มหาเศรษฐีกระหายรัก

โดย: วีนัส ละอองดาว/ยติยา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : ตอนที 1


ตอนต่อไป

ร้านอาหารโทรมๆ แห่งหนึ่ง ภายนอกร้านเก่าจนไม่น่าพิสมัย ทว่าภายในกลับซุกซ่อนอาหารอันเลิศรส เห็นได้จากลูกค้าเนืองแน่นจนโต๊ะทั้งสิบชุดไม่พอนั่ง ต้องสั่งกลับไปทานที่บ้านแทน

เสียงรับออร์เดอร์จากแม่ครัวดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงตะหลิวกระแทกกับกระทะที่ใกล้จะพังมิพังเหล่ หากแต่กลิ่นหอมจากเมนูที่หญิงสาวทำกลับยั่วน้ำลายคนนั่งคอยให้สอฟูมปากจนต้องกลืนลงคออึกใหญ่ ท้องก็เริ่มร้องและแสบ กลิ่นอาหารที่เธอทำช่างหอมและเชิญชวน

“โต๊ะห้า รับข้าวผัดหมู”

“เสร็จแล้ว!”

มณฑิตา ธนาชาต หรือ ตา สาวน้อยวัยยี่สิบสี่ปี เส้นผมดกดำถูกรวบตึงยาวเป็นหางม้าด้านหลัง กำลังขะมักเขม้นทำอาหารตามออร์เดอร์ที่ถูกส่งเข้ามาเรื่อยๆ เหงื่อเม็ดน้อยเริ่มเกาะตัวเป็นเม็ดโตก่อนที่เธอจะหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเก่าจากผ้ากันเปื้อนมาเช็ด ดวงหน้างดงามรูปไข่ที่หญิงใดก็ฝันอยากมีอ่อนเยาว์ราวกับเด็กสาวแรกรุ่น เรียวปากอมชมพูอมยิ้มตลอดเวลา รูปร่างอ้อนแอ้นบอบบางน่าถนอม ผิวพรรณที่ซ่อนอยู่ในเสื้อแขนยาวสีดำขาวเนียนไม่เหมาะกับงานที่ทำสักนิด ดวงตาของเธอกลมโตสุกสกาว พวงแก้มที่แดงฝาดอย่างเป็นธรรมชาติไร้เครื่องสำอางประโคมหน้าชายใดได้มองต้องตาค้าง และอยากครอบครองเป็นเจ้าของเธอ

แต่ทำไมกลับกลายเป็นว่านางฟ้าเช่นเธอต้องมาทำงานหนักหยาบกร้านในร้านอาหารโทรมๆ แห่งนี้ ที่ค่าแรงแสนถูก แต่ใช้งานยิ่งกว่าทาส ตอนเช้าเธอต้องเตรียมข้าวของสำหรับทำขาย ตกเย็นต้องล้างจานก่อนกลับ และยังทำความสะอาดร้านให้อีก ค่าแรงนั้นไม่ต้องพูดถึงว่าจะได้มากอย่างใครเขาแต่ก็ยังดีที่เธอสามารถทำอาหารกลับไปทานที่บ้านได้

อาจเป็นเพราะความจนบีบบังคับให้เลือกไม่ได้ ร่างบางเดินเข้าไปหาชายวัยกลางคนที่นั่งนับเงินบนโต๊ะไม้ผุกร่อนหลังจากปิดร้านและเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว

“ลุงเจิมของหมดแล้วปิดร้านนะคะ”

ลุงเจิมเจ้าของร้าน แม้มีใครต่อใครต่างบอกว่าเขากดขี่แรงงานเธอมากเกินไป แต่จะให้ไปหางานใหม่ทำมันก็ยากเอาการ และกว่าจะได้งานก็ต้องรอนานด้วยเธอคงรอแบบนั้นไม่ไหวแน่

“เออๆ ต่อไปให้ซื้อมาเผื่อด้วยแล้วกัน” ลุงเจิมสั่งเสียงดังแล้วยื่นเงินค่าแรงให้

“ขอบคุณจ้ะ” มณฑิตายกมือไหว้ แล้วลากลับบ้าน

หลายเดือนก่อนร้านของเขายังไม่มีลูกค้าเข้ามามากขนาดนี้ ตั้งแต่ที่รับแม่ครัวคนใหม่มา ไม่ถึงค่ำของที่ต้องทำอาหารก็หมดเกลี้ยง และเป็นแบบนั้นมาโดยตลอด เหมือนฟ้าประทานได้ทั้งเงินและแม่ครัวที่ค่าจ้างแสนถูก

มณฑิตากระชับกระเป๋าใบเก่า พร้อมกล่องข้าวใส่อาหารมาเต็มก่อนจะเดินกลับบ้านพักหลังเก่าที่พออยู่กันได้สองคนยายหลาน เธอเป็นเด็กกำพร้าไม่เคยเห็นหน้าตาพ่อและแม่ ไม่รู้ด้วยซ้ำพวกท่านเป็นใครมาจากไหน หากรู้จากคำบอกเล่าของผู้เป็นยายเท่านั้นว่า

ทั้งสองเป็นกรรมกรก่อสร้างกำลังจะเลิกงานแต่โชคร้ายนักที่ถูกตึกนั้นถล่มทับ ขณะที่เธอเพิ่งมีอายุได้เพียงสามขวบแต่ใช่ว่าเธอจะเศร้าใจที่ไม่ได้พบเจอพวกท่าน เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ยังมีคุณยายที่เป็นทั้งพ่อและแม่คอยดูแล

หญิงสาวเดินกลับบ้านที่ห่างออกไปสองซอย แม้เส้นทางไม่ได้ไกลมากทำให้เธอประหยัดค่าวินมอเตอร์ไซค์ เท้าเล็กในรองเท้าผ้าใบสีหม่นเก่าๆ คู่เก่งเดินผ่านบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ตั้งสูงโอ่อ่าอวดความงดงาม และกว้างขวาง ทว่าดูน่าเกรงขาม สาวน้อยทำได้เพียงเงยหน้าขึ้นมองตึกตรงหน้าและด้วยความอยากรู้ว่าใครเป็นเจ้าของที่นี่กัน เรียวปากอิ่มจึงขยับพำพึมเสียงเบากับตัวเอง

“อยากรู้จังใครเป็นเจ้าของตึกใหญ่มั่นคงแบบนี้ เขาคงเก่งมากแน่เลย”

ว่าเสร็จก็เดินจากไปเพราะตอนนี้ครึ้มฟ้าครึ้มฝนแล้ว  มณฑิตาภาวนาในใจขณะวิ่งไปด้วย ฝนจ๋าอย่าเพิ่งตกตอนนี้เลยนะ แต่ดูเหมือนเทวดาท่านแกล้งโปรยเม็ดฝนลูกใหญ่ลงมาไม่ขาดสาย

ซ่า ซ่า

แล้วใครว่าหญิงสาวตัวเล็กทุกคนจะยอมแพ้เสมอไป เพราะตอนนี้มณฑิตากำลังวิ่งฝ่าฝนห่าใหญ่ไปจนถึงบ้านเธอ บ้านไม้หลังเล็กที่อบอุ่นไปด้วยความรัก มือเล็กกระชับกล่องข้าวพลางใช้ตัวบังสายฝนไม่ให้เข้าไปข้างในได้ก่อนจะสาวเท้าเร็วๆ ตรงไปข้างหน้า

แอ๊ด

เสียงเปิดประตูพร้อมร่างบางเปียกโชกสอดกายเข้าไปด้านใน เธอยืนสั่น เพราะความหนาวทำให้เรียวปากที่เคยอมชมพูซีดเซียวและยังสั่นจนฟันขาวกระทบกัน

“เปียกมาเชียว” ผู้เป็นยายบ่นขณะส่งผ้าขนหนูให้หลานสาวเช็ดตัว

“ขอบคุณจ้ะยาย” มณฑิตารับผ้ามาเช็ดเส้นผมตัวเองแล้วถอดรองเท้าที่เปียกโดยมีเสียงบ่นตามหลังแต่เธอก็ไม่โกรธหรือคิดอะไรมาก เพราะเข้าใจที่ยายบ่นก็เป็นห่วงทั้งนั้น

“บอกให้เอาร่มไปด้วยก็ไม่เอาไป”

นางผ่องอำไพ ธนาชาต หญิงวัยชรา ญาติที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของมณฑิตา คอยเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้หลานสาว แต่ชีวิตไม่แน่ไม่นอนหรอก วันนี้อาจแข็งแรงดี พรุ่งนี้อาจถูกหามส่งโรงพยาบาลก็เป็นได้ นางเดินมานั่งลงบนเก้าอี้หวายในห้องนั่งเล่นที่รวมห้องครัวและห้องทานอาหารไว้ด้วยกัน ด้านหน้ามีทีวีเครื่องเก่าเปิดดูรายการข่าว ด้านข้างมีโต๊ะหัวโลนถูกหนังสือธรรมะวางไว้ด้านบน

หญิงชราทรุดกายนั่งลงด้วยความปวดที่บั้นเอว เธอถอนหายใจแรงๆ เมื่อเริ่มรู้ตัวเองว่ากำลังป่วย ก่อนจะเบนสายตาไปมองร่างหลานสาวที่เดินออกมาจากห้องนอนด้วยชุดตัวใหม่

“ยายเป็นอะไรหรือเปล่า” มณฑิตาเดินออกมาเจอเข้ากับเสียงถอนหายใจเธอชะงักเท้าที่กำลังจะเอาเสื้อผ้าเปียกชื้นจากสายฝนไปซักหันมองหน้าผู้เป็นยาย ริมฝีปากซีดจนผิดปกตินั้นทำให้เธอเป็นห่วง

“ช่วงนี้ยายปวดเอวอยู่บ่อยๆ คงเป็นโรคคนแก่ละมั้ง” นางผ่องอำไพว่าพลางหัวเราะขันเพราะไม่อยากให้หลานสาวเป็นห่วง

“ไปหาหมอไหมยาย”

“โอ๊ย! ไม่เอาด้วยหรอก ขืนไปก็ต้องเสียค่ายา แล้วใช่ว่าไปจะหายทันที ยายไม่ไปหรอก”

ความดื้อรั้นทำหลานสาวส่ายหน้า “งั้นถ้าปวดมากๆ ก็บอกตานะคะ เดี๋ยวตาจะพาไปหาหมอ” เธอวางตะกร้าผ้าลงพื้น แล้วเดินเข้ามาคุกเข่าข้างๆ เก้าอี้หวาย

“แล้วเรามีเงินเยอะเรอะ ถึงจะพายายไปหาหมอ” นางถามหลานสาว เพราะเข้าใจดี ทุกวันนี้มณฑิตาต้องเร่งหาเงินมาใช้จ่ายในบ้าน แม้จะเหนื่อยแต่หลานนางก็ไม่เคยบ่น ผู้เป็นยายยกมือขึ้นลูบศีรษะเล็ก ซาบซึ้งใจที่หลานรู้จักกตัญญูรู้คุณ

“ก็พอมีอยู่บ้างจ้ะยาย”

“เอาเถอะจะไปซักผ้าไม่ใช่เหรอ รีบๆ ไป แล้วมาทานข้าวกัน” นางจะลุกขึ้นเพื่อจะไปเตรียมอาหารให้หลานสาวแต่ความปวดร้าวก็เล่นงานหนักจนทรุดกายลงนั่งตามเดิมพร้อมครางเจ็บจนคนเป็นหลานขยับเข้ามาประคองพลางถามเสียงสั่น

“ยายเป็นอะไรมากไหม ตาว่าไปหาหมอเถอะนะ”

“ฮื้อ...จะไปยังไง ข้างนอกฝนตกหนักแบบนี้” ผู้เป็นยายยังดื้อรั้นหัวชนฝา อ้างลมฟ้าอากาศเข้าช่วย

“งั้นเดี๋ยวตาไปชงยาหอมให้ทาน แล้วยายก็ไม่ต้องลุกแล้วเดี๋ยวตาทำเองค่ะ นั่งสวยๆ ทานอาหารพอ” ว่าแล้วก็รีบวิ่งหนีผู้เป็นยายไปทันทีเพราะกลัวกำปั้นที่ยกขึ้นจะเขกบนหัวเอาได้

“เดี๋ยวเถอะยัยหลานคนนี้”

นางส่ายหน้าไปมาด้วยความเอ็นดู  แม้จะหวั่นใจกับอาการที่ตนเองเป็นอยู่ หากสวรรค์ยังมีเมตตาขออย่าให้เธอเป็นอะไรตอนนี้เลย ยังอยากอยู่ให้เห็นกับตาว่าหลานสาวมีคนที่รักและดูแลตลอดไป สองยายหลานนั่งทานข้าวและพูดคุยกันเรื่อยเปื่อยก่อนจะแยกย้ายเข้านอน 




ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha