My loving boy รักวุ่นวายนายตัวแสบ

โดย: A'vigetor



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 7 : บทที่ 7


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

เป็นเวลาสามวันแล้วที่ผมไม่เห็นหน้าใครบางคน และก็ไม่ได้ถูกรบกวนจากใครบางคนด้วยเช่นกัน            


นี่แสดงว่าแผนของไอ้อาร์ทได้ผล และผมก็เชื่อว่ามันต้องไปติดสินบนอะไรกับไอ้พี่บาสแน่ๆ เพราะไม่เห็นว่าไอ้พี่บาสจะกระตือรือร้นในการไล่ผมให้ไปดูแลใครบางคนที่กองประกวดดาวเดือนมหาวิทยาลัยเลยซักที           


แต่ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วผมทำไมต้องมานั่งคิดอะไรให้มากมาย ก็ในเมื่อมันเป็นความต้องการของผมตั้งแต่แรกแล้วนี่น่า           คนกวนใจก็ไม่มี... ข้อความก็ไม่มี... ไลน์ของใครบางคนก็เงียบ..            


แต่เฮ้ย!! นี่มันเงียบเกินไปหรือเปล่า?            


มึงไม่คิดจะรับผิดชอบกูหน่อยรึไงว่ะ ‘ไอ้บ้านน’           


แต่ในทางตรงกันข้ามเพราะนี่ก็เป็นสามวันแล้วที่ฝนพยายามส่งข้อความมาหาผม หลังจากที่ตามหาผมไม่เจอ ซึ่งผมก็ไม่ได้ตอบอะไร และทำตัวเหมือนหายไปเฉยๆ จากสารบบชีวิตของฝน           


ผมเปลี่ยนเบอร์โทรใหม่ และก็ไม่ลืมที่จะบอกพ่อกับแม่ ไอ้อาร์ท แล้วก็เพื่อนในคณะแค่ไม่กี่คน แถมยังกำชับด้วยว่าห้ามเมมเบอร์เป็นชื่อผม และห้ามบอกฝนอย่างเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นผมจะลาออกจากสภาของคณะ ซึ่งมันก็ได้ผลเพราะพี่บาสสั่งให้ทุกคนเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามต้องถูกกระทบและเลี้ยงเหล้าพี่บาสอาทิตย์ละครั้ง            


พี่บาสยังคงเป็นที่พึ่งได้เสมอ ยกเว้นตอนที่ไอ้อาร์ทมากระซิบทีหลังว่าที่จริงมันติดสินบนพี่อาร์ทด้วย เมมเบอร์คลับโคโยตี้สาวสวยเดือนนึงนี่สิ มันทำให้อยากจับพี่บาสมากระทืบซ้ำๆ ให้สมกับที่พึ่งได้จริง (ทำไมไม่ทำเพื่อผมบ้างวะ แล้วไหนบอกชอบผมไอ้พี่บ้า!!)    


ผมรู้มาจากไอ้จอนว่าฝนแวะเข้ามาถามหาผมกับมันบ่อยๆ ไอ้จอนบอกว่าดูเหมือนฝนจะเป็นห่วงผมมาก เพราะฝนพยายามถามหาว่าผมเป็นยังไงบ้าง แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหนทุกครั้ง ซึ่งมันก็ได้แต่บอกแค่ว่าผมไม่สบายตามที่ผมสั่งเท่านั้น            


ผิดกับไอ้อาร์ทที่บอกว่าฝนแม่งเรื่องมาก ถามจนมันรำคาญ และก็เป็นครั้งแรกมั้งที่ผู้หญิงสวยสามารถทำให้มันรำคาญได้จริงๆ เพราะทุกครั้งที่มันโทรมาหาก็ไม่พ้นจะต้องบ่นเรื่องฝนให้ผมฟังตลอด           


“แม่งน่ารำคาญชิบหาย ผู้หญิงอะไรวะ เอาแต่ถามๆๆๆ อยู่นั่นแหละ ว่าปลายเป็นไงบ้าง ปลายอยู่ที่ไหน ทำไมไม่มาเรียน” ไอ้อาร์ททำเลียนเสียงฝนได้อย่างน่าถีบ           


“แล้วมึงตอบเขาไปว่าไงล่ะ”           


“กูบอกว่ากูไม่รู้หรอกว่ามึงไปไหน แค่รู้ว่ามึงไม่สบายก็เท่านั้น แต่แม่นั่นยังจะถามโน่นถามนี่อีก ทำให้กูพลาดโอกาสจีบน้องไอซ์เด็กปีหนึ่งศิลปกรรมเลย”           


“อืม..แล้วไงอีก”           


“กูก็เลยแกล้งบอกว่าสงสัยมึงกลับบ้านที่เชียงใหม่มั้ง นึกว่าจะหยุดแต่แม่นั่นก็ยังคะยั้นคะยอให้กูวาดแผนที่บ้านมึงให้อีก กูไม่รู้จะทำไงเลยวาดส่งๆ ไปงั้นแหละ พอแม่คุณได้ไปนะ ขอบใจซักคำก็ไม่มี แล้วแม่งก็เดินหนีไปเลยเว้ย”           


“อ้าวแล้วอย่างงี้ ถ้าเขาไปจริงๆ ไม่หลงกลางป่าเหรอวะ” ผมเริ่มเป็นห่วงแล้วว่าถ้าฝนไปจริงๆ ขึ้นมาจะไปหลงอยู่ที่ไหน   


“แล้วไง งั้นมึงก็โทรไปบอกเขาเด่ะว่ามึงอยู่ไหน” น้ำเสียงแดกดันกวนสุดๆ สงสัยมันคงรำคาญจริงๆ           


“เฮ้ย!! ไม่เอากูไม่อยากเจอฝนตอนนี้ แค่เป็นห่วงกลัวหลงทางเข้าป่า”           


“ไม่ต้องห่วงเรื่องหลงเข้าป่าหรอก แต่จริงๆ กูไม่ควรช่วยมึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ เสียเวลา”           


“เออ กูไม่สำคัญกับมึงเท่าน้องไอซ์อะไรนั่นแล้วนิ” ผมทำเสียงงอนมัน           


“เชี่ย ก่อนจะงอนช่วยดูก่อนมั้ยว่ามึงไม่ใช่ผู้หญิง หรืออยากให้กูง้อ ที่สำคัญยัยนั่นไม่หลงทางหรอก”                    


“เออกูไม่ใช่ แต่ทำไมมึงถึงมั่นใจขนาดนั้นวะ”           


“ก็กูเขียนแผนที่ไปบ้านกูไงล่ะ..ฮ่าๆๆ เจ๋งป่าว” แม้เสียงที่ฟังดูจะหัวเสียตอนนี้กลับหัวเราะแบบสะใจที่ได้แกล้งผู้หญิง           


“เออ..มึงเจ๋ง แต่ระวังมึงจะหัวแตกนะโว้ย ถ้าจะนับคนเจ้าแผนการด้วยกันอะนะ มึงกับฝนก็ถือสูสีกันนั่นแหละ”           


“เออ..วางใจป๋าได้เลยไอ้น้อง”           


ผมเริ่มเป็นห่วงสวัสดิภาพของป๋าอาร์ทแทนแล้วสิครับตอนนี้ เพราะฝนเองก็เจ้าแผนการไม่แพ้ไอ้อาร์ท ที่สำคัญฝนยังเป็นลูกสาวของเสี่ยสมานนายหน้าขายที่ดินผู้กว้างขวาง อดีตนักเลงเก่าด้วย ถ้างานนี้ฝนถูกหลอกมีหวังป๋าอาร์ทอาจมีคางเหลือง           


งานนี้ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะออกมาแบบไหน            


จริงๆ ผมเองไม่ได้อยากหลบหน้าฝนเพราะว่าบังเอิญเห็นภาพของฝนกับไอ้ชาติที่มาด้วยกันแล้วแสดงท่าทางสนิทสนมจนเกินเพื่อนหรอก                  


แต่ที่ผมไม่อยากเจอ เพราะความรู้สึกผิดในใจต่างหาก ผิดที่ไม่สามารถรักฝนได้อย่างที่ควรจะเป็น เพราะถ้าผมรักฝนมากพอวันนั้นที่เห็นผมควรจะหึง หรืออย่างน้อยก็ต้องวิ่งไปต่อยไอ้ชาติ หรืออะไรก็ได้ที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของฝน แต่ผมเองกลับเลือกที่จะเฉย และหลบฉากออกไปโดยไม่ได้รู้สึกอะไรเลย             


ที่เป็นแบบนี้เพราะตั้งแต่วันนั้น วันที่ผมได้เจอกับใครบางคนอีกครั้ง ทั้งที่พยายามวิ่งหนีหัวใจตัวเอง แต่สุดท้ายผมเพิ่งรู้ว่าตอนนี้หัวใจของผมอยู่ที่ใครบางคนแล้วหมดหัวใจ               


ผมทำถูกแล้วใช่ไหม!!           


วันนี้ผมตั้งใจว่าจะไปเดินที่ตลาดนัดใต้สะพานพุทธเพื่อหาอะไรทำแก้เซ็ง ทั้งที่ไม่รู้ว่าเซ็งอะไรนักหนาก็ไม่รู้            


แต่ที่รู้ๆ คือผมรู้สึกเหงา เหมือนอยู่ตัวคนเดียว เพราะช่วงนี้แม้แต่ไอ้อาร์ทเองก็ดูเหมือนจะยุ่งๆ อยู่ มีหลายครั้งเวลาที่ชวนมันไปไหนมาไหน มันก็มักจะอ้างว่าติดเรียนบ้างล่ะ ติดหญิงบ้างล่ะ อย่างมากก็แค่โทรมาถามไถ่เฉยๆ มีแค่พักหลังที่มักจะระบายเรื่องความวุ่ยวายของฝนก็แค่นั้น 



ตลาดนัดใต้สะพานพุทธ

เวลา 20.45 น.             


ผมเดินดูของไปเรื่อยเปื่อย เพราะไม่ได้ตั้งใจมาซื้ออะไรอยู่แล้ว ผมเดินแวะเข้าไปซื้อน้ำผลไม้ปั่นร้านเจ้าประจำ เพราะผมชอบไอเดียที่เอาแตงโมเป็นลูกมาคว้านเนื้อด้านในออกแล้วเอาเปลือกมาทำเป็นแก้ว            


กว่าผมจะได้น้ำผลไม้ตามที่สั่งก็ต้องรอเป็นครึ่งชั่วโมงเพราะมีคนที่เข้าคิวก่อนหน้าอยู่สี่ห้าคน ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้ผมเดือดร้อนอยู่แล้ว เพราะไม่มีธุระรีบร้อนให้ไปไหน          


ผมเดินดูดน้ำปั่นไปตามถนนเรื่อยๆ ส่วนสายตาก็ทอดมองสินค้าที่วางขายอย่างเผินๆ ไม่ได้เน้นอะไรเป็นพิเศษ            


จนกระทั่งบางอย่างทำให้ผมต้องหยุดเดินที่หน้าร้านขายชุดชั้นในชายที่เจ้าของร้านเอา Calvin Klein สีขาวมาใส่หุ่นครึ่งท่อนโชว์ที่หน้าร้าน           


ผมเหมือนถูกสตั้นไปหลายนาที เพราะภาพของคืนนั้นมันย้อนกลับมาในสมอง ถึงแม้ว่าหุ่นของใครบางคนจะดีกว่า แต่กับ Calvin Klein สีขาวตัวนั้น มันก็ทำให้หวิวได้เหมือนกัน            


ซึ่งกว่าที่พี่คนตัวอ้วนเจ้าของร้านจะเดินเข้ามาทักเพื่อดึงความสนใจผมให้กลับมาอีกครั้ง           


“สนใจ Calvin Klein  เหรอน้อง เอาป่าว สามตัว 500 อ่ะ ของแท้เลยน่ะน้องสนใจป่าว” ผมส่ายหน้าแล้วเดินผ่านเลยไป โดยไม่ได้สนใจสีหน้าของเจ้าของร้านสักนิด ก่อนที่จะมีกลุ่มวัยรุ่นอีกสองถึงสามคนมาแวะซื้อ 3 ตัว 500 ของแกไป           


ไม่ใช่เพราะรู้ว่านั่นเป็นของปลอมหรอกนะครับ แต่เพราะผมไม่อยากจะนึกถึงคืนนั้นต่างหาก               


ผมเดินออกไปอีกล็อกหนึ่งเพื่อดูของอื่นๆ แต่จริงๆ แค่เลี่ยงไม่อยากเดินกลับไปเจอร้านขาย Calvin Klein อีกครั้งต่างหาก


เดินมาไม่นานก็สังเกตเห็นว่าที่ร้านขายเสื้อร้านหนึ่งมีคนรุมเยอะมาก ประมาณว่ากำลังมีงานลดกระหน่ำซัมเมอร์เซล เพราะด้วยความอยากรู้อยากเห็น (อยากเผือกนั่นแหละ) ของผมเลยต้องขอลองไปดูหน่อยว่ามีอะไรน่าสนใจ เผื่อจะได้เสื้อกลับไปซักตัวสองตัว


แค่ยังไม่ทันทีจะเข้าถึงตัวร้าน สายตาก็ปะทะเข้ากับร่างสูงโปร่งที่กำลังหันหลังลองเสื้อ แม้จะไม่ต้องหันมาแต่ออร่าของคนนั้นก็พุ่งออกมาแรงมากจนไม่ต้องเสียเวลาเดาเลยว่านั่นคือใคร           


น้องนน..           


แต่กับผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ นี่สิ ผมคุ้นหน้าจังและถ้าจำไม่ผิด นั่นคือผู้หญิงที่เจอกันที่ร้านชาบูเมื่อวันก่อน ‘น้องปูเป้’ นั่นเอง


ทำไมมันดูสนิทกันเร็วขนาดนั้น.. แล้วไปได้เบอร์มาจากไหน.. เท่าที่รู้ก็คนนั้นส่งกระดาษคืนไปแล้วนี่หน่าแล้วไปได้มายังไงว่ะ เอ๊ะ!! ทำไมต้องหึงด้วยวะเนี่ย           


อาการตกใจทำเอาลูกแตงโมน้ำปั่นที่ถืออยู่ในมือหล่นแตกกระจายเต็มพื้นข้างล่าง น้ำปั่นบางส่วนกระเด็นมาเปื้อนกางเกงขายาวของผม แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ไม่ได้มีใครสนใจอะไร เพราะทุกคนมัวแต่สนใจหนุ่มหน้าใสที่กำลังเป็นนายแบบในร้านอยู่ต่างหาก           


ผมเองก็ไม่ได้สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากภาพข้างหน้า ทำไมอยู่ดีๆ ก็อยากร้องไห้ เพียงเสี้ยวหนึ่งที่ใครบางคนหันมาเห็นผมที่ยืนแข็งทื่ออยู่นอกร้าน ผมมั่นใจว่ามันเห็น แต่ทำไมมันถึงทำแกล้งไม่เห็นแบบนี้            


สองตาคู่นี้ร้อนผ่าว มันเจ็บ.. มันจุก.. มันตื้อ... มันบอกไม่ถูก หลายคำถามวนเวียนอยู่ในหัวตัวเอง           


ก่อนที่จะหันหลังเพื่อหาทางหลบไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด ไหล่ของผมก็ถูกจับตรึงเอาไว้ด้วยมือของใครบางคน           


ผมหันไปมองที่เจ้าของมือที่รั้งผมไว้ นั่นทำให้ผมแปลกใจที่เป็นมัน           


“เชี่ยอาร์ท” ผมเรียกชื่อคนที่ผมคุ้นเคย           


“มึงจะไปไหน”            


“ไม่รู้ว่ะ กูรู้แค่ว่าตอนนี้กูต้องไป”           


“หนีไปไหนก็ไม่พ้นหรอก”           


“ทำไมวะ แค่กูไม่อยากอยู่ตรงนี้ เดินหนีไปทำไมจะไม่พ้น หรือมึงคิดว่ามันจะเดินตามกูมา”           “


เปล่า กูหมายถึง หนีหัวใจตัวเองไม่พ้นต่างหาก”             


ผมไม่อายที่จะโผเข้ากอดคนตรงหน้า ทั้งๆ ที่เคยบอกว่ากอดมันแล้วขนลุก แต่ตอนนี้ผมไม่สนแล้ว ผมต้องการที่พึ่งพิงทางใจอย่างเร่งด่วน และเวลานี้คงไม่มีใครที่ผมจะไว้ใจมากไปกว่าไอ้อาร์ทอีกแล้ว           


“เฮ้ย!! ทำกลางตลาดกูก็อายเขาเป็นเหมือกันนะโว้ย เชี่ยปลาย” มันโวยวายเพราะตอนนี้คนเริ่มสนใจผู้ชายหน้าตาดีสองคนมายืนกอดกันกลางตลาดนัด มันไม่ใช่เรื่องที่เป็นปกติ           


“เปล่าๆๆ ครับ หมาเพื่อนผมตายครับ” มันพูดแก้ตัวก่อนที่จะยิ้มแห้งๆ ให้คนที่มองรอบๆ อย่างเขินๆ           


มันจูงผมออกมาจากตรงนั้นเร็วมาก ๆ ก็เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นมันเขิน อยากบอกว่าเป็นมุมที่มุ้งมิ้งน่ารักของไอ้อาร์ทจริงๆ แต่ผมไม่มีอารมณ์จะสนใจมันตอนนี้ 

ที่เชิงสะพานพุทธ           

ผมเกาะอยู่กับราวสะพานแล้วทอดสายตาไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาเบื้องหน้า สีดำทะมึนตัดกับแสงไฟที่สะท้อนจากตึกสูงริมฝั่งทำให้แม่น้ำเบื้องล่างดูมีสีมันขึ้น แต่ไม่ทำให้ผมมีอารมณ์ที่ดีขึ้น          


ผมชอบบรรยากาศแบบนี้ มันเหมือนได้ปลดปล่อยอารมณ์ที่คั่งค้าง           


“แล้วมึงจะเอาไงต่อไป” มันเป็นคนเริ่มบทสนทนาก่อน           


“เรื่องอะไรวะ”            


“เอาดีๆ อย่าทำเป็นไม่รู้” มันส่งเสียงดุๆ            


“อืม จะให้เอายังไงได้”            


“งั้นเรื่องฝน มึงว่าไง”               


“ก็ไม่ว่าไง แค่กูคิดว่ากูไม่ได้รักเขาแล้ว จริงๆ กูว่ากูไม่เคยรักเขาเลยต่างหาก”            


“แล้วทำไมมึงไม่บอกเขาไปล่ะ ไม่เห็นจะยากเลย ปล่อยให้เขาตามมึงแบบนี้ทำไมวะ”           


“เอาจริงนะ กูคิดว่าเขาไม่ได้มีแค่กูว่ะเพื่อน”           


“ทำไมคิดงั้นวะ”           


“วันนั้นกูเห็นเขามาที่นี่กับไอ้ชาติ ท่าทางตอนนั้น กูแปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้จริงๆ”           


“อืม..กูเข้าใจล่ะ” มันพยักหน้ารับรู้ ก่อนถามถึงใครบางคนของผม “แล้วไอ้น้องนนล่ะ มึงเอาไง”           


“กู..” ผมพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ก้มหน้าเหมือนคนยอมแพ้ทั้งที่ไม่เคยได้ลงแข่ง           “


เชี่ยปลาย คนเรานะเว้ย หนีได้ทุกอย่างแหละ แต่มีอย่างหนึ่งที่หนีไม่ได้ คือหัวใจตัวเอง”           


ผมยอมรับว่ามันพูดถูก เพราะตลอดเวลาผมไม่เคยวิ่งหนีใจตัวเองได้พ้น ผมหลอกตัวเองมาตลอดว่าผมลืมมันได้แล้ว ผมเลิกชอบมันได้แล้ว แต่ที่จริงมันไม่ใช่ ตั้งแต่วันนั้นที่ผมได้พบกับน้องนนอีกครั้ง            


ผมพยายามแล้วจริงๆ ที่จะไม่สนใจ ไม่ข้องเกี่ยว ไม่คุยด้วย แต่สุดท้ายผมก็แพ้ใจตัวเอง            


คืนนั้นไม่ใช่ผมเสียใจเรื่องของฝน แต่ที่ผมตั้งใจที่จะหาเรื่องไปกินเหล้ากับใครคนนั้นที่ห้อง เพราะผมแค่อยากรู้ว่าจะมีซักครั้งไหมที่มันจะมองผม มองแบบที่ผมมองมัน            


แต่แล้วทุกอย่างกลับเกินเลยกว่าที่คิดไว้ ผมรับไม่ทัน ผมแค่อยากหลบหน้า แค่ไม่อยากเจอเท่านั้น แต่ไม่คิดเลยว่า ผมจะกลายเป็นแค่คนที่เดินผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเท่านั้น             


“มึง กูไม่อยากเจ็บอีกแล้ว แค่เมื่อกี้กูยังเจ็บเลย แล้วมึงจะให้กูหวังอะไรอีก” ผมก้มหน้าลงกับแขนตัวเองเพื่อซ่อนหยดน้ำตาที่กำลังไหลออกมา                


“มึงมันขี้แพ้เนาะ” มันจะซ้ำเติมทำไมว่ะ                


“อ้าว มันใช่เวลามาด่ากูไหม” ผมเงยหน้ามองไอ้อาร์ทอย่างเอาเรื่อง แต่มันกลับเสไปมองดาวบนฟ้าซะงั้น                


“แล้วจะเอาไงต่อไป จะให้กูใช้แผนกันมันออกจากมึงต่อไหม” มันพูดลอย ๆ                 


“กูว่าคงไม่ต้องแล้วล่ะ เท่าที่เห็นมันคงไม่มายุ่งกับกูอีกแล้ว” ผมหันกลับไปมองที่แม่น้ำอีกครั้ง                


“อืม โอเค มึงได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้” ไอ้อาร์ทตบบ่าผมสองที “ไป๊ ไปหาอะไรแดกกัน กูเลี้ยงเอง”                


“เออ ดีเหมือนกันกูก็หิวแล้ว” ผมเอามือปาดน้ำตาให้แห้งก่อนจะยิ้ม ไปที่เพื่อนที่ดีที่สุดของผมคนนี้                


“ไปกินอะไรดีว่ะ”                


“อะไรก็ได้ เจออะไรก็กินมันเลย”           


“เออ ดี ไม่ต้องคิดให้ปวดหัว” ผมเห็นด้วยกับมันอย่างจริงใจ วันนี้คิดอะไรมามากแล้ว ลองไม่คิดอะไรดูบ้างเพื่อจะดีก็ได้ 

** **

ร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทาง           

หลังจากที่ไอ้อาร์ทขับรถมาสักพักก็เลี้ยวรถมาจอดที่ร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทาง ผมเดินลงมาแล้วเลือกโต๊ะด้านในสุดก่อนตะโกนสั่งบะหมี่หมูน้ำตก ส่วนไอ้อาร์ทสั่งเส้นเล็กไม่งอก น้ำใส               


เพียงไม่นานก๋วยเตี๋ยวที่สั่งก็ถูกยกมาเสิร์ฟโดยสาวน้อยน่ารัก ที่ทำท่าหว่านเสน่ห์ให้กับเพื่อนแบบตั้งใจ จนผมนึกขำ แต่คราวนี้กลับเป็นเพื่อนผมต่างหากที่ทำท่ารำคาญทั้งที่ไม่เคยเป็น           


“น้องคนสวยพี่ขอก๋วยเตี๋ยวได้ป่าวครับ พี่หิวแล้ว” สาวน้อยหัวเราะเล็กน้อยก่อนทำตาหวานให้แล้วจึงวางถ้วยก๋วยเตี๋ยวลง


“เดี๋ยวนี้ มึงแปลกไปนะ ไมวะ ไม่ชอบหญิงแล้วเหรอ”           


“เชี่ยนี่ แซวอะไรวะ มึงอยากไปเยี่ยมกูในคุกรึไง เด็กนั่นนะถึงสิบแปดรึยังก็ไม่รู้”           


“เออ จริงแฮะ”           


ผมกินต่อไปเรื่อยๆ อยู่ๆ มันก็ถามจนผมเกือบสำลักและทำตะเกียบหลุดมือ           


“ไอ้ปลาย กูซีเรียสนะ ที่มึงให้กูกันไอ้น้องนนออกห่างๆ ทำไมวะ”           


“กูยังไม่พร้อมจะเล่า”           


“พร้อมไม่พร้อมมึงก็ต้องเล่าแล้วล่ะ มึงทำต่อมเผือกกูโตมากแล้วเนี่ย”           


“เฮ้อ!! อืม กูถูกมันปล้ำ” ประโยคสั้นๆ ที่ทำเอาไอ้อาร์ทแข็งทื่อ ไม่ถามอะไรต่ออีก ผมคิดว่ามันคงช็อกนะ และผมก็ไม่ยอมพูดคำนั้นซ้ำอีกแน่ๆ              


“อืม..กูคิดว่ากูเข้าใจละ”            


“คืนนี้มึงนอนกับกูนะ” ผมเอ่ยปากชวนมัน           


“เฮ้ย!! เอาจริงเหรอวะ แล้วไม่กลัวถูกกูปล้ำเหรอ”           


“ถ้ามึงไม่อยากเป็นเพื่อนกับกูอีกก็ตามใจ”           


“เออๆ ได้ๆ แต่อย่ายั่วกูละกัน กูขี้เกียจช่วยตัวเองในห้องน้ำ”           


“เชี่ยนิ แดกต่อได้แล้ว” 


ที่หอพัก ห้อง 503           

ผมยื่นผ้าเช็ดตัวพร้อมเสื้อและกางเกงขาสั้นให้กับไอ้อาร์ท ซึ่งมันก็รับไปโดยที่ไม่พูดอะไร เป็นความหมายว่ามึงไปอาบน้ำก่อนกูดิ ซึ่งมันก็ไม่ได้ว่าอะไร นอกจากเดินดุ่มๆ เข้าไปอาบน้ำอย่างง่ายดาย เพราะปกติผมกับมันจะเกี่ยงกันอาบน้ำตั้งแต่ประถม มัธยม จนถึงตอนนี้มหาลัยแล้วก็ยังเป็นอยู่เหมือนเดิม            


ไม่นานมันก็ออกมาโดยใส่แค่กางเกงขาสั้น แต่มันดันเอาเสื้อยืดไปพาดที่บ่าซะงั้น             


ทำไมวันนี้มันดูหล่อจัง.. (ผมไม่ได้คิดอะไรกับมันนะ แค่สังเกตว่ามันหล่อมากๆ)           


มันคงสังเกตเห็นว่าผมมองมันตาไม่กะพริบตั้งแต่ที่เดินออกมาจากห้องน้ำ มันเลยแกล้งสลัดน้ำที่ติดกับผมของมัน ใส่หน้าของผม จนผมต้องรีบหลับตาเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำกระเด็นเข้าตา           


“เล่นเชี่ยไรของมึงเนี่ย ไอ้สัด”           


“แหม มึงมองหัวนมกูตาไม่กะพริบเลย อย่ามาลักหลับกูนะเพื่อน”           


“มึงก็พูดไป กูแค่งงว่าหล่อๆ อย่างมึงทำไมไม่มีแฟนซักทีต่างหาก”           


“บางทีกูอาจจะอยู่ใกล้มึงมากเกินไปเลยหาแฟนไม่ได้มั้ง”           


“ฮึๆๆ เออ กูจะพยายามพึ่งมึงให้น้อยลง”           


“ไม่เป็นไรหรอก ยังไงมึงก็เพื่อนกู แต่กูขอนะ ตอนกูนอนมึงอย่าแอบปล้ำกูล่ะ เดี๋ยวกูเล่นด้วยเดี๋ยวจะมองหน้ากันไม่ติด” 


“โอ๊ย ครับ ไปนอนได้แล้วไป”


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ความลับ แอบรัก การวางแผน"

A'vigetor


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha