My Spring Season ฤดูผลิรัก

โดย: คุณธิดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 2 : Love Season Set: 1 คำขอจากดวงจันทร์


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

        “กี่ปีแล้วเป่าเป้ยที่เราไม่ได้เจอกัน” เขาถามขึ้น ตอนที่ทั้งสองคนสั่งอาหารเรียบร้อยแล้ว

        “นานมาเลยค่ะ จำไม่ได้” เธอบอกไปตามความจริง

        ขณะนั้นมีผู้หญิงหุ่นนางแบบ อกสะบึม ทรวดทรงอกเอวคอด ในชุดสีดำรัดรูป เดินนวยนาดเข้ามาหาเข้าใกล้ๆ ก่อนจะนั่งลงตรงที่ท้าวแขนของชางหมิง

        “อุ้ยตาย... คุณชายเจียง ชางหมิง ตอนนี้เปลี่ยนรสนิยมในการกินแล้วหรือคะ” เสียงเยาะหยันของหญิงสาว ตาของเธอมองที่ซือเยว่ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ส่งสายตามาท้าทาย

        “คงต้องเปลี่ยนบ้างมั้งค่ะ บางที่รสชาติเดิมๆ กินบ่อยๆ มันก็เลี่ยนนะคะ” เสียงผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้า ทำให้หญิงสาวที่มาใหม่ถึงกับสะอึก แต่ชางหมิงมองหน้าซือเยว่ก่อนจะหัวเราะออกมาฮึๆ ด้วยความชอบใจ

        “อ้าว... พี่ชางหมิงค่ะ ก็เรื่องอาหารถ้าคุณพี่กินเหมือนเดิมทุกๆ วันมันก็น่าเบื่อนะคะ วันนี้พี่ชางหมิงหาฉันมากินอาหารฝรั่งเศสก็ไม่แปลก” สาวเจ้าทำหน้าซื่อเอ่ยบอก ซือเยว่เธอหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ ไม่ได้แกล้งสัพยอกหญิงสาวแรงๆ

        เจียง ชางหมิงหัวเราะคำโตให้กับความซื่อใสของเธอ ที่โต้ตอบหญิงงามนามว่า หลิว จางเหว่ยเสียจนหน้าหงาย

        “คุณพ่อของฉันเป็นถึงทนายความใหญ่ ความเหมาะสมก็คงจะมีมากกว่าเธอกระมัง” สาวมั่นหน้าตอกกลับ เพราะไม่เคยเห็นแม่สาวนางนี้ออกมาสู่สังคมกว้าง เข้าใจไปอีกนัยหนึ่งว่าซือเยว่ว่ากระทบกระเทียบเธอ

        “คงต้องกล่าวขอโทษเธอแล้วมั้ง จางเหว่ย เดี๋ยวทนายหลิวจะตกงานเอาเสียเปล่าๆ นะ เพราะคุณหนูหวัง ซือเยว่ เป็นลูกท่านประธานหวัง ของแอมไพร์ กรุ๊ป” สิ้นคำบอกกล่าวของชางหมิง เธอถึงกับลุกขึ้นยืน ก่อนจะก้มโง้มหัวลงให้กับซือเยว่ ซึ่งเธอยังนั่งเป็นทองไม่รู้ร้อน งงว่าสองคนเอ่ยถึงอะไรกัน

        “ดิฉัน ขอโทษคุณหนูซือเยว่ด้วยนะคะ วันนี้เห็นไม่แต่งองค์ทรงเครื่อง นึกว่าเป็นหญิงรับใช้ หรือเด็กกะโปโลที่ไหน” หญิงสาวยังไม่วายค่อนขอด ซือเยว่ ซือเยว่ยิ้มกว้างให้ ก่อนจะโค้งหัวให้พอเป็นพิธี

        หลิว จางเหว่ย เดินออกไปอย่างเสียหน้า ไม่หันหลังกลับมามองสองคนอีกเลย

        “เป่าเป้ยยังเก่งเหมือนเดิมนะ” เขาเอ่ยชม หญิงสาวกระหยิ่มในใจ คงมาที่พี่ชางหมิง คงเป็นเขาคนเดียวที่คอยเอาใจเธอและยกย่ออยู่เสมอ เธอยิ้มให้เขาอย่างเปิดเผย รู้สึกสนิทใจเหมือนตอนเป็นเด็กๆ

        ขณะที่นั่งอยู่ในร้านอาหาร มีผู้หญิงแวะเวียนมาทักทายเขาตั้งสี่ห้าคน ทำให้ตอนหลังซือเยว่ซักใจแกว่ง รู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมา

        “ส่วนใหญ่ซือเยว่ก็ไม่ค่อยได้อ่านข่าวสารอะไรมาก ไม่ยักกะรู้ว่าพี่ชางหมิงเป็นคาสโนว่า” เธอว่าเหน็บเขาเข้าให้ ชางหมิงยิ้มยวนมองสาวตรงหน้าที่หน้าตาไม่โปะแป้งมากมายแค่สวยงามตามธรรมชาติ

        “ใครบอกว่าพี่เป็นคาสโนว่า” เขาแกล้งเย้า

        “สาวๆ เข้ามาหาไม่ขาดเลยนะคะ ขนาดเรานั่งในร้านแบบนี้” เธอมองไปรอบๆ ดูๆ แล้วร้านก็กว้างขวางไม่น่าจะคับแคบถึงขนาดต้องเดินสวนกัน

        “ที่ๆ ผู้หญิงเขามาดูตัวผู้ชายกันนะ” เขากระซิบบอก ยกมือขึ้นป้องปากไปด้วย

        “เหรอคะ” เธอทำตาโต เหมือนได้ความรู้ใหม่ ชางหมิงถึงกับยิ้นเก้อๆ ดูแล้วซือเยว่จะไม่ค่อยทันคนเอาเสียเลย

        เหมือนตอนเป็นเด็กๆ ไปที่ไรก็เห็นเธอนั่งเล่นอยู่คนเดียว ส่วนเหมี่ยวเจินกับจวี๋ฮวาก็เล่นกันสองคน

        “อร่อยนะร้านนี้ จริงไหม” เขาถามขึ้นตอนยกผ้าขึ้นเช็ดปากเมื่อกินของหวานเสร็จ

        “ซือเยว่ว่า ซือเยว่ทำได้อร่อยกว่าค่ะ” เธอยกหน้าขึ้นบอกเขา ยิ้มพราวไปทั้งหน้าแบบภาคภูมิใจ

        “จริงๆ นะคะ พี่ชางหมิง ไว้มีโอกาส ซือเยว่จะทำให้พี่ลองทานดู” เธอบอกเขา พอเห็นเขายิ้มแล้วยิ่งดีใจ

        คนอะไร ทำไมหล่ออย่างนี้ พี่จางหมิงอายุ 27 ปีจริงหรือเปล่า ดูยังไงก็เหมือน 18 ปี  19 ปีเลย ในใจเธอยกมือทำท่ากรี๊ดหนักมาก

        “ยิ้มอะไร เป่าเป้ย” เขาเรียกเธอที่ทำตาเพ้อฝัน

        “คะ” เธอรีบก้มหน้าที่เงยมองเพดานลงมามองหน้าเขา ก่อนจะทำหน้านิ่งเฉย ยิ้มให้ชายหนุ่มแบบแห้งๆ

        “ถ้าซือเยว่ทำอาหารอร่อย จะเก็บฝีมือไว้คนเดียวทำไม ไม่เปิดร้านอาหารเสียหล่ะ” เขาแนะนำ

        “จริงสิคะ” เธอยกหน้ามองเขาด้วยสีหน้าตื่นเต้น

        “ซือเยว่จะได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ป๊ากับม๊าจะได้ภูมิใจในลูกคนนี้บ้าง” เธอรีบยกมือที่วางอยู่บนตัก จับมือของเขาข้างที่วางอยู่บนโต๊ะ เหมือนขอบคุณมากมาย

        โอเวอร์ไปหรือเปล่าเนี้ยะ ยัยบ๊องเป่าเป้ย ในใจเขาคิดเพราะเห็นสีหน้าของเธอดีใจซะจนโอเวอร์ แต่ก็ยิ้มให้เธอแบบเอ็นดู

        “ขอบคุณมากค่ะพี่ชางหมิง วันนี้ดีใจที่ได้เจอพี่” เธอเอ่ยขอบคุณเขาอีกที ก่อนจะโบกมือลา

        ชางหมิงมองสาวน้อยจนลับตา เธอที่ไม่เก็บกิริยาเอาเสียเลย ร้องเพลงพร้อมกับกระโดดเหยงๆ ไปตามทำนองร้องฮัมเพลงไปอย่างมีความสุขตลอดที่เดินจากเขาไป

        ยัยบ๊องเป่าเป้ยเอ๊ย ยังเหมือนเดิม ไม่โตสักทีนะ เขามองตามเธอไปยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนลับตา

 

        “ว่าอะไรนะเยว่เยว่” เสียงป๊าดังขึ้น จากที่นั่งฟังเธอพูดอ้ำอึ้งอยู่เป็นนาน

        “ก็เยว่เยว่อยากทำร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านเค้กเล็กๆ ก็ได้ค่ะป๊า เยว่เยว่อยากทำจริงๆ ค่ะ” เธอยกหน้าบอกคุณพ่อสายตามุ่งมั่น

        “เฮ้อ... เยว่เยว่เอ๊ย แกจะผลาญเงินฉันยังไงก็ได้ แต่ทำไมต้องไปงานอะไรที่มันต่ำๆ อย่างนั้น” เสียงคุณพ่อติ่ง เพราะไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง

        “ป๊าค่ะ ทุกวันป๊าดื่มกาแฟไหม ป๊ากินข้าววันละกี่มื้อคะ” เธอเถียงออกไปเสียงดังกว่าทุกครั้ง ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต

        “เยว่เยว่...” เป็นตัวคุณพ่อเสียเองที่ตกใจกับพฤติกรรมแก่นกล้าของลูกสาวของเขาคนนี้เป็นครั้งแรก เขาตะโกนเรียกชื่อเธอดังลั่น

        “แก...” เขายกนิ้วมือชี้หน้าเธอ มือสั่นปากสั่น

        ซือเยว่รีบคุกเข่าลงไปกับพื้นทันที ก่อนจะก้มหน้าลงชิดพื้น คำนับขอโทษคุณพ่อกับสิ่งที่เธอทำลงไป

        “อะไรกันคะ เสียงดังลั่น” เสียงมาดามหวังดังมาแต่ไกล รีบเดินแกมวิ่งเพราะได้ยินเสียงคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องปกติ เห็นสามีนั่งตัวสั่นจ้องมองลูกสาวคนที่สี่ของเธอ ซึ่งลงไปคุกเข่าแนบหน้าไปกับพื้น

        “ฮึๆๆๆ...” คุณนายหวังหัวเราะลั่น หยันสามีอย่างแรง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นสามีโกรธซือเยว่อย่างจริงจัง ทุกๆ ครั้ง เขาก็แค่ไล่เธอให้พ้นหน้าไป

        “อะไรกันค่ะ เยว่เยว่ทำให้คุณ คุณถึงเป็นได้มากขนาดนี้เลยรึ” เสียงภรรยายิ้มก่อนจะเหยียดสายตา แถมไม่พอยังหยันเขาด้วยคำพูดอีกครั้ง เสียงหัวเราะของเธอยังไม่ขาดช่วง

        “เยว่เยว่มานี้” อยู่ๆ เธอก็ป้องลูกสาวคนนี้ที่ไม่ค่อยได้อย่างใจ แต่วันนี้ทำให้คุณประธานหวังปรี๊ดได้ คุณนายหวังรู้สึกชอบใจมาก

        ลูกสาวทำหน้าใสซื่อ ส่งสายตาแวว มองคุณพ่อทีคุณแม่ที

        “เยว่เยว่อยากเปิดร้านอาหาร จะทำทำไม งานต่ำๆ” คุณพ่อพูดเสียงสูงบอกภรรยา ถอนหายใจอยู่หลายครั้ง พยายามลดอารมณ์โกรธเคือง เพราะซือเยว่ก็ไม่ได้ทำผิดอะไรร้ายแรง แถมยังเป็นเรื่องดีเสียอีกที่เธอคิดจะทำอะไรเป็นการเป็นงานขึ้นมาบ้าง

        คุณหวังค่ะ ทุกวันนี้ คุณดื่มกาแฟวันละกี่แก้วคะ คุณกินข้าววันละกี่มื้อ คำถามของคุณนายหวังทำให้ผู้เป็นพ่อถึงกับอ้าปากกว้าง

        “ผมว่าแล้ว ว่าเยว่เยว่นี่มันไม่ได้เรื่องเหมือนคุณนี่เอง” คุณพ่อปากร้ายใส่คุณแม่ คุณนายหวังถึงกับหน้าเสียโกรธสามี มองค้อนเขาที่พูดขัดอารมณ์

        “หึ...” เธอหันหน้าหนี จับมือซือเยว่เอาไว้แน่น

        “เยว่เยว่ ป๊าไม่ให้ตังค์ แม่ให้เอง จะเปิดที่ไหน” เสียงมาดามหวังพูดตัดหน้าผู้เป็นพ่อ บังอาจมาว่าเธอเป็นต้นแบบของซือเยว่ ทั้งๆ ที่ก็ช่วยกันทำแท้ๆ

        “ตึกของคุณอา เจียง ชางฟานค่ะ” เธอบอกมารดาอย่างมั่นใจ

        “ฉันออกเงิน คุณไปบังคับคุณเจียงเอาพื้นที่ให้ลูกสาวของฉัน ไปเยว่เยว่ แม่จะเขียนเช็คให้” เธอดึงมือลูกสาวให้ลุกตามเธอไปยังห้องส่วนตัว

       

        “กริ๊ง...” เสียงมือถือของท่านประธานเจียงดังขึ้น

        “สวัสดีครับประธานหวัง” เขารีบกดรับสายพูดจาอ่อนน้อม นานๆ ที่จะได้รับสายตรงอย่างนี้จากท่านประธานหวัง ปกติต้องผ่านเลขา แสดงว่ามีเรื่องเร่งด่วน

        “ไม่มีอะไรมาก สบายดีนะ” ท่านพูดเกริ่น

        “ครับท่าน” ประธานเจียงรีบรับคำ

        “ผมแค่อยากจะขอพื้นที่ในตึกคุณทำร้านอาหารให้ลูกสาว ไม่ต้องใหญ่มากนักนะ คงพอจะทำได้สินะ” พูดไม่ได้เปิดทางให้ฝ่ายนั้นปฏิเสธ

        “อุ้ย... สำหรับประธานหวัง ไม่มีปัญหาอยู่แล้วครับ แล้วไม่ทราบว่าท่านจะเปิดวันไหนครับ” 

        ประธานเจียงมีสีหน้าหนักใจ แต่ก็ขัดท่านไม่ได้ เพราะผลประโยชน์ก้อนมหาศาลจะหายไปทันที ถ้าเขาปฏิเสธคำของท่าน

        “คงอีกไม่นาน ซือเยว่จะไปหาคุณนะ ค่าใช้จ่ายอะไรยังไง เรียกเก็บมาที่แอมไพร์กรุ๊ป” เสียงทรงอำนาจบอกประธานหวัง ก่อนจะตัดสายทิ้งไป

        ประธานเจียงรีบกดอินเตอร์คอมหาเลขาทันที

        “เลขาจาง ตามชางหมิงให้ผมด่วน” เขาบอกเลขาหน้าห้อง

**********

 

ซักสนุกแล้วสิ ติดตามกันนะคะ อย่าลืมเมนต์ให้กำลังใจกันด้วย

https://www.facebook.com/Love-Story-by-Khun-Thida-423211261215771/



ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ฝากนิยายน่ารักๆ สักเรื่องนะคะ อ่านแล้วฟินส์แน่นอนจ้า ขอบคุณที่รักกัน"

คุณธิดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha