นางบำเรอชั้นเอก

โดย: ศิริภักดิ์



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 2 : แผนของแม่


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

“เล่ามาเถอะค่ะถ้ามันเป็นเรื่องใหญ่”

รัตนาเดาว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะถ้าเป็นเรื่องเล็กคนอย่างอาเหม็ดไม่มัวมาเสียเวลาเซ้าซี้เธอ ความรักความเข้าใจทำให้เธออดเป็นห่วงเขา พร้อมกับคนเป็นลูกในเวลาเดียวกันไม่ได้ แต่ในเมื่อเส้นทางสุดท้ายบังคับให้ต้องเลือกเธอก็ต้องเลือก

“ก็ได้ที่รัก... ถ้าคุณอยากรู้ผมก็จะเล่าให้ฟัง เรื่องมันมีอยู่ว่า...”

อาเหม็ดตัดสินใจเล่าทุกอย่างให้คนที่อยู่ประเทศไทยฟังอย่างหมดเปลือก พร้อมความโล่งใจที่ตัวเองผ่อนออกมาเบาๆ ไม่ให้อีกฝ่ายได้ยิน ขณะที่ปลายทางเอาแต่เงียบอึ้งไปนานกับสิ่งที่รับรู้ กิตติศัพท์ของชีคคามิลที่ดังกระฉ่อนมาจนถึงประเทศไทยในเรื่องต่างๆ มีหรือที่ใครต่างไม่รู้จัก

ความกระด้างเย็นชาพ่วงท้ายมากับความเจ้าชู้ของเรื่องผู้หญิง แต่ก็เด็ดขาดในทุกเรื่องที่ตัวเองตัดสินใจ หากครั้งนี้เธอไม่สามารถทำให้รัตติยาไปดูบันย่าพบบิดาได้ เห็นทีว่าคนเป็นสามีจะเจอกับปัญหาใหญ่อย่างแน่นอน แต่ถ้าให้ไปก็คงไม่แคล้วทำให้ลูกคนนี้ต้องเจ็บช้ำ

เธอควรทำเช่นไร?  

ถึงฝ่ายนั้นจะเป็นถึงชีคและยังไร้ซึ่งชายาข้างกายตามที่สามีของเธอเล่า แต่ข้างกายของเขาก็ต้องมีผู้หญิงมากมายรายล้อมรอบฮาเร็ม แล้วลูกสาวของเธอล่ะหากรู้ว่าตัวเองต้องไปเป็นหนึ่งในนั้น… เธอคงไม่ยอมและจะต้องค้านหัวชนฝาเป็นแน่ แต่ถ้าไม่ให้ไปอาเหม็ดอาจะถูกลงโทษด้วยข้อหาหลอกลวงเบื้องสูง

โอ้ย! นี่เธอควรจะทำยังไง รัตนาถามตัวเอง คิดจนหัวแทบแตก

“นี่แหละคือเหตุผลทั้งหมดของผม... เพราะปัญหาที่ผมสร้างเอาไว้ทำให้ลูกต้องมาเดือดร้อน ผมขอโทษด้วยนะ”

“เขาว่าชีคคามิลเป็นคนเฉียบขาดและก็ร้ายกาจอย่าบอกใคร แถมยังเป็นเสือผู้หญิง อย่างนี้แล้ว… ”

“เท่าที่ผมสัมผัสก็ยังไม่เคยเห็นเขาเป็นอย่างนั้นสักครั้ง แต่ก็ไม่แน่กรณีของผมอาจจะทำให้เขาโกรธขึ้นมาจนถึงขั้นลงอาญาสั่งประหารก็ได้ ยกเว้นก็แต่ยัยเนยจะยอมมาที่นี่เท่านั้นปัญหาทุกอย่างก็จะจบลงทันที คุณอย่าห่วงเลยนะสัญญาผมเป็นคนร่างเองกับมือ ในนั้นผมระบุลงไปว่าไม่ว่าเกิดกรณีใดๆ ขึ้นห้ามมิให้เขาทำร้ายลูกสาวของเราอย่างเด็ดขาด เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นผมสามารถยกเลิกสัญญาและเอาตัวยัยเนยกลับบ้านทันที ผมสัญญาว่าจะดูแลลูกของเราอย่างดี และเชื่อแน่ว่าชีคคามิลจะต้องโปรดปรานยัยเนยแน่ๆ ดีไม่ดียัยเนยอาจจะได้เป็นชายาของเขาก็ได้นะที่รัก”

ได้ฟังอย่างนี้น้ำหนักของความเป็นห่วงที่สูงลิบจึงถูกผ่อนลงมามากขึ้น แต่ก็ยังไม่หมดเสียทีเดียว ดูท่าคนรักของเธอจะอยากได้ที่แนวสันทรายตรงนั้นเอามากๆ ถึงได้ทุ่มทุนสร้างเสียสละลูกตัวเองแบบนี้ ถ้าไม่เพราะรักจะไม่ยอมทำตามเลยสักนิดเดียว

“ฉันไม่ได้คาดหวังอยากจะให้ลูกขึ้นไปอยู่ที่แบบนั้นนักหรอกนะคะอาเหม็ด เคยได้ยินเขาพูดกันไหมคะว่ายิ่งสูงก็ยิ่งหนาว ฉันไม่อยากให้ลูกต้องเจอวิบากกรรมแบบฉัน ฉันเจ็บแค่ไหนฉันทนได้ แต่ฉันไม่อยากให้ลูกมารับรู้และแบกรับความรู้สึกที่เจ็บปวดเจียนตายแบบนั้น มันทรมานมากคุณรู้มั้ยคะ”.

ถึงจะไม่ได้เป็นคำปฏิเสธเสียทีเดียวจากฝ่ายหญิง ทว่าอาเหม็ดก็จับน้ำเสียงของอีกฝ่ายได้ว่า เธอชอกช้ำกับสิ่งที่เขาทำกับเธอมากแค่ไหน เขามันไม่เอาไหนเลยดูแลพวกเธอก็ยังไม่ดีพอ แถมยังมีหน้ามาขอร้องให้พวกเธอช่วยเรื่องที่ไม่มีใครเขาทำกันอีก

“ผมรู้ว่าผมทำให้คุณเสียใจไม่น้อยตลอดเวลาที่ผ่านมา และอยากกลับไปแก้ไขให้มันดีขึ้นเสมอหากมีโอกาส แต่คนอย่างผมสวรรค์คงไม่ยอมเปิดทางให้แก้ไขตัวเองง่ายๆ ตัวเองเดือดร้อนคนเดียวไม่พอยังเอาลูกเมียที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่มาเกี่ยวข้องอีกด้วย ผมรู้ว่าผมมันเลว แต่ถ้าครั้งนี้ยัยเนยไม่ยอมมา ครอบครัวของผมและทุกคนๆ ที่อยู่ที่นี่ได้ต้องโทษกันหมดแน่ ลำพังผมคนเดียวติดคุกมันไม่เท่าไหร่แต่นี่...”

นักธุรกิจสูงวัยพูดได้เพียงแค่นั้นเมื่อความรู้สึกผิดมันวิ่งขึ้นมาจุกอก เขาหมายถึงลูกเมียที่อยู่กับเขาในเวลานี้นั่นเอง ลำพังรัตนากับรัตติยาคงไม่เท่าไหร่เพราะไม่มีใครล่วงรู้ว่าเขามีลูกเมียอยู่ที่ประเทศไทย แต่คนที่นี่ต่างหากที่ต้องโดนลงโทษอย่างไม่มีละเว้น

“ฉันเข้าใจค่ะ… คุณสัญญาแล้วนะคะอาเหม็ด… ว่าจะดูแลลูกของเราอย่างดี”

“ใช่… ผมสัญญา ด้วยเกียรติของลูกผู้ชายที่มีรักให้คุณไม่เสื่อมคลาย และศักดิ์ศรีของคนเป็นพ่อที่จะต้องดูแลลูกอย่างดี คุณไม่ต้องเป็นห่วงนะที่รัก ยัยเนยจะอยู่ที่นี่ได้อย่างแน่นอน”

รัตนารู้สึกใจหายเมื่อต้องจากลูกจริงๆ และถึงคนเป็นสามีจะให้คำมั่นออกมาเช่นนั้นก็ใช่ว่าเธอจะสบายใจ การไปเป็นผู้หญิงของชีคที่เป็นถึงองค์รัชทายาทผู้ของดูบันย่า เป็นเรื่องน่ากลัวยิ่งนักในความคิดของเธอ แต่การปล่อยให้คนเป็นสามีได้รับโทษจากชีคผู้นั้นมันโหดร้ายยิ่งกว่า เมื่อคิดสรตะอยู่หลายรอบการตัดสินใจขั้นเด็ดขาดจึงเกิดขึ้น

“งั้นฉันก็ไม่มีอะไรที่จะต้องห่วง อาเหม็ดคะฉันจะยังไม่เล่าอะไรให้ลูกฟังจนกว่ายัยเนยจะไปถึงที่โน่นเพราะถ้ายัยเนยรู้ยังไงแกก็ไม่ยอมไปแน่… ฉันจะหาวิธีทำให้ลูกไปเดินทางไปหาคุณให้ได้ก่อน ส่วนที่เหลือคุณจัดการอธิบายเองก็แล้วกันนะคะ จะทำยังไงก็แล้วแต่คุณจะเห็นสมควร ฉันไว้ใจคุณค่ะ ”

“ขอบคุณที่รัก… ขอบคุณมาก... ”

ชายสูงวัยกล่าวเสียงเครือน้ำตาด้วยความโล่งใจ สายตาอบอุ่นเจือแววขอบคุณอย่างที่สุดส่งไปแต่อีกฝ่ายไม่มีทางได้เห็นเพราะไกลกันสุดฟากฟ้า

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันรักคุณนะคะอาเหม็ด… ชะตาชีวิตของลูกอยู่ในกำมือของคุณนะคะ”

เธอบอกเสียงเครือน้ำตา อีกฝ่ายรู้ดีว่าเธอกำลังร้องไห้เพราะต้องจากลูก คนที่เคยอยู่ด้วยกันมานานตั้งแต่เล็กยันโตอยู่ดีๆ เขาก็ชุบมือเปิบแย่งของรักของเธอมาจากอก สมแล้วที่โดนลูกสาวต่อว่าเมื่อครู่มันน้อยไปด้วยซ้ำ ที่เขาทำกับผู้หญิงคนนี้ผู้หญิงที่ชื่อรัตนา

‘พ่อจะชดเชยให้ลูกเองนะเนย...’ เขาบอกรัตติยาลูกสาวของตัวเองในใจ

“ผมก็รักคุณนะคุณรัต”

น้ำเสียงอันนุ่มเอ่ยบอก หากที่ดูบันย่าเขาไม่มีโจฮาราภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย คงไม่ใช่เรื่องยากที่เขาจะรับทั้งสองมาอยู่ด้วยกันที่นี่ แต่ในเมื่อสิ่งที่คิดมันสวนทางกับความเป็นจริง และเธอคงทำใจให้มาอยู่ร่วมบ้านกับเมียหลวงไม่ได้ ฉะนั้นเขาก็ควรจะให้เธออยู่ในที่ๆ เธอคุ้นเคย มากกว่าจะมาเป็นทุกข์เพราะอยู่ใกล้เขา

“อีก 2 วัน คุณไปรอรับยัยเนยที่สนามบินดูบันย่าได้เลยนะคะ”

รัตนาบอกอย่างมั่นใจ

“คุณจะทำยังไงหรือ?”

อาเหม็ดถามอย่างเป็นห่วงปนอยากรู้ คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่รัตนาจะเอาตัวลูกสาวมาให้เขาโดยไม่ยอมบอกเหตุผลที่แท้จริง แต่ถึงบอกไปลูกที่ไม่ค่อยยอมใครคนนี้ก็จะไม่ยอมมาอีก แล้วรัตนาจะใช้วิธีไหนกันที่จะทำให้รัตติยามาดูบันย่าแต่โดยดี เขาเองก็อยากรู้แต่ก็ไม่กล้าซักถามอะไรออกไป

“คุณอย่ารู้เลยนะคะ… รู้แค่ว่าลูกจะถึงดูบันย่าตามเวลาที่ฉันบอกคุณไปก็แล้วกัน ทางนี้เป็นหน้าที่ของฉัน ส่วนทางนั้นเป็นหน้าที่ของคุณ”

รักสามีก็รัก รักลูกเธอก็ยิ่งรักสุดหัวใจ การตกลงปลงใจปล่อยให้บุตรสาวเพียงคนเดียวไปแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเธอไม่เห็นใจคนเป็นลูก เธอทั้งรักและสงสารขณะเดียวกันเธอก็ไม่อาจละเลยปัญหาที่หนักอึ้งของผู้เป็นสามีได้เหมือนกัน อย่างน้อยก็ขอให้การตัดสินใจของเธอถูกต้องด้วยเถอะ รัตนาได้แต่ภาวนา


ดูบันย่า

ระหว่างทางการนั่งรถคันใหญ่ที่รับเธอออกมาจากสนามบิน รัตติยานึกถึงแต่คำพูดของมารดาเมื่อสองวันก่อนอย่างว้าวุ่น ที่เป็นเหตุทำให้เธอตัดสินใจมาที่นี่ในวันนี้ สายตาของเธอมองออกไปยังผืนทายเวิ้งว้างของสองข้างทางอย่างสงบ ไม่สนใจผู้เป็นบิดาที่มารับเธอด้วยตัวของเขาเองที่นั่งอยู่ด้วยกันข้างๆ แม้แต่น้อย

อาเหม็ดมองเสี้ยวหน้าสวยของคนเป็นลูกแล้วต้องภูมิใจ ขนาดลูกสาวที่มีสายเลือดแท้ๆ ของเขาอย่างอามีนะยังสู้รัตติยาลูกสาวลูกครึ่งไทยอาหรับคนนี้ไม่ได้

ผิวที่ขาวอมชมพู ท่วงท่าและกิริยางดงามกระเดียดไปทางมารดาของเธอ ทำให้นึกถึงแต่รัตนาหญิงสาวเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ที่เข้ามาเขย่าหัวใจของเขาจนนั่งไม่อยู่สุข แต่เพราะงานและฐานะทางครอบครัวที่มีอยู่แล้วที่นี่ ทำให้เขาจำต้องเก็บตัวเธอเอาไว้ที่โน่นแต่ก็ไม่ได้ปกปิดคนเป็นภรรยาที่นี่แต่อย่างใด

โจฮารามีนิสัยเอาแต่ใจระรานคนอื่นไปทั่ว ไม่ว่าบ้านเล็กบ้านน้อยของเขาที่อยู่นี่ ดีที่รัตนากับลูกอยู่ไกลหลายไมล์ เธอจึงตามไประรานไม่ถึง แม้ใจเธออยากจะไปมากมายก็ตาม วันนี้เธอก็รู้ดีว่าเขามารับลูกสาวอีกคน ที่จะมาทำหน้าที่นี้แทนบุตรสาวของเธอที่ไม่เอาไหน และแม้จะไม่เต็มใจต้อนรับแต่ก็ไม่กล้าขัดเขาซึ่งเป็นประมุขของที่นี่ อีกอย่างเธอเองก็ไม่มีปัญญาช่วยเขาแก้ปัญหาใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงจำต้องสงบปากสงบคำเอาไว้ไม่ให้พูดอะไรออกมา

“ถึงบ้านของเราแล้วลูก”

เสียงเรียกของคนข้างกายบังคับใบหน้าสวยหวานให้หันกลับมามอง แววตาเยือกเย็นพร้อมกับใบหน้าแสนเย็นชาสบตาคนเป็นพ่อ ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปมองอย่างไม่ค่อยใส่ใจอะไรมากนัก จากนั้นจึงหันมาหาคนเป็นพ่ออีกรอบ

“บ้านของคุณพ่อค่ะ ไม่ใช่บ้านของเรา”

เธอแก้เสียงเรียบพร้อมกับก้าวลงไปทางฝั่งของตัวเอง หลังคนขับรถวิ่งมาเปิดให้อย่างรู้หน้าที่ เธอลงไปยืนตัวตรงรออีกฝ่ายพาเข้าบ้านอย่างสงบ ไม่ปริปากถามหรือพูดอะไรออกมาเลยสักคำเดียว

เธอแหงนหน้ามองบ้านหลังใหญ่โตราวกับคฤหาสน์ในประเทศไทยอย่างนึกทึ่ง รู้ดีว่าบิดาของตัวเองรวยแค่ไหนแต่ก็ไม่เคยเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของเขาสักครั้ง มิน่าล่ะเขาถึงมีเงินส่งไปให้มารดาของเธอใช้จ่ายมากมาย ซื้อบ้านที่ใหญ่โตมากๆ ให้เธอกับแม่อยู่อย่างสุขสบาย ที่แท้เขาก็ร่ำรวยจริงๆ ตามคำบอกเล่าของมารดาที่บอกเธอมาตั้งแต่เด็ก  

อาเหม็ดมองตามสีหน้าของลูกสาวแล้วต้องถอนใจออกมายาว จะให้ลูกพูดกับตัวเองดีๆ ยังยาก นับประสาอะไรกับเรื่องที่รออยู่ข้างหน้าเขาจะกล้าพูดถึงมันได้อย่างไร ยังมีเวลาอีกหนึ่งอาทิตย์เขาจะพยายามปรับความเข้าใจกับลูกอีกครั้ง และจะหาเวลาพูดคุยกันให้รู้เรื่องเร็วที่สุด

“เข้าบ้านเถอะลูก ข้างนอกแดดแรงมาก”

เพราะสภาพผิวที่ขาวจัดของลูกคนนี้บอบบางจนน่าเป็นห่วง เขาจึงต้องรีบพาเธอเข้าบ้านทันทีที่มาถึง เมื่อกายเล็กไม่ยอมขยับตามที่เขาบอก ขายาวๆ จึงก้าวเข้ามาใกล้จับกุมมือบางที่เอทิ้งข้างกายขึ้นมา

“เนย… หนูอาจจะไม่สบายใจที่มาที่นี่ แต่ขอให้หนูเชื่อพ่อสักนิด ว่าพ่อจำเป็นจริงๆ ว่างๆ เราสองคนจะมานั่งคุยกันถึงเรื่องนี้ แต่ตอนนี้พ่ออยากให้หนูเข้าบ้านก่อนแดดที่นี่มันแรงไม่เหมือนประเทศไทย ด้านนอกรายล้อมไปด้วยทะเลทรายที่อมความร้อนของแดดในตอนกลางวันสุดชีวิต หนูอาจจะป่วยได้ถ้าไม่รีบเข้าไปข้างใน จะโกรธจะเคืองพ่อยังไง ขอให้ครั้งนี้เชื่อฟังพ่อสักครั้งนะลูกนะ”

“ค่ะ… คุณพ่อนำไปสิคะ”

เธอตอบรับเสียงเรียบสนิทในที่สุดรู้สึกได้อย่างที่บุพการีบอก นับตั้งแต่ลงจากรถเธอก็รู้สึกได้ถึงความอบอ้าวที่มีมากผิดปกติ ในรถเปิดแอร์จนเย็นฉ่ำจนไม่รู้อากาศภายนอก พอลงมาเท่านั้นเธอก็ร้อนวูบวาบไปทั่วทั้งตัว จนต้องเดินตามร่างของผู้เป็นพ่อที่เดินยิ้มน้อยๆ พอใจที่เธอพูดด้วยขณะเข้าไปข้างใน

ด้านในห้องโถงกว้างของคฤหาสน์หลังนี้ มีขนาดเทียบเท่ากับบ้านหลังที่กรุงเทพฯของเธอทั้งหลัง หญิงสูงวัยหน้าดุคล้ายกับเป็นเจ้าของบ้านฝ่ายหญิงนั่งอยู่ ข้างกายของเธอมีหญิงสาวหน้าตาสวยทีเดียวนั่งอยู่ใกล้ๆ อาเหม็ดจูงมือลูกรักต่างแดนเข้ามาสมทบกับภรรยาอีกคน พร้อมกับเริ่มต้นแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกันอย่างเป็นทางการ

“นี่โจฮารา ภรรยาของพ่อ และก็นั่น อามีนะพี่สาวของหนู”

“สวัสดีค่ะคุณป้า... สวัสดีค่ะพี่อามีนะ…”

ภาษาอาหรับชัดทุกถ้อยคำพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้ทั้งสองอย่างมีมารยาท แม้จะเกิดความรู้สึกอึดอัดแทบขาดใจ แต่ก็เธอก็ยังคงรักษามารยาทที่ได้การอบรมมาดีจากมารดาทำความเคารพผู้สูงวัยตรงหน้า ไม่อยากให้ใครว่าเธอได้ว่าแม่ไม่สั่งไม่สอน

การกระทำของเธอทำเอาหญิงสูงวัยที่เชิดหน้าคอตั้งแต่แรกทำตัวไม่ถูก นึกว่าลูกนอกสมรสของสามีจะไร้ซึ่งกิริยามารยาทและการให้เกียรติตนที่เป็นเมียแรก

โจฮารายกมือรับไหว้เด็กคราวลูกที่ต้องยอมรับว่าสวยไม่เหมือนใครแทบไม่ทัน ส่วนอามีนะเธอเองก็รับไหว้คนเป็นน้องด้วยความจริงใจ และรู้สึกถูกชะตากับน้องสาวต่างมารดาอย่างบอกไม่ถูก

แม้จะมองเห็นถึงความไม่สบายใจ ที่แสดงออกมาทางสีหน้าสวยของอีกฝ่าย แต่ต้องยอมรับล่ะว่าบุตรสาวของบิดาคนนี้สวยอย่างหาตัวจับได้ยาก ผิวของเธอขาวเป็นหยวกจนน่าสัมผัส ขนาดหญิงสาวที่เป็นชนชั้นสูงยังมีผิวพรรณสู้น้องสาวของเธอคนนี้ไม่ได้ อามีนะบอกกับตัวเองขณะทอดสายตาสวยไปยังอีกฝ่ายอย่างภูมิใจ

ขณะที่รัตติยาเองก็มองสบนัยน์ตาสวยหวานของคนเป็นพี่อย่างสะดุดตา เธอเองก็ไม่เคยเห็นใครสวยคมเท่าผู้หญิงคนนี้มาก่อน ทั้งสองต่างพิจารณากันไปมาอย่างชื่นชมกันและกัน ก่อนคนเป็นพี่จะยิ้มออกมาให้ก่อน พร้อมกับสนทนากับเธอผู้เป็นน้องสาวอย่างเป็นมิตร

“ชื่อเนยใช่ไหมจ๊ะ”

“ค่ะ”

“ไม่น่าเชื่อว่าลูก จะมีน้องสาวหน้าตาน่ารักขนาดนี้ คุณพ่อไม่ยอมพาเนยมาเที่ยวที่นี่บ้างเลยนะคะ ไม่อย่างนั้นเราสองคนคงได้รู้จักและสนิทสนมกันนานแล้ว”

“น้อยๆ หน่อย อามีนะ นั่นน่ะลูกเมียน้อยพ่อแกศัตรูของแม่นะ”

“โจฮารา!/คุณแม่!”

อามีนะอุทานออกมาอย่างตกใจ ขณะที่คนเป็นประมุขของบ้าน มีน้ำเสียงที่ดังหนักไปทางตะคอกเสียมากกว่า มองหน้าผู้เป็นภรรยาที่โพล่งออกมาอย่างไม่ชอบใจ พลางเลื่อนสายตาหันมามองคนที่ถูกพาดพิงถึงอย่างสงสาร ก่อนจะตวัดตาคมกล้าหันไปมองคนพูดตาเขม็ง จนอีกฝ่ายต้องหลบตาด้วยความกลัว

“โจฮารา!... ที่นี่ไม่มีเมียน้อยเมียหลวง มีแค่เมียกับลูกเท่านั้นจำเอาไว้! ”

“ค่ะ”

โจฮารารับคำเสียงแผ่ว อามีนะเองก็มองมารดาด้วยสายตาตำหนิเช่นกัน ก่อนจะหันไปทางคนเป็นน้องที่นั่งนิ่งอย่างเห็นใจ

“เนย!... มาเหนื่อยๆ เดี๋ยวพี่พาไปที่ห้องเองนะ”

รัตติยาหันสายตาไปทางบิดาอย่างขอคำปรึกษาแล้วเขาก็พยักหน้า อามีนะกุลีกุจอดึงมือบางก้าวขึ้นไปชั้นบนของคฤหาสน์หรูทันที ไม่สนใจว่าบุพการีทั้งสองจะปะทะคารมอะไรกันอีกนับจากนี้ เพราะเธอชินกับมันมานานยี่สิบกว่าปี และไม่อยากให้น้องสาวคนใหม่มาถือสาหาความมารดาของเธอด้วย

ใจจริงมารดาของเธอไม่ได้ร้ายกาจอะไรเลย เธอเพียงแค่รักษาศักดิ์ศรีของคนเป็นเมียหลวงเอาไว้อย่างเหนียวแน่นก็เท่านั้น ที่ตามไปหาเรื่องคนอื่นนั่นเพราะคนอื่นโทรมาระรานมารดาของเธอก่อน หาว่าอายุมมากแล้วมั่งแก่แล้วมั่งถึงเอาบิดาเธอไม่อยู่ติดบ้าน มันเลยทำให้มารดาของเธอมองเมียใหม่ของบิดาทุกคนว่าเป็นศัตรูไปเสียหมด จะมีก็แต่เมียของบิดาที่ว่าอยู่เมืองไทย ที่ไม่เคยมาราวีและระรานมารดาของเธอเลยสักครั้ง

มารดาของเธอก็ไม่เคยไปทำใครก่อน ผู้หญิงพวกนั้นต่างหากที่พูดกรอกหูบิดาเธอทุกครั้งที่ไปหา หาว่ามารดาของเธอจิตใจคับแคบบ้าง ไปหาเรื่องพวกเธอก่อนบ้าง ทั้งที่จริงมันไม่ใช่เลย มารดาของเธอถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวโดยที่บิดาของเธอก็หลงเชื่อเมียใหม่จนไม่ลืมหูลืมตา และก็มาต่อว่ามารดาของเธออยู่บ่อยๆ อย่างไม่มีเหตุผล เขาว่าคนแก่มักจะหลงเมียเด็กมันเป็นอย่างนี้นี่เอง

แบบนี้ไงเล่าเธอถึงไม่อยากไปเป็นผู้หญิงของชีคคามิล เธอพอใจในตัวคนรักของเธอที่คบหากันอยู่ ประสบการณ์ของครอบครัวสอนให้เธอเลือกที่จะดำเนินชีวิตของตัวเอง ไม่อยากเจ็บก็ต้องเลือกคนที่ไม่เจ้าชู้ ไม่อยากแบ่งสามีให้ใครเหมือนมารดา ก็อย่าไปเลือกคนที่ดูหล่อเหลามากนัก เพราะมันจะเป็นภัยกับตัวเอง อามีนะคิด

มีเวลาเธอจะเล่าให้รัตติยาน้องของเธอฟัง จะได้เข้าไม่โกรธและมีอคติกับมารดาของเธออีก แล้วเธอจะรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วมารดาของเธอนั้นใจกว้างราวกับแม่น้ำอย่างไร อามีนะคิด พร้อมกับพาสมาชิกใหม่เข้ามาในห้องกว้าง ที่ตกแต่งอย่างสวยงามไม่ต่างจากห้องของเธอ

“ชอบมั้ย?”

คนเป็นพี่สาวหันมาถามคนเป็นน้องด้วยรอยยิ้ม รัตติยาไม่ตอบใบหน้าของเธอยังเป็นแบบเดิมเหมือนตอนที่เข้ามา  เธอเดินสำรวจไปทั่วลูบตรงนั้นจับตรงนี้อย่างสำรวจ แต่ไม่ยอมแสดงความรู้สึกชอบที่มีอยู่ในใจให้คนตรงหน้าได้รับรู้ นอกจากคำตอบเรียบๆ ที่เธอเอ่ยออกมาอย่างไม่ให้เสียน้ำใจคนพามา

“สวยดีนะคะ... ความจริงฐานะอย่างฉัน ไม่ต้องอยู่ในที่ๆ ดีแบบนี้ก็ได้”

รัตติยาหันมาทางเจ้าของบ้านทันทีที่ตัวเองพูดจบ ใบหน้าสวยเรียบสนิทจนคนมองรับรู้ถึงสิ่งที่คิดข้างใน และอดหวั่นใจแทนความรู้สึกของคนรอบข้างโดยเฉพาะบิดาของเธอไม่ได้

อามีนะเองก็ไม่รู้ว่าน้องสาวรับรู้หน้าที่ของการมาที่นี่ครั้งนี้หรือยัง เห็นบิดาบอกว่ามารดาของเธอยังไม่เอ่ยถึงเรื่องนั้น และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบิดาเธอในการอธิบายทุกอย่าง หน้าที่ๆ หนักอึ้งสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างรัตติยา ล้วนรับมาจากความเห็นแก่ตัวของเธอแทบทั้งสิ้น แต่จะทำอย่างไรได้เธอไม่ได้รักชีคามิลและเธอก็ทำใจให้จากคนรักของตัวเองไม่ได้เช่นกัน

“แต่เนยเป็นน้องของพี่ เป็นลูกสาวคุณพ่อ เพราะฉะนั้นบ้านหลังนี้ก็เป็นบ้านของเนยเหมือนกัน อย่าพูดอย่างนี้อีกนะพี่ไม่ชอบเลย เราสองคนเป็นพี่น้องกัน แม้จะต่างมารดาแต่เราสองคนก็มีสายเลือดของคุณพ่ออยู่คนละครึ่งเชียวนะ ถือซะว่าเห็นแก่คุณพ่อยอมรับในสิ่งที่ท่านทำให้ หรือไม่ก็เห็นแก่พี่สาวแย่ๆ คนนี้สักคน”

คำว่า ‘พี่สาวแย่ๆ’ ทำให้สาวลูกครึ่งมองหน้าอย่างไม่เข้าใจ เพิ่งรู้จักกันก็วันนี้เป็นวันแรก เขาจะมาพูดแบบนี้ราวกับทำผิดต่อเธอได้อย่างไร รัตติยาคิด

“พี่…”

“อามีนะจ้ะ…  เรียกพี่ว่าพี่อามีนะ เพราะพี่อายุยี่สิบสี่ปีแล้ว”  อีกฝ่ายบอกอย่างนุ่มนวล

“พี่อามีนะ”

“ดีมากจ้ะ”  

อามีนะยิ้มแก้มปริ เดินเข้าไปใกล้รัตติยามากขึ้น จับมือเล็กๆ เท่ากันขึ้นมา พร้อมกับจ้องตาของอีกฝ่ายและตรึงเอาไว้ไม่ให้หลบ

“เนย… พี่อยากขอโทษ”

“เรื่องอะไรคะ?”

คนถามมีสีหน้างงงวย เมื่ออีกฝ่ายเกริ่นบางอย่างที่เธอไม่เข้าใจเอาเสียเลยออกมา แถมยังกุมมือเธอไม่ยอมปล่อยลงเสียด้วย แต่แปลกนักที่เธอกลับไม่รู้สึกรังเกียจผู้หญิงคนนี้ ตรงกันข้ามเธอรู้สึกอบอุ่นและเริ่มจะให้ความรักอีกฝ่ายมากเข้าไปทุกขณะอย่างหาเหตุผลมาใส่ตัวเองไม่ได้

หรือเพราะสายสัมพันธ์ของความเป็นพี่น้องกันนะ ที่ทำให้เธอเกิดความรู้สึกแบบนั้น กับคนที่อ้างตัวเป็นพี่สาวของเธออย่างบริสุทธิ์ใจ

“อีกไม่นานเนยก็จะรู้จากคุณพ่อเอง… พี่แค่อยากบอกเนยให้รู้เอาไว้ว่า พี่ไม่ได้ตั้งใจจะให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ พี่แค่อยากจะสร้างครอบครัวกับคนที่พี่รักและเขาก็รักพี่ก็เท่านั้น…ไม่มีเจตนาจะดึงเนยเข้ามาเดือดร้อนด้วย เนยอย่าโกรธอย่าเกลียดพี่และคุณพ่อเลยนะ… นะ…”

สุ้มเสียงสั่นน้อยๆ อย่างรู้สึกผิดจนเผลอบีบมืออีกฝ่ายแน่น อามีนะเม้มริมฝีปากของตัวเองเอาไว้แน่น หลังขออะไรบางอย่างจากหญิงสาวในตอนท้าย

“มันเรื่องอะไรกันล่ะคะ ทำไมไม่พูดออกมาให้ฉันเข้าใจมากกว่านี้ ”

ถึงอีกฝ่ายจะแทนตัวเองว่าพี่ แต่เธอก็ยังไม่สนิทใจมากพอที่จะแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นกับใคร ทุกอย่างมันยังใหม่เอี่ยมสำหรับเธอ มันกระดากปากพิลึกหากต้องพูดคำสนิทสนมแบบนั้น กับคนที่เพิ่งเคยเห็นหน้าคร่าตากันเป็นครั้งแรก รออีกสักระยะเถอะเธอคงทำได้ดีกว่านี้ แต่ว่าสิ่งที่คนเป็นพี่สาวพรรณนาออกมามากมายมันคืออะไร เธอฟังแล้วรู้สึกมีเลศนัยบางอย่างกับการมาครั้งนี้ของเธอ

มารดาของเธอก็ไม่ยอมพูดอะไรขอร้องให้เธอมาท่าเดียว พอเธอยืนกรานว่าไม่มาอีกฝ่ายก็เครียดจัดจนต้องเข้าโรงพยาบาล เธอเองจำต้องรับปากไปเพื่อให้มารดามีสุขภาพที่ดีขึ้น ก่อนมาเธอยังอดเป็นห่วงมารดาไม่ได้ ว่าเจ็บป่วยแบบนี้จะอยู่คนเดียวได้อย่างไร ถึงจะมีคนรับใช้เต็มบ้านก็เถอะก็ใช่ว่าเธอจะไม่เป็นทุกข์

“อีกไม่นานคุณพ่อจะเรียกเนยไปพูดคุยเรื่องนี้เอง”

“บอกตอนนี้เลยไม่ได้หรือคะ แล้วงานอะไรกันที่คุณพ่อให้ฉันมาช่วยทำที่นี่”

“พี่เป็นเด็กอาจจะถ่ายทอดเรื่องที่บิดารู้มาไม่ดีพอ เอาไว้เนยรอคุณพ่อเรียกเข้าไปพบดีกว่านะจ๊ะ จะได้ไม่ผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อน เดี๋ยวเกิดพี่สื่อสารผิดไปเนยจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่”

“อีกนานมั้ยคะ?”

เสียงหวานเอ่ยถาม เผลอใช้มือบางของตัวเองทาบทันมืออีกฝ่ายอย่างลืมตัว พร้อมกับอาการอยากรู้ที่นำไปก่อนหน้าไม่นาน

“ไม่จ้ะ... อีกไม่นาน เนย… ชะตาชีวิตของคุณพ่อคุณแม่รวมทั้งพี่และทุกคนที่อยู่ที่นี่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเนยเพียงคนเดียวแล้วนะ พี่ไม่อยากใช้คำว่าบีบบังคับกับเนยเลย แต่อยากให้เนยรับฟังด้วยวิจารญาณของเนยเอง หลังจากนั้นเนยจะติดสินใจยังไงก็แล้วแต่เนย แต่พี่เชื่ออย่าง ลางสังหรณ์ของพี่มันถูกต้องเสมอ พี่เชื่อว่าเนยเป็นนารีขี่ม้าขาวมาช่วยพวกเรา ”

“ยิ่งพี่พูดฉันก็ยิ่งไม่เข้าใจ ถ้าพี่ไม่บอกฉันจะไปถามคุณพ่อเดี๋ยวนี้”

ร่างเล็กหมุนตัวทันทีที่จบคำพูด ความอยากรู้เมื่อได้รับฟังเรื่องที่แสนจะคลุมเครือกับตัวเอง บังคับให้เท้าบางก้าวไปหาเป้าหมายที่ว่า แต่ถูกเจ้าของบ้านดึงเอาไว้ด้วยมือข้างเดิมที่กุมอยู่

“อย่าทำอย่างนั้น… ไห้เวลาคุณพ่อสักนิด นะเนยะนะ… ท่านพร้อมเมื่อไหร่คงเรียกเนยไปหาเอง รออีกนิดนะจ๊ะ”

ร่างบางในชุดพื้นเมืองกรุยกรายปรามเสียงนุ่ม ก่อนจะให้เหตุผลต่อเธอด้วยท่าทีแบบเดียวกับน้ำเสียง จนคนที่เก็บความอยากไม่ไหวต้องเชื่อฟังอย่างจำยอม

รัตติยาเริ่มสับสนกับชีวิตของตัวเอง ปกติเธอไม่เคยเชื่อฟังใครขนาดนี้ ลองถ้าอยากรู้ลองถ้าไม่เข้าใจเธอต้องตรงดิ่งถามให้รู้เรื่อง แต่กับผู้หญิงตรงหน้าที่แสนจะใจดีเธอกลับเชื่อฟังอย่างจำนน มันเพราะอะไร

“… ก็ได้ค่ะ”

อามีนะยิ้มอย่างพอใจน้องสาวคนนี้เชื่อฟังเธอได้อย่างน่ารัก เธออยากบอกอีกฝ่ายเหลือเกิดว่าเธอรู้สึกรักอีกฝ่ายแค่ไหนที่เห็นปฏิกิริยาดื้อรั้นแต่ก็ยอมฟังเธอที่พยายามห้ามปราม

“งั้นเนยพักผ่อนก่อนนะพี่ไม่รบกวนแล้ว เจอกันตอนมื้อค่ำนะจ๊ะเดี๋ยวพี่จะขึ้นมาตาม”

“ไม่ต้องหรอกค่ะเดี๋ยวฉันลงไปเอง ว่าแต่อาหารค่ำของที่นี่กี่โมงคะ”

เธอไม่อยากทำตัวเป็นคุณนายของบ้าน ไม่อยากสร้างภาระให้ใครต้องมองเธอไม่ดีและไม่เอาไหน ขอเพียงให้เธอรับรู้ว่าทุกอย่างต้องดำเนินและทำกันอย่างไร ต่อไปเธอจะปฏิบัติมันเองให้ถูกต้องทุกประการ ไม่ให้เสื่อมเสียชื่อเสียงไปถึงมารดาที่อบรมเธอมาเป็นอย่างดี

“ทุ่มตรงจ้ะ”

“ค่ะ ถ้าอย่างนั้นเจอกันข้างเลยก็แล้วกันนะคะ”

“จ้ะ... งั้นพี่ไปแล้วนะพักผ่อนให้สบายอยากได้อะไรก็บอก คนของเราที่นี่เนยมีสิทธิ สั่งเขาได้ทุกคน เข้าใจมั้ย?”

เธอยกมือไหว้อีกฝ่ายอีกครั้ง “ขอบคุณค่ะ”

“ไม่เป็นไรจ้ะ พักผ่อนนะ...”

รัตติยายิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเกรงใจ ทันทีที่เห็นอีกฝ่ายเดินพ้นห้องของเธอ พร้อมกับเสียงประตูที่ปิดตามหลังร่างนั้น เธอเดินไปกดล็อกอย่างต้องการความเป็นส่วนตัว แล้วกลับมานอนบนเตียงกว้างสไตล์อาหรับทรงสวย เธอล้มตัวลงนอนอย่างอ่อนเปรี้ยเพลียแรง การเดินทางมาไกลหลายสิบชั่วโมงมันอ่อนล้าอย่างนี้นี่เอง เธอคิด พร้อมกับสติที่เริ่มมืดดำและหลุดลอยไปไกล


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ชีคคามิลต้องตกใจสุดขีด เมื่อสิ่งแลกเปลี่ยนที่ผู้สูงวัยส่งมาให้กลายเป็นคนละคนกับที่อยู่ในภาพ การรอคอยด้วยความหวังพังทลายลงตรงหน้า เมื่อหญิงสาวอีกคนหนึ่งปรากฏตัว แต่แทนที่ชายหนุ่มจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เขากลับพึงพอใจกับของกำนัลชิ้นนี้มากกว่าชิ้นเก่าหลายร้อยเท่า…ทว่าเขาจะทำเช่นไรเมื่อของกำนัลชิ้นนี้ โกรธเกลียดเขาอย่างกับอะไรดี… "

ศิริภักดิ์


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha