กลสวาทซาตานร้าย (จบแล้ว)

โดย: โพธิ์ทะเล



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : คุณเป็นใคร


ตอนต่อไป

ตอนที่ 1  คุณเป็นใคร


                ทันทีที่เห็นร่างบอบบางของลูกสาว เดินลงมาจากชั้นบนของบ้านด้วยความเร่งรีบ ทำให้นายพัฒนะ เลิศไพทูรย์ ชายวัยกลางคน เจ้าของธุรกิจบันเทิงครบวงจร ยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย หันไปมองแล้วเอ่ยทักขึ้น

                “รสา จะไปไหนลูก วันนี้พ่อว่าจะชวนหนูไปเป็นเพื่อนพ่อ ช่วยคัดเลือกตัวนักแสดงที่จะใช้เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับ ฟีนิค เอนเตอร์เทนเม้นท์ เสียหน่อย พ่อเห็นว่าลูกมีเพื่อนเป็นพวกดาราอยู่หลายคนนี่ลูก น่าจะช่วยพ่อได้บ้าง ถ้ายังไม่รีบนักก็ไปเป็นเพื่อนพ่อหน่อยนะ” นายพัฒนะเอ่ยขอร้องลูกสาว

                “คุณพ่อขา วันนี้หนูมีนัดไปดูตึกที่จะใช้ทำสำนักงานติดต่อประสานงาน สำหรับส่วนของห้องอัดน่ะค่ะ แต่ไม่เป็นไร หนูไปเป็นเพื่อนก่อนก็ได้ เสร็จแล้วค่อยเลยไปดูตึกอีกที เอ่อ พ่อคะ ถ้าอย่างนั้นหนูไม่เอารถไปนะคะ” ปันรสา เอ่ยเอาใจบิดา

                “ได้สิ ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเลย เดี๋ยวคุณปราโมทย์เขาจะรอนาน พ่อนัดเอาไว้ตอนสิบโมงเช้า อ้อ... แล้วหนูอย่าลืมเอาหมวกไปด้วยนะ เดี๋ยวเวลาเลยไปดูตึกเผื่อแดดจะร้อน ลูกสาวคนสวยของพ่อจะไม่สบายเอาได้” นายพัฒนะเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเอ็นดู

                “ค่ะ คุณพ่อ แหม... หนูรักคุณพ่อจังเลย” ปันรสาออดอ้อน แล้วเข้าจูงแขนบิดาเดินไปขึ้นรถเบนซ์สีดำคันโตที่จอดอยู่

 

 

***************

 

 

          วันนี้การคัดเลือกตัวนักแสดงเพื่อจ้างเป็นพรีเซนเตอร์ใช้เวลานานพอสมควร จึงเสร็จสิ้นลงในเวลาเกือบบ่ายโมงตรง หญิงสาวใบหน้าสวยหวาน ผิวขาว ผมยาว นัยน์ตาคมซึ้งที่ยืนยิ้มอยู่กลางแสงแดดจ้า ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

                “เฮ้อ... เสร็จเสียที” ถอนหายใจอีกทีอย่างโล่งอก

                “คุณพ่อขา ถ้าเสร็จแล้ว เดี๋ยวหนูขอยืมรถของบริษัทสักคันนะคะ” ปันรสาเอ่ยบอกบิดาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กัน

          “อือ งั้นก็ ไปทานมื้อเที่ยงกันก่อนนะลูก แล้วค่อยไป ทุกคนด้วยนะ” นายพัฒนะหันไปชวนบุตรสาวและทีมงานกับลูกน้องทุกคนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

                “ขอบคุณค่ะคุณพ่อ / ขอบคุณค่ะ / ครับ ท่านประธาน” เสียงตอบรับพร้อมกัน แล้วทุกคนก็เก็บข้าวของก่อนมุ่งตรงไปยังห้องอาหารของบริษัททันที

 

 

***************

 

 

                รถเบนซ์สีบรอนด์คันหรู ที่ขับเลี้ยวเข้ามาในซอยแห่งนี้เมื่อสักครู่ที่ผ่านมาแล้ว จอดนิ่งลงที่ด้านข้างของตึกพาณิชย์สี่ชั้นสีครีม เหมือนกำลังรอคอยอะไรบางอย่างอยู่อย่างตั้งใจ

                “เจ้านายครับ เอ่อ ไม่ทราบว่ามารอใครเหรอครับ” อธิน บอดี้การ์ดหนุ่มหล่อที่ทำหน้าที่ขับรถไปด้วยในวันนี้ เอ่ยถามเจ้านายหนุ่มของตัวเองขึ้นมา เมื่อเห็นว่าจอดรถนิ่งอยู่สักพักแล้วแต่เจ้านายยังไม่สั่งอะไร และยังไม่เห็นว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเลย ทำให้อธินสงสัยจนต้องเอ่ยถามอย่างทนไม่ไหว

                “รอไปก่อน แล้วตามพวกของทีปด้วยนะว่าถึงไหนกันแล้วตอนนี้ คราวหน้านายบอกพวกนั้นด้วยนะธิน ว่าถ้ายังไปเที่ยว ไปขลุกกันอยู่ที่ ฟีนิคคลับ อีก ฉันจะให้ไปอยู่ที่นั่นเป็นการถาวรเสียเลย แล้วก็ไม่ต้องมาให้ฉันเห็นหน้าอีก” ไอศูรย์ตอบกลับคนสนิทด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท ทำให้อธินต้องรีบรับปากแล้วเงียบไปไม่กล้าถามอะไรอีก

...ตอนนี้เขาอยู่กับเจ้านายเพียงสองคนเสียด้วย เกิดพ่อโกรธขึ้นมาจริงๆ เขานั่นแหละจะซวยก่อนใครๆ ถึงเจ้านายสุดหล่อของเขาจะหน้าดุ แต่ก็ใจดีกับลูกน้องทุกคน ยกเว้นตอนนี้ที่เขาเห็นใบหน้านี้ดุดันขึ้นจนเขาไม่กล้ารับประกันเหมือนทุกครั้ง ก็ดูหน้าเจ้านายของเขาสิ ไม่อยากขัดใจจริงๆ เลย…

                “ทีป นายถึงไหนกันแล้ววะ เร่งเลย เจ้านายรออยู่นี่แล้วนะ ชักช้าฉันไม่รับประกันคอของพวกนายนะเว้ย เออ ๆ เลิกกัน” อธินวิทยุถึงทีมบอดี้การ์ดอีกห้าคนที่เหลือทันที เมื่อจับคลื่นสัญญาณนั้นได้ ... ถ้าช้าก็ตัวใครตัวมันกันนะเว้ยพวก...” อธินคิดแหยงๆ

 

 

**************

 

 

                “คุณป้าคะ ตกลงว่าหนูตัดสินใจซื้อตึกนี้นะคะ เดี๋ยวเรื่องเอกสารและสัญญาซื้อขาย คุณป้านัดมาอีกทีได้เลยนะคะ นี่ค่ะนามบัตรของหนู คุณป้าติดต่อไปที่เบอร์นี้ได้เลยนะคะเมื่อทุกอย่างพร้อง ขอบคุณมากค่ะ หนูลาเลยนะคะ” ปันรสาจัดการเจรจาขอซื้อตึกที่มาดูนี้เรียบร้อยทุกอย่างจึงขอตัวกลับ เธอจะต้องขับรถของบริษัทกลับไปคืนที่บริษัทอีกครั้งแล้วจึงค่อยให้คนขับรถของบิดาไปส่งที่บ้านอีกที เพราะตอนค่ำเธอมีนัดไปงานเลี้ยงกับบิดาอีกด้วย...กลับไปแต่งตัวสวยรอคุณพ่อดีกว่า... หญิงสาวคิดอย่างมีความสุข แล้วขึ้นรถขับมุ่งหน้าสู่บริษัทของตัวเองทันที อารมณ์ดีจนลืมสังเกตถึงความผิดปกติว่ามีรถคันโตอีกคันขับตามไปตลอดทาง

                “คุณพ่อขา ทุกอย่างเรียบร้อยค่ะ คุณป้าเจ้าของตึกท่านใจดีมากค่ะลดราคาลงให้ตั้งเยอะด้วย หนูเอารถมาคืนแล้วนะคะ แล้วก็ขอให้น้าชดไปส่งที่บ้านหน่อยนะคะ จะกลับไปแต่งสวยรอควงคุณพ่อตอนเย็นนี้ไงคะ” ปันรสาอ้อนบิดาแล้วยิ้มหวาน

                “ตามสบายเลย พ่อยังมีประชุมต่ออีกหน่อย แล้วเดี๋ยวเจอกันที่บ้านระลูก” นายพัฒนะบอกบุตรสาวแล้วเดินกลับไปยังห้องประชุมของบริษัททันที

 

 

***************

 

 

                เบนซ์สีดำจอดสนิทลงตรงหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ ซึ่งเป็นที่อยู่ของสองพ่อลูกตระกูลเลิศไพทูรย์ พร้อมกับร่างบอบบางของหญิงสาวเจ้าของบ้านก็ก้าวลงจากรถทันที แต่กลับเดินไปยังรั้วประตูบ้านอีกบ้านข้างๆ กัน หันไปบอกคนสนิทของบิดาด้วยรอยยิ้ม

                “ขอบคุณมากค่ะน้าชด เดี๋ยวน้าชดกลับไปที่คุณพ่อได้เลยนะคะ รสายังไม่เข้าบ้าน จะเข้าไปหาคุณป้าท่านเสียหน่อย เห็นเด็กบอกว่าท่านไม่ค่อยสบายน่ะค่ะ” พอเธอพูดจบนายชดก็ขับรถคันหรูวนกลับออกไปทันที .. ปันรสากำลังจะเข้าไปเยี่ยมคุณป้าข้างบ้านที่ใจดีกับเธอมาตลอด หญิงสาวหันหลังกลับไปยังประตูบ้านหลังข้างๆ กันอีกรอบ ขณะเดียวกับที่รถเบนซ์สีบรอนด์และรถตู้คันโตที่ตามหลังมา โดยที่เธอไม่รู้ตัวก็จอดประกบหญิงสาวทันที พร้อมๆ กับชายในชุดสูทสีดำสี่คน พากันลงจากรถกรูเข้าประชิดตัวเธอ หญิงสาวหันมาเห็นก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติ จะก้าวขาวิ่งเข้าไปในบ้านก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะตกใจจนขาแข็งไปหมด

                “อย่าขัดขืนคุณผู้หญิง แล้วจะไม่เจ็บตัว” เสียงหนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์พูดขึ้น ตอนนี้เธอเริ่มควบคุมสติตัวเองได้บ้างแล้ว พยายามเก็บอาการหวาดกลัวเอาไว้ ค่อยๆ ถอยหลังหันกลับจะวิ่ง แต่พอก้าวขาออกเท่านั้นเอง ผ้าขนหนูผืนเล็กก็ปิดเข้าที่จมูกของเธอพร้อมชายสองคนก็เข้าถึงตัวเธอทันทีเช่นกัน

                “บอกแล้วว่าอย่าขัดขืน พักผ่อนไปสักพักก็แล้วกันนะครับคุณผู้หญิง” เสียงห้าวจบลงพร้อมๆ กับสติของเธอที่ดับวูบลงไปเช่นกัน

 

 

***************

 

 

                ปันรสาเริ่มรู้สึกตัว ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ปรับสายตาให้เข้ากับสภาพในปัจจุบัน แสงสีขาวนวลที่ส่องเข้ามาทางด้านข้างทำให้เธอมองเต็มที่

...ที่นี่ที่ไหนกัน นี่มันไม่ใช่บ้านของเอนี่นา แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร... เธอจำได้ว่ากลับมาจากบริษัทจะเข้าไปเยี่ยมคุณป้าข้างบ้าน ... ตายแล้ว คนพวกนั้นจับตัวเธอมาแน่ๆ แล้วคนพวกนั้นเป็นใครกัน เธอไม่เคยมีศัตรูที่ไหน ไม่เคยทะเลาะกับใคร และไม่เคยมีปัญหากับใครที่ไหนเลย... หญิงสาวสะบัดศีรษะไล่ความมึนงง คิดอย่างตระหนก ...ใช่แล้วเธอโดนโปะด้วยยาสลบนี่นา กลิ่นฉุนๆ นั่นยังติดอยู่ที่จมูกและความรู้สึกอยู่เลย เธอต้องขอความช่วยเหลือ ใช่แล้ว คุณพ่อ... คิดได้ดังนั้นมือเล็กก็ตบเข้าที่กระเป๋ากางเกงผ้าของตนที่สวมใส่อยู่ทันทีเธอใส่โทรศัพท์มือถือไว้ในกระเป๋ากางเกงนี่นา...ไม่มี ไม่มีอะไรเลย...  แล้วเธอจะทำอย่างไรดีล่ะ จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองอยู่ที่ไหน

ไวเท่าความคิดหญิงสาวลุกจากตียงทันที เดินโงนเงนไปที่ประตูห้องที่มองเห็น แล้วยกมือขึ้นหมุนเปิด ...ล็อก... ประตูห้องนี้ล็อกจากด้านนอก ตายแน่แล้วคราวนี้ เธอจะทำอย่างไรดีล่ะ แต่เธอยังไม่ยอมแพ้ หญิงสาวเดินไปที่หน้าต่างรวบรูดม่านสีครีมนั้นออกอย่างแรง ด้านนอกหน้าต่างมีเหล็กดัดอีกชั้น

แสงสีส้มเรืองรองส่องมาเข้าตา มองไปรอบๆ มีแต่ต้นไม้สูงเต็มไปหมด...มันเกือบจะค่ำแล้วนี่ เธอจะทำอย่างไรดี เธออยู่ที่ไหนเธอไม่รู้เลย ใครกันที่ทำกับเธอแบบนี้... หญิงสาวคิดอย่างกังวลและหวาดกลัวขึ้นมา  “คุณพ่อขาช่วยรสาด้วย” เสียงพึมพำแผ่วเบาเอ่ยออกมากับตัวเอง และเมื่อเธอเดินดูหาลู่ทางจนทั่วทั้งห้องนอนกว้างแล้ว แต่ไม่มีหนทางจริงๆ ร่างบางจึงทรุดนั่งลงบนเตียงกว้าง ก้มหน้าลงกับเข่าที่ตั้งชันขึ้น ร้องไห้ออกมาอย่างหวาดกลัว

 

 

***************

 

 

                ส่วนที่ห้องโถงหรูหราของบ้านหลังใหญ่นี้ ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของบ้านกำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่หน้าจอโทรทัศน์ด้วยอารมณ์ที่สดชื่นเป็นอย่างยิ่ง ไม่เคยมีวันไหนในรอบสิบกว่าปีนี้ที่เขาจะรู้สึกดี และมีความสุขเท่ากับวันนี้มาก่อนเลย

...พี่ศิครับ รอนะครับ ตอนนี้ผมได้ของรักของหวงของมันมาอยู่ในมือของผมแล้ว ผมจะทำให้ไอ้ชั่วนั้นมันกระอักเลือดตายไปเลย พี่ศิ คอยดูอยู่บนสวรรค์นะครับ ผมสัญญากับพี่ว่ามันจะต้องเจ็บกว่าพี่เป็นร้อยเท่าพันเท่า... ไอศูรย์คิดด้วยความเจ็บแค้นระคนเจ็บปวดในหัวใจ

                “ป้านวลครับ เดี๋ยวถ้าเสร็จงานในครัวแล้ว ป้าไปเยี่ยมเจ้าอ็อดมันได้เลยนะครับ ฝากบอกมันด้วยว่าผมฝากเยี่ยม แล้ววันหลังผมจะไปเตะมันด้วยตัวเองโทษฐานที่ทำให้ป้าต้องมาลำบากกับมันเพราะความทะลึ่งของมันนะครับ” ไอศูรย์เอ่ยปากอนุญาตคนที่ดูแลตัวเองเหมือนเป็นแม่นมเขามานานตั้งแต่เขายังเป็นเด็กๆ และเพราะหลานชายตัวดีของของป้านวลดันอุตริไปปืนดูลูกสาวของเพื่อนบ้านอาบน้ำ พอเขาจับได้เลยตกลงมาขาแข้งหัก ดีเท่าไหร่ที่เจ้าของบ้านจับไม่ได้คาหนังคาเขา ไม่อย่างนั้นตอนนี้คงไม่แค่ใส่เฝือกนอนอยู่โรงพยาบาล แต่คงไปนอนในคุกแทน

                “ถ้าอย่างนั้น ป้าไปนะคะคุณไอซ์ ถ้าคุณอยากได้อะไรเพิ่มเติมเรียกเด็กแมวมันได้เลยค่ะ มันทำความสะอาดที่เรื่อนหลังเล็กอยู่ค่ะ

                ...เรือนหลังเล็กอย่างนั้นเหรอ? ใช่แล้ว เขาลืมเสียสนิทเลย นึกออกแล้ว ในเมื่อบ้านหลังนั้นเป็นบ้านที่มีอดีตที่แสนปวดร้าวของครอบครัวเขาอยู่ที่นั่น มันก็เหมาะกันแล้วที่จะเป็นที่อยู่ของผู้หญิงคนนั้นเป็นที่สุด...  ชายหนุ่มคิดด้วยความเคียดแค้นแล้วยิ้มเหยียดออกมา รอยยิ้มแบบนี้แหละเป็นรอยยิ้มที่บอดี้การ์ดของเขากลัวกันนักหนา แล้วหลังจากนั้นแผนการต่างๆ ก็เริ่มเข้าสู่สมองอันชาญฉลาดของชายหนุ่มหน้าใสเจ้าของบ้าน

หญิงสาวบนห้องนอนกว้าง ที่พยายามทุกวิถีทางในการที่จะหาลู่ทางหลบหนี เดินดูจนทั่วห้องก็ไม่สำเร็จ ไม่มีทางไหนเลยที่เธอจะออกไปจากที่นี่ได้ในขณะนี้ จะมองหาใครก็ไม่พบเจอหน้าใครที่พอจะสอบถามอะไรได้เลย

โอ๊ย แล้วที่นี่มันเป็นที่ไหนกันแน่นะ...ดูจากสภาพห้องน่าจะเป็นห้องนัก หรือห้องนอน เตียงนอนที่กว้างขวาง กับโซฟาสีครีมชุดใหญ่ ไหนจะตู้เสื้อผ้าและตู้กระจกแบบบิวท์อินและอุปกรณ์ครบครัน แต่ตอนนี้เธอไม่สามารถทำใจให้ยอมรับ และชื่นชมอยู่กับความหรูหราของห้องนี้ได้เลย เธอกำลังกลัว กลัวในสิ่งที่ลูกผู้หญิงกลัวกัน กลัวว่าจะเกิดสิ่งที่เธอไม่อยากให้เกิดมากที่สุดขึ้นกับเธอ

... คุณพ่อขา รสาจะทำอย่างไรดี ช่วยรสาด้วยนะคะ... เสียงกุกกักที่ดังขึ้นตรงหน้าประตูห้อง ทำให้ร่างบางที่นั่งซึมอยู่บนเตียงกว้างสะดุ้งทันที

“ว่าไง คุณหนูปันรสา นอนหลับสบายเหมือนบ้านตัวเองเลยนะ ปล่อยให้เจ้าของบ้านรอซะนานเชียว” น้ำเสียงเรียบสนิทเอ่ยแดกดันขึ้นจากประตูด้านหน้า ทำให้หญิงสาวเงยหน้ามองด้วยความตื่นกลัว ...ใครผู้ชายคนนี้ คนที่กำลังเดินตรงมาที่เธอ คำพูดที่ดูเหมือนจะทักทายแต่น้ำเสียงข่มขู่อยู่ในทีนั่นอีก หน้าตาหล่อเหลา ไม่ใช่สิ สวยมากกว่า ผู้ชายคนนี้มีใบหน้าสวยมากกว่าเธอที่เป็นผู้หญิงแท้ๆ เสียอีก ผิวขาวอมชมพู ริมฝีปากแดงเข้ม ผมดำสนิทซอยระบ่าหนา แล้วตาชั้นเดียวแสนจะดุนั่นอีกที่จ้องเขม็งมาที่เธอ

...นายนี่จะใช่คนที่จับเธอมาหรือเปล่านะ ดูจากการแต่งกายที่ดูดีมากๆ น่าจะเป็นเจ้าของที่นี่ มากกว่าจะเป็นแค่ลูกน้องหรือลูกจ้าง... จนเมื่อร่างสูงก้าวมาจนถึงข้างเตียง หญิงสาวจึงรีบถอยลนลานไปที่ข้างเตียงอีกด้านทันที

“ว่ายังไงล่ะ คนสวย เตรียมตัวพร้อมรับกับสถานที่ใหม่หรือยัง” เสียงเรียบนั้นถามขึ้นอีกครั้ง เมื่อเดินมายืนนิ่งข้างเตียงฝั่งที่เธอถอยไปเมื่อครู่

“คุณเป็นคนจับฉันมาใช่มั้ย คุณทำอย่างนี้ทำไม” หญิงสาวถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่น เมื่อความรู้สึกลึกๆ บอกเธอว่า มันไม่น่าจะเป็นเรื่องดีสำหรับเธอแน่

“...” ไม่มีเสียงตอบกลับมา แล้วเธอก็เห็นท่าทางยกมือขึ้นทั้งสองข้างโบกเบาๆ เหมือนจะบอกว่าเปล่า ไม่มีอะไร ประมาณนั้น

“นี่คุณ ฉันไม่ตลกด้วยนะ ปล่อยฉันไปเดี๋ยวนี้เลย” หญิงสาวขึ้นเสียงสูงใส่ลืมความกลัวไปชั่วขณะ เมื่อเห็นท่าทางกวนประสาทนั่น

“คุณเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมาทำกับฉันแบบนี้” หญิงสาวขึ้นเสียงใส่ไปอีกครั้งด้วยความโกรธเมื่อเห็นผู้ชายตรงหน้าไม่ยอมพูดอะไร และยังส่งสายตามาในแบบที่เธอเห็นแล้วเย็นเยือกไปถึงในอก

“แล้วเธอล่ะ เธอคิดว่าตัวเองเป็นใคร ทำไมคิดว่าฉันจะทำอะไรเธอไม่ได้” ชายหนุ่มตะคอกกลับเสียงดัง จนเธอสะดุ้งอีกรอบด้วยความหวาดกลัว ความกล้าเมื่อครู่หายไปหมด ...น่ากลัวจริงๆ เลยผู้ชายคนนี้ ใครก็ได้ช่วยที... ชายหนุ่มกระชากแขนเธอทีเดียวจนเซจากขอบเตียงหน้าคว่ำลงกลางเตียงกว้าง

“นี่ ปล่อยฉันนะ ช่วยด้วยค่ะ ใครก็ได้ช่วยด้วย ช่วยด้ว... อุ๊บ… เสียงที่กรีดร้องขอความช่วยเหลือเงียบลงทันที เมื่อชายหนุ่มตรงหน้า ประกบปากแดงลงบนริมฝีปากบางของเธอปิดเสียงร้องนั้นเสียสนิท แล้วบดขยี้อย่างรุนแรงไร้ปราณี จนเธอรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือดในปากของตัวเอง มือทั้งสองของเธอพยายามทุบตี ร่างหนาที่กระทำอุกอาจกับเธอ เท้าทั้งสองเตะถีบเป็นพัลวัน น้ำตาซึมออกจากหางตาด้วยความเจ็บ เริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองจะหายใจไม่ออก จะสิ้นเรี่ยวแรง... พยายามทุบแรงๆ ที่ไหล่หนานั้นติดๆ กันหลายครั้งอย่างต้องการอากาศหายใจ

“โอ๊ย...” แล้วสุดท้าย ผู้ชายตรงหน้าก็ยอมปล่อยเธอ แต่เป็นการผลักออกอย่างแรง จนศีรษะของหญิงสาวกระแทกเข้ากับหัวเตียง แล้วล้มไปไม่เป็นท่า

“จำเอาไว้ ไม่ต้องเรียกหาให้ใครมาช่วย เพราะที่นี่ฉันมีอำนาจที่สุด ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่กล้าเข้ามาทั้งนั้นถ้าฉันไม่สั่ง เพราะฉะนั้นหัดเงียบปากเอาไว้ดีกว่า” ไอศูรย์ตะคอกใส่เธออีก...ฮึ อย่าคิดว่าเขาจะปราณีเธอนะ นี่เป็นแค่บทเริ่มต้นเท่านั้น ต่อจากนี้ต่างหากมันถึงจะเป็นของจริง

“ไม่ต้องมาทำสำออย บีบน้ำตาใส่ฉัน เพราะมันไม่ทำให้ฉันรู้สึกอะไรขึ้นมาหรอก สำหรับผู้หญิงแบบเธอมันต้องโดนมากกว่านี้ ฮึๆ...เตรียมตัวเอาไว้ให้ดีล่ะ อ้อ... แล้วเรียกฉันว่าคุณไอซ์ทุกครั้งด้วย อย่ามาบังอาจขึ้นเสียงใส่ฉันเหมือนเมื่อกี้นี้อีก จำเอาไว้...” จบประโยคยืดยาวนั้นลง ร่างสูงก็ก้าวยาวๆ ออกจากห้องไป ปิดประตูโครมใหญ่ ทิ้งเธอไว้กับน้ำตาและความเจ็บปวด และความสงสัยเต็มเปี่ยม ..เธอไปสร้างความโกรธแค้นอะไรไว้ให้เขาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน หน้าตาก็เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก ทำไมต้องจับเธอมาด้วย จะถามใครก็ไม่ได้ ฟื้นมายังไม่เจอใครสักคน นอกจากหน้าดุๆ ของซาตานร้ายเมื่อครู่เท่านั้นเอง

 

 

*************

 

 

นายพัฒนะ เดินพล่านเป็นเสือติดจั่น เมื่อกระหน่ำโทรศัพท์เข้ามือถือของลูกสาวตั้งแต่บ่ายจนเย็นแล้วยังไม่สามารถติดต่อได้ โทรเข้าบ้านเด็กที่บ้านก็บอกว่าคุณหนูของพวกเขายังไม่กลับไป แต่นายชดก็บอกว่าไปส่งถึงหน้าบ้านเรียบร้อยแล้วถึงได้กลับมาหาเขาที่บริษัทเมื่อตอนบ่าย ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวของเขากันแน่ ปันรสาไปไหน ปกติไม่เคยเหลวไหลให้ต้องเป็นห่วงเลยสักครั้ง ค่ำนี้ก็มีนัดไปงานเลี้ยงกับเขา แต่ตอนนี้ค่ำแล้วยังไม่มีวี่แววว่าเขาจะติดต่อลูกสาวได้

ชายวัยกลางคนเริ่มเครียด เมื่ออับจนหนทางในการติดต่อลูกสาว ไม่ว่าจะโทรไปที่เพื่อนหรือคนรู้จักคนไหน ก็ไม่มีใครรู้เลย ความกลัวต่างๆ นาๆ เริ่มเข้าสู่จิตใจ อย่างนี้ไม่ดีแน่แล้ว มันต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ.. รสาอยู่ไหนลูก พ่อเป็นห่วงนะ...

“ชด เดี๋ยวแกต่อสายหาท่านผู้กำกับสุพจน์ให้ฉันหน่อยนะ” สั่งคนสนิททันทีเมื่อนึกขึ้นมาได้

“นี่ครับคุณท่าน” ชดส่งโทรศัพท์ให้เจ้านายทันทีเมื่อติดต่อปลายทางได้

“สวัสดีครับ ท่านพจน์ ผมพัฒนะนะครับ ผมมีเรื่องร้อนใจมากเลยครับ”

“มีอะไรคุณพัฒ ผมพอมีอะไรช่วยได้บ้างมั้ย” เสียงเนิบช้าของนายตำรวจใหญ่ตอบกลับ ท่านสุพจน์เป็นตำรวจที่มีความซื่อตรง ประพฤติดี และเป็นนายตำรวจใหญ่ที่ตงฉินที่สุดคนหนึ่งที่นายพัฒนะคิดว่าตัวเองต้องพึ่งพิงได้ในยามนี้

“เกิดเรื่องกับลูกสาวผมครับ เธอหายตัวไป ใครๆ ก็ติดต่อไม่ได้ ตั้งแต่หลังเที่ยงแล้วครับ ผมกลัวจะเกิดเรื่องร้ายขึ้น จึงขอความช่วยเหลือปรึกษาท่านนะครับ” นายพัฒนะเอ่ยบอกเสียงเครียด

“หนูรสา น่ะหรือ เอาสิผมช่วยเต็มกำลังอยู่แล้วล่ะ เดี๋ยวคุณรอก่อนนะเพราะมันยังไม่ครบเวลา พรุ่งนี้ถ้ายังไม่ได้เรื่องคุณก็มาแจ้งความไว้ได้ทันที” เสียงท่านพจน์เอ่ยมา น้ำเสียงปลอบใจ

“ครับท่าน ผมขอบคุณมากนะครับ แล้วผมจะติดต่อมาหาท่านใหม่นะครับ” พูดออกไปแล้ว คาดหวังว่าอย่าให้อะไรเกิดขึ้นกับลูกสาวของเขาเลย .. นี่มันอะไรกัน หรือเวรกรรมมันจะมีจริง

 

 

*************

 

 

เวลา 21.00 น.

มีเสียงบางอย่างดังขึ้นที่หน้าประตูห้องอีกครั้ง หลังจากปิดเงียบไปหลายชั่วโมง ทำให้หญิงสาวที่ฟุบหน้าอยู่บนเตียงกว้างสะดุ้งอีกรอบ ตอนนี้เธอรู้สึกปวดท้องเป็นอย่างมาก เพราะตั้งแต่ตอนเที่ยงที่รับประทานอาหารมา หลังจากนั้นแม้น้ำสักหยดก็ไม่ได้ตกถึงท้องเธออีกเลย โดยปกติเธอก็เป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว ตอนนี้มันจึงออกฤทธิ์เอากับเธอ ... นี่ผู้ชายใจร้ายคนนั้น จะมาทำอะไรเธออีกหรือเปล่านะ เธอปวดท้องขนาดนี้ จะเอาตัวรอดจากเขาได้อย่างไร... เสียงประตูเปิดออกเรียกสติของเธอให้กลับมาอีกครั้งอย่างหวาดกลัว

“หนูเอาอาหารมาให้คุณค่ะ” เสียงเด็กสาวที่หน้าตาน่ารัก เดินประคองถาดอาหารเข้ามาในห้องตรงมาที่เธอ ทำให้หญิงสาวถอนหายใจทันที...โล่งไป... เด็กสาววางถาดอาหารบนโต๊ะตัวเล็กข้างเตียง แล้วมองเธอนิ่งอยู่นาน ก่อนจะพูดประโยคที่ทำเอาเธอเกือบช็อก

“คุณเป็นแฟนคุณไอซ์ เหรอคะ แล้วทะเลาะกันใช่ไหมค่ะ หนูเห็นหน้าคุณไอซ์งี้ดุ๊ดุค่ะ น่ากลัวเชียว ตอนที่ไปบอกให้หนูเอาอาหารมาให้คุณน่ะค่ะ แถมยังกำชับอีกว่า ถ้าคุณทานเสร็จแล้วให้หนูล็อกห้องไว้เหมือนเดิม เฮ้อ หนูสงสัยจังทำไมต้องล็อกด้านนอกด้วย ให้คุณล็อกเองเสียก็สิ้นเรื่อง” ปันรสาถึงกับนิ่งอึ้งเมื่อจบประโยคนั้นลง เออ หนอ เด็กคนนี้ดูยังไงว่าเธอเป็นแฟนกับนายซาตานร้ายคนนั้น

“เอ่อ เปล่านะ หนูกำลังเข้าใจผิดอยู่นะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรกับเขา แล้วหนูชื่ออะไรล่ะ ฉันปันรสานะ เรียกฉันว่ารสาก็ได้” หญิงสาวพยายามอธิบายความเข้าใจผิดของเด็กสาวตรงหน้า ซึ่งเธอคาดว่าคงเป็นเด็กในบ้าน ที่คอยดูแลรับใช้ในบ้านหลังนี้

“หนูชื่อแมวค่ะ แต่หนูว่า หนูเรียกคุณว่านายหญิงดีกว่า หนูไม่เชื่อหรอกว่าคุณไม่เป็นอะไรกับคุณไอซ์” เด็กสาวทำท่าทางนอบน้อมขึ้นมากกว่าเดิม

“แมว อย่าเรียกฉันแบบนั้นเลยนะ เธอกำลังเข้าใจผิดจริงๆ ฉันไม่ได้เป็นแฟนกับเจ้านายเธอ และฉันก็ไม่ใช่นายหญิงของเธอหรอก” หญิงสาวพยายามบอกอีกครั้ง

“แต่ คุณไอซ์ไม่เห็นจะเคยพาผู้หญิงคนไหนมาที่นี่นี่นา ยังไงหนูก็จะเรียกแบบนี้แหละ” เด็กแมวยังยืนยันคำเดิม ไม่ยอมเช่นกัน แล้วมองหน้าหญิงสาวตรงหน้านิ่ง ..สวยจังเลย คุณผู้ชายนี่เข้าใจเลือกจัง ฮิฮิ.. แล้วเด็กสาวก็เห็นหน้าสวยนั้นซีดเผือดลงก็ต้องตกใจ

“คุณ เป็นอะไรคะ นายหญิงเป็นอะไรไปคะ ว้าย...” เมื่อเห็นร่างตรงหน้างอตัวลงนั่งหน้าตาบูดเบี้ยยวด้วยความเจ็บปวดเพราะอะไรบางอย่างเธอก็ทำอะไรไม่ถูกไปเลย

“เดี๋ยวหนูไปตามคุณไอซ์นะคะ...” พูดจบก็วิ่งตึงตังออกไปทันที หญิงสาวที่ปวดท้องจนรู้สึกตัวชาไปหมดค่อยๆ หลับตาลงแล้วแน่นิ่งไปในที่สุด

ผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ แต่ความรู้สึกของหญิงสาวรับรู้อีกที เมื่อมีเงาทาบมาตรงร่างของเธอที่คุดคู้อยู่พร้อมกับอ้อมแขนแข็งแรงอุ้มเธอขึ้นวางบนเตียงนุ่ม มืออุ่นแตะบริเวณหน้าผาก สักพักรู้สึกถึงผ้าเย็นๆ ที่เช็ดแผ่วเบาบริเวณใบหน้า และลำคอ ...ช่างเถอะ ตอนนี้จะเป็นใครก็ตาม ขอเธอนอนพักนิ่งๆ แบบนี้ให้หายปวดก่อนเถอะ... แล้วผ่านไปอีกสักพักในความรู้สึก เธอจึงได้ยินเสียงที่เริ่มจะคุ้นหูขึ้นมา และเป็นเสียงที่เธอไม่อยากได้ยินที่สุด

“อาหมอ ช่วยดูหน่อยนะครับว่าเธอเป็นอะไร” เสียงซาตานหน้าสวย (ที่เธอแอบตั้งฉายาให้) พูดขึ้นข้างๆ

“เห็นเด็กแมวบอกว่าได้ยินบอกว่าปวดท้อง แล้วแน่นิ่งไปเลย อาหมอช่วยตรวจเธอหน่อยนะครับ” เสียงเดิมพูดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เหมือนพูดอยู่ไกลๆ และเสียงสุดท้ายที่เธอเธอได้ยินเพียงแผ่วๆ ก่อนจะหลับไป

“หลับซะ เรายังต้องชดใช้เวรกรรมกันอีกนาน อย่าเพิ่งตายซะตอนนี้ล่ะ คนสวย”


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจค่ะ"

โพธิ์ทะเล


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha