มหรรศยาลัย(จบ)

โดย: ปัญญ์นลิน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 3 : ฤทัยอับแสง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

รุ่งอรุณในป่าใหญ่ พยัศตราเดินนำณาณิน ณวิช และเหล่าบริวารเสือเข้ามาในเขตป่าลึก อาชาและอโณมา สองพี่น้องบริวารติดตามเข้ามาด้วย อโณมาเป็นเสือสาวรุ่นเช่นเดียวกับณาณิน แต่มักอิจฉาริษยาณาณินเสมอ เช่นเดียวกับอาชา ที่ลึกๆต้องการจะเป็นจ้าวแห่งเสือแทนพยัศตรา 
“เราจะทำการล่ากันบริเวณนี้”
 เสียงอันดุดันของพยัศตราเอ่ยขึ้นพร้อมมองไปรอบๆบริเวณ บรรยากาศเงียบสงบเป็นที่น่าท้าทายยิ่งนัก ณาณินสบตากับณวิชอย่างหวั่นๆ อโณมารู้ดีว่าณาณินไม่มีความมั่นใจ จึงใช้วาจาข่มอีกฝ่ายอย่างได้ที
“ทิศนี้ท่านหญิงไม่เคยมาและไม่คุ้นสถานที่ อาจยากลำบากต่อการฝึก”
 เสียงห้วนของอโณมาเอ่ยขึ้นพร้อมสีหน้าเป็นห่วงณาณิน แต่แฝงไปด้วยเล่ห์นัยของความไม่จริงใจ ณาณินหันมามองด้วยหางตาอย่างรู้ทันว่าอีกฝ่ายบั่นทอนตน 
“จะให้เราไปล่าบนภูเขาก็ย่อมได้”
 แววตาพยัศตราหันมาปรามอโณมาให้หุบปากเสีย 
“ที่นี่เราไม่ได้มานานแล้วนายท่าน เปลี่ยนไปมากจริงๆ”
 ณวิชเดินสำรวจไปรอบๆอย่างพิจารณา               พร้อมสอดส่องระวังภัย ณาณินมองไปยังอีกด้าน ก่อนหยิบบางอย่างขึ้นมาจากพื้นดิน 
“ร่องรอยของมนุษย์”
 ณานินมองไปยังขวดน้ำทหารสีเขียวซีดในมือ ณวิชหันขวับไปมองอีกด้านเมื่อเจอเสียงบางอย่างกระทบสัมผัส
 “มีบางอย่างเคลื่อนเข้ามา! หลบกันก่อนเถิด” 
พยัศตราหันไปมอง ก่อนคว้ามือน้องสาวหลบเข้าพุ่มไม้ใหญ่ ทุกคนแยกย้ายกันหลบเข้าที่กำบัง
กลางป่า ชายฉกรรจ์ห้านายกำลังแบกเครื่องตัดไม้ขนาดใหญ่เข้ามาอย่างเหน็ดเหนื่อย
 “รีบเดินหน่อยซิพวกเอ็ง จะได้ตัดไม้กัน เสร็จงานนี้เงินดีเลยนะเว้ย”
 หนึ่งในชายฉกรรจ์ผู้เป็นหัวหน้าหันมาเร่งลูกน้องที่แบกเครื่องตัดไม้ตามหลังมา เสือทุกตนในบริเวณนั้นได้ยินเข้าก็พากันโกรธที่บังอาจมาทำลายป่าอันเป็นที่อยู่ของตน ณาณินกำหมัดอย่างโมโห แววตาเหลืองวาววาบ ทันใดนั้นหญิงสาวพุ่งออกจากที่หลบซ่อน ณวิชตกใจจะตาม พยัศตรารีบยกมือห้ามเอาไว้ 
“อย่า ณวิช! รอดูไปก่อน”
 เสือหนุ่มลังเลเป็นห่วงหญิงสาว แต่จำใจกลับเข้าที่กำบังตามคำสั่ง ณาณินแปลงร่างเป็นมนุษย์ไปยืนดักทางชายฉกรรจ์ชุดดำ พวกมันหันมามองอย่างตกใจ 
“น้องสาว มาทำอะไรแถวนี้จ๊ะ?”
 ความงามของณาณินต้องตาหัวหน้าชายฉกรรจ์อย่างจัง มันลูบคางตนเองอย่างหลงใหลหญิงสาวก่อนเดินเข้าไปหา 
“มาจัดการพวกเจ้า!” 
ขาดคำ หญิงสาวคุกเข่าลงกลายร่างเป็นเสือโคร่งแยกเขี้ยวคำรามสนั่นหวั่นไหว ชายฉกรรจ์ตาเหลือกตกใจแทบช็อก ยกปืนขึ้นยิงไปทางเสือสาว แต่กระสุนไม่สามารถทำอันตรายเธอได้เลย 
“สะสะเสือ!! เผ่นแล้วเว้ยย” 
พวกมันลุกลนทิ้งปืนวิ่งหนีไม่คิดชีวิต แต่ความเร็วของเสือสาวมีมากกว่า เธอกระโดดตะครุบร่างมนุษย์ทั้งหลาย ฝังเขี้ยวคมกริบลงไปสังหารชีวิตทีละคน ทีละคน จนชายทั้งห้านอนเป็นศพสยองจมกองเลือดในป่าแห่งนี้ ณาณินกลายร่างกลับเป็นมนุษย์สาว นั่งเหนื่อยหอบมองผลงานตรงหน้าอย่างโกรธแค้น 
“พวกเขาทำลายที่แห่งนี้ สมควรต้องเจอเช่นนี้!”
 เสียงหญิงสาวตะคอกเหมือนดั่งว่าที่แห่งนี้เป็นดั่งดวงใจของเธอ พยัศตราพอใจในฝีมือของน้องสาวอย่างมาก ดึงหญิงสาวเข้ามาปลอบโยนในอ้อมแขน 
“เจ้าทำได้ดีมาก ณาณิน” 
คำชมของพี่ชายไม่ได้ทำให้เธอภูมิใจ เพราะมีความสงสัยขึ้นมาแทนที่อย่างหาคำตอบไม่ได้ 
“ท่านพี่ ที่แห่งนี้สำคัญกับน้องอย่างไร ทำไมน้องรู้สึกเหมือนทั้งชีวิตของน้องคือที่นี่”
 พยัศตราหน้าถอดสี หันหน้าหนีน้องสาวในทันทีที่คำถามจบลง
 “ที่ของเจ้าคือป่าแห่งนี้ ตรงนี้ แค่นี้เท่านั้น จำคำพี่ไว้ณาณิน  พวกเจ้าพาท่านหญิงกลับไป ข้าจะเข้าไปล่าสัตว์กับ ณวิช”
 เมื่อตอบคำถามเสร็จ เสียงอันทรงพลังของพยัศตราหันมาสั่งบริวาร ณาณินรีบเข้าไปกอดแขนพยัศตราทันที 
“น้องขอไปด้วย”
 “พี่จะไปล่าสัตว์กินเป็นอาหารกับณวิชตามประสาบุรุษ เจ้ากลับไปพักผ่อนเถิด”
มือใหญ่ลูบผมหญิงสาว         ก่อนส่งสัญญาณให้ ณวิชตามมา ณาณินได้แต่มองตามหลังทั้งสองไปอย่างสงสัย



ตอนที่3  ฤทัยอับแสง
 สองเสือโคร่งตัวมหึมาเดินเข้ามาในป่าลึก สัตว์ป่านานาต่างวิ่งหนีหลบลี้ภัย พยัศตรามาหยุดที่สถานที่แห่งหนึ่ง สีหน้าของพยัศตราเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัดจนณวิชสังเกตได้ 
“นายท่านดูมีเรื่องไม่สบายใจ” 
พยัศตราหันมามององครักษ์ช้าๆ สมแล้วที่ณวิชรับใช้และอยู่เคียงบ่าเขามาเนิ่นนานเป็นร้อยปี
“ข้ามีเรื่องจะขอเจ้า”
 น้ำเสียงพยัศตราแผ่ไปด้วยความกังวลมากมายนักในเวลานี้ 
“ข้ายินดี ขอแค่ท่านสั่ง” 
“ข้าขอชีวิตของเจ้า”
 แววตาและน้ำเสียงของพยัศตราบ่งบกถึงความหนักแน่น ณวิชคุกเข่าลงอย่างไม่ลังเล
 “ข้าให้ท่านได้ตามประสงค์”
 องครักษ์หนุ่มก้มศีรษะรับบัญชาอันเป็นประเพณีของเสือที่เคารพต่อผู้เป็นจ้าวแห่งเผ่าพันธุ์ 
“ข้าขอชีวิตเจ้าให้ณาณิน!” 
ณวิชชะงัก เงยหน้าขึ้นมาอย่างเป็นคำถาม 
“ข้าจะพาเจ้าไปพบกับบางอย่าง ตามข้ามา” 
พยัศตราสาวเท้าออกไปก่อนร่างกลายเป็นเสือเดินไปยังทิศเหนือของขุนเขาพายัพ
พยัศตรามาหยุดตรงหน้าปราสาทร้างในป่าลึก บรรยากาศแฝงไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวและความเศร้าโศก จ้าวแห่งเสือมองไปยังปราสาทขอมตรงหน้า แววตาของเขาไม่สามารถคาดเดาได้ว่ารู้สึกเช่นไร
 “ข้าไม่เคยรู้มาก่อน ว่าที่นี่มีปราสาท”
 ณวิชมองไปรอบๆ สถาปัตยกรรมยังคงงดงามดำรงอยู่ แต่บรรยากาศเหมือนสุสานก็ไม่ปาน
 “ณาณินเคยตายที่นี่” 
เสียงพยัศตราสลดลง ณวิชหันมามองอย่างตกใจ  
“ข้าพยายามฝึกฝนณาณินให้แข็งแกร่ง เพื่อเยียวยาดวงจิตของนาง นี่คือสิ่งที่ข้าปิดบังมาแสนนาน และสั่งห้ามไม่ให้เหล่าเสือเข้ามาทางทิศเหนือ ณาณินไม่ควรกลับมาที่นี่อีก!!”
 สายตาพยัศตราหันมาจ้ององครักษ์หนุ่ม มือใหญ่ตบลงที่บ่าของณวิช ก่อนเอ่ยบัญชาออกมาอย่างจริงจัง 
“ขอให้เจ้ารักษานางเหมือนที่ข้าทำ ณาณินจะมีชีวิตอยู่เพื่อวันข้างหน้า ไม่ใช่เมื่อวาน ขอให้เจ้ารักษาความลับนี้ อย่าให้ณาณินเข้ามาในเขตทางทิศเหนือ ขอให้เจ้าประคองนางผ่านคืนวันที่โหดร้ายไปให้ได้”
 พยัศตรามองไปยังเมฆเหนือยอดปราสาท เขาอยากให้ที่แห่งนี้สลายไปเสียด้วยช้ำ 
……..
 …..”เปรี้ยง!!!”……
 เสียงสายฟ้าฟาดลงมาริมสระน้ำหน้าปราสาท มหรรศยาลัยนคร สายฟ้าและสายฝนกระหน่ำสนั่นหวั่นไหวดั่งสวรรค์ปั่นป่วน ฝนตกหนักดั่งพายุพิโรธ ร่างหญิงสาวผู้หนึ่งมองปราสาทตรงหน้า ร้องไห้ปริ่มว่าจะขาดใจอยู่ตรงนั้น แววตาของนางดั่งว่าชีวิตและหัวใจสิ้นสลาย 
เวลาล่วงเลยนานเพียงใดไม่รู้..หยาดน้ำฝนค่อยๆลดกำลังความรุนแรง มือเรียวของหญิงสาวค่อยๆรวบรวมกำลังเท่าที่มี ประคองขลุ่ยโบราณสีขาวขึ้นมา สายตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความรันทดเอ่อล้นมิขาดสาย ก่อนบรรจงแนบขลุ่ยกับริมฝีปากสีชีด รวมรวบกำลังถ่ายทอดลมหายใจแห่งความเศร้าโศกเป็นบทเพลงแสนอาดูร
 ฟ้าฝนเริ่มคำรามเป็นประจักษ์พยานเพลงขลุ่ยของหญิงสาว  อรุณและราตรีผ่านไปล่วงเข้าวันที่สาม ดึกสงัดในคืนพระจันทร์เต็มดวง..ท้องฟ้าเหนือมหรรศยาลัยนครยังคงแปรปรวนหนัก สายฝนสายฟ้าไม่มีทีท่าลดทอนกำลังความรุนแรง หญิงสาวยังคงบรรเลงเพลงรักรำเพยความเจ็บปวดเป็นวันที่สามแล้วเช่นกัน น้ำตาและเลือดสีแดงฉาดไหลลงจากดวงตาทั้งสอง ริมฝีปากและตามรูของขลุ่ย ทุกบริเวณเปี้อนไปด้วยโลหิตที่หลั่งไหลออกมา ก่อนไหลลงสู่พื้นพสุธา 
“เปรี้ยงง!!!”
  สายฟ้าฟาดลงเหนือยอดปราสาท เป็นสัญญาณบอกเหตุจากผืนฟ้า วินาทีแห่งความปราชัยให้แก่ความเจ็บปวด ร่างนั้นร่วงฟุบลงกับพื้นธรณีเหมือนดั่งใบไม้ที่โดนปลิดทิ้ง ลมหายใจขาดสะบันจากร่าง ในวินาทีที่เพลงสุดท้ายในชีวิต…จบลง 
.........
 ภาพความทรงจำขึ้นมาในมโนจิตของพยัศตรา ที่นั่งในท่าสมาธิสมาบัติเคียงข้างณวิช ภาพนี้ เขาถ่ายทอดให้ณวิชได้รับรู้ด้วยพลังจิต สายตาทอดมองไปยังริมสระน้ำหน้าปราสาท ที่บัดนี้แห้งขอดตามกาลเวลา 
“ณาณินเป่าขลุ่ยอยู่ริมสระน้ำเป็นเวลาสามวัน ท่ามกลางสายน้ำ สายฟ้า สายฝนและพายุปั่นป่วน น้ำตาหลั่งไหลออกมาเป็นโลหิต และนางหัวใจสลาย ขาดใจตายตรงนั้น”
 สิ้นเสียงพยัศตรา มีเพียงความเงียบที่เข้าครอบงำเสือทั้งสอง ณวิชสีหน้าสลดสงสารหญิงสาวจับใจที่มีอดีตดวงจิตที่สุดแสนทรมาน มันทำให้เขายิ่งรักเธอมากขึ้น รัก..จนไม่อยากเห็นน้ำตาของณาณินแม้เพียงหยดเดียวต้องหลั่งไหลออกมา.... 
……… 
ในเช้าวันใหม่ ข่าวเสือกัดคนตายได้แพร่ขยายออกไปทั่วหมู่บ้านพะยา ผู้ใหญ่มา พรานคง ซามะ ซูบี และชาวบ้านต่างมามุงดูศพของผู้เสียชีวิตที่ลานกว้างของหมู่บ้าน ทุกครัวเรือนต่างหวาดผวาเกรงว่าเสือจะออกอาละวาด ซูบีเก็บความไม่สบายใจไว้เงียบๆ หวังว่าการกระทำครั้งนี้จะไม่เกี่ยวกับณาณิน เพื่อนสาวของเธอ..
 โรงพยาบาลในตัวเมืองสระแก้ว ปลายฟ้า แพทย์สาวแสนสวย ท่าทางคล่องแคล่ว ใส่แว่นหนา ผิวขาว ริมฝีปากแดงเครือ รูปร่างบาง กำลังเปลี่ยนเวรในช่วงเทื่ยง กิ่งแก้ว พยาบาลสาวเดินถือกาแฟเข้ามาหา ทั้งสองชวนกันไปนั่งที่โต๊ะของศูนย์อาหาร 
“พรุ่งนี้เราต้องเดินทางไปอรัญประเทศแล้ว” 
กิ่งแก้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงปกติ เพราะเธอและปลายฟ้ามักออกหน่วยไปรักษาคนตามสถานที่ชนบทเป็นประจำ แต่แลดูปลายฟ้าจะเป็นคนตื่นเต้นเสียทุกครั้ง 
“ใช่ ฉันมีแผนที่เตรียมพร้อมรอไว้แล้วล่ะ พี่มายด์ รุ่นพี่ที่เคยออกหน่วยไปรักษาที่หมู่บ้านพะยาก่อนหน้านี้จดมาให้ฉันแล้ว”
 สายตาแพทย์สาวเปี่ยมไปด้วยความสุขทุกครั้งที่ได้ทำงานช่วยเหลือสังคม... 
บนถนนมิตรภาพ รถตู้คณะของกฤตมุ่งหน้าลงสู่จังหวัดสระแก้ว ชายหนุ่มรู้สึกสังหรณ์ใจและเศร้าสลดในบางสิ่งที่หาคำตอบไม่ได้นับตั้งแต่ออกจากบ้านมา เขาหลับตาลงสะบัดความรู้สึกนั้นทิ้ง ขณะที่รถยังคงดำเนินไปเรื่อยๆบนท้องถนน
 “จะกี่คราใดยังรัก..มิเปลี่ยนแปลง
 ฤทัยอับแสง แต่รักไม่มีวันหาย 
ให้ดินและฟ้า ประจักษ์พยานรักใจ
 มั่นคงไว้ สักวันเจ้าหันมามอง 
แต่แสงจันทรา เมฆาบังมิดดวงแล้ว
 ใจดวงแก้ว สลายทั้งน้ำตานอง
 ฝากเพลงขลุ่ย มุ่งหวนรำลึกเราสอง
 ใจหมายปอง จดจำแม้วันตัวตาย….”
 ท่อนเพลงบรรเลงด้วยเสียงขลุ่ยแสนเศร้าช่างคุ้นเคย กฤตสะดุ้งตื่น เพิ่งรู้ตัวว่าเขาเผลอหลับไป 
“ปริญ แกได้ยินเสียงขลุ่ยไหม?”
 ปริญกำลังใช้มือเลื่อนหน้าจอมือถือรุ่นใหม่ล่าสุดอยู่ก็ชะงักหันมามองเพื่อนหนุ่มอย่างสงสัย 
“เสียงขลุ่ยที่ไหนว่ะ หูแว่วแล้วแก”
 ปริญส่ายหน้า หันไปจดจ่อกับมือถือเพื่อฆ่าเวลาระหว่างเดินทาง ทิ้งให้กฤตนั่งสับสนอยู่เงียบๆ จะว่าฝันไป แต่ทำไมมันช่างเหมือนจริงเหลือเกิน
.. …..... 
ณาณินที่กำลังนอนหลับใหลอยู่ในถ้ำระหว่างวัน น้ำตาค่อยๆไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว เสียงขลุ่ยดังขึ้นในมโนจิตของหญิงสาวจนสะดุ้งตื่น ณวิชเข้ามาเห็นหญิงสาวตื่นพอดี เสือหนุ่มเข้าไปนั่งคุกเข่าตรงหน้าหญิงสาว 
“เมื่อวานท่านหญิงคงเหนื่อย ใบหน้ายังซีดอยู่เลย” 
เสือหนุ่มมองดวงหน้าอันคุ้นเคย เขาชอบแอบมองเธอทุกครั้ง และไม่มีครั้งไหนที่ณาณินจะไม่ทำให้เขาหวั่นไหว
 “ทำไมเรารู้สึกเศร้าๆพิกล ว่าแต่ท่านพี่ไม่อยู่หรือ?” 
“นายท่านไปพบท่านขาลในป่า”
 ณาณินลุกพรวดสีหน้าตื่นตกใจไม่น้อย
 “เจ้าปล่อยให้ท่านพี่ไปเช่นนั้น หากเขาทำอะไรท่านพี่ และหากท่านพี่รับข้อเสนอเขาล่ะ เราจะไปหาท่านพี่”
 ณาณินลุกลนวิ่งออกไปทันที ณวิชห้ามไว้ไม่ทัน จำต้องวิ่งตามหญิงสาวไปด้วย 
ในป่าลึก เสือโคร่งและเสือดาวขนาดไล่เลี่ยกันกำลังจ้องตากันอย่างดุเดือด ก่อนเสือดาวเนรมิตกายเป็นบุรุษหนุ่มหล่อล้ำ สูง กำยำน่าเกรงขาม พยัศตรากลายร่างเช่นกัน ก่อนเดินไปจ้องตาเสือดาวตรงหน้าอย่างไม่มีทีท่าเกรงกลัวแม้แต่น้อย
 “เจ้ามีธุระอันใดถึงนัดข้ามา?”
 พยัศตราแผดเสียงแข็งๆใส่ ขาลยิ้มเยาะ พยายามอ่อนข้อให้มากที่สุด เพราะธุระของเขานั้นเดิมพันสูง 
 “พรุ่งนี้ณาณินจะอายุครบยี่สิบปี ควรแก่การมีคู่ครอง”
 “โอหัง!!!”
 พยัศตราแยกเขี้ยวคมกริบคำรามอย่างโกรธจัดเมื่อฟังจบ
 “แต่เราไม่ต้องการท่านเป็นคู่!”
 เสียงณาณินดังมาแต่ไกล หญิงสาวคิดแล้วว่าธุระของขาลคงมีแค่นี้ สองเสือหนุ่มที่กำลังจะเปิดศึกกระโจนเข้าหากันหันไปมอง 
“แต่ข้าหมายปองเจ้ามานานแล้ว มีแต่คนอยากเป็นเมียข้า เจ้าไม่ต้องการหรือ?” 
ขาลโอ้อวดตนอย่างถือดี แววตาของณาณินแข็งกร้าวอย่างชัดเจน 
“เราผู้หนึ่ง ที่ไม่อยากเป็นเมียเสือพาลอย่างเจ้า!!”
 ณาณินแผดเสียงอย่างชิงชัง ขาลแววตาวาววาบอย่างโกรธจัด มือซ้ายยกขึ้นชูกรงเล็บ ณวิชเข้าไปขวางเอาไว้ 
“อย่าแตะต้องท่านหญิง!”
 แววตาณวิชพร้อมจะเชือดขาลทุกเมื่อที่แตะต้องพยัศตราและณาณิน ขาลชึ่งไม่เคยโดนสตรีนางใดดูถูกและหักหน้าเช่นนี้ ความโกรธทำให้เขามองหน้าณวิชอย่างกวนๆ หลงลืมไปว่าทุกครั้งที่ปะทะกัน เขามักปราชัยแก่ณวิชเป็นส่วนใหญ่
 “เจ้าปกป้องณาณิน หรือว่า….”
 ขาลเอ่ยอย่างท้าทาย ณวิชเหมือนโดนจี้ใจดำ เขาพุ่งทะยานเข้าไปผลักขาลจนกระเด็น ก่อนกลายร่างเป็นเสือโคร่ง แยกเขี้ยวคำรามและขย้ำคู่ต่อสู้ ขาลตั้งหลักได้แปลงตนเป็นเสือดาว เสือทั้งสองต่อสู้กันอย่างดุเดือด ณวิชต้องการปกป้องณาณิน เขาสู้จนสุดแรงกล้าจนขาลกระโดดหนีเข้าป่าไป  เสือหนุ่มแปลงกายกลับมาเป็นมนุษย์ แขนของเขาบาดเจ็บ ณาณินฉีกชายเสื้อตัวน้อยของเธอเพื่อนำมาปิดแผลให้ณวิชอย่างหว่งใย 
“เจ้าเจ็บมากไหม?”
 น้ำเสียงหญิงสาวอ่อนโยน ณวิชมองแววตาคู่นั้นอย่างประทับใจ 
“ท่านหญิง ข้าเป็นนักล่า หนักกว่านี้ข้าก็เจ็บมาแล้ว”
 ณวิชปลอบโยนด้วยเหตุผล ณาณินไม่เคยเจ็บปวดร่างกาย คงไม่รู้ว่าแผลเพียงแค่นี้เล็กน้อย และน้อยมากสำหรับนักล่าที่ชื่อว่าเสือ 
“แต่เราไม่อยากให้เจ้าเจ็บ”
ณาณินใช้มือเล็กกุมบาดแผลของณวิชอย่างใจเสีย เสือหนุ่มแอบชึ้งใจ ก่อนใช้มือของตนประคองมือหญิงสาวเอาไว้ แต่ต้องผละออกเมื่อรู้ว่าอยู่เบื้องหน้าของพยัศตรา
“เจ้าตามพี่มาทำไม?” 
เสียงพยัศตราถามขึ้น ณาณินรู้สึกเหมือนจะโดนดุกลายๆ 
“น้อง…กลัวท่านพี่รับข้อเสนอของเขา”
 เสียงน้องสาวดูอ่อนลง บ่งบอกถึงการไม่อยากเป็นเมียของขาล ภาพวันที่ณาณินหัวใจสลายยังคงติดตาพยัศตรา เขาลูบผมหญิงสาวเบาๆอย่างที่เคยทำ
 “พี่ไม่ยอมแน่ และไม่อยากเห็นเจ้าเป็นทุกข์เพราะความรักอีก จงวางใจเถิด เสือเช่นขาลไม่เหมาะสมกับเจ้าเลยสักนิด แล้วพี่จะจัดการเขาให้สิ้นลายเสียที!”
พยัศตราปลอบโยนณาณินให้คลายความวิตกลง เพราะเขาเองรู้พิษสงของขาลดีที่สุด
ราตรีคืนนั้น ในถ้ำอันเงียบสงบของเผ่าพันธุ์เสือ เสียงแมลงร้องแข่งกันระงม ร่างใหญ่ของพยัศตรานอนบนแท่นใหญ่ ก่อนค่อยๆลืมตาขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงการมาของใครบางคน และการมาของคนผู้นั้น ทำให้ร่างใหญ่รีบคุกเข่าลงเพื่อทำความเคารพ แน่นอนว่า ผู้ที่มาต้องใหญ่กว่าจ้าวแห่งเสืออย่างเขาแน่นอน
หญิงชราสวมชุดขาวมองบุตรชายตรงหน้า นานนับปีที่ไม่ได้เจอกัน 
“ข้าไม่ทราบว่าท่านแม่ออกจากสมาบัติ” 
ใบหน้าหญิงชรายิ้มน้อยๆ 
“แม่มีเรื่องที่ต้องคุยกับเจ้า พยัศตรา” 
น้ำเสียงหญิงชราดูมีบางอย่างที่ต้องสะสาง 
“ตั้งแต่แม่มีณาณินขึ้นมา นี่ก็ยี่สิบปีแล้ว ที่เจ้าไม่ยอมเข้าสมาบัติบำเพ็ญภาวนา”
 พยัศตราเบือนหน้าหนีในทันที แต่ผู้เป็นมารดาไม่ลดละที่จะคุยธุระของนาง 
“พยัศตรา ความสงสารและเมตตาเป็นสิ่งดี ตอนนี้ณาณินโตแล้ว เจ้าควรทำเพื่อตนเองบ้าง เจ้าไม่ได้มีหน้าที่แค่พี่ชาย หากกำลังบัญชาอ่อนแรงลงไป บริวารของเจ้าเล่า พวกเขาจะอยู่เช่นไร”
 เสือชราสิรินีเอ่ยกับบุตรชายอย่างใจเย็น หลายครั้งที่นางเพียรเอ่ยให้พยัศตราเข้าสมาบัติ แต่บุตรชายยังมีห่วง จนเวลาล่วงเลยมานับสิบๆปี 
“ข้าเป็นห่วงน้อง” 
“น้องโตแล้ว วันพระจันทร์เต็มดวง เจ้าก็สามารถออกมาพบน้องได้ แม่เชื่อว่าณวิชจะดูแลณาณินได้เป็นอย่างดี”
 พยัศตรายังคงไม่ยอมอ่อนข้อ แม้เขาจะไม่ปฏิเสธฝีมือณวิช แต่อดวางใจไม่ได้อยู่ดี สิรินีใจเย็น มองบุตรชายอย่างเข้าใจ 
“พยัศตรา เจ้าจงย้อนนกลับไปวันนั้นเถิด..” 
ยี่สิบปีที่แล้ว ขุนเขาพายัพ อาณาเขตไทย-กัมพูชา วัฒนธรรมที่ผสมผสานอย่างงดงาม เสือพยัศตรากำลังแยกเขี้ยวไล่ล่ากวางตัวใหญ่มายังบริเวณหุบเหวอย่างดุเดือด เมื่อตะครุบและกัดกินร่างของกวางตัวนั้นจนพอใจ สายตาของพยัศตรา    เหลือบไปเห็นบางสิ่งเหมือนมีคนโยนทิ้งลงมาจากหน้าผา มันหลบซ่อนอยู่ในซอกแคบของก้อนหินลึก มือใหญ่ค่อยๆเอื้อมไปหยิบห่อผ้าแดงมีอักขระขอมมากมาย พยัศตราแกะห่อผ้านั้นออก เป็นขลุ่ยโบราณสีขาวลวดลายไทย ก่อนมีควันบางอย่างค่อยๆลอยออกจากขลุ่ยนั้น ร่างหญิงสาวงดงามดั่งนางอัปสราในวรรณคดีแต่สีหน้าเศร้าโศก ดวงเนตรทั้งสองคลอเป้าไปด้วยหยาดเลือดและน้ำตา นางนั่งพับเพียบกราบผู้ปลดปล่อยนางอย่างขอบคุณ 
“เจ้าโดนสะกดไว้ที่นี่หรือ?”
 เสียงเสือหนุ่มตั้งคำถามขึ้นมา หญิงสาวพยักหน้าน้อยๆเป็นคำตอบ
 “หลังจากที่ข้าตาย ดวงจิตของข้าอยู่ในขลุ่ยนี้ แต่มีผู้ใช้ยันต์สะกดข้า และนำข้ามาทิ้งที่นี่ นับห้าร้อยปีที่ข้าทรมาน แต่มันคงทรมานน้อยกว่าตอนที่ข้ามีชีวิตอยู่ ข้าโดนทำร้ายเหยืยบย่ำจนแทบจมพื้นธรณี หัวใจข้าดวงนี้ก็ร้าวราน”
 น้ำเสียงหญิงสาวสั่นเครืออย่างสะเทือนใจ น้ำตาเอ่อล้นไม่ขาดสาย พยัศตราแม้จะมีบุคลิคดุดันแข็งกร้าว แต่กลับรู้สึกสงสารหญิงสาวตรงหน้าจับใจ 
“ความรักคงทำร้ายเจ้า”
 พยัศตราเอ่ยออกมา และมันคงเป็นคำตอบที่ถูกต้อง เพราะหญิงสาวตรงหน้าสีหน้าสลดลงอย่างชัดเจน สตรีมีหัวใจบอบบาง เทิดทูนและอ่อนไหวในเรื่องความรักยิ่งนัก เขารู้ดี 
ทันใดนั้น เงามึดปรากฎพร้อมลมที่พัดสะบัดอย่างรุนแรง ปรากฎร่างหมอผีบาลาชาวขอม เขาแอบแกะรอยเท้าเสือของพยัศตรามาตั้งแต่ในป่า เพียงแค่มองตา หมอผีก็รู้แล้วว่าพยัศตราคือใคร 
“เสือโคร่ง!!”
 หมอผีจอมขมังเวทย์เบิกตา ก่อนหยิบบางอย่างขึ้นมาจากย่าม มือนั้นกำเหล็กไหล ท่องคาถาอาคมก่อนจับจ้องไปยังพยัศตรา
 “หากข้าได้ดวงจิตเจ้า ข้าจะมีฤทธิ์มาก ตายเสียเถอะ!!!”
 มือหยาบขว้างเหล็กไหลใส่พยัศตรา เหล็กไหลพุ่งเป็นไฟ หญิงสาวร้องเสียหลงอย่างตกใจ 
“อย่า!!”
 ร่างบางพุ่งเข้าไปรับเหล็กไหลแทนพยัศตรา ท่ามกลางความตกใจ พยัศตราโกรธจัด แยกเขี้ยวคำรามลั่น หมอผีหวาดผวาวิ่งหนีไปเมื่อรู้ว่าเสียที เสือหนุ่มเข้าไปกอดประคองร่างหญิงสาวที่ร่วงลงกับพื้นเอาไว้ 
“น้องหญิง ข้าจะพาเจ้าไปรักษา”
 หญิงสาวส่ายหน้าน้อยๆเป็นการปฏิเสธความหวังดีนั้น
“ชีวิตของข้ามีแต่ความเจ็บปวด ไม่มีสักวินาทีที่ข้าไม่ทรมาน”
 น้ำตาแห่งความรันทดเสียใจในโชคชะตาเอ่อล้นสองแก้มสาว 
“น้องหญิง ข้าขอตอบแทนเจ้า เมื่อใดที่เจ้าดับจิต ขอให้เจ้ากลับมาเกิดเป็นน้องสาวข้า ข้าจะเยียวยาดวงจิตของเจ้า”
 หญิงสาวยกมือเรียวที่ถือขลุ่ยขึ้นมา ค่อยๆส่งให้เสือหนุ่ม ก่อนใบหน้าจะเกร็งและนิ่งลง วิญญาณผีสาวสลายเป็นผุยผงหายไปจากอ้อมแขนของพยัศตรา
…….. 
พยัศตราและสิรินีรำลึกความหลังด้วยจิตญาณ มารดาหันมามองบุตรชายอีกครั้ง 
“นางมาตามคำขอของเจ้า มาเกิดเป็นลูกแม่ เป็นน้องเจ้า และเจ้าก็เห็นทุกอย่างในมหรรศยาลัยนครจากขลุ่ยที่น้องมอบให้ พยัศตรา ไม่มีใครสามารถควบคุมทุกอย่างไปได้เสียหมด บัดนี้ถึงเวลาให้ณาณินได้เรียนรู้ จงให้น้องได้แก้ไขกรรม และเจ้าควรทำเพื่อตนเองได้แล้ว”
 พยัศตราไตร่ตรองคำมารดา ก่อนตัดสินใจรับคำเข้าสมาบัติในคืนนั้น สิรินีถอนหายใจโล่งอก เมื่อส่งบุตรชายเข้าสมาบัติแล้ว หญิงชรากลายร่างเป็นเสือโคร่งขาวไปอีกจุดหมาย
 ณวิชคุมกำลังบริวารตรวจลาดตระเวนระวังภัยในยามดึกสงัด สิรินีไปปรากฎตรงหน้าณวิช เสือหนุ่มรีบคุกเข่าลงในทันที 
“องค์ราชินี” 
“นับจากเพลานี้ไปหน้าที่การดูแลณาณินเป็นของเจ้า” 
ณวิชชะงักแปลกใจไม่น้อยกับบัญชาของหญิงชราตรงหน้า 
“ท่านหมายความว่าเช่นไร?”
 “วันนี้ข้าเกลี่ยกล่อมให้พยัศตราเข้าสมาบัติ มีบางจากจะเกิดขึ้นกับณาณิน เจ้าจงคอยอยู่เคียงข้างนางเถิด” 
“เหตุใด ท่านจึงให้นายท่านเข้าสมาบัติ?” 
“พยัศตราอารมณ์ร้อน เขายังมีความอาฆาตหมอผีผู้นั้น อีกประการ หากเขาอยู่ ณาณินจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลย เพราะพยัศตราไม่อาจเห็นณาณินต้องเผชิญเรื่องราวเหล่านั้นได้”
 “แต่นายท่านไม่ต้องการให้ท่านหญิงกลับไปจดจำเรื่องราวที่เคยผ่านมา” 
“ณวิช การลืมไม่ใช่ว่าไม่เจ็บปวด ทุกครั้งของการออกจากถ้ำ ณาณินมักไปแต่สถานที่ ที่ใกล้กับมหรรศยาลัยเสมอ”
 ณวิชก้มหน้าไตร่ตรอง จริงอย่างที่หญิงชรากล่าว ณาณินมักไปที่ที่ใกล้กับปราสาทร้างเสมอ 
“ข้าควรทำเช่นไร?”
 เสือหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างสับสนในใจ 
 “จงอย่าฝืนกฎแห่งกรรม เราอยากให้ณาณินแก้ไขจิตนั้นด้วยตนเอง แล้วนางจะพ้นพันธะนาการของความเจ็บปวด”
 ณวิชก้มศีรษะน้อมรับบัญชา สิรินีมองณวิชอย่างฝากความหวัง มีแต่บุรุษผู้นี้ที่จะช่วยบุตรสาวของเธอได้ และนี่เป็นเหตุที่หญิงชราออกจากบำเพ็ญเพียรมา ก็เพื่อชี้หนทางแก้ไขให้แก่บุตรสาว เพราะมีบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า สิรินีหายตัวเข้าป่า คล้อยหลังณาณินที่มาหาณวิช เสือสาวมองไปยังป่ามุมมึดอย่างแปลกใจ
 “เราเหมือนเห็นท่านแม่” 
“ท่านหญิงออกมาทำอะไรดึกดื่นเช่นนี้?”
 เสือหนุ่มเลี่ยงจะตอบคำถามหญิงสาว 
“เราออกมาดูดาว”
 หญิงสาวเผยยิ้มสดใส ณวิชหวั่นไหวกับรอยยิ้มนั้น ดวงหน้าของณาณินยามที่มีความสุขช่างงดงาม แต่ยามที่แววตามีความทุกข์ช่างน่าสงสารจับใจเช่นกัน เสือหนุ่มยื่นดอกบัวสีชมพูก้านยาวส่งให้หญิงสาว
 “ของขวัญจากข้า”
 ณาณินยิ้มหวาน รับดอกบัวจากมือเสือหนุ่มมาสูดดมกลิ่น เธอชอบดอกบัวที่สุด และณวิชก็ให้ดอกบัวแก่เธอทุกปี
 “ของขวัญเช่นเดิม แต่เป็นสิ่งที่เราชอบที่สุด วันนี้เราอยากได้มากกว่านั้น”
 ณวิชเผยยิ้มเล็กน้อย เขาดีใจที่ณาณินชอบสิ่งที่เขามอบให้ 
“ข้าให้ท่านได้ทุกอย่าง” 
ไม่มีเสียงอีกแล้ว ร่างบางตรงเข้าไปสู่แผ่นอกของเสือหนุ่ม ณวิชชะงัก ก่อนค่อยๆยกสองมือประคองกอดร่างนั้นไว้ 
“เราอยากให้เจ้าอยู่ข้างเรา”
 คำพูดที่สั่นเครือเหมือนคนที่โดดเดี่ยว ณวิชเข้าใจความรู้สึก สองแขนกระชับกอดหญิงสาวแน่นขึ้นตามความต้องการของหัวใจ 
“ข้าจะไม่ทิ้งท่านให้ต้องโดดเดี่ยว ข้าสัญญา” 
เสือหนุ่มเอ่ยออกมาจากหัวใจ เขาอยากเอ่ยคำว่ารัก แต่ไม่กล้าที่จะเปิดเผยความในใจ ได้เพียงบอกกับใจตัวเองเบาๆ
 “ข้ารักท่านเหลือเกิน”
 ณวิชกอดณาณินไว้ด้วยความรู้สึกที่มี แต่หญิงสาวสัมผัสได้เพียงความอบอุ่นเท่านั้น เสือหนุ่มหวังว่าวันหนึ่ง ณาณินจะรู้ว่า ความรู้สึกของเขาเป็นเช่นไร 
 







ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เรื่องราวตำนานความรักแห่งปราสาทขอม การเดินทางที่เต็มไปด้วยความรัก ความแค้น และอาถรรพ์ หัวใจแห่งรักเท่านั้นที่จะข้ามผ่านพาทุกดวงจิตกลับคืนสู่มหรรศยาลัย เพื่อปิดตำนานโศกนาฏกรรม"

ปัญญ์นลิน


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha