มหาเศรษฐีกระหายรัก

โดย: วีนัส ละอองดาว/ยติยา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 4 : ตอนที 4


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เช้าวันทำงานวันใหม่ เป็นไปตามคาดการณ์ของมีนา หลังจากข่าวเรื่องพี่ชายไม่รับใครเข้าทำงานทั้งที่เชฟพวกนั้นฝีมือฉมังเป็นข่าวสะพัดไปทั่วเมืองกรุงและต่างจังหวัดทำให้คนที่เข้ามาสมัครบางตากว่าครั้งแรก แต่วันนี้ต้องเลื่อนการตรวจสอบของพี่ชายออกไปเพราะชายหนุ่มมีภารกิจเร่งด่วน

วันนี้มีนาจึงเดินเข้ามาทำงานปกติ ร่างเล็กราวๆ หนึ่งร้อยหกสิบห้าเดินฉับเข้ามายังห้องอาหารวันนี้เธอหิวข้าวและไม่อยากรอทานพร้อมกับชนาธิปเพราะต้องรออีกฝ่ายออกจากห้องประชุมอีก หญิงสาวเดินเข้าแถวเตรียมสั่งอาหาร สังเกตว่าพนักงานไม่ค่อยมี

“พนักงานเขาไปทานข้าวที่ไหนกันหมดคะ” มีนาถามพนักงานที่ต่อแถวข้างหน้า

“คงไปกินข้าวที่ร้านข้างบริษัทฯ ค่ะ แม่ครัวทำอาหารอร่อยมาก แต่เสียดายคนเยอะไปหน่อย” ว่าเสร็จก็ขยับเข้าไปสั่งอาหาร

“ร้านข้างบริษัทฯ งั้นเหรอ”

ชักน่าสนใจแล้วสิ เผื่อว่าจะเจอของดีเข้า

มีนาเดินกลับออกไปเพราะอยากเข้าไปลองชิมรสมือของแม่ครัวคนนั้นดูสักหน่อย หากว่าสิ่งที่กำลังตามหาจะอยู่ใกล้เพียงปลายจมูก เธอเดินออกมายังร้านอาหารโทรมๆ ที่ดูแล้วไม่น่าจะมีอาหารรสเลิศอย่างที่พนักงานคนนั้นว่า หากแต่เพียงเธอขยับเท้าเข้ามาข้างในร้านกลับเจอผู้คนมากมายนั่งจนล้น

กลิ่นอาหารหอมๆ ลอยมาแตะจมูก ยั่วต่อมน้ำลาย และนั่นทำให้เธอต้องหาที่นั่ง แต่ปัญหาคือมันไม่มีที่ว่างนี่สิ

“คุณมีนาก็มาทานที่นี่ด้วยเหรอคะ” เสียงหนึ่งทักทาย เธอหันไปมองพบว่าเป็นคนที่สอนงานให้

“ใช่ค่ะ เห็นว่าที่นี่มีอาหารอร่อยก็เลยอยากลองชิมดูสักครั้ง”

“งั้นนั่งเลยค่ะ เดี๋ยวอาหารก็มาเสิร์ฟแล้ว”

เก้าอี้ถูกนำมาวางไว้ให้หญิงสาว และไม่นานเกินรออาหารหน้าตาธรรมดาแต่กลิ่นของมันชวนลิ้มลอง มีนาไม่รอให้พลาดโอกาส เธอตักเข้าปากความอร่อยจากปลายลิ้นแผ่กระจายทั่วทั้งปาก กลิ่น รส ทุกอย่างช่างลงตัว

“เป็นยังไงบ้างคะ”

“อร่อยมากค่ะ” ตอบแล้วหันมองไปทางครัว “พี่คะ”

เธอยกมือขึ้นเรียกเด็กเสิร์ฟที่ยืนใกล้ๆ

“มีอะไรครับ”

“อยากคุยกับแม่ครัวค่ะ”

“เอ่อ คือ ต้องรอให้ร้านปิดก่อนครับเดี๋ยวเจ้าของร้านจะดุพี่ตา”

เด็กชายตอบพลางทำหน้ากระอักกระอ่วนใจ เพราะนี่ไม่ใช่รายแรกที่พูดแบบนี้ คราวก่อนก็มีคนมาขอพบมณฑิตาแต่ถูกลุงเจิมไล่กลับเพราะหากปล่อยให้คุยกันเขาจะต้องเสียรายได้จากเธอแน่

“ถ้างั้นเอานามบัตรนี้ไปให้เธอทีแล้วบอกด้วยว่าฉันรอเขาติดต่อกลับ” นามบัตรสีทองเรียบหรูถูกส่งไปให้ “อ้อ เอาแบบนี้ห่อกลับบ้านให้อีกหนึ่งที่นะ” แล้วสั่งทิ้งท้ายไว้ ก่อนจะหันไปนั่งทานอาหารต่อ

เด็กหนุ่มคนนั้นแอบเดินเลียบๆ เคียงๆ ไม่ให้ลุงเจิมเห็นเข้าไปหามณฑิตาในห้องครัว

“พี่ตา”

“อือ ว่าไง มีใครจะเอาอะไรเพิ่ม ของใกล้จะหมดแล้ว” เธอครางรับไม่หันกลับมามอง เพราะสมาธิจดจ่อกับการทำอาหาร

“มีพี่สาวคนสวยตรงโต๊ะห้าเขาฝากนามบัตรนี้มาให้ แล้วบอกว่ารอการติดต่อกลับจากพี่ อ้อ ขอก๋วยเตี๋ยวน้ำใสห่อกลับบ้านหนึ่งที่”

นามบัตรถูกส่งไปให้มณฑิตา เธอรับมันแล้วก้มลงอ่าน มีนา บวรวงศ์ หญิงสาวรู้สึกคุ้นนามสกุลของคนฝากแต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยอ่านเจอที่ไหน ก่อนจะรีบสอดมันเข้ากระเป๋าผ้ากันเปื้อน

“ทำอะไรกัน” เสียงลุงเจิมถาม

“พอดีโต๊ะห้าสั่งอาหารเพิ่ม ผมเลยมาบอกพี่ตา”

“บอกเสร็จหรือยังล่ะ ถ้าเสร็จก็ออกไปทำงานได้แล้ว” เสียงไล่ดังขึ้นพร้อมมณฑิตาตั้งหน้าทำงานของเธอจนกระทั่งปิดร้านเธอก็ไม่พบเจ้าของนามบัตร

มีนาได้รับก๋วยเตี๋ยวกลับไปให้พี่ชายในเวลาต่อมา แม้จะเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้คุยกับแม่ครัวและได้แต่รอการติดต่อกลับจากเธอ

เสียงเคาะประตูหน้าห้องทำงานใหญ่พร้อมร่างเล็กของผู้เป็นน้องเดินเข้ามาในห้อง เรียวปากอิ่มยิ้มแย้มจนคนเป็นพี่นึกแปลกใจ

“อารมณ์ดีแบบนี้ไปเจออะไรเข้าหรือยังไง”

ชนาธิปถามจมูกโด่งได้กลิ่นอาหาร สายตาคมคู่นั้นเลื่อนไปมองมือเธอที่ถือชามอาหารบางอย่างเข้ามา กลิ่นของมันชวนลิ้มลองและทำให้น้ำลายสอเต็มปากได้อย่างน่าอัศจรรย์ ร่างสูงลุกขึ้นเดินไปหามีนาโดยอัตโนมัติ

“น้องเอาก๋วยเตี๋ยวน้ำใสมาให้พี่ชิมค่ะ” เธอวางมันลงบนโต๊ะเตี้ยที่ถูกล้อมด้วยชุดโซฟาราคาแพง ก่อนจะทรุดลงนั่งมองพี่ชาย

“น้องไปเอามาจากไหน” ชนาธิปลอบกลืนน้ำลายลงคอความหิวกระหายอาหารที่ไม่รู้มาจากไหนผุดขึ้นจนแสบท้อง อาหารตรงหน้านี้ยั่วความอยากของเขาได้ไม่ยากเลย

“ร้านอาหารข้างบริษัทฯ ของเราค่ะ ลองชิมดูสิคะพี่อาจจะชอบก็ได้” เธอส่งช้อนให้

“อืม”

ชนาธิปไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าก๋วยเตี๋ยวตรงหน้านี้ยั่วต่อมน้ำลายและความอยากอาหารเขามาก

ช้อนเซรามิกสีขาวตักน้ำซุปขึ้นมาชิม รสชาติที่ติดลิ้นตั้งแต่ครั้งแรก หอม กลมกล่อม หวานกำลังดีความอร่อยแตกกระจายในปาก เขาหันไปหยิบตะเกียบคีบเส้นหมี่เข้าปากเคี้ยวด้วยความอร่อย ความร้อนจากน้ำ และความอร่อยที่ซึมเข้าไปตามเส้น อ่อนนุ่มแต่รู้สึกได้ถึงความตั้งใจของคนทำ

ก๋วยเตี๋ยวตรงหน้าถูกจัดการจนหมด ด้วยฝีมือของคนทานยาก ก่อนที่เขาจะยกน้ำดื่มขึ้นมาจิบล้างปาก มีนาระบายยิ้มด้วยความดีใจ เมื่อในที่สุดเธอก็หาแม่ครัวที่ทำอาหารถูกปากชนาธิปได้แล้ว

“เป็นยังไงบ้างคะ”

“ใช้ได้เลยทีเดียว”

แม้จะเก็บคำไม่บอกน้องสาวว่าอร่อยแต่คนฟังคงดูออกว่าเขาชอบรสมือแม่ครัวคนนี้มากแค่ไหน ก็ก๋วยเตี๋ยวชามใหญ่ถูกจัดการเรียบภายในห้านาที และเป็นในรอบหลายวันที่ผู้เป็นพี่เจริญอาหาร ไม่บอกก็รู้ว่าชนาธิปพึงพอใจมาก

“นี่แค่ใช้ได้นะคะ ยังกินเรียบแบบนี้ ถ้าอร่อยพี่ไม่กินแม่ครัวไปด้วยเลยเหรอ”

“น้องจ้างเธอมาเป็นแม่ครัวได้เลย” ชนาธิปไม่สนใจคำแซว

“ทำแบบนั้นไม่ได้ค่ะ เพราะเราประกาศรับสมัครคนทำอาหารไปแล้วจะให้ยกเลิกคงไม่ดีแน่”

มีเหตุผล แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ

“งั้นก็ให้มีการแข่งต่อ และให้แม่ครัวของน้องมาลงแข่งด้วยแล้วกัน” ชนาธิปพิงกายกำยำลงกับเบาะโซฟา ท่าทางสบายๆ ดูอารมณ์ดีไม่ทำหน้าเครียดเหมือนก่อนหน้านี้ทำให้ผู้เป็นน้องมั่นใจเรื่องฝีมือแม่ครัวคนนี้

“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาค่ะ” ขอแค่เธอติดต่อมาโดยเร็วก็พอ  

และวันนั้นเป็นวันที่ชนาธิปได้ทานอาหารแบบจริงจังครั้งแรก และรสชาติของมันก็ทำให้เขาอยากเจอหน้าเธอคนนั้น คนที่ทำอาหารออกมายั่วน้ำลายของเขา

วันต่อมามณฑิตายังทำงานหนักเหมือนเดิมเพียงแต่ว่าวันนี้ลุงเจิมฝากร้านให้เธอดูแลสองวันเพราะต้องเดินทางกลับบ้านนอก หญิงสาวจึงได้โอกาสปิดร้านเร็วกว่ากำหนดและยังมีเวลามากพอจะหางานใหม่ทำด้วย

สองมือล้วงเข้าไปในกระเป๋าผ้ากันเปื้อนก็ต้องสะดุดมือกับอะไรบางอย่าง เธอหยิบมันออกมาดูก็พบว่าเป็นนามบัตรของเธอคนนั้น มณฑิตายังไม่มีโอกาสติดต่อกลับ หญิงสาวสอดมันลงในกระเป๋ากางเกงเสร็จก็เดินออกจากร้าน

ร่างบางเดินกลับบ้านในตอนบ่ายสามหลังจากปิดร้านและทำความสะอาดเรียบร้อย เรียวปากบางคลี่ยิ้มพลางก้มลงมองมือ วันนี้มีรถขายขนมผ่านมาเธอจึงควักเงินในกระเป๋าซื้อกลับมา พลันเสียงโครมที่ดังมาจากข้างในบ้านทำให้มณฑิตาเป็นห่วงผู้เป็นยายจับใจ

เธอรีบวิ่งไปเปิดประตูก็เห็นร่างของนางผ่องอำไพล้มลงกับพื้น ของในมือหล่น ความเป็นห่วงกลัวว่าคนที่อยู่เคียงข้างมาตลอดจะเป็นอะไรไปจึงรีบวิ่งไปดูอาการผู้เป็นยายด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าหย่อนคล้อยไปตามวัยซีดและมีเหงื่อผุดซึมไปทั่วหน้าผาก

“ยายเป็นอะไรจ๊ะยาย”

“ปวดเอว”

“อดทนก่อนนะยาย เดี๋ยวตาจะโทร. เรียกรถพยาบาลก่อน” เธอร้อนรนไปหยิบโทรศัพท์บ้านต่อสายด่วนไปแจ้งเหตุ อีกฝ่ายบอกประมาณสิบห้านาทีจะมาถึงเพราะสถานที่อยู่ใกล้ๆ ร่างบางเดินกลับมาหาผู้เป็นยายอีกครั้งพยายามประคองร่างให้ไปนั่งในห้องรับแขก

“ตาโทร. เรียกรถพยาบาลแล้วนะจ๊ะ ยายอดทนก่อนนะอย่าเพิ่งเป็นอะไรไป” เสียงหวานบอกสั่นๆ ด้วยความกลัวทั้งยังกอดร่างผู้เป็นยายเอาไว้แน่น น้ำตาพานจะไหลเพราะไม่ได้ยินเสียงอีกฝ่าย

ไม่กี่นาทีต่อมาเสียงรถฉุกเฉินก็ดังขึ้นด้านหน้าบ้าน พร้อมกับบุรุษพยาบาลลากเปลมาข้างในบ้าน มณฑิตาลุกขึ้นยืนมองร่างของนางผ่องอำไพถูกยกขึ้นวางบนเปลทั้งน้ำตา เธอร่วมเดินทางไปด้วย ตลอดทางหลานสาวร้องไห้เสียงสั่นพร้อมกับกุมมืออีกฝ่ายแน่น

ร่างคนป่วยถูกสับเปลี่ยนไปนอนเตียงเมื่อมาถึงโรงพยาบาล ก่อนที่บุรุษพยาบาลจะเข็นเข้าไปห้องฉุกเฉิน มณฑิตาร้องไห้สะอื้นวิ่งหมายจะเข้าไปด้วยแต่ถูกพยาบาลห้ามเอาไว้

“ญาติคนไข้รอข้างนอกนะคะ”

“ฮือ ยายอย่าเป็นอะไรไปนะ”

เหมือนโชคจะเข้าข้างเธอนามบัตรใบนั้นหล่นร่วงลงมาตรงหน้า ทั้งที่เธอจำได้ว่าเป็นคนสอดมันเข้าใส่กระเป๋ากางเกง เบอร์โทร. ที่ติดต่อกลับเน้นชัดจนมณฑิตาหยิบขึ้นมาประจวบกับภายในห้องฉุกเฉินมีการเคลื่อนไหว

บานประตูถูกปิดลงพร้อมความโล่งใจในอกเมื่อผู้เป็นยายถึงมือหมอแล้ว ร่างบางเดินกลับมานั่งรอคอยให้คุณหมอเปิดประตูออกมาจากนาทีเป็นชั่วโมง และหลายชั่วโมง ร่างในชุดปลอดเชื้อสีเขียวของคุณหมอก็เดินออกมา ร่างบางลุกจากเก้าอี้ตรงไปหาเขา

“คุณหมอยายฉันเป็นยังไงบ้างคะ” มณฑิตาถามด้วยความร้อนรน

“ตอนนี้อาการคนไข้ยังทรงตัวอยู่ครับ หากช้ากว่านี้เกรงว่าไตจะวายได้”

“ไตวาย” เสียงแผ่วเบาหลุดออกมาจากปาก ตกใจไม่น้อยที่รู้ว่ายายป่วยเป็นโรคไต

“ครับ เดี๋ยวผมเชิญคุณไปที่ห้องด้วย จะได้คุยเรื่องอาการป่วยของคนไข้” คุณหมอว่าแล้วเดินนำไป มณฑิตาหันมองเข้าไปในห้องฉุกเฉินอีกครั้ง แล้วก้าวเท้าเดินตามคุณหมอไปยังห้องพัก

ร่างบางทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ มองหน้าอีกฝ่าย

“ต้องแจ้งก่อนนะครับ คนไข้อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อไตวายฉับพลันและมีความดันสูง ต้องควบคุมเรื่องอาหารอย่าให้คนไข้ทานรสจัดและเครียด ส่วนค่ารักษาแพงเอาการนะครับ ทางเราต้องถามญาติคนไข้ว่าจะเอายังไง หากให้พักรักษาที่นี่เราต้องให้คนไข้เข้ารับการฟอกไตจนกว่าอาการจะดีขึ้น” คุณหมอวัยกลางคนอธิบายพร้อมกับสั่งปรินต์ค่ารักษาออกมาให้เธอได้ดู

จำนวนเงินมหาศาลที่ปรากฏตรงหน้าเธอ พาให้เรี่ยวแรงตก เธอจะไปหาเงินมากขนาดนี้มาจากไหนกัน

“ค่ารักษา เราจะให้คุณแบ่งจ่ายได้เป็นงวดๆ จนกว่าจะออกจากโรงพยาบาลครับ”

“ฝากคุณหมอช่วยยายฉันด้วยนะคะ ค่ารักษาเท่าไรก็ยอม” มณฑิตาร้องไห้อ้อนวอนขอชายตรงหน้าทั้งน้ำตา

“ถ้าเช่นนั้นเซ็นยินยอมให้รับการรักษาตรงนี้ด้วยนะครับ”

“ค่ะ”

มณฑิตาจรดปลายปากกาเซ็นยินยอมลงไปในแผ่นกระดาษใบนั้นทั้งน้ำตา ความเครียดหนักอึ้งทำให้เธอก้าวขาไม่ออก นั่งอยู่ตรงนั้นชั่วครู่ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังห้องฉุกเฉิน มณฑิตากลับบ้านในเวลาต่อมาเมื่อวันนี้พยาบาลยังไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยม



ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha