มหรรศยาลัย(จบ)

โดย: ปัญญ์นลิน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 2 : สัญญาณบอกเหตุ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

พยัศตราชูไก่ป่าขึ้นมาพินิจพิจารณา วันนี้สายตาและท่าทีของจ้าวแห่งเสือเปลี่ยนไปไม่เหมือนทุกคราว ณาณินและณวิชใจเต้นไม่เป็นจังหวะ กลัวพยัศตราจะรู้บางอย่างที่ปิดบังมาตลอด
 “ณาณิน เจ้าจะล่าแต่ไก่ป่า ลูกกวาง กระต่าย สัตว์ระดับล่างมาให้พี่ตลอดเลยหรือ?”
 เสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยความดุดันไม่น้อย    ณาณินก้มหน้าหลบซ่อนพิรุธ เธอเคยขอณวิชไว้เอง ไม่ให้ฆ่าพวกสัตว์ใหญ่เพราะสงสารพวกมัน 
“คราวหน้า พี่อยากเห็นเจ้าพัฒนาฝีมือ”
 พยัศตราเหวี่ยงไก่ทิ้งไปด้านข้างเต็มแรงอย่างไม่แยแส สายตาจ้องมองน้องสาวอย่างจริงจัง 
“การเป็นนักล่า ไม่ใช่ไม่เมตตาปราณีอย่างที่เจ้าเข้าใจ แต่มันคือสัญชาตญาณของเรา เจ้าควรเคารพไม่ใช่หลีกเลี่ยง”
 พยัศตรามองอย่างรู้ทันว่าณาณินเป็นคนขี้สงสารและใจอ่อน จ้าวแห่งเสือส่งมืออันแข็งแรงดึงน้องสาวลงมานั่งข้างๆ ลูบผมยาวสวยด้วยความรัก 
“พี่อยากให้เจ้าเก่งกล้าสามารถ เจ้าต้องกล้าแกร่งเทียมบุรุษ”
 “แต่น้องอยู่กับท่านพี่ ท่านพี่ย่อมไม่ปล่อยผู้ใดทำอันตรายแก่น้อง น้องมีท่านพี่ มีณวิช เหตุใดท่านพี่ต้องฝึกฝนน้องมากมายเกินความจำเป็น”
 ณาณินเอ่ยแผ่วเบา คำถามที่ค้างคาใจมานานแสนนานแต่ไม่เกล้าเอ่ยถามพยัศตรา วันนี้เหมือนดั่งว่ารัศมีความดุในตัวพี่ชายลดน้อยลง เธอจึงใช้ไม้อ่อนดั่งน้ำที่ชะโลมรดกองไฟต่อพี่ชายได้ พยัศตรามองเข้าไปที่ดวงตาของณาณิน มือใหญ่ยังคงลูบผมอย่างหวงแหน 
“วันหนึ่ง เจ้าจะรู้ว่าเจ้าต้องเข้มแข็งมากเพียงใด พี่จะไม่ยอมให้น้ำตาเจ้าต้องตกใน!”
 พยัศตราทอดสายตามองไปยังทิศเหนือของป่าเหมือนมีบางอย่างเป็นปริศนาในคำพูดของเขา ก่อนหันมาสบตาผู้เป็นน้องสาว
 “อีกสามวัน เจ้าจะอายุครบยี่สิบปี เจ้าต้องการสิ่งใดเป็นของขวัญ?” 
ทุกปีของวันเกิด พยัศตราจะจดจำได้และถามคำถามนี้เช่นทุกปีที่วนมาบรรจบ ณาณินก้มหน้าครุ่นคิด ก่อนตัดสินใจเอ่ยออกไปแม้อาจเสี่ยงกับการที่พยัศตราจะกริ้วเอาก็ตาม 
“น้องขอให้ท่านพี่ให้อิสระในการใช้ชีวิตแก่น้อง”
 พยัศตราลุกพรวดจากแท่นหินใหญ่ในทันที        ณวิชมองณาณินอย่างเป็นห่วง เพราะพยัศตราแสดงความโกรธออกมาเหมือนดั่งเสือที่อยากจะคำรามให้สุดเสียง พยัศตรารู้ดีว่าความเป็นห่วงของเขาทำให้ผู้เป็นน้องแทบไม่มีอิสระในการใช้ชีวิต แต่เขาไม่สามารถบอกบางสิ่งแก่เธอได้ในตอนนี้….
 จ้าวแห่งเสือหันมาสบตาณาณิน ก่อนประกาศขึ้นมาอย่างตัดใจจำยอม
 “ได้!ถ้าเจ้าพิสูจน์ให้พี่เห็นว่าเจ้าเป็นนักล่าที่สามารถดูแลตนเองได้!!”
 ณาณินตกใจ พยัศตราสาวเท้าเดินออกไปจากที่ตรงนั้นทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้น้องสาวได้ต่อรอง ณาณินหน้าเสีย เดินไปหยุดตรงหน้าณวิชอย่างร้อนใจ
 “ท่านพี่ต้องฝึกฝนเราด้วยตนเองแน่ เราไม่อยากทำ”
 ณวิชดึงมือณาณินออกห่างจากบริวาร เขามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเข้าใจ
 “นายท่านเอ่ยถูกต้องแล้ว เราเป็นนักล่า” 
“ณวิช..!” 
“ท่านหญิง เราเป็นเสือ เราไม่ควรฝืนธรรมชาติของตนเอง”
 “แต่เราไม่ควรรังแกผู้อ่อนแอกว่า เราไม่เคยอยากเป็นอย่างที่ท่านพี่ต้องการ”
 “ท่านหญิง แต่เรามีอันตรายมากมายในป่านี้ เราต้องดำรงชีวิตของตน เมื่อยามจำเป็นเราต้องล่า”
 ณวิชพยายามอธิบายเหตุผลแก่ณาณิน หญิงสาวสีหน้าหนักใจไปครู่ใหญ่ ก่อนมองณวิชอย่างเป็นคำถาม
 “เราจะทำได้ไหม?” 
ร่างบอบบางของณาณินตรงไปยังแผ่นอกใหญ่ของณวิชเหมือนคนต้องการกำลังใจจากที่แห่งใดแห่งหนึ่งเพื่อไปสู้กับบางสิ่ง ณวิชอ้ำอึ้ง หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ก่อนจะทำตามที่หัวใจต้องการ สองแขนของเขากอดตอบณาณินเอาไว้เพื่อเป็นกำลังใจให้หญิงสาว
 ……….
 ซามะนั่งเช็ดปืนในเช้าวันใหม่อยู่หัวบันไดบ้าน ซูบีกำลังใช้มือกวาดพริกในกระด้งเพื่อรอตากแดดเมื่อเห็นบิดาก็อดเหน็บไม่ได้
 “เตรียมจะไปเกี้ยวสาวบ้านไหนอีกล่ะพ่อ?”
ซามะได้ยินเสียงลูกสาวก็กระทืบบันไดอย่างขัดใจ 
“เอ็งนี่นะ! ข้าจะออกไปทำงานเว้ย อีกอย่าง แม่เอ็งก็ตายไปเป็นสิบปีแลัว ข้าก็เหงามั่งซิวะ ไม่ดีหรือไงมีแม่ใหม่มาช่วยแบ่งเบาภาระงานบ้านงานเรือนเอ็ง”
 ซามะขัดใจกับลูกสาว พลางเช็ดปืนลูกซองคู่ใจ ซูบีแอบเบ้ปากกับเหตุผลของพ่อที่ช่างเข้าข้างตัวเองเสียเหลือเกิน 
“ว่าแต่ แม่หนูคนสวยๆ เพื่อนเอ็งไม่มาแล้วเหรอวะ?”
 “โอ้ย อย่าไปเกี้ยวเขาเลยพ่อ ระวังนะ เขาจะกัดพ่อเอา”
 ซูบีกระแทกเสียงชวนให้สยอง ซามะถึงกับชะงักกึกอย่างสงสัย 
“กัด ทำไมต้องกัดวะ?”
 ซูบีได้สติว่าหลุดแล้ว รีบลุกลนหาทางออกเพื่อกลบเกลือนความจริง
“อ่อ ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่พ่อจะไปทำงานอะไร เห็นบอกทำงานๆ ไม่เล่าให้ฉันฟังบ้าง”
 ซูบีตักน้ำใส่ชะลอมเตรียมรดน้ำผักสวนครัว แอบถอนหายใจเล็กน้อยที่ไม่หลุดเรื่องณาณินออกไป
 “อ๋อ เดี๋ยวจะมีพวกคนเมืองเขาจะเข้ามาสำรวจผืนป่าแถวนี้ เลยติดต่อข้ากับพรานคงให้นำทาง”
 “แต่ป่าแถวนี้ พ่อเคยเล่าให้ฟังว่า มีคนเข้าไปและไม่ได้กลับมาอีกเลย ทำไมเขาจึงจะมากันล่ะ พ่อไม่ได้บอกเขาเหรอ?” 
“บอกก็ไม่ได้ตังค์ซิวะ แต่ข้ากับพรานคงก็คงจะนำทางให้เขาสำรวจแถวๆนี้แหละ ไม่ล้ำเขตไปขุนเขาพายัพหรอก ข้าก็กลัวตายนะเว้ย ข้าไปก่อนล่ะ เดี๋ยวพรานคงจะรอ”
 ผู้เป็นพ่อหยิบหน้าไม้สะพายข้างถือปืนเดินออกจากบ้านไป ทิ้งให้ซูบีรู้สึกสังหรณ์ใจกับกลุ่มคนเมืองกลุ่มนี้ไม่น้อย 
.............
กรุงเทพมหานคร.. 
ณ พิพิธภัณฑ์โบราณสถาน กฤต หนุ่มหล่อนักโบราณคดี รูปร่างบาง ผิวขาว บุคลิกดูเคร่งขรึม กำลังเก็บเอกสารบางอย่างใส่กล่องสีน้ำตาล นพ ปริญ และขนมผิง เพื่อนๆนักโบราณคดีที่จบมาด้วยกันเดินเข้าห้องมา ปริญวางแฟ้มเอกสารสีดำบนโต๊ะก่อนทิ้งตัวลงบนเก้าอี้พิงอย่างคนหมดสภาพ 
“ไปทำอะไรมา เหมือนคนอดนอน เดี๋ยววันเดินทางก็เดี้ยงหรอก”
 กฤตเอ่ยทักทายเพื่อนหนุ่ม ปริญยกแขนสะบัดยืดเส้นยืดสายไล่ความเมื่อยล้า 
“รู้แล้วน่า พอดีฉันหาหลักฐานของมหรรศยาลัย แทบไม่เจออะไรเลย ข้อมูลน้อยจริงๆ”
 “นี่นายยังตามเรื่องนี้อยู่อีกเหรอ ทำตั้งแต่เราเรียนมหาลัยปีสุดท้าย จนตอนนี้เราจบแล้ว ฉันไม่เห็นว่าเราจะรู้เลยว่าเมืองนี่มันตั้งอยู่ตรงไหน ทิ้งๆไปแล้วไปทำอย่างอื่นดีกว่า”
 ขนมผิง หญิงสาวผมยาว ผิวขาว หน้าเชิด สวยโก้ ดีกรีเซเลปไฮโซ แบรนด์เนมทั้งร่าง เอ่ยขึ้นขณะกินคุกกี้และฟังการสนทนาของเพื่อนหนุ่มไปด้วย 
“จริงของหนมผิง ศิลาจารึกที่อาจารย์วิกรมได้มาตั้งแต่สิบปีก่อน มันแค่ส่วนเดียว ที่แทบไม่รู้เรื่องอะไรเลย บ่งบอกแค่เป็นปราสาทขอม อายุก็ราวๆ500-1000ปี ตอนนี้อาจารย์ก็เสียไปแล้ว เราจะถามใครได้”
 นพเอ่ยเสนอความคิดเห็นให้ยุติการค้นหาเมือง มหรรศยาลัยเช่นเดียวกับขนมผิง เพราะช่างดูลึกลับเกินกว่าจะเข้าถึง 
“แต่เมืองนี้ไม่เคยมีใครค้นพบเลย คนแรก ที่ค้นพบคืออาจารย์วิกรม ท่านสนใจเมืองนี้มาก ฉันสังหรณ์ใจว่า ถ้าเราไม่ท้อ เราจะเจอในอีกไม่นาน และเราจะเป็นชุดแรกที่ค้นพบเมืองที่มีประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์”
 กฤตเอ่ยอย่างมุ่งมั่นและไม่เห็นด้วยกับเพื่อนทั้งสอง เขาอยากสานต่อความตั้งใจของอาจารย์ที่สอนเขามา และเขาเองรู้สึกเช่นนั้นจริงๆว่ามหรรศยาลัย อยู่ใกล้แค่เอื้อมถึง ปริญหรี่ตามองปรบมืออย่างชอบใจ
 “ต้องยังงี้เว้ยเพื่อน     เราจะเป็นชุดแรกที่ค้นพบเมืองมหรรศยาลัยอะไรนี่ ไม่มีความพยายามไหนไร้ผลหรอก”
“แล้วนี่พวกเราเก็บของจะไปหมู่บ้านพะยากันหรือยัง?”
 กฤตถามถึงความพร้อมของการเดินทางไปสำรวจป่าในอีกสามวันข้างหน้า
 “เรียบร้อยและพร้อมมาก ลุงเสริมคนขับรถของเราเพิ่งโทร.มาบอกว่า เราจะมีนายพรานนำทางสองคน เขาจะมารับเราที่ชายป่า เพื่อนำทางไปยังหมู่บ้าน เพราะรถเข้าไม่ได้”
 กฤตและปริญพยักหน้ารับ แต่ขนมผิงถึงกับคุกกี้หลุดมืออย่างตกใจ
 “ฮะ ต้องเดินเหรอ?”
 หญิงสาวทวนคำสีหน้าเหวอ
  “ใช่ แต่ถ้ากลัวลำบาก เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะ”
 ปริญเหน็บ เขาจินตนาการภาพไฮโซสาวอย่างขนมผิงบุกป่าฝ่าดงไม่ออกจริงๆ ขนมผิงเบ้ปากใส่เพื่อนหนุ่ม แม้จะลังเล แต่เธออยากจะไปเพื่อจะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับกฤต


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เรื่องราวตำนานความรักแห่งปราสาทขอม การเดินทางที่เต็มไปด้วยความรัก ความแค้น และอาถรรพ์ หัวใจแห่งรักเท่านั้นที่จะข้ามผ่านพาทุกดวงจิตกลับคืนสู่มหรรศยาลัย เพื่อปิดตำนานโศกนาฏกรรม"

ปัญญ์นลิน


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha