My Spring Season ฤดูผลิรัก

โดย: คุณธิดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 4 : Love Season Set 1 ความเป็นจริง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

        “เป็นยังไงหล่ะ เห็นไหมพี่เตือนแล้ว เป่าเป้ยเราก็เป็นคนดื้อเอาเรื่องเหมือนกันนะ งานบางอย่างไม่ต้องลงไปทำเองทุกเรื่องหรอกนะ” ชางหมิงพยุงเธอที่คุณหมอใส่เฝือกอ่อนเอาไว้ไม่ให้เท้าขยับ ปากก็พูดต่อว่าเธอที่ทำให้ตัวเธอเองบาดเจ็บ ซือเยว่ทำหน้าจ๋อยๆ

        ใครจะไปรู้ว่าจะเจ็บตัวขนาดนี้ ถ้ารู้จะเจ็บขนาดนี้ไม่จงใจทำหรอก ซือเยว่คิดในใจ เห็นภาพตัวเธอผลักกองไม้หนักใส่หลังเท้าของตัวเองวันนี้

        “กินอะไรดี” เขาถามเธอออกมาตอนที่เลี้ยวรถออกจากโรงพยาบาล

        “อะไรก็ได้ค่ะ” เธอบอกเขา แต่ก็ทำตาปริบๆ เพราะไม่ได้นึกไว้ คิดว่าหาหมอเสร็จก็จะให้พี่เขาไปส่งที่บ้าน

        “ไปเกาลูนไหม พี่อยากกินอาหารทะเล” เขาบอกเธอก่อนจะห่อเหยียบคันเร่งรถสปรอ์ตคันหรูไปตามถนนยามค่ำคืน โดยไม่รอฟังคำตอบ

        “หา!... ไปถึงเกาลูนเลยหรือคะ” เธอถามออกไปเสียงสูง

        “ก็เราอยากจะอยู่กับพี่นานๆ ไม่ใช่หรือ” เขาพูดดักคอเหมือนรู้ทัน

        “เปล่าสักหน่อย” เธอพูดออกไปทำหน้าเง้า ปากพูดปฏิเสธไป แต่ในใจเต้นตึกๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

        “พี่ล้อเล่น” เขาพูดเย้ากลับมา มองหน้าเธอแบบขำๆ การได้อยู่กับซือเยว่ก็ทำให้ชางหมิงหายเครียดได้

        “นอกจากเป่าเป้ยทำอาหารเป็นแล้ว แต่พี่ไม่รู้ว่าอร่อยหรือเปล่าพี่ก็ยังไม่รู้นะ เพราะยังไม่ได้ชิมรสมือของเป่าเป้ยเลย แล้ววันๆ เป่าเป้ยทำอะไรเป็นอีกบ้าง” ชางหมิงชวนคุย

        “ก็นวดเป็นนะคะ อีกเรื่องที่เป่าเป้ยศึกษาอยู่ฝั่งเข็มแก้อาการค่ะ” เธอเล่าไปสีหน้ามีความสุข

        “งั้นถ้าพี่ปวดตรงต้นคอเนี้ยะ เป่าเป้ยนวดให้พี่ได้ใช่ไหม” เขาพูดพลางสะบัดคอแรงๆ

        “พี่ชางหมิง...” เธอเรียกชื่อเขาก่อนจะทุบที่หัวไหล่เขาเบาๆ  ให้หยุดทำแบบนั้น

        “ห้ามสะบัดคอแรงๆ นะคะ เดี๋ยวจะเป็นอย่างอื่น” เธอบอกเขา เพราะกลัวชายหนุ่มคอเคล็ด ชางหมิงได้แต่หัวเราะฮึๆ

        “ว่างๆ ซือเยว่ทำอะไร” เขาถามด้วยความอยากรู้เริ่มซักไซ่ เพราะไม่เคยเห็นเธอออกงานสังคมอะไรบ้างเลย ไม่เหมือนพี่สาวและน้องสาวของเธออีกสองคน

        “ก็อ่านหนังสือ” เธอนึกไปนึกนิยายอีโรติกที่เธอชอบอ่านแล้วยิ้มแบบเขินๆ

        “และก็ไปเดินตลาด” แค่เขาได้ยินเขาก็ยิ้มให้

        “ไม่ชอบเดินในห้างสรรพสินค้าหรือ”

        “ก็เดินในตลาดสนุกกว่าเดินห้างอีกนะคะพี่ชางหมิง วันหลังเป่าเป้ยพาพี่ไปเที่ยวตลาดสดกัน” เธอพูดเหมือนตลาดสดนั้นโสภาเหมาะกับหนุ่มเจ้าสำอางอย่างเขานัก

        “เอาสิ” เขาเบ่งรับเบ่งสู้ ซือเยว่หัวเราะออกมาด้วยความสุข

       

        ชางหมิงจอดรถตรงลานจอด เขาพาเธอมาถึงหมู่บ้านชาวประมง Lei Yue Mun ฝั่งตะวันออกของเกาลูน ชายหนุ่มเดินมาเปิดประตูรถให้ซือเยว่ เขายื่นไม้ค้ำยันส่งให้ เธอค่อยพยุงตัวเดินโดยที่มีเขาคอยประคองอยู่ข้างๆ

        “จะหายทันเปิดร้านอาทิตย์หน้าไหมเนี้ยะ” เธอเปรยขึ้นคนเดียว รู้สึกเศร้านิดๆ ไม่น่าทำร้ายตัวเองเลย

        “ก็กินอาหารที่มีประโยชน์นะครับ มาพี่ช่วยหิ้วเราด้วย” เขาสอดแขนคล้องตัวเธอทางฝั่งที่เธอไม่ถนัด เพราะดูท่าทางที่เก้กังของซือเยว่แล้วคงต้องใช้เวลาเดินนานแน่ๆ

        “ให้พี่อุ้มไหม” เขาถามตอนเดินไปได้ซักพัก

        “อุ้ย! ไม่เอาค่ะ อายคนเยอะแยะ” เธอรีบปฏิเสธ แค่คิดถึงเรื่องนี้ก็ใจสั่นไหวแล้ว

        “หาร้านที่ใกล้ที่สุดนะ” เขาก้มลงมาพูดใกล้ๆ รู้สึกสบายใจที่ได้อยู่ใกล้ๆ เธอ

        “ปกติเยว่เยว่จะมาเดินที่นี่คนเดียว เดือนละครั้งนะคะ” เธอเล่า

        “ทำไมไม่เรียกตัวเองว่า เป่าเป้ยเหมือนทุกครั้ง” เขาเย้าเธอเพราะเห็นเปลี่ยนสรรพนามที่เรียกตัวเอง

        “เยว่เยว่ว่ามันดูไม่ค่อยดีมั้งค่ะ อีกอย่างเดี๋ยวสาวๆ ของพี่ชางหมิงเข้าใจผิดกันไปใหญ่” เธอแค่นึกไปถึงนางแบบคนเมื่อเช้าแล้ว ซือเยว่แทบเทียบความสวยสง่าของเธอไม่ได้

        “พี่ยังไม่มีคนรักหรอกนะ” เขารีบพูดปฏิเสธ

        “อ๋อเหรอค่ะ งั้น...จะให้เรียกผู้หญิงของพี่ชางหมิงว่าอะไรกันดีคะ” เธอถามไล้บี้เขา ชางหมิงได้แต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลี่ยงที่จะไม่ตอบ และเขาก็ไม่คิดว่าซือเยว่จะเป็นคนช่างต่อปากต่อคำ

        ข่าวเยอะซะขนาดนั้น เห็นควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า เธอพ้อเขาอยู่ในใจ

        “นั่งร้านนี้แล้วกันนะ” เขาพาเธอเดินเข้าไปที่ร้านที่ดูสะอาดและใกล้ที่สุด

        “ค่ะ” เธอพยักหน้าให้ ชางหมิงพยุงเธอเข้าไปในร้าน พอดีลูกค้ามีไม่มากเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ลูกค้าก็จะเดินเข้าไปอีก เพื่อไปนั่งด้านในลึกๆ มากกว่า เพราะสามารถเลือกนั่งร้านไหนก็ได้ และได้ดูอาหารทะเลสดๆ ที่ทุกร้านเอาออกมาโชว์

        “กินปลานะ บำรุงร่างกายดี” เขาบอกเธอ ลุกเดินไปสั่งอาหารและเลือกทั้งปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ ที่อยู่ในตู้ และวางอยู่บนชั้นแต่ละอย่างสดๆ ใหม่ๆ

        “พี่สั่งเมนูโปรดพี่ทั้งนั้นเลย” เขาบอกเธอตอนนั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

        “อ้าว...” เธอร้องอ้าวก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ

        “ที่ชวนมากินเนี้ย ต้องมานั่งกินเป็นเพื่อนพี่ชางหมิงใช่ไหมคะ” เธอยิ้มให้เขาแบบเก้อๆ แต่ก็นั่งอมยิ้มอยู่ตลอดเวลา เขาหัวเราะผสมโรงไปด้วย

        พนักงานเสิร์ฟยกถาดอาหารที่ทำเสร็จอย่างรวดเร็วออกมาวางบนโต๊ะ

        “ฮู้...” เธออุทานออกมาเหมือนเด็กๆ จ้องมองอาหารตรงหน้าแบบไม่วางตา

        “ของโปรดเยว่เยว่เหมือนกันเลยค่ะ” เธอบอกเขายิ้มร่าเริง รีบหยิบตะเกียบขึ้นมาเพื่อชิมอาหารหน้าตาดีที่วางอยู่ในจานตรงหน้า

        “เอาสิ เอาเลย ตามสบาย” เอาเลื่อนจานปลาเก๊านึ่งซีอิ้วตัวใหญ่ไปตรงหน้าเธอ

        “เป๋าอื้อนึ่งซีอิ้ว กั้งทอดกระเทียม ปูผัดขิงสด และก็*หอยงวงช้างครับ” บริกรหนุ่มบอกตอนยกอีกสี่เมนูมาเสิร์ฟ พร้อมกับเตาเล็กๆ ที่มีหม้อขนาดพอดีเตาที่มีน้ำร้อนกรุ่นและติดไฟจากแอลกอฮอล์อยู่ข้างล่าง

(*หอยงวงช้างแล่เป็นชิ้น  กินสดๆ หรือว่าเอาไปลวกน้ำร้อนผ่านเร็วๆ แล้วจิ้มกับซอสถั่วเหลือง หรือวาซาบิ รสชาติยากจะบรรยาย  ความกรุบกรอบและเหนียวเล็กน้อย จุ่มซอสเค็มๆ จากวาซาบิจี๊ดจ๊าด  พอเคี้ยว ได้รสหวานของเนื้อหอยสดๆ ยิ่งเคี้ยวยิ่งมัน ยิ่งเคี้ยวยิ่งหวาน อร่อยจริงๆ แต่มันมีกลิ่นของหอย  ใครที่ไม่ชอบกินหอยก็ไม่ต้องสั่งนะคะเมนูนี้)

 

        “จะทานกันหมดหรือคะ” เธอเงยหน้าขึ้นไปมองเขา ละสายตาจากจานอาหาร

        “พี่รู้นะว่าเป่าเป้ยไม่ได้กินข้าวเที่ยงวันนี้” เขาบอกเธอเหมือนตาเห็น

        “เป่าเป้ยกินแซนวิชกับน้ำผลไม้ค่ะ” เธอรีบบอกเพราะกลัวจะถูกตำหนิเหมือนเด็กๆ เขายิ้มให้ก่อนจะตักปูผัดใส่ในจานของเธอ และชางหมิงหันไปท้วงข้าวผัดอีกสองถ้วยที่ยังไม่ได้จากพนักงานเสิร์ฟ

        “แสดงว่าพี่ชางหมิงงานยุ่งจนไม่ได้ทานกลางวันใช่ไหมคะ” ซือเยว่ยกหน้าขึ้นไปว่าเขาเหมือนกัน

        “วันนี้ประชุมยาว เรื่องมันงวดเต็มที อีกอย่างโครงการของคุณพ่อของเป่าเป้ยก็ประกาศขายไปแล้ว พี่ต้องรีบออกแบบตกแต่ง เพื่อให้ท่านประธานหวังอนุมัติแบบเร็วๆ” เขาเล่าแบบไม่หมกเม็ด ปกติเขาจะไม่ค่อยคุยเรื่องงานกับใคร แต่กับซือเยว่เขาเล่าได้อย่างไม่คิดอะไร

        “เป่าเป้ยไม่ค่อยได้ไปยุ่งเรื่องงานของคุณพ่อหรอกค่ะ” เธอคิดไปอีกแบบ เหมือนว่าชางหมิงต้องการให้เธอเป็นสะพานไปหาคุณพ่อของเธอ หญิงสาวรีบบอกก่อนเพราะว่ากลัวเขาจะต่อว่าได้ภายหลัง

        “พี่รู้ ท่านประธานหวังรักแต่ลูกชาย” คำพูดที่ตรงๆ ออกมาจากปากของเขา ซือเยว่ถึงกับชะงัก คิดตาม ก็มันเป็นแบบนั้นจริงๆ และยิ่งลูกสาวอย่างเธอด้วยแล้ว คุณพ่อแทบไม่เหลียวแล

        “ค่ะ” เธอรับคำแบบเบาๆ ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตากินอาหารตรงหน้า และเหลียวมองทิวทัศน์ตอนกลางคืนของหมู่บ้านชาวประมงไป และถอนหายใจเบาๆ อยุ่หลายครั้ง

        “จริงๆ การเป็นลูกสาวของท่านประทานหวัง ก็อาจจะไม่สุขเท่าการเป็นลูกสาวของชาวประมงนะคะ” เธอเปรยขึ้นแบบไม่เจาะจง แต่เหมือนระบายความในใจออกมา

        “น้อยใจหรือ” เขาเอ่ยถามขึ้นแบบเข้าใจ เพราะรู้มาตั้งนานแล้ว

        ดีหน่อยที่เขาเป็นลูกชายคนโต มีน้องเป็นผู้หญิงอีกสองคน คนเล็กเป็นผู้ชาย ซึ่งอายุแต่ละคนห่างกันพอสมควร จึงทำให้คุณพ่อดูจะรักและเห่อทุกคน อาจจะเป็นเพราะคุณพ่อกับคุณแม่ของเขาแต่งงานกันด้วยความรัก ไม่ได้จับคลุมถุงชนเหมือนคู่อื่นๆ สำหรับลูกชายลูกสาวเศรษฐีทั่วๆ ไป

        “ไม่หรอกค่ะ แค่เราได้เกิดมามีชีวิตอยู่ มีลมหายใจก็ดีแล้วไม่ใช่หรือคะ” เธอยกหน้าช้อนสายตามองเขา พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

        “อร่อยไหม” ชางหมิงเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะเขาคนเดียวทำให้ซือเยว่หน้าตาดูหมองลงไป

        “ค่ะ” เธอตอบรับและยิ้มให้

        “แต่จริงๆ เยว่เยว่ทำได้อร่อยกว่านี้นะคะ” เธอยกมือป้องปากพูดบอกเขาไปเบาๆ เพราะเกรงเด็กเสิร์ฟจะได้ยิน

        “จริงหรือ” เขาหัวเราะขึ้นมา เธอช่างเปลี่ยนอารมณ์ได้ไวจริงๆ

        “ไว้ว่างๆ เป่าเป้ยต้องทำให้พี่กินนะครับ” คำพูดเอาใจทำให้เธอยิ้มไม่หุบ

        “ค่ะ”

        รสชาติอาหารดีๆ เลิศรส ได้กินกับคนที่พึงใจ ก็สุขเปรียบไหนปาน

       

        “พรุ่งนี้ให้พี่มารับไหม” ชางหมิงถามเธอออกไปอย่างอาทร

        “ไม่เป็นไรค่ะ พี่ชางหมิง รบกวนพี่เปล่าๆ แต่พรุ่งนี้เป่าเป้ยอาจจะไม่เข้าไปที่ร้านก็ได้ค่ะ พอดีจะไปเลือกพวกถ้วยจานเพิ่มอีกหน่อยนะคะ” เธอบอกเขายิ้มรับความมีไมตรีจากชางหมิง

        “แล้วยังเดินสี่ขายังงี้จะไปยังไง ให้พี่มารับแล้วเราไปดูไปเลือกด้วยกันดีไหม” เขาเอ่ยปากออกไป ทั้งๆ ที่เธอก็ไม่ได้มีกะใจชวน แต่ไม่รู้อะไรดลใจให้ถามออกไปแบบนั้น

        “ยิ่งเกรงใจใหญ่เลยค่ะ” เธอยิ้มให้เขาอย่างดีใจจนปิดไม่มิด แต่จะดีสิคะ เธอกระหยิ่มอยู่ในใจ

        “โทรหาพี่นะ ขอเป็นช่วงบ่ายๆ แล้วกัน เพราะช่วงเช้าพี่ติดงาน” งานก็ยุ่งอยู่แล้ว ยังจะทำตัวเป็นสารถีผู้ใจดีอีก

        “ค่ะ” ซือเยว่รีบรับคำ ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนใจ

 

        “คุณหนูค่ะ” ฟุยฟงลงมารับเธอถึงที่บันได เพราะเธอได้โทรมาก่อนหน้านั้นแล้ว

        “ตายแล้ว เป็นอะไรมากไหม ไปทำอีท่าไหนคะ” ฟุยฟงแสดงความเป็นห่วงนายหญิงของเธออย่างเห็นได้ชัด

        “ขอบคุณมากนะคะ พี่ชางหมิง” เธอยิ้มหวานให้เขาอีกครั้ง ชางหมิงเมื่อเห็นสาวใช้มาคอยรับเธอถึงข้างล่าง จึงขึ้นรถกลับคอนโดไป

        “ยังไม่ตาย” เธอหันไปหาฟุยฟง พูดเบาๆ

        “พอคุณหนูโทรมาว่าอยู่โรงพยาบาล ใจหายหมดเลยค่ะ เจ็บมากเลยหรือค่ะนี้ คุณหนูนะคุณหนู ทำอะไรไม่เคยระวังเลย แล้วไปยุ่งอะไรกับที่เขาทำงานค่ะ” ฟุยฟงส่ายหน้าอย่างระอาปากบ่นให้ผู้เป็นนายยับ เพราะรู้ความดื้อและเอาการเอางานของเธอที่ดูจะมากเกินไปซักหน่อย

        “ระบมและร้าวนิดๆ” เธอเล่าให้ฟัง เหมือนไม่ใช่เรื่องหนักหนา

        “แต่หมอว่า เยว่เยว่แข็งแรง คงหายเร็ว ฟุยฟงไม่ได้บอกป๊ากับม๊าใช่ไหม” เธอรีบถามเพราะได้โทรมาสั่งกำชับเอาไว้แล้วว่าห้ามบอกใคร

        “วันนี้ไม่บอก พรุ่งนี้ท่านสองคนก็รู้อยู่ดี” ฟุยฟงทำหน้าเหม็นบอกบุญไม่รับ เพราะเกรงประธานหวังและคุณนายต่อว่าติหนิเอาได้

        “รีบพาเยว่เยว่กลับห้องดีกว่า ไม่อยากตอบคำถามใคร” เธอรีบเตือนสาวใช้ให้มาช่วยพยุงเธอเข้าบ้านและรีบขึ้นห้อง

        สาวใช้พยุงร่างเธอขึ้นไปบนห้องอย่างรวดเร็ว

        กว่าคืนนี้ซือเยว่ก็หลับตาลงได้ ใบหน้าหล่อของพี่ชางหมิงก็ลอยวนไปมาอยู่เต็มหัว เธอยิ้มอย่างมีความสุข หัวใจเบิกบานชีวิตเริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้าง เมื่อเจอเขา

        “ติ๊งๆๆ...” เสียงดังจากมือถือว่ามีข้อความใหม่ เธอรีบคว้าขึ้นมาดูอย่างรวดเร็ว หวังว่าจะเป็นข้อความของพี่ชางหมิงสุดหล่อ

        “ข้อความจากคุณพ่อ” เธอเอ่ยกับตัวเองเบาๆ

        (วันที่เปิดร้าน ป๊านัดครอบครัวเฉินเอาไว้ที่ร้านของเรานะ เวลานัดหมายค่อยว่ากันอีกที เยว่เยว่จำ เฉิน หวังลี่ ได้ใช่ไหม ป๊าจะให้แกแต่งงานกับเขา ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง)

        ข้อความประกาศิตจากบิดา เหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางหัวใจดวงน้อยๆ ของซือเยว่ เธอทิ้งโทรศัพท์ลงข้างตัวอย่างหมดแรง นอนนิ่งน้ำตาเริ่มไหลริน ภาพพี่ชางหมิงอันตธานหายไปหมด เหลือไว้แต่สีดำของห้องนอนที่มืดสนิท

        เสียงสะอื้นดังลอดออกมาทั้งๆ ที่เธอก็สะกัดกั้นอารมณ์ไว้เต็มที่

        “หนูต้องแต่งใช่ไหมคะ ยังไงเยว่เยว่ก็ปฏิเสธไม่ได้ใช่ไหมคะ” เธอรำพึงรำพันกับตัวเอง ร้องไห้ตัวโยนยกมือขึ้นกอดหน้าอกของตัวเองเหมือนต้องการความอบอุ่นซะเต็มประดา

        นึกถึงใบหน้าของคุณพ่อ และ เฉิน จางหลี่ ผู้ชายไม่สูงมากนัก ดูท้วมๆ ใบหน้าตี๋ ใส่แว่นหนาๆ ในมือถืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการทำงานอยู่ตลอดเวลา หัวใจเธอก็เริ่มห่อเหี่ยว

        “ชีวิตของเยว่เยว่เป็นของใครกันแน่คะ เป็นของเยว่เยว่เอง หรือของป๊ากันแน่คะ” เธอยังตัดพ้อกับหนทางชีวิตของตัวเอง ที่ตัวเองไม่มีสิทธิ์เลือก



ติดตามการอัพเดทตอนใหม่ของนิยายในเรื่องอื่นด้วยที่แฟนเพจเฟสบุ๊คนะคะ

https://www.facebook.com/Love-Story-by-Khun-Thida-423211261215771/


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ฝากนิยายน่ารักๆ สักเรื่องนะคะ อ่านแล้วฟินส์แน่นอนจ้า ขอบคุณที่รักกัน"

คุณธิดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha