My Spring Season ฤดูผลิรัก

โดย: คุณธิดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 5 : คำขอร้องของเป่าเป้ย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตื๊ด... เสียงมือถือในกระเป๋าของเยว่เยว่ดังขึ้น

“สวัสดีค่ะ พี่ชางหมิง” เธอรีบรับสายเมื่อเห็นชื่อของคนที่โทรมา

“พี่รอสายของเราตั้งนานแล้วนะ เป่าเป้ย ไม่เห็นโทรมาเลย ลืมเวลานัดของเราแล้วหรือครับ” ชางหมิงถามด้วยน้ำเสียงปกติ เธอนึกไปถึงใบหน้าของเขาตอนยิ้มแล้วก็ดีใจ แต่ตอนนี้ใบหน้าของ เฉิน จางหลี่ โผล่เข้ามาแทรก

“คะ... เออ... คือ เป่าเป้ยมาดูจานชามเรียบร้อยแล้วค่ะ กำลังจะกลับเข้าบ้านแล้ว” เธอรีบบอก เมื่อคืนพอได้รับข้อความจากคุณพ่อ เธอไม่อยากสานสัมพันธ์กับชางหมิงให้ตัวเองเจ็บปวดไปมากกว่านี้ ทั้งๆ ที่ในใจของเธอบอกกับตัวเองว่าพอใจ และรู้สึกชอบเขาขึ้นมาจริงๆ

“ได้ไง พี่อุตส่าห์แบกท้องไม่ยอมกินอะไรเลยรู้ไหม พี่รอเป่าเป้ยอยู่คนเดียวเลยนะ แบบนี้พี่เสียใจนะครับ” เขาหยอดคำหวาน

“ทำไมทำแบบนั้นล่ะคะ ปล่อยให้ตัวเองหิวได้ยังไง” เย่วเย่วพูดพลางดูเวลาในมือ

“ไปกินข้าวด้วยกันไหม” ชางหมิงชวน ชายหนุ่มได้รับคำสั่งจากคุณพ่อของเขาวันนี้เอง ว่าให้ตีสนิทกับซือเยว่เอาไว้ เพื่อจะเป็นผลดีต่อการอนุมัติโครงการที่คุณพ่อของเขากำลังตกลงกับคุณหวังในเดือนสองเดือนนี้

“เออ...ที่ไหนดีคะ” เธอถามก้มมองขาตัวเองที่เข้าเฝือก กับเสื้อผ้าที่ใส่มาวันนี้ มันคงไม่เหมาะ และอีกอย่างหน้าตาที่ตนเองมองดูก็ยังรู้ว่าเศร้าหมอง แล้วจะไปให้เขาเห็นสภาพเธอแบบนี้นะหรือ

“พี่ชอบอยู่ที่หนึ่ง ร้านอาหาร...” ก่อนที่เขาจะพูดจบ เยว่เยว่ก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“เยว่เยว่ขอปฏิเสธค่ะพี่ชางหมิง เพราะวันนี้รู้สึกไม่ค่อยสบายค่ะ ไว้โอกาสหน้านะคะพี่ชางหมิง เออ... เยว่เยว่ขอตัวก่อนนะคะ” เธอรีบปฏิเสธแล้ววางสายไปในทันที

ชางหมิงมองหน้าจอโทรศัพท์แบบงงๆ เมื่อวานเธอยังทำท่าดีใจกระดี้กระด้าที่ได้อยู่กับเขา แต่ทำไมวันนี้เป็นคนละคน แต่เขาเลิกใส่ใจเธอแล้วลงมือทำงานต่อ

 

“คุณหนูค่ะ กลับถึงบ้าน ฟงฟุยจะนวดให้นะคะ แล้วเมื่อกี้ได้ยินเสียงผู้ชายใครโทรมาค่ะ” ฟงฟุยถามด้วยความอยากรู้

“คุณพ่อรู้เอ็ดเอานะคะ เมื่อวานลงมาสั่งฟงฟุยด้วยตัวเอง เรื่องวันเปิดร้านให้ฟงฟุยไปด้วย เพราะต้องไปดูแลคุณหนู แล้วยังเน้นเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมมากับฟงฟุยด้วย” คนรับใช้คนสนิทเล่าแบบไม่หมกเม็ด

“ฟงฟุย ถ้าเยว่เยว่ไม่แต่งงานกับคุณเฉินจะเป็นยังไงคะ”

“คุณหนู บ้านตระกูลหวังก็แตกนะสิคะ ถามได้ อย่าได้คิดเชียวนะคะ แล้วคุณหนูยังไม่ตอบฟุยฟุงเลยผู้ชายที่โทรมาเมื่อกี้ใคร” ฟงฟุยซักต่อ

“เฮ้อ...” เยว่เยว่ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะหลับตานิ่งไม่ตอบคำถามของฟงฟุย หยุดใช้ความคิดชั่วคราวตอนนี้มืดไปแปดด้าน

 

“คุณชายชางหมิง กล้ามากนะคะ ที่ปฏิเสธคำชวนของ คาเรน โมนิก้า” เสียงหนึ่งดังมาจากประตูห้อง

ชายหนุ่มยกหน้าจากกองเอกสารขึ้นมามองหน้าหญิงสาวสวยที่ก้าวขายาวๆ เข้ามาในห้อง ก่อนจะทำสีหน้าเรียบเฉย

“เราตกลงกันแล้วนี่คาเรน ผมขอพื้นที่ความเป็นส่วนตัว อีกอย่างผมยังไม่ได้อนุญาตให้คุณเข้ามาในนี้เลย ผมกำลังทำงานอยู่นะ ถ้าจะมีอะไรค่อยคุยกันตอนค่ำ” เขามองเธอแบบตำหนิ แต่ดาราสาวและนางแบบชื่อดังหาสนใจในคำพูดของเขาแต่อย่างใด เธอเดินนวยนาดเข้ามาในห้องทำงานของเขา ก่อนจะนั่งลงตรงที่ท้าวแขน วางมือลงบนไหล่ของชางหมิง

“ก็คาเรนว่างนี่ค่ะ คาเรนสัญญาว่าไม่กวนใจคุณในระหว่างนี้” พูดจบเธอก็ก้มลงชิดใบหน้าแนบริมฝีปากและจมูกลงข้างแก้มเข้า ก่อนจะไล่ริมฝีปากลงไปประกบปากชายหนุ่ม นิ้วมือที่เคลือบทาสีสวย ยกประคองใบหน้าของเขาให้หันมาแลกลิ้นกับเธอด้วย

ชางหมิงยกมือสอดประสานไว้ที่เอวเธอหลวมๆ ก่อนจะแทรกปลายลิ้นตวัดตอบเธอแบบถึงพริกถึงขิง

คาเรนหัวเราะขึ้นมาทันทีที่ริมฝีปากเธอเป็นอิสระ

“ยังไงค่ะ แม่หน้าจืด ลูกสาวประธานหวัง ไม่ได้เรื่องเรื่องบนเตียงเอาเสียเลยหรือคะ” คำพูดที่ถากถางไปถึงผู้หญิงอีกคนทำให้เขาชะงัก ก่อนจะชักมือที่ประคองอยู่ต้องบั้นท้ายงอนงามนั้นกลับมา

“ผมหวังแค่ธุรกิจ คุณก็เหมือนกัน ควรรู้ว่าสิ่งไหนควรพูดไม่ควรพูด” เขาตำหนิเธอ ก่อนจะผละออกหันมาสนใจงานตรงหน้า

“ชางหมิง...” แม่ดาราสาวส่งเสียงเรียกชื่อออกมาแบบไม่พอใจ

“คุณจะไปไหน ไปช๊อปปิ้ง หรือทำอะไรก่อนก็ไป สองทุ่มนะ แต่ถ้าคุณยังตอแยกับผม ผมยกเลิกตั๋วที่จะไปญี่ปุ่นกับคุณคืนนี้แน่ๆ ไฟลท์ห้าทุ่ม คาเรนไปเตรียมตัวดีกว่านะ อย่าทำให้ผมเสียอารมณ์” ชางหมิงชักสีหน้าขึ้นมาบ้าง

เขาได้นัดคาเรนว่าจะพาเธอไปเที่ยวญี่ปุ่นเพราะเธอไม่มีงานในหนึ่งสัปดาห์นี้ และเขาต้องไปดูและคุยงานกับ คุณทาเกชิ โอกินาว่า เรื่องออกแบบตกแต่งพิพิธภัณฑ์ ซึ่งงานนี้ ถ้าคุณทาเกชิรับปากตกลง เจียงชางหมิง และบริษัทของเขาก็จะมีชื่อเสียงในด้านนี้ ดังไปทั้งเอเชีย

“ก็ได้ค่ะ” เธอลุกขึ้นจากที่ท้าวแขน หันหน้าสะบัดไปอย่างไม่สบอารมณ์ กระทืบเท้าปังๆ ออกไปจากห้องทำงานของเขา

ชางหมิงยกมือขึ้นมากุมขมับ ก่อนจะพิงหลังลงไปยังพนักเก้าอี้ทั้งตัว

“คุณจินลี่ อย่าให้ใครเข้ามาในห้องผมอีกนะ ไม่งั้นผมตัดเงินเดือนคุณแน่ๆ” เขายกหูหาเลขาส่วนตัว ชางหมิงต้องการเช็คเอกสารที่เขาเตรียมไปพูดคุยกับทางคุณทาเกชิอีกครั้งหนึ่ง

 

******************

การเตรียมงานเปิดร้านค่อนข้างเป็นไปได้อย่างง่ายดายด้วยอำนาจและเม็ดเงินของตระกูลหวังที่อยากเนรมิตอะไรก็ดูจะง่ายสมใจ

“อย่าให้ป๊าน้อยหน้าใครๆ นะ วันเปิดร้านเอาให้เต็มที่ เสียเท่าไหร่ก็ช่างมัน ทำให้สมฐานะของเรา อีกอย่างวันนั้นแกต้องสวยต้องดูดีนะ เพื่อนพ่อและผู้ร่วมธุรกิจคงจะไปอวยพรและไปกินที่ร้านเราอยู่มาก”

“ค่ะ” เธอรับคำสั้นๆ

ประธานหวังมองลูกสาวตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ก่อนจะสะดุดที่เฝือกอ่อนตรงเท้าของเธอ

“คุณหมอว่ายังไง ทันวันงานไหม” เสียงท่านถามด้วยความเป็นห่วง

“วันนี้ก็เอาเฝือกออกได้แล้วค่ะ ที่จริงก็ไม่หนักหนา แต่เหมือนคุณหมอเขาเห็นว่าเราอาจจะใช้เท้าเยอะในช่วงนี้ เลยทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่นะคะ” เธออธิบายคุณพ่อเสียยืดยาว

“เออ... เรื่องคุณเฉิน ป๊าว่าเยว่เยว่ไม่มีปัญหาใช่ไหม หากคุยกันถูกคอ ป๊าก็จะให้กำหนดวันแต่งเลย” ประโยคหลังทำให้ซือเยว่ถึงกับหัวใจตก ใบหน้าถอดสี แต่เธอก็ยังทำตัวให้เป็นปกตอ ซือเยว่เงยหน้าขึ้นสบตาคุณพ่อแบบจริงจัง

“คุณพ่อคะ เยว่เยว่ขอเวลาทำร้านสักสามเดือนหรือสี่เดือนได้ไหมคะ ให้ร้านอยู่ตัวก่อน แล้วเรื่องคุณเฉิน เยว่เยว่ไม่มีปัญหาค่ะ” เธอรับปากและร้องขอเป็นครั้งที่สองกับคุณพ่อของเธออีกครั้ง

“หึ... ใจของป๊าไม่อยากจะให้แกทำร้านอะไรนี่เลย ไปเป็นเมียเศรษฐีมันง่ายกว่า แต่ไหนๆ ก็ทำไปแล้ว สามเดือนเท่านั้นนะ...” คุณพ่อพูดทิ้งท้ายก่อนจะยกตัวลุกขึ้นไปในทันที

ซือเยว่นั่งหน้าซีดอยู่ตรงนั้น ตอนนี้หัวใจว่างเปล่า ความตื่นเต้นในเรื่องร้านรวงที่จะเปิดในไม่กี่วันหายไปหมด

“คุณหนูคะ” เสียงฟงฟุยดังขึ้น

“หือ... ว่าไง”

“ร้านเย็บผ้าโทรมาค่ะ คุณหนูจะรับสายไหมคะ”

“รับสิ” เยว่เยว่พูดพลางยื่นมือไปรับโทรศัพท์ที่ฟงฟุยส่งมาให้

 

“มะรืนร้านก็เปิดแล้วนิ คงยุ่งน่าดูนะ” จาง ชางหมิงเอ่ยขึ้น ซือเยว่ที่ยืนหันหลังอยู่รีบหันไปหา

เพียงได้สบตากับเขาหัวใจก็พองโต

ถ้าฉันได้ลงเอยกับพี่ชางหมิงก็ดีนะสิ’ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นภายในใจ

“ไปญี่ปุ่นมาสนุกไหมคะ” เธอเอ่ยถามถึงธุรกิจของเขา แต่เมื่อนึกถึงอินสตาแกรมของ คาเรน โมนิก้า เธอถึงกลับพ่นลมหายใจออกมา

“พี่ไปคุยธุรกิจนะครับ” เขาตอบแล้วยิ้มๆ

“ว่าแต่เป่าเป้ย ติดค้างพี่เรื่องหนึ่งนะ เรื่องไปกินข้าวด้วยกัน” ซือเยว่หัวเราะขึ้นมาเบาๆ

“นึกว่าพี่ชางหมิงลืมไปแล้วเสียอีกค่ะ”

“ลืมได้ไง เป่าเป้ยอยู่ในหัวใจของพี่เสมอ” เขาพูดทีเล่นทีจริง เห็นท่าทีของเธอที่ออกอาการเขิน และมีสีแดงระเรื่อ

“พี่ชางหมิงคงพูดกับผู้หญิงทุกคนแบบนี้ใช่ไหมคะ” เธอถามออกไปไม่ได้ซีเรียสอะไร เพราะคนที่ทั้งหล่อและรวยอย่างชางหมิงคงมีผู้หญิงสวยๆ มารายล้อมอยู่เสมอ

“ว่าแต่พี่ชางหมิงเสร็จงานแล้วหรือคะ”

“ครับ ไม่มีอะไรแล้ว เหลือแต่ภารกิจที่จะพาคุณหนูซือเยว่ไปทานข้าว” เขาส่งยิ้มหวานมาให้ หัวใจสาวของเธอเต้นระยิบ ไม่มีชายไหนได้เข้าใกล้ เพราะเธอไม่เคยเปิดโอกาสให้กับใคร เพราะรู้สถานะของตัวเองดี อีกอย่างลูกสาวในตระกูลหวังมีสิทธิ์ออกเสียงอะไรได้บ้าง

“รอสักครู่ได้ไหมค่ะ เยว่เยว่ขอคุยกับหัวหน้างานแป๊บหนึ่งนะคะ”

“โอเคครับ เดี๋ยวพี่ไปรอข้างนอก”

ซือเยว่ถือกระเป๋า ก่อนจะเดินเข้าไปสั่งงานหัวหน้าคนงานต่อที่กำลังเก็บงานทั้งหมด และมีเลขาของคุณพ่อหนึ่งคนที่ท่านส่งมาจัดการช่วยเหลือเธอทุกเรื่อง

ชางหมิงเขาออกมายืนรอเธอที่หน้าร้าน

ตื๊ด... มือถือของเขาสั่นขึ้น

คาเรนผมไม่ว่างนะคืนนี้ อีกอย่างเราเพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่น ไว้อีกสักสองอาทิตย์เราค่อยเจอกัน เขาปิดรับสาย ก่อนจะพิมพ์ส่งข้อความกลับไปแทบทันที

คาเรน โมนิก้า มองมือถืออย่างขุ่นใจ

“อย่าให้รู้นะคะ ว่าคุณไปมีอะไรกันกับอีนางหน้าจืดนั้น ไร้รสนิยมที่สุด” คาเรน โมนิก้า พ่นคำปรามาสออกมา

 

“ไปหรือยังคะ” เธอช้อนสายตามองเขา และยิ้มให้อย่างใจที่อยากยิ้ม

“ครับผม”

 

“คืนนี้พี่ชางหมิงอยู่กับเยว่เยว่ทั้งคืนได้ไหมคะ” คำพูดของเธอทำให้ชายหนุ่มที่กำลังยกแก้วไวน์และรินไวน์เข้าปากแทบสำลัก เขาวางแก้วไวน์แล้วมองหน้าเธอตรงๆ

ซือเยว่ยิ้มให้แบบเขินๆ ก่อนจะพูดออกไป

“ทำไมคะ แปลกใจอะไรหรือคะ” เธอย้อนถามเขาทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้พูด

ชางหมิงหัวเราะ และยิ้มออกมาเต็มใบหน้า ก่อนจะยกมือข้ามโต๊ะขึ้นมาขยี้หัวเธอเบาๆ

“ได้สิ กี่โมงก็ได้ แล้วเราอย่ามางอแงนะว่าง่วง” ชางหมิงพูดด้วยความเอ็นดู

เสียงไวโอลินที่บรรเลงอยู่ใกล้ๆ เชิญชวนให้ชายหญิงออกมาเต้นรำ ซือเยว่ยื่นมือของตัวเองไปตรงหน้าของเขา ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“เต้นรำกันดีไหมค่ะ เหมือนตอนเด็กๆ”

ชางหมิงหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง

“ที่เป่าเป้ยเหยียบเท้าพี่เป็นร้อยๆ หนใช่ไหม จำได้สิ” เขาพูดไปขำไป แต่ก็ลุกขึ้นเดินไปข้างๆ แล้วค้อมตัวลงคำนับเธอ พร้อมยื่นมือออกไป

“เชิญครับคุณเป่าเป้ยของผม” คำพูดหวานๆ ทำให้เธอยิ้มออกมาอย่างเขินอาย

สองคนตระกองกอดกันบนดาดฟ้าชั้น 59 ของตึกภัตตาคารเหลียงชาง ที่มองเห็นวิวเกาะฮ่องกงตอนกลางคืน 360 องศา และคืนนี้ก็มีไม่กี่โต๊ะ คนที่จะขึ้นมาทานอาหารที่นี่ได้ หากไม่มีเงินถุงเงินถังคงแทบไม่มีโอกาส

ซือเยว่ซบหน้าลงบนอกของเขาอย่างอ่อนล้า หัวใจที่บอกกับตัวเองว่าต้องเข้มแข็ง เหมือนคำพูดที่ป๊าพูดกรอกหูอยู่ทุกวัน ลูกของประธานหวังไม่มีใครอ่อนแอ

เยว่เยว่กอดรัดร่างของเขาแน่น เหมือนต้องการความอบอุ่น ชายหนุ่มเกยปลายคางลงที่ไหล่ของเธอ

“หนาวเหรอ” เขาถามขึ้น

“เปล่าค่ะ บางทีเยว่เยว่ก็อยากทำอะไรตามใจตัวเองมากๆ นะคะ แต่ก็ทำไม่ได้ ขอเยว่เยว่อยู่แบบนี้สักพักได้ไหมคะ พี่ชางหมิงอย่าพูดอะไรนะคะ” เธอร้องขอเขาเป็นครั้งแรก

น้ำตาของเธอค่อยๆ รื่นขึ้นมา

ขอบคุณค่ะพี่ชางหมิง หากมีโอกาสเยว่เยว่จะขอมากกว่านี้ได้ไหมคะ’ เธอพูดกับตัวเองในใจ

สองคนตระกองกอดกันไป ขยับตามจังหวะเสียงเพลงที่อ่อนหวานประทับใจ

“พี่ชางหมิงคะ ถ้าเยว่เยว่จะขออะไรพี่สักอย่างได้ไหมคะ” เธอพูดหลังจากที่เงียบกันไปนาน

“ได้สิครับ” เขารับปากทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเธอจะเอ่ยขออะไร

ซือเยว่หยุดฝีเท้าตามเขา และเงยหน้าขึ้นสบตา สองมือของเธอรั้งสอดประสานกันใต้ท้ายทอยของเขา ก่อนจะโน้มลำคอของเขาให้แนบชิดใบหน้า

สิ่งที่ชางหมิงก็ไม่คาดคิด เป่าเป้ยที่ขี้อายจะกล้าแนบประกบริมฝีปากกับเขา เธอเผยออ้าริมฝีปาก หลับตาพริ้ม ชางหมิงสนองตอบต่อการเชิญชวน เขาจูบตอบเธอแบบนุ่มนวล สองแขนที่กอดรั้งที่ข้างหลังร่างบางของเยว่เยว่กระชับเธอเข้าหาตัวแนบแน่น ซือเยว่เขย่งปลายเท้า สองแขนรั้งรัดรอบคอเขายึดเอาไว้ ปลายลิ้นที่ตวัดเกี่ยวกัน สร้างความหวานแผ่ซ่านไปทั้งหัวใจ ซือเยว่น้ำตาซึม

เยว่เยว่ไม่อยากแต่งงานกับคนที่ไม่รู้จักเลยค่ะ หากว่าเป็นพี่ชางหมิงก็คงดี อย่างน้อยเราก็เห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ พี่ชางหมิงขาแต่งงานกับเยว่เยว่ได้ไหม

เสียงสะอื้นไห้ที่ลอดออกมา กับหยาดน้ำตาที่หลั่งรินกระทบกับผิวกายของเขา ทำให้เขาตกใจมาก เขาผละริมฝีปากออก ก่อนจะถามเธอด้วยความเป็นห่วง

“เป่าเป้ย เป็นอะไรหรือเปล่า” เธอหลับตาแน่นส่ายหน้าเบาๆ ตอนนี้หัวใจดวงน้อยสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพียงแค่คิดว่าจะได้แต่งงานกับคนที่เธอไม่ได้รักไม่ได้ชอบ และก็ต้องฝืนตัวเองต่อไป หัวใจก็แทบหยุดเต้น

ชางหมิงบรรจงเช็ดน้ำตาให้

“มีเรื่องอะไรบอกพี่ได้นะครับ” เขารับรู้ได้จากสัมผัสร่างกายที่สั่นเทา

“ขอโทษนะคะพี่ชางหมิง เยว่เยว่ว่าเรากลับกันเถอะค่ะ” เธอหลบสายตาของเขาที่จ้องมองมาแบบห่วงใย ซือเยว่รีบคว้ากระเป๋าสะพายขึ้นมาถือ ก่อนจะเดินนำเขาตรงไปที่ทางออก

ตลอดทางที่ชางหมิงมาส่งเธอที่บ้าน ซือเยว่แทบไม่พูดอะไรเลย ก่อนจะลงจากรถ เธอหันมายิ้มให้เขา กล่าวขอบคุณเขาเบาๆ แล้วเดินลงจากรถไป

 

“เป็นคนในครอบครัวหวังไม่ใช่เรื่องง่าย อยู่แบบเรานี่แหละชางหมิง มีความสุขที่สุด” เสียงคุณเจียง ชางฟาน บอกกับลูกชายของเขา

ความเศร้าในแววตาของซือเยว่ทำให้ชางหมิงสะท้อนใจ นึกย้อนไปถึงตัวเอง ที่ได้รับความรักจากคุณพ่อและคุณแม่ ทั้งอิสระในการใช้ชีวิตที่สุดแสนจะคุ้ม

 

ใบหน้าของซือเยว่ที่เต็มไปด้วยคาบน้ำตาลอยมา เขาได้แต่สงสารเธอ แต่คงทำได้แค่เป็นเพื่อนปลอบใจ

 

 

รักใสใส หัวใจ Virgin
คุณธิดา
www.mebmarket.com
อยากเล่าเรื่องราวของรักแรก และความรักในช่วงของวัยรุ่นวัยเรียน วัยมหาลัย ที่น่ารักใสใส...หรือเปล่า ต้องลองอ่านดูการันตีความสนุก ความฟิน ความสดใสน่ารัก ให้ผู้อ่านได้จิกหมอนอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นคู่ของ มีมี่กับลีโอ ขนมผิงกับติ๊ดชึ่ง พี่คีตากับหญิง และคู่เกย์น่ารัก กุ้งเต้นกับตุ๊กตุ่นฝากผลงานเรื่อง รักใสใส หัวใจ Virgin ไว้ด้วยนะคะ หากผิดพลาดประการใด ขออภัยไว้ ณ ที่นี่ด้วยค่ะ


https://www.facebook.com/Love-Story-by-Khun-Thida-423211261215771/



ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ฝากนิยายน่ารักๆ สักเรื่องนะคะ อ่านแล้วฟินส์แน่นอนจ้า ขอบคุณที่รักกัน"

คุณธิดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha