My loving boy รักวุ่นวายนายตัวแสบ

โดย: A'vigetor



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 4 : บทที่ 4


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ร้านชาบูหน้ามหาวิทยาลัย

เวลา 18.45 น.     


ผมมองดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ เพราะไม่ได้นั่งนับและก็ไม่ใส่ใจที่จะนับด้วย แต่ที่ผมกำลังหงุดหงิดอยู่นี่ก็เป็นเพราะจนป่านนี้ฝนยังไม่มาเลย ยิ่งเลยเวลานัดแล้วด้วย แต่ผมก็ชักไม่แน่ใจแล้วว่าไอ้ที่ผมกำลังหงุดหงิดอยู่เนี่ย มันคือเรื่องที่ฝนยังไม่มา หรือว่าหงุดหงิดที่ไอ้เด็กนั่นมันอาจจะเข้าใจผิดกันแน่


ไฟ LED สว่างเตือนว่ามีข้อความแชทเข้า

FAH FON : โทษทีนะ ฝนยังติดพรีเซนต์โครงการกับอาจารย์อยู่เลย ไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่

FAH FON : คงไปไม่ได้แล้วล่ะ

FAH FON : ไม่โกรธกันนะ

FAH FON : รูปสติกเกอร์ไลน์ (เด็กผู้หญิงร้องไห้..หนักมาก)


PAI PAI : ไม่เป็นไร ปลายก็ยังรับน้องไม่เสร็จ

PAI PAI : วันหลังก็ได้

ผมโกหก แต่ทำไมโล่งใจแปลกๆ อาจเป็นเพราะจริง ๆ ผมไม่ได้อยากมากินชาบูกับฝนอยู่แล้วมั้ง


FAH FON : เคร..รักปลายนะ

FAH FON : รูปสติกเกอร์ไลน์ (ปากใหญ่ ๆ แล้วมีคำว่า จุ๊บๆ)

จะกินยังไงคนเดียวว่ะ? ลองทักไปชวนไอ้อาร์ทดีกว่า

PAI PAI : เชี่ยอาร์ท แดกชาบูหน้ามอกัน

PAI PAI : เร็ว..กูรออยู่


ARTY : ไม่ว่าง เดทกับหญิงอยู่

ARTY : แดกเผื่อกูด้วย เดี๋ยววันหลังกูเลี้ยงคืน

อ้าว!! สาดดดนี่ แล้วกูจะทำไงล่ะทีนี้  ช่างแม่งเหอะ!! กินคนเดียวก็ได้ว่ะ!!


แล้วผมก็ต้องตกใจที่ได้ยินเสียงใครบางคนที่คุ้น ๆ ว่าจะเป็นเสียงของไอ้คนที่ผมกำลังนึกถึงอยู่ แต่คิดไม่ถึงว่าจะเป็นมัน

อ้าว! พี่..มากินด้วยเหรอไม่เห็นชวนผมเลย” ไอ้หน้าหล่อไม่ต้องรอให้ผมชวนหรือบอกอะไรทั้งนั้น มันก็นั่งลงตรงข้ามกับผมเฉยเลย ถึงผมจะทำตาดุใส่ก็ดูเหมือนไอ้คนตรงหน้าไม่ได้สนใจเอาซะเลย

“แล้วทำไมต้องชวน” ผมตอบแบบรำคาญๆ

“ก็ผมน้องรหัสพี่นี่คร๊าบ ไม่ชวนผมพี่จะชวนใคร” เดี๋ยวนี้มันชักเอาใหญ่แล้ว มันตอบกวนๆ ไม่พอหน้ามันยังยิ้มอีกต่างหาก แล้วนี่ผมจะจัดการยังไงให้ไอ้หัวใจบ้ามันเลิกเต้นตูมตามซักที

“ถ้างั้นกูก็ไม่ต้องดูแลมึงตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงรึไง”

“แล้วพี่ไม่อยากดูแลผมเหรอ”

“ตัวก็ใหญ่อย่างกับควาย..และอีกอย่างมันก็แค่น้องรหัสป่าวว่ะ จะต้องให้กูดูแลทุกเวลาเลยเหรอ”

“ถ้าพี่ไม่สะดวก เอาเป็นว่าเปลี่ยนเป็นผมดูแลพี่แทนเอาป่าว”

“อะ..อะไร มึง..จะมาดูลงดูแลอะไรกู กูโตแล้ว”

“อ้าว..โตแล้วแต่ก็ป่วยง่ายนี่น่า นี่ก็ไม่รู้ว่าตัวร้อนหรือเปล่าเห็นหน้าแดงๆ อีกแล้ว” ผมรีบเอามือจับหน้าผาก แล้วก็แก้มของตัวเองเพื่อเป็นการสำรวจ ก่อนที่อยากจะกระโดดไปโบกหัวมันทันทีที่มันหัวเราะขำๆ กับท่าทีของผม แต่สุดท้ายก็ได้แต่ตอบคำกลับไป

“ไม่ต้องหรอก..กูมีคนดูแลเยอะแล้ว”

“ถ้างั้นก็เพิ่มชื่อผมลงในบัญชีผู้ดูแลพี่ได้เลย”

“เออ..พี่ว่าแต่..พี่มาคนเดียวเหรอ” ไอ้น้องนนหันมองซ้ายที ขวาที เหมือนกับหาใครอยู่

“เออ กูนัดกับฝนไว้”

“นี่ผมคงไม่ได้มาขัดจังหวะอะไรของพี่ใช่ไหม” มันถาม

“ไม่หรอก..เพราะฝนไม่มาแล้ว”

“หา!! งั้นพี่ก็กินคนเดียวอะดิ?” แล้วมันต้องดีใจอะไรขนาดนั้นว่ะ..ไอ้เด็กบ้า

“เออ..กูก็ชวนไอ้เชี่ยอาร์ทแล้ว แม่งดันติดเดทกับหญิง ว่าจะกลับเลยก็ไม่ได้เพราะกูมานั่งร้านเข้านานแล้ว สุดท้ายก็เลยต้องกินคนเดียวอย่างที่เห็น” จริงๆ ครับ เพราะตอนที่ผมมาทั้งร้านแทบจะไม่มีที่นั่งเลย ี่ถ้าผมหน้าตาไม่ดีมีหวังถูกคนที่มารอรุมเตะออกจากร้านไปนานแล้ว

“ที่จริง..พี่ชวนผมก็ได้น่ะ ผมชอบของฟรี”

“อ้าว..ก็กูคิดว่ามึงโกรธกูอยู่”

“โกรธ? ทำไมผมต้องโกรธ” มันทำเสียงสูงอย่างน่าหมั่นไส้ และตอนนี้มันก็คีบเนื้อเข้าปากอย่างสบายใจเฉิบ

“อ้าวก็ตอนบ่าย...กูเห็นมึงหายไปแล้วก็ไม่กลับมาอ่ะ กูเลยเข้าใจว่ามึง...”

“โกรธ...” น้องนนพูดแทนผม...

“อืม คงงั้นมั้ง”

“เปล่าหรอกพี่ พอดีผมปวดท้องสงสัยกินมากไปหน่อย เลยรีบไปห้องน้ำพอเสร็จพี่บาสก็โทรมาบอกให้ผมไปรายงานตัวที่กองประกวดดาวเดือนอะ แล้วก็เพิ่งจะเสร็จเมื่อกี้นี่เอง ก็เลยหิว..พอดีผมเห็นพี่อยู่ในนี้ด้วย ก็เลยกะจะมาขอกินข้าวฟรีด้วยคน”

“อ้าวกูก็นึกว่ามึงโกรธกู” ทำไมมันโล่งใจผิดปกติว่ะ

“ผมจะโกรธพี่ทำไม..พี่ไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย” ที่จริงผมอยากให้มันพูดว่า ‘เออ..ใช่ มันโกรธ มันโกรธมาก’ ผมยังรู้สึกดีกว่าที่มันจะพูดว่าไม่โกรธซะอีก สรุปผมก็เข้าใจผิดคิดไปเองอีกละใช่ไหม?

“งั้นเอาเป็นว่าผมจะยอมกินเป็นเพื่อนพี่ละกัน” มันยิ้มแบบที่ดูยังไงก็ไม่ใช่ยิ้มกวน ๆ แบบที่เคยทำ แต่กลับเป็นรอยยิ้มที่ดูแล้วโคตรจะอบอุ่นยังไงบอกไม่ถูก นี่มันกำลังจะทำอะไรกันแน่ โปรยเสน่ห์ผมเหรอ?

“เออ..ไม่ให้กินคงไมทันแล้วมั้ง ดูดิ..หมูเต็มจานหมดแล้ว” มันก้มลงดูจานตัวเอง ซึ่งแม้แต่มันยังตะลึงที่อยู่ๆ จานของมันก็เต็มไปด้วยหมู ต่างกับของผมที่มีแค่สองสามชิ้น มันเลยแก้เก้อด้วยการยิ้มจนตาหยี แล้วรีบคีบหมูเข้าปากทันที

ตลอดเวลาที่ผมมองดูไอ้คนตรงหน้ามันตั้งอกตั้งใจกินอยู่นั้น ผมก็สังเกตุเห็นว่ามีสาวสวยโต๊ะข้าง ๆ กำลังมองมาที่มันอยู่ แถมทำท่ากระซิบกับเพื่อนที่นั่งข้างๆ กันเป็นระยะๆ แต่ทว่าไม่เคยจะละสายตาจากไอ้น้องนนเลย

แล้วจู่ๆ สาวสวยคนนั้นก็ลุกเดินมาที่โต๊ะผม

“เอ่อ ขอโทษนะคะ” เธอพูดขอโทษกับผมแต่ว่าสายตามองที่มัน

“ครับ?” ผมตอบเธอ ขณะเดียวกันที่ไอ้น้องนนหันหน้าขึ้นมาแล้วส่งยิ้มให้เธอเพราะนึกว่าผมกับเธอรู้จักกัน

“เอาตรงๆ เลยนะ คือเราอยากขอเบอร์โทรนายน่ะ” อึ้ง..ผมอึ้งจริงๆ เพราะไม่คิดว่าเธอคนนี้จะจู่โจมได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้

“หือ..เราไม่มีโทรศัพท์” มันตอบหน้าตาเฉย ราวกับไม่ได้สนใจอะไรนะ แต่สาวสวยก็ไม่ยอมแพ้

“อ้าวแล้วเครื่องที่วางอยู่ข้างๆ ล่ะ” ผมให้แต้มเธอ สิบๆๆ เลยไอ้เรื่องความกล้า..(ที่ต่างกับผมโดยสิ้นเชิง)

“ก็ของแฟนผมสิครับ” หือ..ผมอึ้งหนักกว่าเมื่อกี้อีก นี่มันมีแฟนแล้วเหรอ? (เครื่องหมายคำถามเต็มสมองไปหมด)

“อ๋อ..แต่ก็ช่างเถอะ งั้นนี่เบอร์เรา วันไหนที่เลิกกับแฟนแล้วอยากคบกับเราก็โทรมานะ เราชื่อปูเป้” กระดาษแผ่นเล็กๆ สีเหลืองถูกดันส่งให้มัน แต่ก็เกือบจะทันทีเหมือนกันที่มันก็ดันกระดาษใบนั้นกลับไปให้เธอ

“ไม่เอาอ่ะ..เราเป็นคนรักเดียวใจเดียว ขอบคุณนะที่ชอบเราแต่ว่าเธอมาช้าไปตั้งห้าปีอ่ะ”

ห้าปี..ห้าปีไหนของมันว่ะ? ตอนแรกผมนึกว่าน้องปูเป้จะโกรธ แต่ที่ไหนได้เธอกลับยิ้มก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นนั้นคืน และก็พูดทิ้งท้ายให้คิดต่อไปอีกว่าแม่คุณจะหยุดหรือจะเดินต่อกันแน่

“โอเคๆ แต่ยังไงเราก็ชอบนายนะ ตรงๆ แมนๆ แบบนี้สิท้าทายดี อีกอย่างเราไม่เคยยอมแพ้ใครอยู่แล้ว” แล้วน้องปูเป้ก็เดินกลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนที่โต๊ะ แถมยังโบกมือให้ผมอีกต่างหาก

สรุปว่างานนี้ไม่จบ.. ไม่จบทั้งน้องปูเป้แล้วก็ไม่จบทั้งผม..ใครกันที่เป็นแฟนน้องนน คบกันมาห้าปีแล้วเหรอทำไมตอนที่ผมเฝ้าตามน้องอยู่ผมถึงไม่เห็นล่ะ แต่จะว่าไปก็มีแต่คนมารุมจีบน้องทั้งนั้น ไม่แน่อาจจะมีใครคนใดก็ได้ โอ๊ยปวดหัวอีกแล้ว

ผมเดินออกจากร้านชาบูตอนประมาณสองทุ่มกว่าๆ ผมไม่รู้ว่าอิ่มหรือเปล่า รู้แต่ว่ามันหงุดหงิดจนไม่อยากกลับไปฟุ้งซ่านคนเดียวที่หอพัก เลยกะจะไปเดินดูของที่ถนนคนเดินก่อน พอรับเงินทอนจากน้องร้านชาบูผมก็รีบเดินออกจากร้านเพื่อไปโบกแท็กซี่ โดยไม่ได้สนใจไอ้คนข้างหลังจะตามมาหรือเปล่า

กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ถูกมือยาว ๆ ของไอ้น้องนนมาคว้าไว้

“พี่จะรีบไปไหนอ่ะ ไม่เห็นรอผมเลย”

“อ้าวกูก็นึกว่ามึงจะไปสานต่อกับน้องปูเป้อะไรนั่นซะอีก..” 

“ป่าวซักหน่อย..ผมมีแฟนแล้ว”

“เออ..งั้มึงทำไมไม่ไปหาแฟนมึงล่ะ จะมามั่วนั่งเสียเวลาแดกข้าวกับกูทำไม”

“อ้าว..ไม่เห็นต้องหัวร้อนเลยพี่”

“เปล่า..กูไม่ได้หัวร้อนก็แค่ไม่อยากให้มึงใช้เวลาผิดคน”

“ไม่จริงอะผมเห็นพี่ทำหน้าแบบนี้มาตั้งแต่ที่ปูเป้มาทักแล้ว” ผมได้แต่มองหน้ามันแต่ไม่พูดอะไร “หรือว่าพี่...หึงผม” 

“ไอ้บ้า!! กูจะไปหึงมึงทำไม มึงไม่ได้เป็นอะไรกับกูซักหน่อย อีกอย่างแฟนกูก็ชื่อฝน ไม่ใช่ชื่อนน ส่วนมึงจะทำอะไรหรือสานต่อกับใครก็แล้วแต่เลย...” เส้นอารมณ์ที่ขาดผึงของผมทำเอาแม้แต่ผมเองก็ไม่คิดว่าจะพูดแบบนี้ออกไปได้

“ผมก็แค่ล้อเล่นเองพี่...แล้วนี่พี่จะกลับยังไง”

“แท็กซี่”

“งั้นเดี๋ยวผมไปส่งดีกว่า ผมขับรถมา”

“ไม่ต้องหรอก..มึงกลับไปก่อนเหอะ”

“ได้ไงล่ะ..ก็พี่อุตส่าห์เลี้ยงชาบูผมนี่น่า..อืม” มันทำท่าคิด “..งั้นเอางี้เดี๋ยวผมไปกับพี่ด้วยดีกว่า ผมกลัวว่าถ้าปล่อยพี่ไปคนเดียวมันจะอันตราย”

“อันตรายไรของมึงว่ะ อยู่ใกล้มึงกูยังอันตรายกว่าเลย”

“อันตรายยังไงพี่” ‘ก็อันตรายกับหัวใจผมไง’

“เออๆ..ช่างแม่งเหอะ แล้วนี่จะปล่อยกูได้ยัง?”

“ไม่เอา..เดี๋ยวผมไปส่ง ผมไม่รู้นะว่าพี่โกรธอะไรผม แต่ผมจะไม่สบายใจมากๆ ถ้าผมปล่อยให้พี่ไปแบบนี้” 

“มึงนี่เรื่องมากสัด กูบอกว่าไม่ได้เป็นอะไร กูไม่ได้โกรธมึง แล้วกูก็โตแล้วด้วย แมนทั้งแท่งใครที่ไหนจะมาทำอะไรกู” ผมหัวเสียเต็มที่

“ก็ไม่รู้ดิ..ก็พี่ตัวเล็กๆ หน้าก็หวาน เดี๋ยวระหว่างทางถูกใครฉุดไปทำมิดีมิร้ายอะไรจะทำยังไง ผมเป็นห่วง” มันพูดเสียงดังมาก จนหลายคนเริ่มหันมามองเพราะนึกว่ากำลังจะมีเรื่องชกต่อยกัน

“เล็ก..พ่องมึงเด่ะ กูสูงตั้ง 175 เซนแถมหนัก 75 โล นี่นะเล็ก”

“ก็เตี้ยกว่าผมมั้ยอะ” มันยังดึงดันจะเถียงแถมจับมือผมไว้แน่น

แต่ไม่ทันที่บทสนทนาที่น่าปวดหัวนี้จะไปไกลมากกว่านี้ ผมก็เห็นแสงจากกระบอกไฟฉายส่องมาทางผมกับไอ้คนกวนตีนนี่ผมได้แต่ยกเอามือขึ้นบังแสงที่ส่องเข้าตา ก่อนจะเอาลงเมื่อชายสองคนที่เป็นพนักงานรับรถเดินมาใกล้ๆ 

“มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่าครับ”

“เปล่าๆ ครับ พอดีผมกับเพื่อนเถียงกันว่าจะกลับหอพักดีหรือจะไปไหนต่อดีน่ะครับ พอดีเสียงดังไปหน่อย” ไอ้น้องนนพูด

“เออๆๆ..แล้วแต่มึงเลย กูจะไปสะพานพุทธ แล้วอย่ามาบ่นให้กูได้ยินทีหลังละกัน” ผมตัดบทแล้วก็รีบเดินออกมา แต่ก็ถูกดึงมือไว้อีกครั้ง

“แล้วพี่จะไปไหน รถผมจอดทางนี้” มันชี้มือไปยังบีเอ็มดับเบิ้ลยู คันสีขาวที่จอดอยู่เพียงคันเดียว ‘มึงกะจะทำกูอายอีกกี่รอบว่ะ ไอ้เด็กบ้า

“ปล่อยกูได้แล้ว มึงรู้มึงก็นำกูไปสิ” 

“ครับ..ครับ..คราบ เชิญครับนายท่าน”  

ผมไม่รู้ว่ามันต้องการอะไร หรือใครต้องการแกล้งผม แต่ที่แน่ๆ มันแกล้งผมได้สำเร็จแล้ว 



ตลาดนัดใต้สะพานพุทธ

เวลา 21.30 น         

วันศุกร์ตอนต้นเดือนทำเอาที่นี่ดูคึกคักไปด้วยผู้คน เกือบสามเดือนแล้วที่ผมเองไม่ได้มาเดินซื้อของที่นี่เพราะช่วงปิดเทอมฝนไปเที่ยวยุโรปกับครอบครัว ส่วนผมก็ต้องกลับไปไร่ส้มที่เชียงใหม่ ที่นี่ยังเหมือนเดิมแต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือออร่าของไอ้คนที่มาด้วยกับผมนี่สิ ทำเอาผมเป็นเป้าสายตาไปด้วย

ผมแวะไปเดินดูแผงขายบ็อกเซอร์เจ้าประจำก่อนจะหยิบที่ถูกใจมาโหลนึง เพราะตัวเก่ามันคงถึงเวลาโละทิ้งได้แล้ว หลังจากที่มันทำผมขายหน้าไอ้คนตรงนี้มาแล้วในตอนเช้า

“พี่ชอบลายแบบนี้เหรอ” มันพูดพร้อมกับหยิบเอาบ็อกเซอร์ลายหมีพูห์ขึ้นมาดู แล้วก็อมยิ้มเล็กๆ ดูแล้วหัวใจผมจะละลาย แต่ก็เอ๊ะ!! แล้วมันจะมาเอาของผมไปดูทำไมเนี่ย

“มึงไม่ต้องยุ่งกับกูซักเรื่องซิ” ผมรีบคว้ากลับมาจากมือมันแล้วรีบยัดใส่ถุง 

“น่ารักดีอ่ะ...อยากเห็นเวลาพี่ใส่จัง” มันพูดพร้อมกับยิ้มอีกแล้ว แต่สายตามันดูเจ้าเล่ห์ชิบหาย

“ยิ้มอะไรว่ะ..”

“เปล๊า!!” มันทำเสียงสูงปรี๊ด ซึ่งบ่งบอกว่าต้องมีอะไรแน่ๆ 

“พี่พาผมไปซื้อเสื้อหน่อยซิ”   

"ไม่เอาอ่ะ มึงก็ไปซื้อคนเดียวซิ”

“อ้าว..ที่ผมยังมาซื้อบ็อกเซอร์เป็นเพื่อนพี่เลยนะ” 

“กูขอร้องมึงหรือไง?” ผมตอบแบบไม่สนใจ แล้วก็ทำท่าจะเดินไปจากตรงนั้นถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้มันกำลังถือวิสาสะเอามือมากอดเอวผมไว้แน่น 

“เฮ้ย..มึงทำเชี่ยไรเนี่ย” ผมตาโตเท่าไข่ห่าน เพราะหันมาอีกทีมันก็เห็นมันค่อยๆ เอาหน้ามาชิดข้างๆ หู แถมที่สำคัญตอนนี้หลายๆ คนก็กำลังเดินไปเดินมาก็กำลังหยุดดูการกระทำของผมกับมันอยู่

“ถ้าพี่ไม่พาผมไป ผมจะหอมแก้มพี่กลางตลาดนัดนี่แหละ” เสียงกระซิบที่ทำเอาผมขนลุกไปทั้งตัว เพราะดูท่ามันอาจจะทำจริงๆ ก็ได้ เพราะตอนนี้หน้าของมันมาใกล้จนผมรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่ปะทะเข้ากับแก้มของผม

“เออๆๆ ก็ได้ๆ แต่มึงออกไปห่างๆ กูดิ๊ คนเขามองหมดแล้ว” ผมทั้งดันตัวมันออกไปให้ห่างที่สุดเท่าที่จะทำได้

“พี่ตลกดีอ่ะ..” 

“ตลกเชี่ยไร มึงนี่แม่ง.. เออๆ แล้วมึงชอบเสื้อแนวไหนว่ะ” หัวใจผมจะหยุดเต้นลงให้ได้ มันหน่วงๆ ยังไงบอกไม่ถูก จะว่าฟินเพราะได้อยู่ใกล้ชิดกับมันก็ใช่ แต่จะว่าเศร้าก็ถูกเพราะผมรู้ดีว่ามันไม่มีทางชอบผมจริงๆ หรอก

“แนวแบบพี่ก็ได้นะ ผมชอบ”

“อ้าว..ไอ้นี่มึงจะมาชอบแบบกูทำไม”

“ทำไมอ่ะ..ผมชอบแบบพี่ไม่ได้เหรอ” มันพูดแบบไม่คิด หรือเพราะผมคิดไปเองว่ามันไม่ได้หมายถึงเสื้อ แต่มันกำลังหมายถึงผมต่างหาก 

“ไปๆๆ จะซื้อก็รีบซื้อกูอยากกลับไปนอนแล้ว” ผมรีบดันตัวมันให้เดินไปข้างหน้าโดยที่ผมก็รีบก้มหน้าด้วย เพราะตัวนี้ไม่รู้ว่าหน้าแดงอยู่หรือเปล่า แต่เท่าที่รู้คือรู้สึกว่าหน้าร้อนวูบวาบมากๆ

“ผมขอ..” มันหันมาทำตาแบ๊วอีกแล้ว..หัวใจจะวาย

“หยุดเลย ถ้ามึงบอกว่าขอไปนอนกับกู กูจะถีบมึงตรงนี้แหละ” ผมพูดดักคอมันก่อน ผมเห็นมันทำท่าเสียดาย 

“เกลียดจังคนรู้ทันเนี่ย” 

ผมไม่พูดอะไรต่อ ได้แต่เดินๆๆๆ เท่านั้น จนเลยร้านขายเสื้อไปตั้งหลายร้าน ก็คนมันเขิน.. ผมทำตัวไม่ถูก.. โอ๊ยผมอยากมีตัวช่วยให้หลุดจากสถานการณ์นี้จัง แต่แล้วผมก็ถูกดึงแขนอีกครั้ง ซึ่งนับแล้วเป็นครั้งที่สิบแล้วมั้งที่โดนแบบนี้ 

“พี่จะรีบไปไหนเนี่ย เลยร้านเสื้อตั้งหลายร้านแล้วนะ” 

“เออๆๆ ร้านนี้ใช่ไหม ไปๆๆ” ผมรีบเดินนำมันเข้าไปในร้านขายเสื้อ 

ที่ร้านขายเสื้อผมเห็นมันลองเสื้อตั้งหลายตัว แต่ก็ไม่เห็นว่าเจ้าของร้านจะบ่นมันซักคำ มีแต่จะยิ่งดีใจเพราะตอนนี้คนเริ่มมามุงที่ร้านเสื้อนี้เยอะขึ้นแล้ว สงสัยจะนึกว่าร้านนี้ลงทุนจ้างนายแบบมาโปรโมทสินค้าละมั้ง เจ้าของร้านก็เลยยิ้มแฉ่งรับทรัพย์ไปตามระเบียบ เพราะแม้แต่เสื้อยืดหลวมๆ ดูแล้วน่าจะไม่เหมาะกับมัน พอมันใส่แล้วทำไมโคตรเท่จังว่ะ สรุปเป็นอันว่าสาว ๆ พากันกรี๊ดตามทุกตัว ทำให้ยอดขายของร้านแทบถล่มทลาย สุดท้ายก่อนจะกลับเจ้าของร้านยังแถมเสื้อให้มันมาอีกตั้งสองตัว และบอกให้มันแวะมาที่ร้านบ่อยๆ เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย 

จากจะเดินซื้อแค่บ็อกเซอร์ถึงตอนนี้ของเริ่มพะรุงพะรังเต็มสองมือแล้ว เพราะไอ้ตัวดีมันเดินเข้าร้านไหน ร้านนั้นก็ยอดขายถล่มทลายจนได้ของแถมจากเจ้าของร้านมาเยอะแยะ 

“กลับกันได้แล้ว” ผมบอกมัน

“กำลังสนุกเลยนะพี่ ดูดิได้ของเพียบเลย” 

“หรือมึงจะอยู่ต่อก็ได้นะ เดี๋ยวกูเรียกแท็กซี่กลับเอง” ผมวางทุกอย่างลงกับพื้น และเลือกเอาแต่ของตัวเองออกมาก่อนจะเดินออกไปโบกรถแทกซี่เพื่อกลับหอพัก 

“เฮ้ย!! เดี๋ยวดิพี่มาด้วยกันก็ต้องกลับด้วยกันดิ๊ ไปกลับกันเหอะ” มือที่ถือของพะรุงพะรังของมันยังไม่วายกางออกเพื่อป้องกันไม่ให้ผมโบกรถแท็กซี่ได้

“เออๆๆ” ผมเดินนำหน้ามันไปที่รถทันที โดยไม่รอมันที่เดินตามมา แต่เพราะของที่เต็มไม้เต็มมือทำให้มันเดินช้าลงคงจะเกะกะเวลาเดินพอสมควร

ระหว่างที่ผมกำลังรอไอ้น้องนนมาที่รถ ผมได้ยินเสียงที่ผมคุ้นเคยดังอยู่ข้างหลัง สัญชาตญาณบอกให้ผมหันไปดู เพียงเท่านั้นผมเหมือนกับถูกสาปให้ตัวแข็ง เพราะภาพชายหญิงคู่หนึ่งที่ผมเห็นคือฝนกับไอ้ชาติเดือนมหาวิทยาลัยปีทีแล้ว ทั้งคู่เดินคล้องแขนกันดูสนิทสนมมากกว่าเพื่อนทั่วๆ ไป และก็มีบางครั้งที่ไอ้ชาติเองก็จะเอามือไปยีหัวของฝนเบาๆ

ผมไม่รู้ว่าผมนิ่งไปนานแค่ไหน แต่รู้สึกตัวอีกทีคือตอนที่น้องนนมาจับที่บ่า มันคงเห็นทุกอย่างแบบเดียวกับที่ผมเห็น ในหัวผมสับสนวุ่นวายไปหมด มันเต็มไปด้วยคำถามมากมาย ผมไม่รู้ว่าน้ำตามันไหลตอนไหน แต่มันเหมือนทุกอย่างได้ตอบโจทย์ตัวเองด้วยภาพที่เห็น 

“โอเคไหมพี่” 

“โอเค..แค่นี้ไม่เท่าไหร่ กลับกันเหอะ” แต่ถ้าจะไม่โอเคแล้วผมจะทำยังไง..ในเมื่อตอนนี้ผมยังตอบตัวเองไม่ได้เลยว่าผมรักฝนมากแค่ไหน หรือบางทีผมอาจจะไม่ได้รักเลยก็ได้ เพราะผมเองไม่เคยรู้สึกกับฝนมากเท่า ๆ กับไอ้คนตรงหน้านี้ บางทีผมอาจจะเห็นแก่ตัวด้วยซ้ำที่ใช้ฝนเป็นเครื่องมือที่จะทำให้ลืมบางคนที่ไม่มีทางเป็นไปได้

ผมรีบเปิดประตูรถเพื่อเข้าไปนั่งให้เร็วที่สุด ผมรู้สึกว่าน้องนนหันมามองหน้าผมมากกว่าถนนข้างหน้าซะอีก ซึ่งอันที่จริงแล้วผมเองก็เริ่มระแคะระคายเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะมีภาพหลุดจากเพจส่วนตัวของเดือนมหาวิทยาลัยไปเที่ยวยุโรปช่วงปิดเทอม อีกอย่างถ้าจะให้โทษผมก็แมนพอที่จะยอมรับความจริงว่าผมคงดูแลฝนได้ไม่ดี

พอรถถอยเข้ามาจอดที่ลานจอดรถหน้าหอพักเรียบร้อย ผมรีบลงจากรถโดยที่น้องนนมันยังไม่ทันได้พูดอะไรซักคำ เพราะผมรู้แค่ว่าตอนนี้ผมอยากอยู่คนเดียว...คนเดียว จริงๆ

​​



ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ความลับ แอบรัก การวางแผน"

A'vigetor


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha