มหรรศยาลัย(จบ)

โดย: ปัญญ์นลิน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : ขุนเขาพายัพ


ตอนต่อไป

 ป่าแถบชายแดนไทย-กัมพูชา ในยามใกล้พลบค่ำ สัตว์นานาอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกในป่าลึกอาณาเขตกว้างขวาง ต้นไม้ใหญ่ปกคลุมมึดทืบชวนให้บรรยากาศเข้มขลังไม่น้อยด้วยความน่าสะพรึงกลัว
ป่า….ที่เนิ่นนานนักจะมีมนุษย์เข้าถึงสถานที่แห่งนี้ บรรยากาศชวนให้วังเวงพิกล หลบซ่อนเรื่องราวตำนานเล่าขานกว่าร้อยปี …
 ร่องรอยของป่าที่เนิ่นนานแล้วปราศจากรอยเท้าของแขกผู้มาเยือน ด้วยอาถรรพ์บางสิ่งอันลี้ลับที่หลบซ่อนให้เป็นปริศนารอการคลี่คลายกับตำนานแห่งขุนเขาพายัพ
 เสียงลำธารอันชุ่มฉ่ำไหลไปตามสาย เป็นธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มามานานแล้ว น้ำสีขาวราวกระจกใสสะอาดไหลล่องไปตามทิศทาง ขาเรียวของสตรีผู้หนึ่งทอดยาวจากก้อนหินใหญ่สู่สายน้ำอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าสวยปรากฎรอยยิ้มหวานที่ได้สัมผัสความสดชื่นของสายนทีที่ไหลไป… 
“ณาณิน!”
 เสียงดุดันน่าเกรงขามของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวไปทั่วป่าใหญ่ ทำเอาผู้ถูกดุถึงกับสะดุ้ง หันไปมองเจ้าของเสียงรูปร่างกำยำ ผิวสีแทน  ผมหยักศก จมูกโด่งเข้ากับใบหน้าอันคมเข้ม แต่ทว่า แววตานั้นช่างดูเด็ดขาดน่าเกรงกลัวเหลือเกิน มือใหญ่คว้าหมับเข้าที่แขนของสาวรุ่นที่อยู่ในอาการตกใจ เธอกำลังชื่นฉ่ำกับธรรมชาติของลำธารน้ำใสที่แอบหนีพี่ชายมาเที่ยวยู่เป็นประจำ 
“กลับ!!”
 น้ำเสียงดุดันยังคงตะคอกเธอด้วยแววตาจริงจังก่อนดึงแขนหญิงสาวให้ขึ้นมา ทว่า..ณาณินก็รั้งไว้ไม่ยอมไปง่ายๆ 
“แต่น้องอยากเล่นน้ำ”
 แววตาและน้ำเสียงออดอ้อนเหมือนดั่งว่าการมาลำธารของเธอช่างเป็นโทษที่ร้ายแรง พยัศตราหันขวับจ้องมองหญิงสาว แววตาเป็นประกายเหลืองวูบวาบน่าเกรงกลัว
 “พี่ไม่อนุญาต!!”
 เสียงทรงพลังบวกสายตาอันจริงจังของผู้เป็นพี่ชาย ทำให้ณาณินสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของมือใหญ่ในทันที 
“น้องโตแล้วนะท่านพี่!”
 ณาณินแผดเสียงอย่างน้อยใจ ก่อนก้มลงดั่งสัตว์สี่เท้า ร่างหญิงสาวค่อยๆขยายกลับกลายเป็นเสือโคร่งคำรามสนั่นก่อนกระโจนวิ่งเข้าป่า พยัศตราไม่พอใจกับความดื้อรั้นของน้องสาว ก่อนก้มลงกลายร่างเป็นเสือตัวใหญ่มหึมากระโจนตามณาณินออกไป
 ป่าลึกชายแดนไทย-กัมพูชา หลบซ่อนความลี้ลับบนความสงบอย่างไม่มีใครคาดคิด สัตว์นานาต่างเงียบเสียงหลบหลีกภัย เมื่อได้ยินเสียงของสัตว์นักล่าที่บัดนี้กำลังไล่ล่ากันอย่างดุเดือด ณาณินวิ่งอย่างสุดแรงกล้า แต่กำลังยังอ่อนกว่าพยัศตรามากนัก 
จังหวะนั้น หมาป่าตัวใหญ่สีน้ำตาลปรากฎขึ้นเบื้องหน้า ณาณินชะงัก เสือสาวแยกเขี้ยวขู่คำรามหวังให้แขกไม่ได้รับเชิญไปให้พ้นทางของเธอ แต่ตรงกันข้าม เมื่อหมาป่าตัวใหญ่กว่ากระโจนเข้าหาอย่างรวดเร็ว ณาณินกระโดดหลบโดยสัญชาตญาณ เสือสาวบ่ายเบี่ยงกับการเปิดศึก แต่ทว่า คู่ต่อสู้ของเธอก็ไม่ยินยอม เมื่อบ่ายเบี่ยงจนเกิดเป็นความโกรธ ณาณินเป็นฝ่ายกระโจนเข้าหาหมาป่า ก่อนขย้ำลงบนต้นคอ เสียงหมาป่าร้องสนั่นสิ้นฤทธิ์แก่เสือสาว 
เมื่อเห็นคู่ต่อสู้สิ้นฤทธิ์พ่ายแพ้ ณาณินจึงกระโจนเข้าป่าลึกอย่างรวดเร็ว การต่อสู้ทั้งหมดอยู่ในสายตาของพยัศตรา ที่กลายร่างเป็นชายหนุ่มยืนกอดอกซุ่มดูอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ เสือหนุ่มย่างเท้ามาหยุดที่ใกล้ร่างหมาป่า ยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจในผลงาน 
“เจ้าทำดีมาก ณวิช”
 ร่างหมาป่าค่อยๆลืมตาขึ้น กลายร่างเป็นบุรุษหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ แววตาคม ผิวขาว อกผายแข็งแรงดุดันดุจดั่งชายชาติทหาร 
“ท่านหญิงมีการต่อสู้ที่เชี่ยวชาญขึ้น”
 ณวิชคุกเข่ารายงานต่อผู้เป็นนายอย่างเคารพ พยัศตรายิ้มพึงพอใจ มองไปยังทางที่ณาณินกระโจนออกไปอย่างหมายมั่น
 “ณานินจะเป็นนักล่า อิสตรีที่เก่งเทียมบุรุษ!!!!”
 ………………
 ถ้ำใหญ่ในป่าลึก ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่มากมายชวนให้พิศวงยิ่งนัก ณาณินกลายร่างเป็นมนุษย์สาวแสนสวย รูปร่างเล็ก ผมยาว ผิวขาวละเอียดงดงาม ใบหน้าสะสวยบวกแววตาอันคมกริบ ริมฝีปากชมพูบวกจมูกโด่งได้รูป เธอเป็นที่หมายปองของบุรุษเสือทั้งหลาย แต่ทว่า ไม่มีใครอาจเอืัอมถึงด้วยศักดาของผู้เป็นพี่ชายที่ปกครองเหล่าเสือทั้งเผ่าพันธุ์ หญิงสาวใช้มือเรียวเช็ดเลือดที่มุมปากอย่างเหน็ดเหนื่อย พยัศตราและณวิช กระโจนเข้ามา เหล่าบริวารก้มศีรษะทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง สายตาณาณินมองไปเห็นบาดแผลที่ต้นคอของณวิช องครักษ์และมือขวาของผู้เป็นพี่ชายก็เข้าใจเหตุการณ์โดยทันที เสือสาวโกรธ มือกำหมัดอย่างสะกดอารมณ์ ก่อนพุ่งเข้าไปหา ณวิช แววตาบ่งบอกถึงความผิดหวังต่อบุรุษตรงหน้าอย่างโกรธจัด 
“เจ้าหลอกลวงเรา หมาป่าตัวนั้นคือเจ้า!”
 ณวิชสะอึกในใจ ก่อนก้มหน้าไม่มีคำอธิบาย เสือหนุ่มแอบเสียใจลึกๆที่ทำให้คนที่เขาแอบรักต้องโกรธาถึงเพียงนี้ 
“คำสั่งของพี่ หากจะโทษ ต้องโทษพี่และความดื้อของเจ้า ที่ไม่ยอมฝึกฝนการล่า”
 ณาณินหันมามองผู้เป็นพี่ชายที่บัดนี้แววตาช่างเย็นชาเหลือเกิน หญิงสาวหันไปมองณวิชที่ก้มหน้าอย่างหมดคำบรรยาย 
“คำสั่งท่านพี่ เจ้าทำหน้าที่เราเข้าใจ แต่เจ้าคือสหายของเรา เจ้าไม่ทำหน้าที่สหายบ้างหรือ?” 
“ท่านหญิง”
 ณวิชเสียงอ่อนลงอย่างใจเสีย  เมื่อคำพูดของณาณินบ่งบอกถึงความผิดหวังในตัวเขาจนหมดสิ้น 
“ในเมื่อเจ้าไม่นับว่าเราเป็นสหาย หากคราใดที่เกิดการล่า เราจะถือว่าเจ้าคือศัตรู!!”
 ณาณินสะบัดหน้าเดินเข้าถ้ำไป ณวิชหน้าเสีย อยากจะตามไปอธิบายก็เกรงใจพยัศตรา ได้แต่เก็บความรู้สึกผิดเอาไว้ในใจ…
 ร่างบางทรุดนั่งบนแท่นนอนอย่างน้อยใจที่ไม่มีใครเข้าใจเธอเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่บิดาสิ้นไป มารดาเอาแต่บำเพ็ญศีลในป่าลึก ทิ้งให้เธอต้องอยู่ในการดูแลของพยัศตรา ณาณินน้อยใจพี่ชาย ไม่ใช่เขาไม่รักเธอ เขารักเธอมาก แต่มากเกินไป น้ำตาค่อยๆเอ่อล้นด้วยความโดดเดี่ยว ก่อนฟุบลงกับหมอนและหลับตาหนีความโศกาในใจ
 ไลลา เสือสาวถือผลไม้เดินมายังหน้าถ้ำ เธอมีหน้าที่คอยดูแลณาณินตามหน้าที่ที่ทำมาตั้งแต่เด็ก ณวิชที่เดินไปเดินมาอย่างร้อนใจ เมื่อเห็นไลลาก็พุ่งไปหาในทันที 
“ไลลา เจ้าจะเข้าไปหาท่านหญิงใช่หรือไม่?”
“ใช่ ข้าจะนำผลไม้ไปให้ท่านหญิง ท่านมีอันใด ดูร้อนรนพิกล”
 ไลลาสังเกตเห็นณวิช ที่บัดนี้ภาพของเสือหนุ่มนักล่าฝืมือดีอันดับต้นๆของเผ่าหายไปกว่าครึ่งเพราะความไม่สบายใจในบางสิ่ง 
“ข้าขอเข้าไปกับเจ้าด้วยได้หรือไม่?”
 หญิงสาวร่างเล็กวัยยี่สิบห้าคิ้วขมวดเล็กน้อยกับวาจาของเสือหนุ่ม 
“แล้วเหตุใดท่านไม่เข้าไปเล่า มัวรอข้าอยู่ทำไม?” 
“ท่านหญิงเคืองใจข้าในบางอย่าง เจ้าช่วยข้าด้วยเถิด”
 เสือสาวพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนเดินนำเสือหนุ่มเข้าถ้ำไป ณาณินนอนหลับใหลบนแท่นนอน ใบหน้าสวยมีร่องรอยของคราบน้ำตา ไลลาวางผลไม้ก่อนหันขวับมามองณวิชด้วยสีหน้าเป็นคำถาม 
“ท่านหญิงร้องไห้”
 ณวิชสีหน้าสลดอย่างรู้สึกผิดที่ทำให้ณาณินเสียน้ำตา หญิงสาวค่อยๆลืมตาขึ้นมา พบคนทั้งสองกำลังเฝ้ามองดูเธอไม่ห่าง แววตาณาณินไม่มองณวิชแม้แต่หางตา และเขาก็ทนกับสายตาเย็นชาของหญิงสาวไม่ได้เช่นกัน 
“เฉียบบบ”
 เสียงดาบที่ถูกชักขึ้นมา ณวิชคุกเข่าลงพร้อมยื่นดาบไปยังเบื้องหน้าของณาณิน 
“ลงโทษข้าเถิด ขอเพียงท่านหญิงอย่าโกรธข้า”
 ณาณินเหลือบตามองณวิชที่ก้มหน้ารอให้เธอรับดาบจากเขา ตั้งแต่เด็กมามีแต่เขาที่แอบคอยตามใจและช่วยเหลือเธอมาตลอด รวมทั้งการแหกกฎเกณฑ์ต่างๆของพยัศตรา ณวิชก็หาทางหนีทีไล่ให้เธออยู่เป็นนิจ ความโกรธของหญิงสาวลดลง มือเรียวค่อยๆเอื้อมไปรับดาบ ก่อนจะวางบนแท่นอย่างไม่ใส่ใจ ณวิชเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวอย่างสงสัย 
“เจ้าอยากไถ่โทษจริงๆหรือ?”
 แววตาของเสือหนุ่มบ่งบอกถึงความหนักแน่นในความตั้งใจและไม่หวาดหวั่นแม้ต้องสิ้นชีพ 
“เราอยากไปเที่ยว”
 เสียงหวานค่อยๆลดความเย็นชาลง ณวิชแอบโล่งใจไม่น้อย และเข้าใจดีว่าเขาต้องหาหนทางกับพยัศตราเพื่อพาณาณินไปเที่ยวอีกเช่นเคย....
  แสงแรกของตะวันในผืนป่าใหญ่สอดส่องลงมาจากนภากาศ เสียงนกป่าแข่งกันร้องระงม สัตว์นานาเริ่มทยอยออกจากที่อยู่เพื่อออกหากินดำรงชีวิต เสือโคร่งพยัศตราเดินกลับจากป่าใหญ่อย่างสง่าพร้อมบริวาร ก่อนกลายร่างเป็นมนุษย์ ณวิชเข้าไปหาอย่างรู้หน้าที่ โดยมีณาณินแอบลุ้นอยู่ด้านหลัง 
“ข้าขอพาท่านหญิงไปฝึกการล่าทางตอนใต้ของขุนเขาพายัพในวันนี้ ขอท่านจงอนุญาต”
 พยัศตราหันไปมองน้องสาวคนเดียวที่ยืนเงียบอยู่อีกมุม สองแขนใหญ่อ้าออก ณาณินเดินเข้าไปสู่อ้อมแขนนั้นอย่างเคยชิน 
“หากไปกับณวิช พี่ก็เบาใจ และหวังว่าเจ้าคงจะมีผลงานกลับมาให้พี่ได้ชื่นชม”
 พยัศตราบรรจงจูบลงบนหน้าผากน้องสาวอย่างแสนรัก ก่อนเดินเข้าถ้ำไปพร้อมเหล่าบริวาร ณาณินแทบกระโดดด้วยความดีใจที่วันนี้ได้รับอิสระถึงหนึ่งวันเต็ม 
“เราดีใจที่สุดเลย ไปกันเถอะณวิช”
 รอยยิ้มหวานปรากฎบนใบหน้าของหญิงสาว    ณวิชชอบรอยยิ้มนั้นทุกครั้ง เขามองด้วยดวงตาที่มีความหมายอย่างลึกซึ้งที่เก็บงำไว้ในหัวใจมานานนับปี 
……………….
 “โอ้ย!พ่อนะพ่อ ป่านี้แล้วยังไม่กลับ มัวแต่ไปหลีสาวอยู่นั้นแหละ”
 เสียงหญิงสาวท่าทางห้าวหาญบ่นอุบอิบอย่างหงุดหงิดใจ มือข้างหนึ่งใช้พัดจัดสานพัดไปยังเตาที่มีหม้อสีดำตั้งอยู่บนไฟ พลางมองไปยังทางขึ้นกระท่อมเพื่อรอผู้เป็นบิดา แต่ก็ไม่มีวี่แววแม้แต่น้อย สาวรุ่นมัดผมครึ่งหัว ใบหน้าขาวเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อจากไอร้อนของเตาถ่าน เธอวางพัดลงเมื่อข้าวสุกได้ที่ ก่อนรวบผ้าถุงนั่งลงอย่างหยาบๆเพื่อตำน้ำพริกต่อ จริงๆเธอไม่ชอบใส่มันหรอก นั่งยากเดินยาก และเธอไม่ใช่ผู้หญิงเรียบร้อย มันจึงดูลำบากไปสำหรับเธอ แต่เพราะไม่มีเวลาไปยังลำธารเพื่อซักผ้า เพราะซามะผู้เป็นบิดาชึ่งประกอบอาชีพเป็นนายพรานต้องเข้าป่าทุกวันในช่วงนี้ หน้าที่งานบ้านงานเรือนทั้งหมดจึงตกมาที่เธอจนแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง
 เสียงตำครกของซูบีดังไปถึงปากทางเข้ากระท่อม ณาณินกับณวิชที่แปลงกายเข้ามาในหมู่บ้านพะยาได้ยินเข้า ณาณินวิ่งเข้าไปทันทีด้วยรอยยิ้มเมื่อได้ยินสัญญาณว่าบ้านนี้มีคนอยู่
 “ซูบี”
 เสียงหวานดังขึ้นจากหัวบันไดของกระท่อม ซูบีชะงักไปกับเสียงอันคุ้นเคย ก่อนตาวาววาบอย่างดีใจ วิ่งพรวดลงไปหาเจ้าของเสียงนั้นอย่างจำได้ 
“ณาณิน”
 สองเพื่อนสาวกอดกันอย่างคิดถึง เหมือนดั่งว่าไม่ได้เจอกันเสียนาน แต่ก็จริง เพราะนานครั้งที่พยัศตราจะอนุญาตให้ณาณินได้เป็นอิสระออกเที่ยวได้ตามอำเภอใจ ซูบีนำณาณินและณวิชขึ้นมานั่งบนลานบ้าน พร้อมส่งขันน้ำให้หญิงสาวดื่มแก้เหนื่อยจากการเดินทาง 
“เสืออย่างเธอต้องกินน้ำไหม?”
 ซูบีถามยิ้มๆ ณวิชที่นั่งหลังตรงเคร่งขรึมอยู่เงียบๆหันขวับมามองในทันที 
“เจ้ารู้”
 ณาณินพยักหน้าเป็นคำตอบแก่ณวิชเพื่อให้เขาคลายความสงสัย 
“ซูบีรู้ วันที่เราเจอเขา เขาเกือบโดนเสือดาวตนหนึ่งทำร้าย เราเข้าไปช่วย เขาบาดเจ็บ เราเลยกลายร่างเพื่อทำแผลให้ ตอนนั้นเขากลัวเราเหมือนกัน แต่ตอนนี้ไม่แล้ว”
 “ใช่ ท่านก้ามปูไม่ต้องเป็นห่วงหรอก มีแต่ฉันที่รู้ว่าณาณินเป็นเสือ แต่มิตรภาพไม่ได้แบ่งแยกนี่” 
ซูบีเอ่ยอย่างอารมณ์ดีและแอบแหย่ไปในตัวกับคนติดตามของเพื่อนสาว ณาณินไม่ได้แนะนำเสียด้วยซิว่าเขาชื่ออะไร เธอเลยตั้งชื่อให้เสียเอง และแน่นอนว่าณวิชก็รู้สึกสะดุดกับชื่อใหม่ของเขาอยู่ไม่น้อย
 “ซูบีเอ๊ย!”
 ชายวัยหกสิบส่งเสียงมาแต่ไกล ทำให้คนทั้งสามหันไปมอง ซามะวางปืนลูกซองและหน้าไม้ลงกับพื้น เพิ่งสังเกตว่าลูกสาวไม่ได้อยู่เพียงลำพัง 
“โหพ่อ กลับมาเอาตอนนี้ มัวแต่ไปจีบสาวบ้านไหนอยู่ล่ะ”
 ซูบีเดินเข้าไปหา พร้อมพูดจาเหน็บแหนมผู้เป็นพ่อ เพราะเรื่องความเจ้าชู้ของพ่อเธอนั้น เป็นที่เล่าขานไปทั่วทั้งหมู่บ้านพะยา 
“เอ็งนี่เป็นแม่หรือลูกข้าวะซูบี ช่วงนี้มีคนมาว่าจ้างให้ทำงานเว้ย ข้าก็เลยกลับมาช้าเนี่ย ว่าแต่ แม่หนูคนนั้นเพื่อนเอ็งเหรอ?”
แววตาที่คุยกับลูก กับแววตาที่มองไปยังณานินช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซามะส่งสายตาเชื่อมไปยังณาณิน ซูบีเห็นเข้าก็ไปยืนบังสายตาของพ่อทันที 
“นี่พ่อ งูโผล่จากหัวแล้วรู้ตัวไหม”
 ซามะขัดใจกับการบงการจู้จี้ของลูกสาวตัวแสบ ณวิชไม่พอใจเล็กน้อยกับสายตาของมนุษย์ผู้นี้ที่มองณาณิน 
“ท่านหญิง เรากลับกันก่อนเถิด หากพลบค่ำ นายท่านจะเป็นห่วง”
 เสียงกระชิบจบลงพร้อมร่างใหญ่ที่ลุกขึ้นและยื่นมือให้หญิงสาวพยุงตัวเองขึ้นมาจากพื้น ซูบีมาส่งณาณินที่ทางออกหมู่บ้าน ทั้งสองกอดกันเนิ่นนานอย่างจำใจต้องจากกัน 
“เราจะมาหาเจ้าอีกแน่”
 ณาณินจับมือเพื่อนสาวเป็นสัญญาใจ ซูบียิ้มให้เป็นการตอบรับและจะรอวันที่ณาณินกลับมาเยื่ยมเยือนเธออีกครั้ง…
 ป่าลึกห่างไกลจากหมู่บัาน ณวิชเดินนำณาณินไปตามเส้นทางของป่า สายตาจับจ้องมองไปทั่วบริเวณเพื่อหาเป้าหมาย ก่อนได้ยินเสียงเคลื่อนไหวในพุ่มไม้แห่งหนึ่ง เสือหนุ่มกำลังจะย่างเท้าเข้าไปหา มือเรียวของณาณินคว้าแขนเขาไว้เสียก่อน 
“เราสงสารมัน”
 ณวิชหันมาสบตากับหญิงสาว แววตาของเธอเหมือนขอร้องให้เขาอย่าทำในสิ่งที่กำลังจะทำ ณวิชจับมือหญิงสาวเบาๆเป็นการปลอบโยนและให้เหตุผล 
“หากท่านหญิงไม่มีสิ่งใดไปยืนยันนายท่าน ท่านจะโกรธท่านหญิง และอาจจับได้ว่าเราไม่ได้มาฝึกการล่ากันจริงๆ”
 หญิงสาวก้มหน้า ยอมจำนนต่อเหตุผล มือเรียวค่อยๆคลายการเกาะกุมแขนของณวิช เสือหนุ่มกลายร่างเป็นเสือโคร่งตัวใหญ่ กระโดดสุดแรงกล้าไปยังพุ่มไม้ พร้อมเสียงไก่ป่าตัวหนึ่งร้องลั่นทั่วบริเวณก่อนค่อยๆเงียบลง เป็นสัญญาณของการสิ้นชีพต่อเงื้อมมือของชาติพยัศฆ์นักล่าอย่างเสือ ณวิชกลับมาพร้อมไก่ป่าเลือดไหลหยดเป็นทาง ณาณินก้มหน้าอย่างสลดใจ หลายครั้งแล้วที่ต้องทำเช่นนี้ ทุกครั้งของการกลับไป พยัศตราจะต้องการหลักฐานการล่าของผู้เป็นน้องสาวเสมอ โดยหารู้ไม่ว่า ศพสัตว์ทุกตัวล้วนเป็นฝีมือของณวิช……


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เรื่องราวตำนานความรักแห่งปราสาทขอม การเดินทางที่เต็มไปด้วยความรัก ความแค้น และอาถรรพ์ หัวใจแห่งรักเท่านั้นที่จะข้ามผ่านพาทุกดวงจิตกลับคืนสู่มหรรศยาลัย เพื่อปิดตำนานโศกนาฏกรรม"

ปัญญ์นลิน


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha