มงกุฎดอกหญ้าบัว (จบแล้ว)

โดย: ผ้าลูกไม้ พอนดาว วรรณะนิศมา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 5 : จูบที่บังเอิญ หรือสวรรค์ผลัก


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


จูบที่บังเอิญ

หรือสวรรค์ผลัก

 

ณ กองละคร นางเอกที่ร้าย

ร่วมเดือนแล้วที่กองถ่ายละครเปิดกล้องมา...หลังจากเกิดปัญหาขึ้นในวันแรกของการถ่ายทำ ที่ผู้จัดได้สั่งปลดดาราหนุ่มทศนันท์ ผู้ซึ่งรับบทเป็นตัวร้ายหลักกลางอากาศ เพราะไม่มากองละคร แถมยังติดต่อไม่ได้

ทศนันท์มีข่าวไม่ดีเรื่องการทำงานออกมาให้ได้ยินเป็นระยะอยู่แล้ว พอผู้จัดละครนางเอกที่ร้ายเจอกับตัว จึงไม่มีรีรอที่จะตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

จากนั้นเป็นต้นมา การถ่ายทำก็ราบรื่นไม่มีปัญหา มีแต่กระแสคนดูที่ต่างเรียกร้องว่าอยากจะให้ออนแอร์ไวๆ

นักแสดงที่ส้มหล่นได้มาสวมบทร้ายแทนทศนันท์คือการิต...จากเดิมที่เขารับบทเป็นเพียงลูกน้องตัวร้ายเท่านั้น

เหตุผลหนึ่งที่ผู้จัดเลือกการิต เพราะกำลังมีกระแส จากการที่เขาไปถ่ายแบบชุดชั้นในชายให้กับนิตยสารหัวหนึ่ง ที่พอออกวางแผง เป้าหนุ่มอันโดดเด่นล้นเหลือ กระชากหัวใจสาวน้อยสาวใหญ่ให้สั่นหวิว หิวหื่นน้ำลายหกไปตามๆ กัน ยอดขายนิตยสารถล่มทลาย

การิต...ดาราหนุ่มผิวสีแทนดังขึ้นมากขึ้นมาเพียงชั่วข้ามคืน ยิ่งเมื่อเขาออกมาให้สัมภาษณ์ว่าของจริงแท้ ไม่ได้มีการยัดแต่อย่างไร  ก็ยิ่งเนื้อหอม...งานรุม เรียกได้ว่าหน้ามือกับหลังมือกับตอนก่อนถ่ายแบบก็ว่าได้

 โดยการถ่ายทำในวันนี้ การิตกับอรอลินต้องเข้าฉากด้วยกัน

สำหรับเขาที่ลึกๆ คลั่งไคล้เธออยู่ แสนจะความสุข  เพราะในฉากต้องมีการพลอดกอด หอมแก้ม และพร่ำคำรักต่อกัน

โดยตามเรื่องราวแล้ว เขากับเธอเป็นคนรักกัน ก่อนที่เขาจะร้ายกับเธอด้วยการทิ้งไปคบหากับผู้หญิงคนอื่น ให้เธอได้แค้น และร้ายกลับเอาคืนภายหลัง

หลังจากถ่ายทำเสร็จ...อรอลินพูดกับเขาว่า

 “ดีใจด้วยนะกริตที่ได้เล่นบทนี้”

 “กริตก็ดีใจ ไม่คาดฝันมาก่อน แต่ก็จะทำให้เต็มที่ ให้ทุกคนเห็นในความสามารถ”

“อลินเชื่อว่าริตทำได้”

“ขอบคุณมากครับ...อลิน”

“กริตทำให้อลินนึกถึงตัวเองตอนย้ายช่องมาใหม่ๆ ที่จู่ๆ ก็ได้เล่นเป็นตัวร้ายแทนอีกคน อาจจะหวั่นอยู่บ้าง แต่ก็มุ่งทำให้เต็มที่ ให้ดีที่สุด สุดความสามารถ พิสูจน์ให้ผู้จัดและทีมงานทุกคนเห็นว่าทำได้ดีกว่า...และถูกต้องแล้วที่เลือกเรามาแทน”

“คำพูดอลิน เป็นกำลังใจให้กริตมากๆ เลย”

“เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ก็ต้องให้กำลังใจกันอยู่แล้ว”

เขายิ้ม...รับยิ้มของเธอที่ส่งมา รู้สึกล้นไปด้วยความสุขที่ได้สนิทสนมกับเธอมากขึ้น

อย่างเฝ้าภาวนาว่าให้ความสนิทนี้ พัฒนาไปสู่ความรู้สึกพิเศษ แบบเดียวกับที่เธอรู้สึกต่อทักษ์ดนัย

เพราะเขาไม่ได้หวังเพียงแค่เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แต่หวังมากกว่านั้น...หวังที่จะได้เธอมาครอบครองทั้งกายและใจ

 

 

 

วันต่อมา...

“ทำไมถึงต้องมาเสียเอาเวลานี้ด้วยนะ โทรศัพท์ก็ดันมาลืมเอาไว้ที่บ้านอีก...เฮ้อ”

อรอลินบ่นพึมพำกับตัวเอง แล้วถอนใจ...อ่อนอกอ่อนใจ เพราะเจ้ารถยนต์สีขาวคู่กายดันมาเกิดติดขัด และดับเอาดื้อๆ  จอดลงที่ข้างทาง ขับไปต่อไม่ได้เสียอย่างนั้น

“น้ำมันก็ยังไม่หมดนี่นา แต่ทำไมถึงดับนะ เป็นอะไรไปเนี่ย ติดเถอะ...ขอร้อง”

ดาราสาวพยายามติดเครื่องยนต์อยู่หลายรอบ แต่ไม่เป็นผล 

ครั้นพอเหลือบมองพี่นาฬิกาข้อมือ ตอนนี้ราวๆ เก้าโมงครึ่งแล้ว ขณะเดียวเวลานัดหมายกองละครคือสิบโมงตรงที่โลเคชันบ้านสวน...บ้านนางเอกในเรื่อง อยู่ห่างไปอีกสิบกิโลเมตรได้

 ไม่ควรจะไปกองสาย...เธอตัดสินใจว่า จะจอดรถทิ้งไว้ แล้วนั่งแท็กซี่ต่อไปกองถ่าย บางทีทีมงานละครอาจจะมีใครช่วยเธอดูรถได้บ้าง หรืออาจจะยืมโทรศัพท์ของใครในนั้นโทรหาศูนย์รถให้มาดู

แต่พอลงจากรถมาโบกแท็กซี่...ผ่านไปร่วมสิบนาที ไม่มีแท็กซี่คันไหนว่างเลย

อากาศก็ร้อน...การรอคอยทำให้เธอยิ่งหัวเสียอยากจะกรีดร้อง

วันนี้อรอลินต้องมากองละครโดยที่ปวีร์ไม่ได้มาด้วย เนื่องจากผู้จัดการส่วนตัวของเธอกลับไปร่วมงานศพญาติที่บ้านเกิด...เชียงใหม่ ปกติดาราสาวก็ไม่มีปัญหาเลยหากจะต้องไปงานหรือกองถ่ายละครตามลำพัง แต่ตอนนี้เธอคิดว่า หากปวีร์อยู่ด้วยก็คงจะดี

ทันใดนั้น...มีรถยนต์หรูสีดำคันหนึ่งวิ่งเลยรถของเธอไป แล้วโฉบจอดที่ด้านหน้า

มองอย่างสงสัย รถใคร ก่อนที่จะได้คำตอบ เมื่อผู้เป็นเจ้าของเปิดประตูลงมา แล้วเดินมุ่งมาที่เธอ

การได้เห็นเขา...เหมือนภูเขาที่ทับอกเธออยู่ถูกยกออก พร้อมๆ กับคำถามที่ว่า

นี่ฉันฝันไปใช่ไหมนั่นเขากิตติวินท์

“พี่วินท์” 

เธอเรียกชื่อเขา รู้สึกเหมือนเป็นเจ้าหญิงที่กำลังตกที่นั่งลำบาก แล้วจู่ๆ ก็มีเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วย

หัวใจที่ห่อเหี่ยวก่อนหน้านี้  กลับสดใส สดชื่น เบ่งบานขึ้นมาอย่างรู้สึกได้ 

“น้องอลิน...ทำอะไร...รถเป็นไร...”

            เสียงทุ้มของเขา เข้ากับใบที่มีหน้าหนวดได้อย่างมีเสน่ห์และคำว่าน้องอลิน นำมาซึ่งความรู้สึกอบอุ่น และได้รับการดูแลเอาใจใส่

ให้ตายสิ...เขาหล่อมากใจเธอร่ำร้อง

“ออ...พี่วินท์...จู่ๆ มันก็ดับ ทำยังไงดี อลินต้องรีบไปกองละครด้วยสิ นี่ก็ใกล้จะถึงเวลานัดหมายแล้ว อลินไม่อยากเลท กลัวงานจะเสีย”

“เอาอย่างนี้...จอดรถไว้นี่ก่อน เดี๋ยวพี่จะไปส่งที่กองละครเอง” เขาเสนอ...แล้วถาม “แล้วนี่โทรศัพท์บอกช่างหรือศูนย์แล้วหรือยัง"

 “พอดีอลินลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน” สีหน้าและน้ำเสียงฟ้องว่าอ่อนอกอ่อนใจ  แต่ทรวงในเธอกำลังเต้นหวาม...ร้อนระอุในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้ชายคนที่ทำให้เธอเฝ้าคิดถึงเรื่อยมานับตั้งแต่เจอกันครั้งแรก

“ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวพี่โทรศัพท์เรียกช่างที่บริษัทให้มาดูเบื้องต้นก่อน”

            “ขอบคุณมากค่ะพี่วินท์...แล้วนี่พี่วินท์ต้องรีบไปธุระที่ไหนหรือเปล่า”  ในท่าทีเกรงใจ เธอภาวนาว่าอย่าให้เขามีธุระอื่นใดเร่งด่วน

            “ไม่ๆ พี่มาธุระแถวนี้อยู่แล้ว...ไปส่งอลินก่อนได้ ไม่มีปัญหาเลยสักนิด”

            “โชคดีจังที่พี่วินท์ผ่านมาเห็น และจำอลินได้”

            “ใครละจะจำอรอลินนางร้ายชื่อดังไม่ได้” 

เขายิ้ม...รอยยิ้มนั้นละลายใจเธออีกแล้ว

เธอยิ้มตอบ อย่างอยากให้มีอานุภาพพอที่จะละลายใจเขาได้บ้าง

 “เอาของออกมาจากรถแล้วใช่ไหม” เขาถาม

“นี่คะ...” เธอยกกระเป๋าถือให้เขาดู “เอาออกมาแล้ว”

“แล้วล็อครถหรือยัง”

“เรียบร้อยแล้วค่ะ”

“โอเค...ไปขึ้นรถกัน”

            ทันใดนั้นเองบรรทุกขนาดใหญ่ ที่วิ่งไล่มากับรถกระบะบีบแตรดังสนั่นหวั่นไหว

ปี๊ดดด!!!

เสียงมันดังมาก...ดังเสียจนเจ้าหล่อนสะดุ้ง

“ว๊าย”

พร้อมๆ กับวิ่งไปข้างหน้า เพราะตกใจสุดขีด ทว่ารองเท้าเกิดชนสะดุดเข้ากับบล็อคของบาทวิถีที่ไม่สม่ำเสมอกัน ทำให้ร่างบางพุ่งล้มไปหาร่างสูงสง่าตรงหน้าฝ่ายชายหนุ่มที่ไม่ทันตั้งรับ ถูกปะทะจนหงายลงไปกับพื้น

ร่างบางของเธอทาบทับอยู่ร่างแกร่งของเขา และเหมือนเวลาหยุดเดิน...มีแต่หัวใจที่เต้นแรง

ตึกๆ ตึกๆ

ทุกตำแหน่งของร่างกาย...อย่างราวกับถูกสวรรค์จัดแจงจัดวาง

กลีบปากเธอแนบลงชิดกับกลีบปากเขา

ทรวงสาวบดเบียดกับอกแกร่ง

ท้องและต่ำกว่านั้นลงไป...ก็เกยซ้อนกันอยู่

            คล้ายริมฝีปากชายหนุ่มมีแรงดึงดูด ขณะที่แขนทั้งสองของเขาโอบร่างเธอไว้

            แต่แล้ว...เวลาคล้ายเดินต่อ

อรอลินรีบลุกขึ้น

“อะ...อลินขอโทษคะพี่วินท์”  บอกออกไป อย่างรู้สึกว่ากลีบปากผ่าวร้อนไม่หาย...ความจริงแล้วเธอรุมร้อนไปทั้งเนื้อทั้งตัว หัวใจที่เต้นสั่นหวามก็ด้วย 

            กิตติวินท์ลุกขึ้นตาม “ขอโทษเรื่องอะไร”

“ก็ที่ล้มทับไง”

“ไม่ใช่ความผิดของอลินสักหน่อย...แล้วนี่อลินเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

น้ำเสียงและแววตาของเขา...เธอสัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงเป็นใย

“อลินไม่เจ็บเลย ก็พี่วินท์รับร่างลินไว้...พี่นั่นแหละเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เธอมองอย่างสำรวจตรวจตรา

“ไม่นี่” เขาปฏิเสธ “พี่แข็งแรง” ว่าแล้วก็หัวเราะ

“นี่ถ้าไม่มีพี่วินท์มารองรับเอาไว้ อลินคงจูบพื้นไปแล้วแน่ๆ

เมื่อพูดออกไปแล้ว เธอก็คิดขึ้นมาไม่ได้ว่า...เธอไม่น่าพูดถึงจูบ เพราะมันส่งผลให้สองแก้มของเธอเหมือนมะเขือเทศกำลังถูกอบด้วยความร้อน

 “พี่ก็เลยถูกจุ๊บแทน

เขาบอกอย่างอารมณ์ดี และทำให้เธอยิ่งเขินอาย

พี่วินท์...” เธอเรียกชื่อเขา...ไปไม่ถูก ก่อนจะพยายามจะตัดบทความเคอะเขินด้วยการมองไปที่ถนน ตำหนิไปยังรถเจ้าของแตรที่ตอนนี้หายลับไปแล้ว

“รถคันนั้นนี่บ้าจริงๆ นี่ถ้าหัวใจวายจะทำไง

กิตติวินท์...ผู้ชายคนนี้ต่างหากที่กำลังจะทำให้เธอหัวใจวาย

            “ไปขึ้นรถกันเถอะเดี๋ยวไปกองไม่ทัน” เขาพูดขึ้น

            “จริงด้วย...นี่จะเลทแล้ว”  เธอนึกขึ้นได้ แล้วเดินนำไปก่อน ในภาวะใจที่คลั่งเคลิ้มผู้ชายที่เดินตาม

แม้มันจะเป็นจูบที่เกิดจากอุบัติเหตุ แต่มันก็ช่างแสนพิเศษเหลือเกิน  

ให้ตายสิเธออยากจูบเขาอีก

ระหว่างฝันเพ้อ...เขาเดินแซงเพื่อมาเปิดประตูรถให้เธอด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ

“เชิญครับ”

“ขอบคุณมากค่ะ”

เธอพยักหน้า ยิ้มอ่อนบางให้เขา แต่ภายในทรวงนี่สิคลุ้มคลั่ง

นี่ถ้าไม่ต้องคำนึงถึงความถูกผิด หรือไม่มียางอายให้ต้องกังวล เธอจะโผกอดผู้ชายคนนี้ แล้วกระหน่ำจูบๆ  ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

 

 

 

ห้องนอนของอรอลิน

บนเตียงนอน...เธอยังไม่สามารถข่มตาหลับลงได้ มีเรื่องราวให้ต้องคิด ไม่ใช่เพราะเรื่องงาน หรือเรื่องปิณฑิราที่มาก่อกวนใจ แต่เป็นเรื่องจูบ

จูบจากเขา...กิตติวินท์

แม้จะเป็นอุบัติเหตุ แต่รอยประทับนั้นยังส่งไอร้อนให้เธอมาถึงตอนนี้ จูบอันมาพร้อมกับหนวด ที่ให้สัมผัสนิ่มร้อน...และสากดิบ

จูบที่ทำให้นึกไปถึงสวรรค์...อาจจะเป็นฝีมือสวรรค์ที่ผลักให้เธอล้มทับเขาลงกับพื้น

ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฉายซ้ำไปวนมาอยู่ในหัวของเธออย่างไม่รู้จักเบื่อ...มือบอบบางถูกเลื่อนขึ้นมาแตะปลายนิ้วสัมผัสกับริมฝีปากตัวเอง  หลงเคลิ้ม คิดถาม...อยู่ในห้วงอารมณ์

หากจูบนั้นดูดดื่มกว่านี้...

หากไม่ใช่อุบัติเหตุ หากเป็นการตั้งใจจูบ...

หากไม่ใช่ตรงนั้นแต่เป็นบนเตียง...

และหากมากกว่าจูบ มันจะดีแค่ไหน...

คงจะดีมาก...

เธอเผลอเม้มกลีบปาก ดูดเบาๆ ที่ปลายนิ้วของตัวเอง ขณะที่ยังคงหลงย้อนอยู่กับภาพเหตุการณ์ที่บนบาทวิถีริมถนนตรงนั้น

“อะ...อลินขอโทษคะพี่วินท์”  

“ขอโทษเรื่องอะไร”

“ก็ที่ล้มทับไง”

“ไม่ใช่ความผิดของอลินสักหน่อย...แล้วนี่อลินเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

 “อลินไม่เจ็บเลย ก็พี่วินท์รับร่างอลินไว้...พี่นั่นแหละเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

“ไม่นี่...พี่แข็งแรง”

“นี่ถ้าไม่มีพี่วินท์มารองรับเอาไว้ อลินคงจูบพื้นไปแล้วแน่ๆ

พี่ก็เลยถูกจุ๊บแทน

เธอถามตัวเอง...ไม่ได้คิดไปเองใช่ไหม  ยามนั้นใบหน้าของเขามีความสุข ที่ถูกเธอ จุ๊บโดยอุบัติเหตุ

และในตอนที่จูบอยู่นั้น ทำไมเธอรู้สึกคล้ายว่าหยักปากของเขาแรงดึงดูด ดูดดึงกลีบปากของเธอเอาไว้ รวมถึงอ้อมกอดที่โอบกระชับเธอเข้าหาตัว ก็คล้ายดึงเวลา ไม่อยากปล่อย

หรือเขาเองก็รู้สึกอะไรกับเธอ...

ให้ตายสิเธออยากจะจูบเขาอีกผู้ชายหนวดเท่ห์ ยิ้มเสน่ห์ละลายใจ

ระหว่างที่พาฝันไปถึงใบหน้าของกิตติวินท์ จู่ๆ ใบหน้าของใครคนหนึ่งซ้อนเข้ามา

ใบหน้าที่คุ้นเคย...ทำให้ใจเธอสั่นไหว...จนพลั้งปากเรียกชื่อ

“พี่เคน”

เขาคนนี้ ยังคงอยู่ในความทรงจำ ไม่เคยลบเลือน คือรักแรก ทว่าลาลับจากโลกนี้ไปแล้ว หากก็ทำให้เธอรู้สึกผิด จนต้องสารภาพด้วยเสียงหม่นๆ

พี่เคน...หลังจากที่พี่จากโลกนี้ไป บัวบอกกับตัวเองว่า คงรักใครไม่ได้อีกแล้ว...แต่การที่ได้มาเจอเขา ความคิดของบัวกลับสั่นคลอน เขาคล้ายพี่เคนหลายอย่าง ดวงตา น้ำเสียง และรอยยิ้มในบางที... พี่เคนอย่าโกรธบัวเลยนะ...บัวห้ามใจตัวเองไม่ได้เลยจริงๆ...อาจเพราะเจ็ดแปดปีมาแล้ว กับการที่บัวไม่มีพี่เคน ทำให้บัวมีความเหงา บัวเคยทนได้ แต่หลังๆ มานี้ความเหงามันรังแกหัวใจบัวเหลือเกิน

แล้วน้ำตาก็เซาะริน...จากดวงตาลงผ่านแก้ม

“แต่บัวก็คงได้แต่คิดเท่านั้น เพราะเขาเป็นพี่ชายของทักษ์ดนัย คนที่ใครๆ ก็รู้ว่าบัวกำลังคบหาอยู่ ที่สำคัญเขาเองก็มีคู่หมั้นอยู่แล้ว

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณสำหรับเหรียญนะคะ...นักอ่านที่น่ารัก"

ผ้าลูกไม้ พอนดาว วรรณะนิศมา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha