My Spring Season ฤดูผลิรัก

โดย: คุณธิดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : Love Season Set: 1 วันแรกที่เรากลับมาพบกัน


ตอนต่อไป

        “ป๊าค่ะ ม๊าค่ะ ไก่ตุ๋นยาจีนโสมเกาหลี ฝีมือหนูค่ะ” ซือเยว่ยกถาดวางชามตุ่นปิดฝาไว้สนิทออกมาให้คุณพ่อกับคุณแม่

        “ดี ดี ดี  ขอบใจนะ” เสียงคุณหวังเหว่ยพูดชมมองหน้าเธอด้วยความเอ็นดู

        “แล้วเราไปเอาโสมเกาหลีมาจากไหน” คุณนายหวังถามลูกสาวออกเสียงดัง ตามองลูกคนที่สี่นึกชื่นชมเป็นครั้งแรก

        “หนูสั่งมาจากอินเตอร์เน็ทค่ะ” เธอจ้องมองตอบพ่อและแม่แบบภาคภูมิใจ

        “เล่นกับเขาเป็นแล้วเหรอเยว่เยว่” เสียงพี่ชายคนโตดังมาจากข้างหลัง

        “ค่ะ เฮียเฟย” เธอตอบสั้นๆ หันหน้าไปยิ้มให้พี่ชายคนโตที่รักและดูจะห่วงใยเธอมากที่สุด

        ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้กับฟงฟุยคนรับใช้ที่ติดสอยห้อยตามเธอเป็นเงาตามตัว แทนแม่นมที่ขอลาออกไปแล้ว โดยให้หลานสาววัยแก่ว่าซือเยว่สิบกว่าปีมาดูแลแทน ฟงฟุยรีบเดินเข้าไปในครัว ก่อนจะตักไก่ตุ๋นยาจีนมาให้คุณเฟยไฮ่อีกชาม

        ทั้งสามคนหมดความสนใจในตัวซือเยว่ที่นั่งลงใกล้ๆ และเธอก้มหน้าก้มตากินไก๋ตุ๋นยาจีนของตัวเอง

        “ที่ป๊าให้ไปทาบทามคุณเฉิน หวังลี่ ให้กับเยว่เยว่ไปถึงไหนแล้ว ได้คุยหรือยัง” ผู้เป็นพ่อหันหน้าไปถามลูกชาย ถึงผู้ชายหนุ่มอายุ 37 ปี ที่ทำธุรกิจร่วมกันและยังโสด ที่สำคัญความร่ำรวยไม่ได้ด้อยไปกว่าตระกูลหวังมาก

        คนที่นั่งนิ่งๆ ฟัง ถึงกับสะท้านไหวในหัวใจ เธอจะจับคลุมถุงชนกับคนที่ไม่ได้รักเธอ และเธอก็ไม่ได้รักเขาจริงๆ เลยหรือ

        “ยังไม่มีโอกาสเลยครับ” เขาตอบทำสีหน้านิ่ง หันไปมองหน้าน้องสาวในแวบแรก

        “ฉันไปเจอคุณนายเหมยหลิงมาเมื่อสองวันก่อน เธอเอ่ยขอนัดดูตัวเยว่เยว่ให้กับลูกชายของเธออยู่ค่ะ” คุณนายหวังพูดพลางมองหน้าสามี

        “รวยแต่เปลือกนะสิ อยากให้เราไปเกื้อหนุนทางฝ่ายเขามากกว่าละมั้ง” เสียงผู้เป็นพ่อดังขึ้น รู้ลึกถึงสภาพครอบครัวของเหมยหลิงที่ภรรยาของเขาเอ่ยถึง

        “เฮ้อ...” คุณนายหวังแอบถอนหายใจเบาๆ ดูเธอจะออกความคิดเห็นอะไรเรื่องใดๆ ไม่ได้เลยกับสามี เธอจึงแสร้งนั่งเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อนไปเสีย ปล่อยให้สองพ่อลูกคุยกันเรื่องงานต่อจากนั้นไป

        สองสาวต่างวัยเงยหน้ามองกันเป็นระยะ คุณนายหวังขอตัวออกไปเสียดื้อๆ

        “ขอตัวก่อนนะคะ พอดีฉันมีประชุมสมาคมช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส” เธอเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ก่อนจะลุกเดินออกไปแบบเงียบๆ

        นี่เราเป็นอากาศธาตุในบ้านหลังนี้หรือนี่ ซือเยว่คิดเองในใจอยู่คนเดียว และก็คิดถึงเรื่องอื่นๆ ไปร้อยแปด ไมได้ฟังในสิ่งที่พ่อเอ่ยถามออกมา จนคนเป็นพี่ชายต้องสะกิด

        “เยว่เยว่...” 

        “คะ อะไรคะ” เธอหันไปมองหน้าพี่ชาย ก่อนจะหันไปเห็นสายตาเย็นชาของพ่อ

        “วันนี้ ไก่ตุ๋นอร่อยดี” คุณพ่อเอ่ยชม เธอยิ้มร่าดีใจ

        “ตักไปให้คุณเจียง ชางฟาน ที่สำนักงานหน่อยนะ รู้จักใช่ไหม” พ่อถาม เธอนึกหน้าออกเพราะคุณเจียงเคยมาพบคุณพ่อที่บ้านบ่อยๆ

        “ไปด้วยตัวเองนะ บอกพ่อให้เอามาให้” เขาบอกเธอเสียงดัง ซือเยว่ยกนิ้วชี้ขึ้นมาชี้ที่หน้าของตัวเอง

        “ใช่ เยว่เยว่เอาไปให้เอง แต่งตัวให้สมฐานะหน่อยนะ วันนี้เขาครบรอบวันเกิด พ่อว่าของขวัญชิ้นใหญ่ๆ เขาได้มาเยอะแล้ว เอาแบบนี้ไปให้เขาบ้าง เขาจะได้รู้ว่าเราห่วงใยเขาจริงๆ” ปากของคุณหวังพูดแต่ตามองที่ลูกชายคนโตเหมือนสอนไปพลาง สองพ่อลูกยิ้มให้กัน

        “น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า” เฟยไฮ่เอ่ยขึ้นมาลอยๆ สองพ่อลูกยกตัวขึ้นจากเก้าอี้พร้อมกัน แล้วเดินคุยกันไปพลางออกไปทางประตูบ้าน

        ทำไมอาป๊าไม่ให้คนอื่นไปนะ อ้ายเหม่ยก็อยู่ นึกถึงคำพูดของพ่อ เธอพยายามทำความเข้าใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

        เธอหันไปสั่งให้ฟุยฟงตักไก่ตุ๋นตัวใหญ่ที่สุดออกมาใส่ภาชนะที่เธอชอบซื้อมาเก็บเอาไว้ ให้เลือกแบบที่พอจะทำเป็นของฝากของกำนัลได้

*****

        “ดิฉันมาขอพบคุณเจียง ชางฟาน มาจาก แอมไพร์กรุ๊ปค่ะ” เธอบอกฝ่ายประชาสัมพันธ์ด้านล่าง

        ซือเยว่มองตัวเองที่ในหินแกรนิตสีดำขัดจนมันเลี่ยม เห็นตัวเองในชุดกระโปร่งตัวใหม่ ที่เพิ่งไปถอยออกมาจากห้างสรรพสินค้า บอกคนขายว่าจะเอาดูดีมีชาติตระกูล เธอยกมืออีกข้างที่ว่างขึ้นปิดปากหัวเราะเบาๆ ตอนที่เห็นหน้าของสองสาวพนักงานที่ห้างที่มองดูตอนที่เธอจ่ายเงิน

        ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคมคาย ดูดีตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า หันขวับมามองหญิงสาวที่ยื่นเด่นด้วยชุดสีแดงบนลายดอกไปทั้งตัว ที่ดูยังไงก็ไม่มีเซนส์เอาเสียเลย ยังดีที่มีเสื้อคลุมไหล่ราคาแพงสีชมพูอ่อนปกคลุมเอาไว้ ไม่งั้นคงดูไม่จืด แต่ที่เขาต้องหันมามองเพราะสะดุดกับชื่อที่ แอมไพร์กรุ๊ป ที่เธอเอ่ยถึงต่างหาก

        เขาเดินเข้าไปหาพนักงานหญิงที่นั่งประจำอยู่ตรงนั้น แล้วกำลังจะยกหูถึงเลขาหน้าห้องของคุณเจียง ชายหนุ่มสะกิดหัวไหล่ของเธอ แล้วพูดออกมาเบาๆ

        “ฉันจัดการเอง”

        “คุณมาพบท่านประธานหรือครับ” เสียงทุ้มนุ่มไพเราะหู และเงาสะท้อนของเขาที่เธอเห็นจากในเงาสะท้อนบนหินแกรนิตขัดมันนั้น

        ซือเยว่ค่อยหมุนตัวกลับมามองหน้าเขาแบบเต็มตา (*นึกภาพสโลโมชั่นไปด้วยนะคะ 55++)

        “ค่ะ” เธอตอบเต็มน้ำเสียง มองหน้าหนุ่มหล่อที่อยู่ใกล้แค่คืบ ความหล่อของเขา ความดูดีของเขาทำให้เธอแทบเข่าทรุด

        เหมือนพระเอกในละครเรื่องตำนานรักจิ้งจอกขาวเลย ในมโนเธอเพ้อ ยกสองมือขึ้นจับกัน มองเขาทำตาปริบๆ

        แต่ในความเป็นจริงเธอจ้องหน้าเขาเขม็ง ยิ้มแห้งๆ ให้กับเขา

        “ฉันเป็นตัวแทนของ แอมไพร์กรุ๊ป มาอวยพรคุณเจียงในวันคล้ายวันเกิดค่ะ” เธอบอกเขาน้ำเสียงราบเรียบ ทั้งที่ในใจตอนนี้เต็มโครมครามจนเธอได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง

        “อ๋อ คุณคือ” เขาทำท่านึก

        “ยัยเด็กเป่าเป้ยหรือเปล่า” เขานึกออก จำได้ถึงวัยเด็กที่เขาต้องตามคุณพ่อเขาไปเล่นที่บ้านของเธอประจำ และเขาต้องทนเล่นขายของกับเธอ ทั้งๆ ที่ไม่อยากจะเล่นแม้แต่น้อย แต่ขัดคำสั่งของพ่อที่บอกให้เขาทำไม่ได้ เพื่อสร้างไมตรีจิตรอันดีกับครอบครัวหวัง

        เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของเราลูก เด็กหนุ่มผู้เชื่อฟังและอยู่ในโอวาทของพ่อจำต้องปฏิบัติตาม

        แค่เขาเรียกเธอว่าเป่าเป้ย เธอก็ถึงกับอ้าปากหว๋อ ก้มหัวให้เขาด้วยความที่เธออายุน้อยกว่า

        ทำไม พี่ชางหมิงดูไม่แก่เลยอะ เธอนึกชมเขาในใจ ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองแก่ว่าเธอตั้ง 5 ปี

        โอ้ย... *////* ไม่ได้แล้ว ยัยเน่าเยว่เยว่ แกต้องปรับปรุงตัวเองขนาดนักเลยนะนี่ เธอมองหน้าเขายิ้มกว้าง

        ชายหนุ่มเห็นเธอหิ้วตระกร้าที่ใส่ของมา ท่าทางจะหนักน่าดู จึงอาสาถือให้เสียเอง

        “ไม่เจอกันตั้งนานเลยนะ” เขาชวนคุย ตอนเดินขึ้นไปในลิฟต์ด้วยกัน

        “ค่ะ” เธอตอบสั้นๆ ตามองตรงไปข้างหน้า ใบหน้าไม่กล้าหันไปสบตากับเขา

        ‘ทำไมพี่เขาตัวสูงจัง กินอะไรเขาไปเนี้ยะ เธอก้มมองดูตัวเอง ที่ดูจะเล็กว่าในบรรดาพี่น้อง ทั้งๆ ที่เป็นคนชอบทาน

        เป่าเป้ย ทำไม่ไม่ร่าเริงเหมือนตอนเป็นเด็กๆ นะ   ชางหมิงก้มมองดูตัวเธอระยะใกล้ๆ เขาถามคำเธอตอบคำ

        “มาทางนี้ครับ” เขาผายมือเชิญเธอให้เดินไปทางขวา ก่อนจะพาเดินไปยังห้องท่านประทานเจียง ชางฟาน

        “คุณพ่อมีแขกไหม” เลขาที่ประจำอยู่ด้านหน้ารีบลุกขึ้น ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ เขารีบยกมือดันหลังซือเยว่ให้เดินตรงไปที่บานประตูบานใหญ่ๆ  

         “ก๊อกๆๆ” เสียงเขาเคาะประตูสามครั้ง ก่อนจะผลักบานประตูบานใหญ่เข้าไปข้างใน

        ซือเยว่ยกมือไหว้ท่านอย่างอ่อนช้อย ถึงเธอจะเอ๋อไม่ค่อยจะฉลาด แต่เรื่องเข้าสังคมต้องเนี้ยบ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนในตระกูลหวังต้องได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี

        “หวัง ซือเยว่ ลูกสาวคนที่สี่ของท่านประธานหวังครับพ่อ” ชางหมิงเอ่ยปากบอกผู้เป็นพ่อ ชายสูงวัยรีบลุกขึ้นมาจากที่นั่งทันที เดินเข้ามาหาหญิงสาวที่อ่อนวัยกว่าหลายรอบ

        “ลำบากเอาอะไรมาให้ถึงที่นี่” เสียงท่านเอ่ยออกมาด้วยความเอ็นดู

        เธอกวาดตามองไปรอบๆ มีของกำนัลมากมายก่ายกองสุ่มกันอยู่ในห้องใหญ่ๆ นั่น

        ซือเยว่รับตระกร้าที่ใส่โถไก่ตุ๋นยาจีนจากมือของชางหมิง มอบให้กับคุณเจียง ชางฟาน

        “ฝีมือซือเยว่เองค่ะ ไก่ตุ๋นโสมเกาหลีไว้ให้คุณอาบำรุงร่างกาย ขอให้มีสุขภาพแข็งแรงนะคะ” เธอมอบให้พร้อมกล่าวคำอวยพร

        “ขอบใจๆ” ท่านเอ่ยคำขอบใจหลายครั้ง ยิ้มกว้าง เชื้อเชิญให้หญิงสาวนั่งลงตรงโซฟารับแขก เธอดูสงบเสงี่ยมเจียมตัว

        “ไม่พบกันเสียนาน ช่วงหลังๆ มาเนี้ย ไม่ได้ไปหาท่านประธานหวังที่บ้านเลย นัดเจอกันแต่ที่โรงแรมแอมไพร์ซะเป็นส่วนใหญ่” ท่านเล่าชวนคุย เธอมองหน้าคุณเจียงยิ้มให้

        “คุณพ่อท่านฝากคำอวยพรมาให้ด้วยค่ะ ท่านว่าสุขภาพแข็งแรงสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด กายแข็งแรง ใจแข็งแรงแล้ว เราสามารถทำอะไรก็ได้ ขอให้คุณอาสุขภาพแข็งแรงนะคะ” เธออวยพรอีกครั้ง นึกถึงคำสอนของพ่อไปด้วย

        “ท่านประธานหวังสอนลูกได้ดั่งใจทุกคนเลยว่าไหม ชางหมิง” ผู้เป็นพ่อหันไปหาลูกชายขอความคิดเห็น

        “กริ๊งๆๆ...” เสียงโทรศัพท์มือถือของคุณเจียงดังขึ้น

        “ขอตัวก่อนได้ไหมหลานซือเยว่ วันนี้คุณอาจะยุ่งสักหน่อย” เขากดปิดไม่ยอมรับสาย เธอจึงลุกขึ้นยืน ก่อนจะโค้งคำนับเป็นการกล่าวคำร่ำลา

        “งั้นซือเยว่ขอตัวกลับเลยละกันค่ะ” เธอโค้งคำนับเขาอีกครั้ง

        “ชางหมิงไปส่งน้องข้างล่างด้วยนะ” ท่านหันมาสั่งลูกชาย ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นมากดหาผู้ที่โทรศัพท์เข้ามาเมื่อกี้

        สองหนุ่มสาวพากันเดินออกมาจากห้องของท่าน

        “จะรีบกลับเลยหรือ ไม่ทานข้าวเที่ยงกับพี่สักมื้อ” เขาเอ่ยชวน

        จะดีสิ เธอยกยิ้มในใจ แต่ความจริงทำสีหน้าเรียบเฉย

        “จะไม่เป็นการรบกวนการทำงานของพี่ชางหมิงหรือคะ” เธอถามออกมาด้วยความเกรงใจ

        “ไม่หรอกครับ เป่าเป้ย เราไม่ได้เจอกันนาน ถือว่าเป็นการเลี้ยงจากพี่ชายคนหนึ่งก็แล้วกัน” เขาแกล้งเรียกเธอว่าสุดที่รัก คนที่เดินผ่านไปมาถึงกับหันมามองนายหนุ่มกับสาวที่สุดแสนจะไม่สวยโดดเด่นคนนี้

        “ค่ะ” เธอรีบรับคำ

        “เอ้...ที่นี่ ในตึกนี้ไม่มีร้านอาหารหรือคะ” เธอถามเมื่อเขาพาเดินออกมาจากตึก แล้วเดินผ่านไปอีกหนึ่งช่วงตึก และเดินเข้าร้านอาหารฝรั่งเศสสุดหรูในบริเวณนั้น

        “มีครับ แต่ไม่อร่อย และจะไม่สมเกียรติคุณหนูของตระกูลหวังได้” เขาพูดพลางเลื่อนเก้าอี้ให้ซือเยว่นั่ง

        “ขอบคุณค่ะ” เธอเอ่ยขอบคุณเขาเบาๆ

-------------

 

        https://www.facebook.com/Love-Story-by-Khun-Thida-423211261215771/ 


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ฝากนิยายน่ารักๆ สักเรื่องนะคะ อ่านแล้วฟินส์แน่นอนจ้า ขอบคุณที่รักกัน"

คุณธิดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha


รัก
โดย Anonymous | 6 months, 1 week ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha