My Spring Season ฤดูผลิรัก

โดย: คุณธิดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 3 : Love Season Set: 1 หัวใจเต้นแรง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

        “หนีไปด้วยกันไหมไคท์” เธอมองหน้าเขาน้ำตานองหน้า

       “คงไม่ได้อลิซ ผมมีศักดิ์ศรีมากพอ ผมจะทำให้คุณพ่อคุณเห็นความสามารถของผมให้ได้” เขามองตอบเธอ หน้าตายิ้ม สายตาบอกความหวังที่มีอยู่เต็มเปี่ยม

       “คุณยังไม่รู้จักพ่อของฉันดีพอนะคะ” อลิซเธอร้องร่ำ ปากก็บอกเขาห้ามเขาเหมือนใจจะขาด เธอรู้ว่าพ่อของเธอทำอะไรหลายอย่างที่ไม่ชอบมาพากล

       “ให้เวลาผมอีกสักหน่อยเถิดนะ” เขาบอกเธอจ้องสบเข้าไปในดวงตา ก่อนจะประกบริมฝีปากลงมาแนบชิด

       ใจสองดวงประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ความรักที่คุกรุ่นอยู่ในหัวใจ

       “ให้ฉันเป็นของคุณเถอะนะ” เธอร้องบอกเขา หัวใจโหยหาอ้อมกอดนี้

       “ที่รัก...” เขารู้สึกตกใจ

       “ผม...ไม่...” ไคท์อ้ำอึ่ง

       “ฉันพร้อมค่ะ...” เธอเปลื้องเสื้อผ้าอาภรณ์ออกหมดทั้งตัว ไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว

       “อลิซ” ไคท์จ้องมองความสวยงามที่อยู่เบื้องหน้า เธอโผเข้ากอดเขาตัวสั่นโยน

       “ถ้าคุณไม่ทำ ฉันจะไม่มาให้คุณเห็นหน้าอีก” เธอพูดอย่างมั่นหน้า มองเขาด้วยดวงตามุ่งมั่น

 

        ซือเยว่นั่งยิ่มตาลอย นึกไปถึงว่าตัวเอกเป็นนางเอก แล้วพี่ชางหมิงเป็นพระเอก เธอยิ้มเต็มใบหน้า หัวใจลอยไปหาชายหนุ่ม

        “ทำอะไรอยู่คะคุณหนู” เสียงฟุยฟงทำลายบรรยากาศ เธอรีบพับหนังสือก่อนจะสอดมันไว้ใต้หมอน

        “อ่านนิยายอีโรติกอีกแล้วละสิ เนี้ยถ้าคุณๆ รู้ว่าคุณหนูมีหนังสือพวกนี้อยู่เป็นกระตักใต้เตียงนี้จะเป็นยังไงคะ” เธอแซวทำสีหน้ายิ้มๆ

        “ฟุยฟงรู้ได้ไง แอบอ่านเหรอ” คนที่กำลังสัพยอกเจ้านายถึงกับหน้าถอดสี หุบยิ้มลงทันที

        “เปล่าสักหน่อย” เธอรีบแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ

        “ว่าแต่คุณหนูเถิดนอนได้แล้วนะคะ พรุ่งนี้จะไปดูที่ร้านอาหารใช่ไหม” เธอเอ่ยเตือน

        “ใช่ ฟุยฟงก็ไปพักเถอะ ปิดไฟให้เยว่เยว่ด้วย หญิงสาวนอนไปอมยิ้มไปอย่างมีความสุข

       

        “อำนาจเงินซื้อได้ทุกอย่างจริงๆ” คุณเจียง ชางฟานพูดขึ้น มองหน้าลูกชายหยันๆ ให้กับตัวเอง

        “ผมว่าก็ดีนะครับ สร้างเครดิตให้กับบริษัทของเราและอาคารของเรา ผมว่าต่อไป ท่านประท่านหวังคงมาที่นี่บ่อยขึ้น ก็จะดีกับเรานะครับคุณพ่อ” ลูกชายพูดในเชิงบวก

        “อืม พูดดี ไหนๆ ก็ได้รับปากเขาแล้ว ชางหมิงก็ดูแลอำนวยความสะดวกให้ซือเยว่ด้วยก็แล้วกัน” ผู้เป็นพ่อสรุป เขาพยักหน้ารับคำ

 

        “เป็นไงถูกใจไหม” เสียงทุ้มๆ ดังขึ้นมาจากข้างหลัง ซือเยว่หัวใจเต้นแรง

        “ค่ะ” เธอหันมายิ้มก่อนจะตอบเขาไป

        ชางหมิงเดินเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย แต่ที่ตามหลังของเขามาด้วยนี่สิ

        ผู้หญิงสูงชะรูด ผิวขาวเนียน  เอคอด สะโพกผ่ายสวยรับกับเรียวขาที่ยาวกว่าผู้หญิงทั่วๆ ไป หน้าตาสวยของเธอสวยระดับนางเอกแถวหน้า

        “อ๋อ... นี่หรือค่ะ เหตุผลที่ เจียง ชางหมิงผิดนัดของฉัน” คำพูดที่ระร้ายหลุดออกมาจากเรียวปากได้รูปที่ทาสีนู๊ดแบบโมเดิร์น

        ซือเยว่หุบหน้าที่ยิ้มลงทันที ก่อนจะก้มหัวให้ทั้งสองคน

        “คาเรน รู้จักกับคุณหวัง ซือเยว่” เขาพูดแบบอารมณ์เบื่อหน่าย ก่อนจะหันหน้าไปมองคาเรนแบบเต็มตา

        “พี่ชางหมิง ซือเยว่ขอตัวนะคะ” หญิงสาวเอ่ยปากบอกเขา ก่อนจะเดินหนีไปทันที

        “รู้ไหม ว่าเมื่อกี้ทำกิริยายังไง” จางหมิงหันหน้ามาเอาเรื่องกับผู้หญิงของเขา คาเรนยักไหล่อย่างไม่ยี่ระ

        “นั่นผู้ร่วมธุรกิจของผม” เขามองเธอแบบต่อว่าไม่พอใจฉายออกมา

        “แน่หรือคะ เพราะสายตาของคุณหวังดูไม่ธรรมดานะคะ มองคุณแปลกๆ” คาเรนมองตามหลังซือเยว่ที่กำลังคุยกับช่างที่ตกแต่งร้านอยู่

        “คาเรน โมนิก้า อิจฉาหรือ หึงเด็กกะโปโลแบบนี้ด้วยหรือ” เขาถากถางเธอด้วยคำพูด หยันเธอนิดๆ มองตามสายตาของคาเรน เห็นผู้หญิงตัวเล็กๆ กำลังขมักเขม้นช่วยช่างอีกคนยกไม้ ทั้งๆ ที่คนงานชายคนอื่นๆ ก็ห้ามเธอไปด้วย

        “ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ได้หนักหนาอะไร” เธอบอกพวกเขา ก่อนจะหยิบไม้กวาดที่อยู่ใกล้ๆ มาช่วยกวาดเก็บเศษวัสดุที่ตกอยู่เกลื่อน

        “คุณหนูหวังครับ ไม่ต้องทำครับ เดี๋ยวผมโดนโฟร์แมนว่าเอา” ช่างอีกคนเดินมาแย่งไม้กวาด ส่งสายตาวิงวอน เธอยิ้มกว้างให้ ก่อนจะยื่นส่งไม้กวาดคืนไปให้คนงาน

        “กลับไปก่อนนะ คาเรน คืนนี้ผมโทรหา” เขาหันไปคุยกับเธอ แล้วรีบเดินไปจากตรงนั้น

        “คุณครับ เขตก่อสร้าง ระวังด้วยครับ” เสียงคนงานที่กำลังขนอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาเพื่อตกแต่งในร้าน เธอมองพวกเขาด้วยหางตา ก่อนจะสะบัดตูดเดินออกไป

        ชิ... อย่าคิดว่าจะได้ไปนะคะคุณพี่ชางหมิงคืนนี้ ซือเยว่หันหน้ามามองตามหลังคนทั้งคู่ที่เดินออกจากบริเวณนั่นไป คิดเอาเองอยู่ในใจ

        สี่ชั่วโมงผ่านไป ตาของซือเยว่เมี่ยงมองตามทางเดินหาชางหมิงที่เขาจะกลับอออกไปข้างนอกเวลานี้ ทันใดสายตาก็กระทบกับร่างของเขาที่ดูโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ

        “โอ้ย...” เธอแกล้งทำของรวงหล่นลงไปตรงหลังเท้า

        “คุณหนูหวังครับ” เสียงคนงานร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ

        “เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ” ชายคนนั้นถามด้วยความร้อนใจ

        “น่าจะบวม เธอค่อยๆ ถอดรองเท้า และถุงเท้าออก มีปื้นแดงเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง เสียงเอะอะของโฟร์แมนดังตามมา

        “ใครเป็นอะไร” เขาถามขึ้นมาทันทีที่มาถึง

        “คุณหนูหวัง” เสียงดังเอะอะของคนงานทำให้ชางหมิงซึ่งเดินเข้าใกล้ ต้องหยุดฝีเท้าก่อนจะเดินเข้ามาหา

        “ใครเป็นอะไรครับ” เขาแหวกกลุ่มชายฉกรรจ์เข้ามา

        “คุณหนูหวังครับ” โฟร์แมนเอ่ยบอก เธอเงยหน้าขึ้นมองเขายิ้มให้ด้วยความเจ็บ

        โอ้ย... แกล้งทำดันเจ็บจริง’ เธอพ้ออยู่ในใจ เริ่มเจ็บตรงหลังเท้า ที่แกล้งทำของหล่นใส่หลังเท้าตัวเอง เพื่อเรียกร้องความสนใจจากชางหมิงแค่นั้น ไม่คิดว่าจะได้รับบาดเจ็บจริงๆ

        ชางหมิงนั่งลง และจับข้อเท้าที่พลิกดู

        “เจ็บไหมทำแบบนี้” เขาถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย

        “ไม่ได้เจ็บตรงนั้นค่ะ แต่คิดว่าหลังเท้าคงบวม แต่ไม่เป็นไรค่ะ ทุกคนไปทำงานเถิด” เธอเอ่ยปากออกคำสั่ง

        “ไม่เป็นไรแน่นะ” ชางหมิงพยุงตัวเองลุกขึ้น ก่อนจะยืนยืดตัวตรง

        “ค่ะ” เธอตอบพลางหยิบถุงเท้าและรองเท้าผ้าใบขึ้นมาสวมใส่ด้วยความลำบาก

        “เป่าเปย พี่ว่าเราต้องขยายเชือกรองเท้าก่อนสิ” เขาบอกเธอ ส่ายหน้ามองเธอยิ้มๆ ก่อนจะนั่งลงไปใหม่ หยิบรองเท้าที่เธอถือไว้ มาทำให้

        “พี่ชางหมิง เป่าเปยทำเอง” เธอบอกเขาเสียงดัง เพราะเขายังทำตัวอ่อนโยนกับเธอเหมือนตอนเธอเป็นเด็กๆ เสียงเรียกของเธอและสรรพนามที่ทั้งสองใช้เรียกกัน ทำให้ช่างในนั่นหัวเราะออกมาคิกคัก

        “พี่ไปส่งเราที่บ้านดีกว่า” เขาบอกตอนสวมรองเท้าให้เธอเสร็จ ก่อนจะเงยหน้ามองสาวน้อยตรงหน้าที่ยังคงไม่แต่งเนื้อแต่งตัว แป้งก็ไม่ทาหน้าไม่แต่งเหมือนเดิม

        “อย่าดีกว่า รบกวนพี่ชางหมิงเปล่าๆ  อีกอย่างเดี๋ยวเป่าเปย...เออ...ซือเยว่เรียกแท็กซี่ได้” เธอบอกเขาทำบิดเบียนออกมาว่าเกรงใจ

        “ได้ยังไง หากคุณพ่อพี่รู้ หรือท่านประธานหวังรู้ จะหาว่าพี่ไม่มีน้ำใจ” เขาบอกเธอ ก่อนจะช่วยพยุงตัวเธอก้าวเดิน

        “จริงๆ พี่ว่าเราไม่ต้องลงมาคลุกกับพวกงานแบบนี้ก็ได้” เขาพูดเชิงตำหนิ

        “ซือเยว่แค่อยากทำงานออกมาให้ดีที่สุดนะคะ” เธอตอบเขาด้วยสายตาที่มุ่งมั่นกว่าทุกครั้ง

        ทำไมมันเดินยากอย่างนี้นะ เจ็บด้วย เธอพูดกับตัวเองในใจ ยกมือจับไปที่ขาตัวเองตอนลงน้ำหนัก

        “เดินไหวไหมเนี้ย เป่าเปย” เขาก้มหน้าลงมามองผู้หญิงตัวเล็กที่เขาพยุงอยู่ข้างกาย

        “ไหวค่ะ” เธอกัดฟันทน ก่อนจะเซถลาหน้าเกือบทิ่ม หากไม่ได้มือหนาใหญ่ของชางหมิงจับเอาไว้

        “ทำไมดื้อจัง เดินไม่ไหว ก็บอกว่าไม่ไหวสิ” เขาว่าเอาให้ ก่อนจะอุ้มยกช้อนร่างกายเธอขึ้น

        “พี่ชางหมิง” เธอตกใจอุทานเรียกชื่อเขาออกมาเบาๆ ไม่คิดว่าเขาจะกล้าทำขนาดนี้ หน้าเริ่มแดงออกระเรื่อ เขินสายตาของผู้คนที่จับจ้องมาที่ทั้งสองคน

        “ปล่อยซือเยว่เถิดค่ะ” เธอบอกเขาด้วยความอาย ตาหลุบมองที่แผงอกกว้าง ไม่กล้าสบสายตา เขาเห็นหน้าตาของเธอแล้วนึกขัน

        “อะไรครับ เป่าเปยเขินพี่ด้วยเหรอ” เขาถามออกมาทื้อๆ

        “เปล่านี้ค่ะ แต่คนเยอะแยะ เป่าเปยอายสายตาคนอื่นมากกว่า” เธอบอกเขาเสียงแผ่ว เขาส่งสายตาล้อเลียนจ้องสบเล่นเอาซือเยว่ใจเต้นตึกตึก

        ไอ้หัวใจบ้า เต้นดังทำไม เดี๋ยวพี่ชางหมิงก็ได้ยินหรอก เธอด่าท้อหัวใจไม่รักดีของตัวเอง

        “เป็นอะไรทำหน้ามุ่ย” เขายังก้มมองหน้าเธอในระยะประชิดหยอกเย้าเธอ ก่อนจะถึงตัวรถที่เขาจอดอยู่ ลมหายใจที่เป่ารดลงมาบริเวณใบหน้าทำให้หัวใจสาวยิ่งเต้นแรงไปกันใหญ่ เธอหลับตาลงทันที ก่อนที่ปลายจมูกจะจรดลงบนแก้มนวล

        “ฟอด...” เสียงสูดลมหายใจเข้าของเขา และปลายจมูกเย็นๆ ทำให้เธอขนลุกเกรียว

        “พี่ชางหมิง” เธอเรียกชื่อเขาเสียงพล่า หน้าออกแดงขึ้นไปอีก

        “ทำไม ตอนเด็กๆ พี่ก็หอมแก้มนี่ออกบ่อยๆ” เขาตอบกลับมาทันทีเช่นกัน ยิ่งเห็นเธอเขินยิ่งอยากจะแกล้ง

        “ตอนนี้เป่าเปยโตแล้วนะคะ ไม่ใช่เด็กๆ” เธอว่าเข้าให้ ทำหน้าบึ้ง

        “ล้อเล่นหรอกนะ อ้าว... ลงได้แล้ว เดี๋ยวพี่พาเป่าเปยไปหาหมอก่อน แล้วพาไปกินข้าว แล้วค่อยกลับบ้าน” เขาบอกโปรแกรมให้ซือเยว่ฟัง หญิงสาวกระหยิ่มยิ้มอยู่ในใจ

        “ติ๊งๆๆ...” เสียงเตือนว่ามีข้อความเข้าในมือถือของชางหมิง เขาเปิดประตูให้ซือเยว่ ก่อนจะพยุงเธอขึ้นไปนั่ง เขาปิดประตูลงอยากเบามือ ก่อนจะกดโทรศัพท์ไปหาคนที่ส่งข้อความ

        “ฮัลโล... คาเรน เป็นวันพรุ่งนี้นะ วันนี้ผมติดงานจริงๆ” เขาบอกปลายสาย ก่อนจะวางทันที และโอนสายไปให้เลขาของเขาให้รับสายโทรเข้า ก่อนจะปิดเครื่องลงทันทีเช่นกัน

        “ฮึ... ชางหมิง ถ้าฉันไม่เห็นกับตา ฉันไม่ได้โง่นะ” คาเรน โมนิก้า สาวลูกครึ่งจีน-อเมริกา พูดกับตัวเอง บนรถที่แอบอยู่ในอาคารจอดแห่งนั้น

 

https://www.facebook.com/Love-Story-by-Khun-Thida-423211261215771/

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ฝากนิยายน่ารักๆ สักเรื่องนะคะ อ่านแล้วฟินส์แน่นอนจ้า ขอบคุณที่รักกัน"

คุณธิดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha