นางบำเรอชั้นเอก

โดย: ศิริภักดิ์



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : หน้าที่ของลูก


ตอนต่อไป

รถยนต์ราคาแพงแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านหลังใหญ่ ก่อนผู้เป็นลูกสาวจะเปิดมันออกเต็มแรง แล้วเดินนำมารดาที่ก้าวตามเธอมาติดๆ เข้าบ้านอย่างไม่คิดที่จะรอ

“หยุดเดี๋ยวนี้นะเนย!”

เสียงเรียกที่ดังไล่หลังไม่สามารถยับยั้งร่างโปร่งระหงให้หยุดก้าวได้ พร้อมกับคนตามที่ก้าวเร็วๆ มาหาอย่างไม่ละความพยายามเช่นกัน จนกระทั่งสามารถมาดักหน้าลูกสาวของตัวเองไว้ได้ การเผชิญหน้าระหว่างสองแม่ลูกที่ตึงเครียดตั้งแต่อยู่ในรถ ก็เริ่มเปิดฉากขึ้นอีกหนหลังหญิงสาวเอาแต่นั่งเงียบมานาน

“เนย…”

“หนูไม่ไป!… ยังไงหนูก็ไม่ไป!...”

เสียงหวานใสกังวานสวนขัดมารดาผู้ให้กำเนิด ที่เอ่ยเรื่องบางอย่างที่เธอไม่สามารถยอมรับและปฏิบัติตามได้ “เนยฟังแม่ก่อน… เนย!... ”

เสียงของรัตนาเริ่มดังขึ้นในตอนท้าย พร้อมกับมองตามร่างเล็กในชุดครุยยาว เดินผ่านหน้าของเธอไปในบ้าน ก่อนกระแทกตัวนั่งบนเก้าอี้รับแขกด้วยความเหนื่อยใจ พร้อมกับปลดชุดที่เพิ่งไปรับปริญญาบัตรมาหมาดๆ ออกจากร่างอย่างรวดเร็ว

รัตนาไม่รู้ว่าจะใช้วิธีการไหนที่จะทำให้ลูกคนนี้ยอมรับฟังและทำตามที่เธอร้องขอได้ รัตติยาเป็นคนไม่ยอมอะไรง่ายๆ โดยเฉพาะเรื่องนี้ที่เหมือนเป็นการบีบบังคับเธอ และนับตั้งแต่ลูกคนนี้เกิดมาก็ไม่เคยเลยสักครั้งที่เธอจะบังคับใจอีกฝ่ายถึงขั้นนี้ ถ้าไม่เพราะความรักต่อสามีที่อยู่ยังดินแดนห่างไกล และเป็นคนเดียวที่คอยส่งเงินช่วยเหลือจุลเจือเธอและลูก จนอยู่สุขสบายมาจนถึงทุกวันนี้ เธอจะไม่เสียเวลาเลยสักนิดเดียวที่จะตามมาตอแยลูกให้เหนื่อยใจ

ถ้าไม่เป็นการขอร้องจนแทบจะอ้อนวอนว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของอาเหม็ดล่ะก็ เธอจะไม่ยอมให้ลูกสาววัยเพียงยี่สิบสองเดินทางไปยังที่ไกลแสนไกลอย่างนั้นอย่างเด็ดขาด แม้ที่แห่งนั้นจะเป็นที่อยู่ของคนรักที่จากกันมานานก็ตาม แถมเขายังเป็นบิดาของบุตรสาวคนนี้อีกด้วย

เธอและเขาพบรักกันตอนที่อาเหม็ด เดินทางมาดูงานที่ประเทศไทยนานถึงสองเดือน เธอรับหน้าที่เป็นวิทยากร นำเขาที่เป็นลูกค้าสำคัญของบริษัทฯ ที่เธอทำงานอยู่ ไปดูงานตามสถานที่สำคัญต่างๆ และช่วงเวลาเหล่านั้นเองเธอกับเขาก็เกิดความสำพันธ์กันอย่างรวดเร็ว จนได้รัตติยาสาวสวยลูกครึ่งไทยอาหรับมาเป็นพยานรัก และเขาก็ให้เธอออกจากงานทันทีที่รู้ว่าเธอท้อง พร้อมกับหาบ้านและที่อยู่ให้เธออย่างดีก่อนจะบินกลับประเทศของตัวเอง และยังให้สัญญาว่าจะไม่ทอดทิ้งเธอรวมถึงลูกในท้องและเขาก็ทำตามนั้นตลอดยี่สิบสองปีที่ผ่านมา

อาเหม็ดเป็นพ่อค้าน้ำมันรายใหญ่ของประเทศดูบันย่า เขาเป็นนักธุรกิจเลื่องชื่อของที่นั่น ฐานะของเขาไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอยู่ในขั้นที่เรียกได้ว่ามหาเศรษฐีก็ว่าได้ ฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่เขาจะมีเงินมากมาย ส่งมาให้เธอและลูกใช้จ่ายอย่างไม่ขัดสน

“เนย…”

“คุณแม่ไม่ต้องพูดเรื่องนี้อีกแล้วนะคะ หนูไม่อยากได้ยินมันอีก”

รัตติยาตัดบทพร้อมกับลุกขึ้นยืนทั้งๆ ที่เพิ่งนั่งลงมาไม่นาน แต่ก็ต้องเบี่ยงตัวหนีร่างเล็กของมารดาที่ก้าวเข้ามาขวางเพื่อที่จะพูดเรื่องเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา

มือบางถูกมือเล็กไม่ต่างกันทว่าเหี่ยวย่นไปนิดตามวัยจับเอาไว้ หญิงสาวหยุดกึกพร้อมกับถอนใจออกมายาวเหยียดโดยไม่หันมามองหน้าผู้เป็นแม่แต่อย่างใด

“แต่เนยต้องฟัง!… นี่เป็นคำสั่งของแม่!”

รัตติยาจับน้ำเสียงของความเอาจริงจากคนข้างกายได้ไม่ยาก ร่างโปร่งระหงค่อยๆ หันมาเผชิญหน้ากับบุพการีของตัวเองช้าๆ  จึงได้เห็นแววตาหวานไม่ต่างจากเธอจ้องมองมาอย่างขอร้อง

“หนูไม่เข้าใจ ทำไมคุณแม่ต้องทำตามที่คุณพ่อสั่งขนาดนี้คะ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเคยมาแยแสพวกเราสองแม่ลูกบ้างไหมคะ?… ก็ไม่เลย…”

“แต่คุณพ่อของหนู… ”

รัตนาตั้งท่าจะทักท้วงแต่ถูกริมฝีปากสวยของคนเป็นลูก ดักทางด้วยวาจาที่เชือดเฉือนกว่า จนเธอจำต้องหุบปากเงียบเพราะเถียงไม่ขึ้น

“อย่าพูดถึงเรื่องนั้นค่ะ มันเป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่ที่หนูสงสัยก็คือ เขาเคยเห็นเราสองคนเป็นคนในครอบครัวหรือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาบ้างหรือเปล่า ถึงเขาจะมีครอบครัวอยู่แล้วนี่โน่นก็ใช่ว่าจะปลีกตัวมาหาเราสองคนไม่ได้นี่คะ เงินไม่ใช่สิ่งเราสองคนต้องการเสมอไป ความรักและความเอาใจใส่อ้อมแขนของเขาต่างหากที่เราอยากได้ ไม่ใช่แบงก์ร้อยแบงก์พันที่เขาทยอยส่งมาให้เราดูต่างหน้าแบบนี้!”

หญิงสาวกล่าวออกมาเสียงดังอย่างอัดอั้น น้ำตาที่คลอเบ้ามานานปริ่มๆ จะไหลอยู่รอมร่อ นับตั้งแต่จำความได้เธอเห็นหน้าคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อแค่สองครั้งเท่านั้น

ครั้งแรกตอนเธออายุสิบสอง เขากับมารดาพาเธอไปสมัครเข้าเรียนมัธยมต้น ส่วนครั้งที่สองตอนเธออายุสิบแปดเป็นช่วงที่เธอจบมัธยมปลายพอดี

เธอสอบเข้ามหา’ลัยมีชื่อแห่งหนึ่งของประเทศได้สำเร็จ ท่ามกลางความดีใจของเขาและผู้เป็นแม่ และยามนั้นเธอก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีความสุขมากแค่ไหน

เวลาและความห่างไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับเธอกับผู้เป็นพ่อ ความสัมพันธ์ทางสายเลือดต่างหากที่หลอมรวมเธอและผู้ให้กำเนิดจนเกิดเป็นความรักที่ยากจะตัดขาด แม้จะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่บิดาทำตัวเหมือนไม่รัก แต่เธอก็ยอมรับว่าทุกครั้งที่เขามาหาเธอดีใจอย่างบอกไม่ถูก

วันนี้ก็เช่นกันที่เธอแอบหวังว่าเขาจะมาแต่ก็ไร้วี่แวว  มีเพียงเสียงโทรศัพท์มือถือของมารดาเท่านั้น ที่ส่งเสียงดังซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากที่ดีใจครั้งแรกเพราะคิดว่าเขาจะมา ทว่ามันกลายเป็นความน่ารำคาญไปแล้วในความรู้สึกของเธอ ไม่มาก็เจ็บพอแรงอยู่แล้วแต่นี่ยังมาบังคับให้เธอไปอยู่ที่โน่นอีก

ทีแรกเธอก็นึกดีใจเพราะคิดว่ามารดาจะไปด้วย แต่ที่ไหนได้เธอได้รับคำสั่งให้ไปที่นั่นเพียงลำพัง ไปอยู่ในที่ๆ ไม่รู้จัก ไปพบกับคนที่เธอไม่เคยเห็น ต่างชาติต่างภาษาและวัฒนธรรม ครอบครัวของเขาหรือจะเรียกให้ถูกครอบครัวของเมียหลวงจะมองยังไงเธอยังเดาไม่ออกเลย

ถามเธอว่าอยากเจอหน้าบิดาหรือเปล่า เธอตอบอย่างไม่ต้องคิดนานว่าอยากพบมากที่สุดในโลกพอๆ กับความหวังที่อยากจะให้เขากลับมาหามารดาของเธออย่างจริงจัง ไม่มากแต่ก็อย่าให้น้อยกว่าที่เป็นอยู่ มันไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นที่ทุกข์ทรมานมารดาของเธอก็รู้สึกอย่างนั้นไม่ต่างกัน

แม่ของเธอเป็นผู้หญิงสวยแม้อายุจะล่วงเลยไปถึงสี่สิบห้าปีแล้วก็ตาม แต่ความงามถ้าเทียบกับคนรุ่นราวคราวเดียวกันมารดาของเธอกินขาด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มารดาจะมีชายหนุ่มแวะเวียนมาหาอยู่บ่อยๆ แต่มารดาของเธอก็ไม่สนใจใครเพราะยึดมั่นในความรักที่มีให้กับบิดาเพียงผู้เดียว ในขณะที่ผู้เป็นพ่อจะสนใจพวกเธอหรือไม่อีกนั้น ถึงเวลานี้เธอเองก็ไม่แน่ใจ

ในเมื่อบิดาไม่เห็นคุณค่าเห็นความสำคัญของเธอกับแม่ เธอก็จะไม่สนใจคำสั่งของเขาที่สั่งมาจากแดนไกล เธอไปแล้วมารดาของเธอจะอยู่ที่นี่ตามลำพังได้อย่างไร เธอสองคนแทบไม่เคยเหินห่างกันนานๆ เลยสักครั้ง แต่นี่เขากลับต้องการให้เธอไปช่วยงานที่นั่นอย่างถาวร

ซึ่งเธอก็พอเดาได้ว่าคงจะเกี่ยวกับธุรกิจของเขาที่มีมากมายหลายพันล้าน สมบัติมากมายดูแลคงไม่หวาดไม่ไหวสุดท้ายก็ต้องเรียกเธอไปใช้งาน ให้คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เขาส่งเสียให้เธอเรียนโรงเรียนดี แถมยังบังคับให้เรียนภาษาอาหรับอีกด้วย ที่แท้เขาก็เตรียมวางแผนไว้สำหรับการนี้นี่เอง

ที่ผ่านมาบิดาไม่เคยรักและห่วงไยเธอกับแม่อย่างจริงจังใช่หรือไม่ หว่านพืชก็ต้องหวังผลมันเป็นนโยบายของพวกพ่อค้านี่นะ เธอจะไปคาดหวังอะไรมากมายในตัวเขา รัตติยาคิด พร้อมกับตลบความคิดเหล่านั้นออกไปจากใจอย่างเร่งด่วน เมื่อตั้งมั่นว่าไม่ก็คือไม่ ไม่มีอะไรมาฉุดรั้งเธอได้

“เนย… แม่ขอโทษ… ”

รัตนากล่าวเสียงเครือรู้สึกสงสารลูกจับหัวใจ เมื่อเห็นร่างน้อยที่เธอเลี้ยงมากับมือตั้งแต่เยาว์วัยสั่นน้อยๆ เมื่อพูดถึงบิดาตัวเอง มือที่จับกุมมือบางเอาไว้คลายออก พร้อมกับรั้งร่างเล็กเข้ามากอดแนบแน่น น้ำตาของคนเป็นแม่หลั่งไหลอย่างห้ามไม่อยู่

ทันทีที่น้ำตาของบุตรสาวพรั่งพรูออกมาต่อหน้า ใจของเธอที่ตั้งมั่นพลันอ่อนยวบลงทันที คิดผิดหรือเปล่าที่บังคับจิตใจลูกสาวของตัวเองแบบนี้ รัตนาคิด พลางลูบไล้แผ่นหลังของอีกฝ่ายเบาๆ อย่างปลอบโยน

เธอมัวแต่ห่วงปัญหาของคนรักจนลืมคิดถึงความรู้สึกของลูก ว่าตลอดเวลาที่ผ่านรัตติยาทุกข์ใจเพียงใดกับคำว่าพ่อ ใช่ว่าวันนี้เธอจะมองไม่เห็นว่าบุตรสาวชะเง้อคอยาวแค่ไหน ที่จะได้เห็นใบหน้าของคนเป็นพ่อที่ดูจะเลือนรางมากขึ้น ที่จะมาแสดงความยินดีกับเธอในวันนี้ เธอเห็นและมองออกทุกอย่างเพียงแต่เธอไม่อยากพูดให้ลูกรู้สึกไม่ดีเท่านั้นเอง

อาเหม็ดโทรมาหาเธอตั้งแต่เธอก้าวเข้ามาในมหา’ลัยมีชื่อที่เป็นสถานที่จัดงาน ความทุกข์ใจร้อนรนของคนเป็นสามีทำให้เธอเป็นห่วงแต่เขา และอยากให้ลูกคนนี้เดินทางไปที่นั่นให้ได้ตามคำขอของอีกฝ่าย ทว่าอาเหม็ดเดินทุกอย่างเร็วไปนิดอย่างใจร้อน ถ้าเพียงวันนี้เขามางานของลูกเธอสามารถการันตีได้เลยว่า รัตติยาจะไปกับเขาด้วยอย่างไม่ต้องให้เธอมาทำงานหนักอย่างนี้

เพราะเขาไม่มาเรื่องจากที่ง่ายก็กลายเป็นยากอย่างที่เห็น เดิมทีเขาก็ให้เวลาลูกคนนี้น้อยอยู่แล้ว ยังจะมาเรียกร้องสั่งให้รัตติยาทำโน่นทำนี่ให้อีก มันก็ออกจะเกินไปในความรู้สึกของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่สำคัญมันรวมถึงเธอด้วยที่เผลอไปร่วมมือกับคนรัก จนไม่สนใจหน้าอินหน้าพรหมที่ไหนและไม่รู้ด้วยว่าตนเองได้ทำร้ายจิตใจลูกคนนี้เพียงใด

“เนยไม่ไปที่นั่นนะคะคุณแม่…เนยจะไม่ไปไหน… เนยจะอยู่กับคุณแม่ที่นี่…”

รัตติยาร้องขอเสียงสั่น ร่างกายอิงแอบแนบกับร่างของมารดาอย่างหาที่พึ่ง พร้อมกับเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวมาเป็นชื่อของตัวเองเหมือนเดิม

ความโกรธในตัวมารดาที่เห็นคนเป็นสามีสำคัญกว่าตน ทำให้เธอไม่อยากจะพูดอะไรด้วยเลยนับตั้งแต่ออกมาจากมหา’ลัย เธอก็เหมือนจะปั้นปึ่งกับมารดามาตลอดทาง และแทนตัวเองราวกับห่างเหินกันและกันจนคนเป็นแม่แทบใจหายที่ได้ยินมันครั้งแรก

“โธ่… ลูกแม่”

มือบางเหี่ยวย่นลูบไล้แผ่นหลังบางเบาๆ ด้วยความสงสารอย่างสุดซึ้ง

หญิงสาวผละออกมองหน้าผู้ให้กำเนิด พร้อมจับกุมมือทั้งสองข้างของอีกฝ่ายด้วยมือของเธอ ก่อนจะเปรยออกมาอีกครั้งด้วยความหมายแบบเดิม

“นะคะคุณแม่… คุณพ่อก็มีลูกของเขาอยู่ที่นั่นให้ลูกของเขาช่วยงานไปสิคะ เมื่อก่อนไม่มีเนยงานก็เห็นเขาทำมาได้ตลอด แล้วทำไมต้องมาจะเป็นจะตายเอาตอนนี้ด้วยคะ… เนยว่ามันน่าสงสัยเหมือนคุณพ่อจะรอวันที่เนยเรียนจบมาตลอด ถ้าเขาโทรมาอีกคุณแม่บอกไปเลยนะคะว่าเนยไม่ไป ต่อให้เอาช้างมาฉุดเนยก็ไม่ไป เนยอยากอยู่ที่นี่ทำงานที่นี่จะได้ดูแลคุณแม่ด้วยยังไงคะ”

เมื่อฟังเหตุผลของคนเป็นลูก รัตนาก็ต้องยอมรับพร้อมกับถอนใจออกมา เพราะไม่รู้ว่าจะเอาเหตุผลอะไรไปบอกคนเป็นสามีถึงการปฏิเสธครั้งนี้ของลูกสาวเพียงคนเดียว ในเมื่อลูกไม่อยากไปเธอก็ไม่อยากบังคับ อีกอย่างที่รัตติยาพูดมาก็ถูกต้องทั้งหมด อาเหม็ดก็มีลูกสาวและไหนจะลูกจากเมียเล็กเมียน้อยของเขาอีก ทำไมไม่เกณฑ์ไปช่วยงานที่นั่น มาดึงเอาลูกของเธอไปทำไมเธอเองก็เริ่มสงสัยเหมือนกัน

“จ้ะ… ไม่ไปก็ไม่ไป… เดี๋ยวถ้าคุณพ่อโทรมาแม่จะบอกตามนี้ก็แล้วกันนะจ๊ะ”

เธอส่งยิ้มให้ลูกรักเป็นการยืนยันคำมั่นสัญญา ขณะที่อีกฝ่ายก็ยิ้มออกมาอย่างดีใจ ที่ไม่ต้องแยกจากคนตรงหน้าอย่างที่เธอนึกกลัว

“ขอบคุณค่ะคุณแม่… ”

เธอกราบที่อกมารดา อีกฝ่ายเช็ดคราบน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน ก่อนหญิงสาวจะผละออกมาหมายจะก้าวออกไป

“เดี๋ยวเนย”

“คะ?”

ร่างที่กำลังเดินกลับขึ้นไปยังห้องพักของตัวเองหยุดชะงัก พร้อมกับหันมาถามมารดาด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม หลังความดีใจที่เห็นมารดาไม่บีบบังคับทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมามาก

“แต่ถ้าแม่คุยกับคุณพ่อแล้วคุณพ่อไม่ยอม… เนยจะยอมเจรจากับคุณพ่อเรื่องนี้เองได้ไหมลูก?”

รัตติยาทำท่าครุ่นคิดนาน ที่มารดาของเธอถามแบบนี้เพราะไม่มั่นใจว่าจะปฏิเสธบิดาของเธอได้ เธอรู้ดีว่ามารดาของเธอรักบิดาแค่ไหน ลองถ้าอีกฝ่ายเว้าวอนมาให้ช่วยพูดคุยให้อีก ขี้คร้านเธอก็จะใจอ่อนและตามมาตอแยเธออีกรอบ คิดได้ดังนั้นเธอจึงตอบออกไป

“ก็ได้ค่ะ…เนยจะคุยกับคุณพ่อเอง แต่เนยขอเป็นพรุ่งนี้นะคะ ตอนนี้เนยเหนื่อยมากจริงๆ อยากพักผ่อนค่ะ”

เธอตัดบทหมุนตัวกลับทันที แน่ละกว่าจะมาถึงวันนี้เธอต้องเก็บตัวซ้อมเดินรับปริญญาตั้งกี่วัน จะไม่ให้เหนื่อยก็คงจะไม่ใช่คนแล้ว เธอคิด พร้อมกับก้าวขึ้นไปข้างบนหลังเห็นมารดาพยักหน้าอนุญาต


เช้าวันต่อมาร่างของรัตติยาถูกมารดาปลุกขึ้นมาแต่เช้าเพื่อรับสายของคนเป็นพ่อ หลังจากเมื่อวานตอนเย็นรวมถึงตลอดทั้งคืนเขาพยายามติดต่อและขอพูดคุยกับคนเป็นลูก แต่รัตนาไม่กล้าเอาขึ้นมาให้ เพราะอีกฝ่ายบอกเธอเอาไว้ว่าอยากพักผ่อนและไม่ต้องการพูดกับใครในช่วงนั้น

เธอผู้เป็นแม่จึงไม่อยากรบกวนเวลานอนของลูก ที่ดูเหมือนเหน็ดเหนื่อยอย่างต่อเนื่องมานานหลายวัน แต่สำหรับเช้านี้คนเป็นลูกต้องทำตามสัญญา รัตนาส่งมือถือไปให้หญิงสาวหยิบมารับ พร้อมกับกรอกเสียงใสเข้าไปตามสายอย่างเลี่ยงไม่ได้

“สวัสดีค่ะ”

สำเนียงอาหรับถูกกรอกเข้าไปในสาย ซึ่งปลายทางก็ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ ที่บุตรสาวของเขาสามารถใช้ภาษานี้ตอบโต้กับเขากลับมา ถ้าเป็นครั้งก่อนจะเป็นภาษาไทยที่เขาใช้จนคล่อง และพูดคุยกับเธอและรัตนาเป็นประจำ มาคราวนี้ลูกสาวคนนี้ถือว่าพัฒนาไม่น้อย

“เห็นคุณแม่บอกพ่อว่า หนูจะไม่มาที่นี่… พ่อขอเหตุผล”

“คุณพ่ออยากได้มันเหรอคะ”

“ใช่… และต้องเป็นเหตุผลที่ดีและฟังขึ้นด้วย  หนูโตแล้วและที่สำคัญเรียนจบแล้วด้วย ฉะนั้นหนูต้องมาช่วยงานพ่อที่นี่...”

“หนูจะทำงานที่เมืองไทยค่ะ”

เธอขัดขึ้นไม่รอฟังบิดาพูดจบ ก่อนจะเลื่อนสายตาสวยไปมองมารดาที่รอฟังการสนทนาอย่างสนใจ แล้วเธอก็ลอบระบายลมหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย การที่เธอต้องมาเจรจากับนักธุรกิจมืออาชีพ เธอเองก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้หรือเปล่า ไม่รู้ว่าตัดสินใจถูกหรือผิดที่บอกมารดาไปเมื่อวาน รู้อย่างนี้ตัดบทไปแบบเก่าและก็ไม่ขอเจรจากับใครให้มากความ จะได้ไม่มานั่งอึดอัดใจในเวลานี้

“หนูเป็นลูกสาวพ่อนะเนย… ฉะนั้นพ่อสั่งอะไรก็ต้องทำอย่าได้คิดขัดคำสั่ง”

“คุณพ่อก็มีลูกตั้งหลายคนอยู่ที่โน่น ยังไม่พอใช้อีกเหรอคะ! ไม่มีหนูสักคนธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ของคุณพ่อคงไม่ล้มลงง่ายๆ หรอกจริงมั้ย ที่ผ่านมาหนูก็เห็นคุณพ่อจัดการมันมาได้ตลอด โดยไม่ต้องพึ่งเราสองแม่ลูกเลยด้วยซ้ำ หรือจะพูดให้ถูกคุณพ่อไม่เคยเห็นพวกเราอยู่ในสายตา แล้วทีนี้นึกยังไงคะถึงอยากรับลูกที่คุณพ่อไม่เคยสนใจคนนี้ไปช่วยงาน!”

“เนย!/เนย!”

บุพการีทั้งสองคนที่นั่งอยู่แต่คนละสถานที่ครางออกมาอย่างตกใจ ไม่คิดว่าบุตรสาวที่เรียบร้อยเยี่ยงกุลสตรีจะพูดจาแบบนี้ออกมาใส่บิดาผู้ให้กำเนิด รัตนาเดินมาใกล้บุตรสาวมากขึ้นอย่างไม่ชอบใจนัก ก่อนจะใช้สายตาดุส่งมาให้คนเป็นลูกที่เสไปทางอื่นอย่างไม่ยอมสู้หน้า เพราะรู้ว่าตัวเองทำผิดเนื่องจากพูดแรงเกินไป ก่อนจะเปล่งคำขอโทษออกมาให้ปลายทางได้รับรู้รวมทั้งคนในห้อง

“หนูขอโทษค่ะ… ”

“เนย!...แต่ครั้งนี้ต้องเป็นหนูเท่านั้น ถึงจะช่วยงานพ่อได้”

พอได้ยินถ้อยคำขอโทษเปล่งออกมาเท่านั้น น้ำเสียงแข็งๆ ที่ตั้งท่าจะต่อว่าคนเป็นลูกนุ่มลงทันที หลังได้ยินคำพูดที่เหมือนจะประชดประชันออกมาอย่างไม่ชอบใจ

“หนูยังยืนยันคำเดิมค่ะ…ยิ่งมารู้ว่ามันเป็นงานสำคัญหนูก็ยิ่งไม่อยากไป เพราะหนูรู้ตัวเองดีว่าคงไม่มีความสามารถมากมายถึงขั้นนั้น คุณพ่อไปหาคนอื่นให้ช่วยเถอะนะคะ เรื่องนี้หนูต้องขอโทษด้วยที่ไม่อาจช่วยคุณพ่อได้จริงๆ อีกอย่างหนูไม่อยากทิ้งคุณแม่ไว้ที่นี่คนเดียว แค่โดนคุณพ่อทิ้งมันก็โหดร้ายเกินไปสำหรับคุณแม่แล้ว หนูขอร้องนะคะ อย่าทำให้คุณแม่เหมือนคนหมดสิ้นทุกอย่างและต้องอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้อีกเลย หนูทนไม่ได้! แค่นี้นะคะคุณพ่อ สวัสดีค่ะ…”

รัตติยาฝืนใจตัดสายทิ้งไปทันที ทั้งที่ใจอยากคุยกับคนเป็นพ่ออีกนานเท่านาน แต่เพราะสถานการณ์ในตอนนี้ไม่เหมือนแต่เก่าก่อน ทุกอย่างเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ บิดาของเธอติดต่อมาครั้งนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ของเขาเท่านั้น มันจึงทำให้เธอไม่ปลาบปลื้มกับมันเลยสักนิด

ถ้าเป็นสมัยก่อนเธอกับเขาจะโทรคุยกันนานมาก และถามสารทุกข์สุขดิบกันเสมอที่ไม่ได้เจอกัน ไม่มีเรื่องงานเข้ามาเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย แต่นั่นมันก็ตอนที่เธอเป็นเด็กและกำลังเป็นวัยรุ่น ตอนนี้เธอโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวและก็มีสิทธิ์ที่จะคิดและตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเองโดยไม่มีใครมาบงการ แต่ครั้งนี้เธอกำลังจะถูกบังคับและสั่งการโดยผู้เป็นพ่อที่อยู่แดนไกล โดยมีมารดาให้การสนับสนุนอยู่ทางนี้

“เนย… ทำไมทำแบบนั้นล่ะลูก คุณพ่อยังพูดไม่จบไม่ใช่เหรอ”

รัตนาทำเสียงดุเดินมาเผชิญหน้ากับบุตรสาว ที่วางสายจากบุพการีไม่นานด้วยสายตาตำหนิ หญิงสาวถอนหายใจออกมาแรงๆ ส่งโทรศัพท์คืนให้กับคนเป็นแม่ พร้อมกับล้มตัวลงไปนอนใหม่อย่างไม่ต้องการจะพูดอะไรต่อ เป็นการบังคับไม่ให้มารดาซักถามอะไรต่อนับจากนี้

รัตนามองลูกรักพร้อมส่ายหน้าไปมาอย่างไม่รู้จะทำยังไง เธอเดินออกไปจากห้องพร้อมเสียงเรียกเข้าของมือถือที่อยู่ในมือของเธอที่ดังขึ้นพร้อมกัน เธอมองมันอยู่นานกว่าจะตัดสินใจกดรับอีกครั้ง ตั้งใจฟังว่าปลายทางจะว่าอย่างไรพร้อมกับก้าวออกไปอย่างเงียบๆ

“คุณรัต! ยัยเนยเป็นอะไร? ทำไมถึงได้ทำนิสัยแย่ๆ แบบนี้ใส่ผม”

“เอ่อ... คือ ”

“เอาล่ะ! ผมจะไม่พูดอะไรอีก นับจากนี้ต้องเป็นธุระของคุณแล้วล่ะน่ะ ที่จะต้องเกลี้ยกล่อมยัยเนยให้มาที่นี่ให้ได้… คุณรัตถือว่าผมขอร้องล่ะนะ เรื่องนี้สำคัญมากกับธุรกิจของผม ซึ่งมันจะโยงใยไปถึงทุกคนที่อยู่รอบๆ ตัวผมรวมทั้งคุณและลูกของเรา”

“ยัยเนยเสียงแข็งขนาดนี้ เชื่อว่ายังไงก็ไม่มีทางยอมหรอกค่ะคุณ”

“ไม่ว่ายังไงคุณก็ต้องช่วยผมนะคุณรัต… มีแต่คุณเท่านั้นที่จะช่วยผมพูดกับยัยเนยได้ในตอนนี้ นะ…”

ในเมื่อบุตรสาวไม่ยอมเจรจาด้วย คนที่เขาพึ่งได้ก็เห็นจะมีแต่ภรรยาคนนี้เท่านั้นที่จะทำหน้าที่นั้นแทนเขา เขาเองก็ไม่ได้เลี้ยงลูกคนนี้มา เลยไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วรัตติยาเป็นคนยังไง แต่ที่แน่ๆ เข้าเจอฤทธิ์เธอเข้าให้แล้วเมื่อครู่ ที่ดูเธอจะดื้อรั้นไม่ยอมคนง่ายๆ เหมือนกัน

“ฉันพยายามแล้วค่ะ แต่...”

“มันพอจะมีทางไหนมั้ยคุณรัต…ที่จะทำให้ยัยเนยเปลี่ยนใจได้”

น้ำเสียงร้อนรนเอ่ยถาม แม้จะรู้ว่าเป็นเรื่องยากสำหรับอีกฝ่ายแต่สำหรับเขามันคือสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจ ใจจริงก็ไม่อยากดึงเอาคนทางไกลมาเกี่ยวข้อง และสำนึกตัวเองอยู่เสมอว่าไม่มีความหมายมากพอ ที่จะให้ลูกคนนี้จะยื่นมือเข้ามาช่วย

ถ้าอามีนะพี่สาวของเธอหรือก็คือลูกสาวต่างมารดาของรัตติยา ภรรยาแรกของเขาที่อยู่ด้วยกันที่ดูบันย่า ตกลงช่วยงานนี้แต่แรกเขาคงไม่ต้องมานั่งทุกข์ใจอย่างนี้ ใช่ว่าเขาอยากจะรบกวนคนที่ตัวเองไม่ค่อยมาสนใจไยดีเสียเมื่อไหร่  และไม่ใช่เพราะเขาไม่รักเธอสองแม่ลูก

แต่เพราะเขาเป็นพ่อที่ไม่เอาไหน ที่ไม่สามารถบังคับลูกสาวอีกคนที่อยู่ด้วยกันให้ช่วยงานนี้ได้ต่างหาก สุดท้ายเคราะห์กรรมจึงมาตกอยู่กับรัตติยาลูกสาวที่เขาแทบไม่มีเวลามาสนใจ นึกถึงวันที่เขาเข้าไปเจรจาขอสัมปทานพื้นที่ขุดเจาะน้ำมันกับชายหนุ่มครานั้น เขาก็ต้องแบกความผิดหวังกับมาอย่างน่าเสียดาย และพยายามทุกทางที่จะขอเข้าพบเขาอีกครั้งให้ได้แต่ไม่สัมฤทธิ์ผล

เงินทองที่เขาเสนอไปก็มากมายสำหรับการขอพื้นที่แค่บางส่วน ทว่ากลับไม่เป็นที่น่าพอใจของชายหนุ่มแต่อย่างใด เงินทองไม่ใช่สิ่งที่ฝ่ายนั้นปรารถนาหรือต้องการ หากแต่เป็นหญิงสาวหน้าตาสวยงามต่างหากที่เขาอยากครอบครอง เขานึกถึงอามีนะบุตรสาวของตัวเองทันทีในเวลานั้น พร้อมกับยื่นข้อเสนอไปให้อีกฝ่ายทันทีโดยไม่สอบถามความคิดเห็นของลูก และเขาก็ตอบรับกลับมาอย่างไม่ขัดข้องทันทีที่เห็นภาพ

แต่แทนที่เรื่องจะง่ายกลับกลายเป็นยากขึ้นกว่าเก่า เมื่อลูกสาวคนเดียวที่นี่กลับไม่ยอมรับเงื่อนไขอัปยศครั้งนี้ แถมยังบอกอีกด้วยว่าเธอมีคนรักของเธออยู่แล้ว ซึ่งเขาเองรวมทั้งโจฮาราผู้เป็นภรรยาก็ตกใจไม่น้อย ไม่คิดว่าลูกเขยที่พวกเขาคาดหวังอยากได้กลับกลายเป็นแค่ผู้ชายธรรมดาๆ ที่บุตรสาวแอบลักลอบได้เสียกันมานาน หากไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้นก็คงไม่รู้เรื่องน่าอายของบุตรสาวด้วยเช่นกัน

เมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเขาจึงความเครียดจัด นี่ถ้าไม่เพราะเสนอตัวอามีนะให้กับชีคหนุ่มนามว่า คามิล อินซาอิด  อันอาร์ดู ไปแล้วล่ะก็ เขาคงไม่มาอยู่ในสถานการณ์ลำบากใจอย่างนี้ หากไม่ได้สาวพรหมจรรย์อย่างที่ตัวเองไปคุยโวเอาไว้ แล้วฝืนใจส่งไปก็คงจะได้เกิดเรื่องกินแหนงแครงใจกันเป็นแน่

สุดท้ายก็จะกลายเป็นความบาดหมาง ระหว่างเขาที่เป็นพ่อค้ารายใหญ่กับลูกชายผู้นำของประเทศ ฉะนั้นหนทางเดียวที่จะแก้ปัญหาไม่ให้เรื่องราวมันเลวร้ายลงกว่าเดิม และไม่ให้เขาผู้นั้นต้องโกรธเป็นฟืนไฟข้อหาที่เขาไปหลอกลวง เขาจำเป็นต้องดึงเอารัตติยาบุตราสาวอีกคน ไปทำหน้าที่นั้นแทนพี่สาวของเธอด้วยภาวะจำยอม เพื่องานและความอยู่รอดของทุกคนในครอบครัว

“… นึกว่าเห็นแก่ผมสักครั้งนะ ที่รัก… ”

อาเหม็ดใช้ถ้อยคำหวานหยอดใส่อีกฝ่ายทันทีเพราะรู้จุดอ่อน รัตนาเข้าใจถึงเขาไม่ใช้น้ำเสียงแบบนั้นกับเธอเธอก็หลงรักเขาสุดหัวใจอยู่แล้ว แต่มีอย่างหนึ่งที่เธออยากรู้และต้องการความจริงจากเขาผู้เป็นสามี ก่อนจะใช้มาตรการสุดท้ายกับลูกสาวของตัวเอง

“ฉันขอถามอะไรคุณสักอย่างจะได้ไหมคะอาเหม็ด”

“ได้สิที่รัก... ถามมาเลย”

“บอกตรงๆ นะคะคุณ… ว่าฉันไม่อยากเชื่อว่าธุรกิจของคุณจะมีปัญหาแบบนั้นเกิดขึ้น คุณเก่ง คุณร่ำรวยและมีประสบการณ์ทางด้านนี้มานาน เป็นไปไม่ได้ที่คนอย่างคุณจะหาคนมาช่วยงานไม่ได้ และก็ใช่ว่าถ้าไม่มียัยเนยงานของคุณจะขับเคลื่อนไปไม่ได้เสียเมื่อไหร่จริงมั้ยคะ? ”

“คุณรัต…”

“บอกฉันมาได้ไหมคะว่าคุณต้องการให้ยัยเนยไปทำอะไรกันแน่ที่นั่น... ถ้าเพียงคุณบอกเหตุผลฉันมาตรงๆ บางทีฉันอาจจะช่วยคุณเรื่องนี้ได้บ้าง ถ้ามันไม่ร้ายแรงมากจนเกินไปฉันก็อยากให้คุณจัดการเรื่องนั้นด้วยตัวคุณเอง อย่าเอาลูกไปพัวพันกับคนในครอบครัวของคุณที่โน่นเลยนะคะ เพราะมันรังแต่จะทำให้ลูกเราเจ็บปวดและครอบครัวของคุณก็อาจไม่มีความสุข คิดดูให้ดีๆ นะคะอาเหม็ด ก่อนจะตัดสินใจอะไรลงไป…”

เธอหยุดเว้นหายใจและให้เขาได้ขบคิด

“ถ้าคุณคิดได้แล้วในตอนนี้ ก็ไม่ต้องเล่าออกมานะคะฉันไม่บังคับและก็ไม่อยากรู้ แต่ถ้ามันสาหัสนักสำหรับคุณ ฉันก็อยากรู้ค่ะว่าความจริงมันคือเรื่องอะไร ใครที่มีอำนาจทำให้คนอย่างคุณเป็นเดือดเป็นร้อนมากมายเท่านี้ เพราะตั้งแต่ที่ฉันรู้จักคุณมาก็ไม่เคยเห็นสักครั้งที่คุณจะดูจนตรอกอย่างนี้ บอกมาเถอะค่ะ บอกฉันมาว่าอะไรทำให้คุณอยากได้ยัยเนยไปที่โน่น”

“ที่รัก…”

อาเหม็ดครางเรียกชื่อภรรยาอย่างคนรู้สึกผิด สิ่งที่รัตนาพูดออกมาเหมือนมานั่งอยู่ข้างในจิตใจของเขา และถ้าเขาบอกความจริงออกไปเธอจะยอมรับสิ่งเหล่านั้นได้หรือไม่เขาเองก็ไม่กล้าคิด แต่ถ้าไม่พูดทุกอย่างก็จะจบลงตรงนี้และกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตระหว่างเขากับชีคหนุ่ม

ผิดที่เขาเองที่ดันเอาลูกไปเสนอสนองต่อความอยากของตัวเอง จนกลายเป็นความพอใจของชีคคามิลเข้าอย่างจัง จะขอถอนตัวหรือจะขอยกเลิกตอนนี้ก็เห็นจะไม่ทันการ เพราะสัญญาที่เขาเป็นคนร่างขึ้นมาสองฉบับถูกชายหนุ่มจรดปลายปากกาลงไปแล้วทั้งสองชุดอย่างไม่ลังเล และต่างก็เก็บเอาไว้กับตัวคนละหนึ่งชุดเพื่อรอให้เขาปฏิบัติตามที่เสนอและรับปากเอาไว้

แต่ถึงอีกฝ่ายจะไม่เอาเงินเอาทองที่เขาเสนอไป คนที่สัมปทานที่หลวงไปได้ก็ต้องจ่ายภาษีให้รัฐอยู่ดี นับว่าชีคคามิลมีแต่ได้กับได้ แถมสัญญานั้นก็ใกล้จะครบกำหนดเริ่มต้นเต็มที ในขณะที่เขายังมืดแปดด้านและไร้ความหวังที่จะนำตัวลูกสาวคนนี้มายังดินแดนอันไกลโพ้นได้


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ชีคคามิลต้องตกใจสุดขีด เมื่อสิ่งแลกเปลี่ยนที่ผู้สูงวัยส่งมาให้กลายเป็นคนละคนกับที่อยู่ในภาพ การรอคอยด้วยความหวังพังทลายลงตรงหน้า เมื่อหญิงสาวอีกคนหนึ่งปรากฏตัว แต่แทนที่ชายหนุ่มจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เขากลับพึงพอใจกับของกำนัลชิ้นนี้มากกว่าชิ้นเก่าหลายร้อยเท่า…ทว่าเขาจะทำเช่นไรเมื่อของกำนัลชิ้นนี้ โกรธเกลียดเขาอย่างกับอะไรดี… "

ศิริภักดิ์


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha