่าเบื่ออย่างการที่ต้องแวะไปรับแพรวาก่อนไปโรงเรียน อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ ชายหนุ่มคิดแล้วยิ้มอย่างมีความหวัง ส่วนข้อแนะนำที่บอกให้ร่วมมือกับคุณครูของลูกน้อย นพดนัยก็ไม่ได้มองข้ามเช่นกัน  ดังนั้นชายหนุ่มจึงตัดสินใจที่จะเข้าไปพูดคุยกับคุณครูประจำชั้นของลูกสาวตัวน้อยในวันรุ่งขึ้นอีกด้วย

           

            เช้าวันรุ่งขึ้นป้าส้มทำหน้าที่จัดการเด็กหญิงดวงใจให้อยู่ในชุดพร้อมที่จะไปโรงเรียนเหมือนเช่นทุกวัน ก่อนที่จะพาหนูน้อยลงไปรับประทานอาหารมื้อเช้า

            “ลงมาแล้วเหรอคะ ลูกสาวคนเก่งของป๊ะป๋า” นพดนัยลุกขึ้นไปหาลูกสาว ตั้งใจจะไปอุ้มหนูน้อยให้ขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ตัวสูงสำหรับเด็กโดยเฉพาะ แต่หนูน้อยกลับหันหน้าหนีชายหนุ่ม แล้วสวมกอดป้าส้มเอาไว้แน่น จนนพดนัยต้องเป็นฝ่ายกลับไปนั่งที่ของตัวเอง แล้วปล่อยเด็กน้อยให้เป็นหน้าที่ของป้าส้มต่อไป

            “กินข้าวเช้ากันดีกว่านะครับ เดี๋ยววันนี้ป๊ะป๋าจะพาน้องดวงใจไปรู้จักกับใครคนหนึ่งด้วย เดี๋ยวก่อนไปโรงเรียน เราจะไปแวะรับคุณอาแพรวากัน” นพดนัยพยายามพูดกับลูกน้อยด้วยความใจเย็น

            “.......” ไม่มีเสียงตอบรับ ไม่มีแววตาที่ตื่นเต้น ไม่มีการตอบสนองใดจากหมายเลขที่ท่านเรียก ทำเอานพดนัยถึงกับแอบถอนหายใจอยู่บ้างเหมือนกัน

 

            ทุกอย่างเป็นไปตามแผน นพดนัยขับรถมาจอดรอรับแพรวาอยู่ที่หน้าบ้านของเธอ แต่กว่าที่หญิงสาวจะออกมาได้ ก็ทำให้ชายหนุ่มถึงกับต้องถอนหายใจอยู่หลายครั้ง เพราะเป็นห่วงรถติดและไม่ทันเวลาส่งลูกสาวเข้าโรงเรียน ในที่สุดนักแสดงสาวก็เดินนวดนาดออกมาจากบ้าน ด้วยชุดแต่งกายที่มองแล้วรู้สึกเข็ดฟันกันเลยทีเดียว

            “มาแล้วค่ะ แพรต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่ทำให้คุณนพต้องรอนานไปนิดนึง” แพรวาพูดพร้อมกับเปิดประตูรถด้านหน้าฝั่งข้างคนขับออกหมายจะขึ้นนั่ง แต่แล้วก็ได้พบว่ามีหนูน้อยนั่งอยู่แล้ว ถึงนักแสดงสาวจะรู้สึกขัดใจ แต่ก็เก็บอาการได้อย่างแนบเนียน “อุ๊ย! หนูคงเป็นน้องดวงใจใช่ไหมคะ อาแพรได้ยินชื่อหนูมานานแล้ว เพิ่งจะได้เจอตัวจริงกันวันนี้เอง น่ารักจังเลยค่ะ”

            แพรวาพูดพร้อมกับจับแก้มใส ๆ ของหนูน้อยเล่นอีกด้วย แต่สิ่งที่ได้รับคือ ปฏิกิริยาการเมินหน้าหนีของเด็กตัวน้อย แถมด้วยเอามือปัดแก้มตัวเอง เหมือนว่าจะเอารอยนิ้วมือของนักแสดงสาวออกจากแก้มตัวเองอีกด้วย ทำเอาหญิงสาวถึงกับหน้าเสียกันเลย ส่วนนพดนัยนั้นรู้ได้ทันทีว่าตัวช่วยแรกของเขาไม่ประสบความสำเร็จเสียแล้ว

            “น้องดวงใจครับ สวัสดีคุณอาก่อนสิครับ”

            “.......” ไม่มีการตอบสนองใด ๆ ทั้งสิ้นจากเด็กน้อย

            “น้องดวงใจครับ ไม่น่ารักเลยลูก เจอผู้ใหญ่เราควรไหว้ทักทายนะครับ ถึงจะเป็นเด็กน่ารัก”

            “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณนพ น้องดวงใจคงจะยังไม่คุ้นน่ะค่ะ” หญิงสาวรีบเก็บอาการไม่พอใจ แล้วส่งเสียงบอกชายหนุ่มออกไป แต่นพดนัยก็ไม่คิดจะปล่อยผ่านกลับปฏิกิริยาไม่มีมารยาทของลูกสาว

            “น้องดวงใจครับ ป๊ะป๋าว่าคุณครูของหนูน่าจะสอนมาแล้วนะ ว่าเจอผู้ใหญ่ควรต้องทำยังไง เอ....หรือว่าจะไม่ได้สอนจริง ๆ สงสัยป๊ะป๋าต้องไปคุยกับคุณครูของหนูหน่อยแล้ว ว่าทำไมถึงยังไม่สอนมารยาทที่ดีให้กับลูกสาวป๊ะป๋าซะทีน้า” และครั้งนี้นับว่าได้ผล เด็กน้อยยอมหันกลับไปสวัสดีนักแสดงสาวทันที จนนพดนัยรู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน

            “สวัสดีค่ะ”

            “สวัสดีค่ะลูกสาว” แพรวารับไหว้หนูน้อย แล้วถือโอกาสโอบกอดเด็กน้อยเอาไว้ด้วย

            “คุณแพรเชิญขึ้นรถเถอะครับ เดี๋ยวจะไปไม่ทันโรงเรียนเข้าครับ”

            “ค่ะ ได้ค่ะ” แพรวาจำต้องเปิดประตูรถขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังตามระเบียบของคนมาทีหลัง แถมยังเป็นคนนอกครอบครัวอีกด้วย

 

            ด้วยความเร่งรีบ เนื่องจากเสียเวลาไปมากแล้ว ทำให้นพดนัยขับรถด้วยความเร็ว จนไม่ทันได้สังเกตว่ามีแอ่งน้ำเล็ก ๆ อยู่ที่ข้างทาง ทำให้ชายหนุ่มเหยียบเข้าจนน้ำกระเด็นไปเปียกคนที่เดินอยู่บนฟุตบาทเข้าอีกด้วย

            “ว้าย!” เสียงร้องอุทานด้วยความตกใจ และรู้สึกเซ็งสุดชีวิตของคุณครูรัตน์จันทร์ดังขึ้น ขณะที่หยุดก้มลงมองชุดของตัวเอง ทั้งเสื้อ กระโปรง รองเท้า เปียกไปอย่างละครึ่งซีก ก่อนที่จะเงยขึ้นมาดูรถต้นเหตุที่วิ่งต่อไปอย่างไม่คิดที่จะหยุดมาเอ่ยคำขอโทษกันแม้แต่คำเดียว “คิดว่ารีบเป็นคนเดียวหรือไง รวยแล้วไม่ต้องมีมารยาทก็ได้เหรอ อย่าให้เจออีกแล้วกัน ไอ้พวกนิสัยไม่ดี”

            รัตน์จันทร์มองดูป้ายทะเบียนรถ บันทึกเข้าสมอง แถมตอกติดเอาไว้ด้วยความโกรธและความเจ็บใจอีกด้วย

            “นี่มันวันอะไรของรัตน์จันทร์กันเนี่ย ฮึ่ย!” หญิงสาวส่งเสียงออกมาอย่างต้องการจะระบายความในใจออกมาบ้าง ก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเพื่อนรัก พร้อมกับก้าวเดินต่อไปอย่างเร่งรีบ เพราะอีกนิดเดียวก็จะถึงโรงเรียนอยู่แล้ว และทางออกของเธอสำหรับเรื่องชุดก็คือ จะไปขอพึ่งชุดของสินี หรือ ก้อย เพื่อนครูที่มีบ้านอยู่หลังโรงเรียน

            (ฮัลโหล จันทร์แกอยู่ไหนเนี่ย ทำไมวันนี้สายจัง)

            “เออ วันนี้คงเป็นวันซวยของฉันน่ะ นี่ก็เจอไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้ขับรถเหยียบน้ำกระเด็นใส่เสื้อผ้าฉันเปียกหมดเลยอ่ะ ฉันเลยว่าจะขอยืมชุดแกใส่หน่อยนะ”

            (ได้สิ แล้วแกอยู่ไหนแล้วล่ะ?)

            “ฉันถึงหน้าโรงเรียนแล้วตอนนี้ เดี๋ยวเข้าไปตอกบัตรก่อนแป๊บนึง แล้วจะเดินไปหาแกนะ”

            (โอเค ได้เลยเพื่อน)

 

            นพดนัยจอดรถเสร็จ ก็บอกให้แพรวารอเขาอยู่ในรถก่อน ส่วนเขาจะพาลูกสาวไปส่งที่ห้องเรียน

            “คุณแพรรอผมสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมมา”

            “อ้าว! ไม่ให้แพรไปส่งด้วยเหรอคะ แพรไปได้นะ”

            “ไม่เป็นไรครับ ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณครูของน้องดวงใจสักครู่ด้วยน่ะครับ คุณรออยู่ที่นี่ดีกว่าไปด้วยจะเบื่อเสียเปล่า ๆ”

            “อย่างนั้นก็ได้ค่ะ”

            นพดนัยเดินจูงมือลูกสาวตัวน้อยไปส่งจนถึงห้องเรียน ทั้ง ๆ ที่ปกติเขาจะส่งให้จนถึงมือของครูเวรที่มายืนรอรับเด็กนักเรียนอยู่เพียงเท่านั้น

            ที่ห้องเรียนชั้นอนุบาล 3/3 มีครูผู้ช่วยนั่งประจำอยู่หนึ่งคน

            “สวัสดีครับ คุณคือครูประจำชั้นของน้องดวงใจหรือเปล่าครับ”

            “ไม่ใช่ค่ะคุณพ่อน้องดวงใจ คือดิฉันเป็นครูผู้ช่วยค่ะ ส่วนครูจันทร์ยังมาไม่ถึง ถ้าคุณพ่อมีอะไรก็ฝากบอกดิฉันเอาไว้ได้นะคะ เดี๋ยวดิฉันจะบอกครูจันทร์ให้เองค่ะ” เสียงของครูจอยบอกกับผู้กำกับหนุ่ม

            “ไม่เป็นไรครับ ผมจะรอ ปกติครูประจำชั้นเขาจะมาสายกันอย่างนี้เหรอครับ”

            “ก็ไม่นะคะ ปกติครูจันทร์เธอมาเช้าค่ะ วันนี้นี่ถือว่าผิดปกติ”

            “แต่ว่ามาใช่ไหมครับ ไม่ใช่ว่าหยุดงานนะครับ ผมไม่อยากเสียเวลารอเก้อ”

            “ค่ะ มาสิคะ ครูจันทร์ไม่ได้โทรมาแจ้งลา เพราะฉะนั้นต้องมาค่ะ”

           

            ส่วนครูรัตน์จันทร์ที่กำลังถูกพูดถึงอยู่นั้น หลังจากเข้าไปตอกบัตรที่ตึกอำนวยการเสร็จแล้ว กำลังจะเดินไปทางด้านหลังโรงเรียน แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นรถคันหรูที่คุ้นตา แถมป้ายทะเบียนยังติดตาหญิงสาวอยู่อีกด้วย

            “หนอยแน่! ไอ้คนนิสัยไม่ดี ไอ้คนไม่มีมารยาท มาจอดรถอยู่ตรงนี้เอง”

            รัตน์จันทร์ชะงักเท้ามองซ้ายมองขวา หาอะไรที่จะเป็นตัวช่วยให้เธอได้ระบายแค้นออกมาได้บ้าง แต่ก็ไม่พบว่าจะมีอะไรที่จะเหมาะ ก่อนจะคิดอะไรได้บางอย่าง จึงได้เปิดกระเป๋าของเธอทันที แล้วหยิบมันออกมาจัดการตามที่คิด ก่อนจะเดินจากไปด้วยท่าทางที่เป็นปกติ ส่วนแพรวานั้นกำลังโพสต์ท่าถ่ายเซลฟี่อยู่ในรถบ้าง หน้ารถบ้าง แล้วโพสต์ลงไอจี (Instagram) บอกคนอื่นให้รู้ว่าวันนี้ผู้กำกับชื่อดังเป็นคนไปรับเธอมาจากบ้าน จนไม่ได้สนใจว่าจะมีใครเข้ามาใกล้รถหรือไม่?

           

            “จันทร์ เร็ว ๆ เข้า จะเคารพธงชาติแล้ว เดี๋ยวไม่ทันแล้วจะโดนครูใหญ่ดุเอานะ” เสียงของครูก้อยที่ยืนกวักมือเร่งเพื่อนให้รีบเดินเร็วขึ้น

            “เออ มาแล้ว..มาแล้ว”

            “โอ้โห! นี่ไปโดนที่ไหนมาเนี่ย ทำไมมันเปียกอย่างนี้ล่ะ” ครูก้อยส่งเสียงถามเพื่อนรักทันทีที่เห็นสภาพของเธอใกล้ ๆ

            “เอาไว้จะเล่าให้ฟัง แกพาฉันไปเปลี่ยนชุดก่อนสิ”

            เพื่อนรักสองคนพากันเดินผ่านประตูหลังของโรงเรียนออกไป ไม่กี่ก้าวก็ถึงบ้านของครูก้อย ผู้เป็นเจ้าของบ้านพาเพื่อนสาวเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้อง

            “จันทร์ มันเหลืออยู่ชุดเดียวอ่ะที่รีดเอาไว้แล้ว ที่เหลือฉันเพิ่งซักอ่ะ ยังไม่ได้รีด แกลองเอาชุดนี้ไปใส่ดูแล้วกันนะ จะใส่ได้หรือเปล่า?” น้ำเสียงไม่มั่นใจและรู้สึกผิดของครูก้อยส่งไปบอกเพื่อนรัก พร้อมกับยื่นชุดที่บอกให้ด้วย ก่อนจะดันให้รัตน์จันทร์เข้าห้องน้ำไปเปลี่ยน

            ทั้งนี้ก็เพราะว่าชุดที่เหลืออยู่นั้น เป็นชุดที่พอดีตัวเจ้าของ ที่มีรูปร่างเล็กกว่ารัตน์จันทร์อยู่เล็กน้อย

            “ไอ้ก้อย ไม่เหลือชุดอื่นเลยเหรอ มันอึดอัดอ่ะแก เสื้อรัดไปหน่อย กระโปรงก็สั้นไปนิดน่ะแก” เสียงรัตน์จันทร์ส่งออกมาจากห้องน้ำ

            “ไม่มีแล้วจริง ๆ ฉันยังไม่ได้รีดเลย มันอึดอัดมากเลยเหรอแก มัวแต่รีดจะไม่ทันน่ะสิ”

            “เออ ๆ ไม่ต้องก็ได้ เดี๋ยวฉันแขม่วเอาแล้วกัน  แต่ว่าสงสัยไม่ต้องกินข้าวนะวันนี้ ถ้าพุงฉันขยายนี่สงสัยซิบแกจะแตกว่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า” รัตน์จันทร์เดินออกมาจากห้องน้ำ โชว์ชุดที่ใส่ให้เพื่อนดู

            “ไม่ดีเหรอแก จะได้ดูหุ่นดี ๆ ไปสู้กับพวกนางแบบเขาได้ยังไงล่ะ ฉันว่าแกนี่สู้ได้สบายเลยนะ อกอึ๋ม เอวคอด สะโพกผาย ไม่ยักรู้ว่าเพื่อนฉันนี่ซ่อนรูปนะจ๊ะ”

            “ไอ้บ้า!..เอาวันนี้ให้รอดก่อนไหมแก ก่อนที่จะไปสู้กับนางแบบน่ะ ถ้าวันนี้ซิปกระโปรงแกไม่แตก เสื้อแกไม่ปริไปเสียก่อนนะ ส่วนชุดฉันนี่ฝากไว้บ้านแกก่อนนะ เดี๋ยวเย็นค่อยมาเอา”

            “โอเค ๆ รีบไปเถอะแก สัญญาณเตือนเพลงชาติดังแล้ว”

            สองสาวรีบพากันเดินกลับเข้าโรงเรียน ครูก้อยสอนอยู่ชั้นอนุบาล 2 ส่วนครูจันทร์สอนอยู่ชั้นอนุบาล 3 ดังนั้นต่างคนจึงต่างรีบแยกย้ายกันกลับไปประจำที่ห้องเรียนของตนเอง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha