นางบำเรอชั้นเอก

โดย: ศิริภักดิ์



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 4 : ตรวจสอบของกำนัล


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง... เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

ดวงตาคมสว่างไสวคล้ายส่งยิ้มมาให้ขณะถาม ขณะที่คนในอ้อมแขนเอาแต่ดิ้นหนีไม่ยอมตอบ ทำให้คนตัวโตกว่ากดรอยยิ้มที่มุมปากหยักของตัวเองมากขึ้น หวังจะเอาชนะอีกฝ่ายให้พูดออกมาให้ได้

“หาลิ้นตัวเองไม่เจอหรือไง… ให้เราช่วยหาให้มั้ย แต่ต้องใช้ลิ้นของเราช่วยควานหาให้นะ?”

“อย่ามาทะลึ่งกับฉัน!... ถอยออกไป! กล้าดียังไงถึงเข้ามาในห้องนี้!”

เสียงกังวานใสดังระฆังแก้วนั้น ทำให้ชายหนุ่มกะพริบตานิ่ง น้ำเสียงที่เหมือนกับไม่ใช่คนดูบันย่าโดยแท้ แต่ภาษากลับตอกกลับมาอย่างคล่องแคล่วไม่มีตกหล่น ทว่าสิ่งที่อีกฝ่ายตวาดออกมานั้นไม่มีใครกล้าใช้กับเขาเลยสักคนเดียว ว่าแต่ว่าของกำนัลที่อาเหม็ดนำมาแลกชิ้นนี้ ทำไมถึงมีฤทธิ์เดชมากพิกลเจ้าหล่อนไม่เต็มใจมาหรอกหรือ ชายหนุ่มถามตัวเอง แถมดวงตายังสวยไม่เหมือนใคร แล้วใบหน้าของเธอใต้ผ้าผืนนั้นเล่าจะสะดุดตาเขาแค่ไหน

ไวเท่าความคิดผ้าผืนนั้นหลุดลอยติดมือหนาที่กระตุกออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะชูขึ้นสูงไม่ให้อีกฝ่ายไขว่คว้าเอามันลงมาได้ ใบหน้างามออกอาการตกใจมากกว่าเก่า ซึ่งไม่ต่างจากเขาที่จ้องมองดวงหน้าสวยหวานจนแทบลืมหายใจ ความงามของสตรีเบื้องหน้าบดบังความสวยงามที่เขาคลั่งไคล้จากผู้หญิงอีกคนในภาพไปทันที ในนั้นว่าสวยแล้วคนตรงหน้ากลับสวยหวานและงดงามมากกว่าอีกฝ่ายร้อยเท่าพันเท่า

เธอเป็นใคร?...

มาแทนอามีนะได้อย่างไร ? ชายหนุ่มถามตัวเอง

ทันทีที่ได้รับแจ้งจากราชองครักษ์คนสนิท ว่าของกำนัลมีชีวิตเดินทางมาถึงวังหลวงแล้ว เขาก็รีบตรงดิ่งมาหาเธอที่นี่ทันทีอย่างไม่รีรอ หลังจากเห็นภาพถ่ายของเธอที่อาเหม็ดให้มาในวันนั้น เขาก็ใคร่อยากจะเห็นหน้าและตัวเป็นๆ ของเธอด้วยความร้อนใจ

ภาพแรกที่เขาเห็นเธอทางเบื้องหลังก่อนเข้ามา เพียงแค่เธอยืนทอดสายตาออกไปด้านนอก เขาก็แทบทำอะไรไม่ถูกเดินเข้าหาเธอด้วยใจที่เลื่อนลอย จนไม่รู้ว่ามาอยู่เบื้องหลังเธอตอนไหน มารู้ตัวอีกทีเธอก็หันมาชนร่างเขาเต็มแรง และอารามตกใจนั้นก็ทำให้เขาคว้าร่างของเธอเอาไว้แน่นด้วยความเป็นห่วง

“เรามีสิทธิ์ที่จะเดินไปไหนมาไหนได้ ในวังนี้”

เสียงทุ้มหากแต่นุ่มหูคนฟังชะมัดเอ่ยตอบ พร้อมสายตาเป็นประกายที่บอกความรู้สึกบางอย่างทอดส่งมา จนใบหน้าที่ไร้สิ่งกีดขวางต้องยื่นอึ้ง แต่ก็ยังแสดงความไม่พอใจออกมาอยู่ดีที่อีกฝ่ายมาล่วงเกินตัวเธอ

“แม้แต่ห้องคนอื่นอย่างงั้นหรือ”

รัตติยาถามอย่างไม่พอใจพลางยกมือทาบอกแข็งแกร่งที่เริ่มบดเบียดเข้ามาทีละทิด

“ใช่!... ห้องของเจ้า หรือแม้แต่ในห้องอาบน้ำของเจ้า เราก็มีสิทธิ์เข้าไปได้เหมือนกัน หรือต่อให้มีเจ้าเปลือยกายอยู่ในนั้น… เราก็สามารถเข้าไปได้สบายมาก ”

ใบหน้าคมคร้ามเหนือชุดกาลาไบย่าสีทราย คลุมทับด้วยผ้าโพกศีรษะลายหมากรุก ระบายรอยยิ้มออกมาอย่างชอบใจ ก่อนจะเลิกคิ้วหนาเป็นแพยาวขึ้นข้างหนึ่งอย่างผู้ที่เหนือกว่า ทำเอารัตติยาสาวสวยในความรู้สึกของเขากัดฟันแน่น ออกแรงดิ้นหนีมากขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว จนกระทั่งหลุดออกมายืนได้อย่างมั่นคง ในระยะที่ห่างพอสมควร ก่อนจะบริภาษต่อว่าเขาอย่างรุนแรงเพราะทนกับพฤติกรรมของเขาต่อไปไม่ไหว

“ไอ้บ้า! ไอ้คนลามก!… ออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้! ออกไป้!”

ปลายนิ้วเรียวสวยดุจเทียนไขชี้ไปที่ประตูทางเข้า คำพูดแฝงความนัยน์ที่น่าเกลียดกึ่งหยาบคายของเขา ทำให้เธอไม่สนใจความสง่าของชายหนุ่มที่ปรากฏต่อหน้า

ดวงตาคมรีใต้คิ้วหนาที่พาดยาว รับกับขนตางอนสวยเยี่ยงอิสตรีที่ช้อนขึ้น นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มสบนัยน์ตาดำขลับที่ยั่วยวนเขาไปด้วยเสน่ห์อย่างประหลาด แม้จะมีความโกรธแฝงอยู่ในตาคู่สวย แต่ก็มิอาจบั่นทองความกระจ่างใสในตาคู่หวานของเธอได้

ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นกักเก็บอาการสั่นระริกที่มีอยู่ท่วมท้น เกิดมาจนอายุยี่สิบสองยังไม่เคยเจอผู้ชายที่ไหนปากเสียไม่ให้เกียรติผู้หญิงอย่างนี้มาก่อน ขนาดไล่ออกไปต่อหน้าต่อตาเสียงดังชัดเจน ก็ยังทำหน้ามึนยื่นทื่อไม่ยอมขยับร่างกายอันใหญ่โตไปไหน

“ฉันบอกให้ออกไปจากห้องของฉันไง หูตึงเหรอไง!”

“ไม่ตึง… แต่ไม่ออกไปมีอะไรมั้ย?”

คำพูดยียวนพร้อมกับร่างสูงตระหง่านก็ก้าวมาใกล้ ขณะที่เจ้าของห้องคนใหม่ก็ก้าวถอยไม่หยุดเช่นกัน ก่อนเธอจะผ่อนลมหายใจออกมาอย่างนึกโล่งใจ เมื่อคนตรงหน้าหยุดก้าวพร้อมยกมือขึ้นกอดอก ตาคมกริบทอดมองหญิงสาวนิ่งนาน แต่ไม่สามารถทำให้จิตใจหญิงสาวนิ่งและสงบตามไปด้วย

“ถ้าคุณไม่ออกไป ฉันจะร้องแล้วทหารทั้งหมดที่อยู่ข้างนอกก็จะกรูกันเข้ามา จากนั้นทุกคนก็จะจับคุณไปโยนทิ้งรีบออกไปซะ! ถ้าไม่อยากถูกจับข้อหาบุกรุก”

“บุกรุก?!”

ชีคคามิลทวนเสียงสูงไม่มีท่าทีหวาดกลัวอย่างที่หญิงสาวอยากเห็น

“ใช่!... ถ้าไม่อยากไปอยู่อย่างลำบากในคุก ก็จงออกไปจากห้องของฉัน! แล้วฉันรับรองว่าจะไม่เอาความสิ่งที่คุณใช้วาจาหยาบคายนั้นล่วงเกินฉัน”

ชายหนุ่มอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ ให้กับความไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำของเธอ แต่จะโทษเธอทีเดียวเสียก็ไม่ถูก เพราะดูจากหน้าตาเหมือนจะไม่คนประเทศเขา มิน่าเล่าเธอถึงไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แม้จะเห็นหน้ากันอย่างชัดเจนแบบนี้แล้วก็ตาม นั่นสิแล้วเธอเป็นใครเขายังไม่ได้ถามเธอเลย

“เจ้ามีอำนาจอะไรเล่า... ถึงจะกล้ามาจับเราเข้าคุก”

รัตติยานึกหาเหตุผลดีสักข้อ เพื่อจะทำให้ผู้ชายหน้าตาดีคนนี้เกิดความกลัว และออกไปจากห้องของเธอในที่สุด รอยยิ้มบางๆ ฉาบบนใบหน้าสวยทันทีที่นึกขึ้นได้ พร้อมกับบอกออกไปอย่างไม่ลังเล

“ก็อำนาจของชีคคามิลยังไงล่ะ!...”

“ชีคคามิลงั้นรึ?”

“ใช่!...” ใบหน้างามเชิดขึ้นอย่างผู้ที่เหนือกว่า

“แล้วเรื่องอะไรที่เจ้าจะไปใช้อำนาจนั้นของเขา เจ้าเป็นอะไรกับเขากันล่ะ?”

รัตติยาทำท่าคิดนาน ก่อนตัดใจพูดออกไป “ฉัน… ฉันเป็นผู้หญิงของเขา”

“นางในฮาเร็มของเขาอย่างนั้นหรือ”

คามิลแสร้งถามออกมา พร้อมรักษาท่าทีของตัวเองได้เป็นอย่างดี ทว่าหญิงสาวกลับรู้สึกไม่ดีเลยกับคำพูดนั้นของเขา ‘นางในฮาเร็ม’ งั้นหรือเธอเป็นได้แค่นั้นสินะที่มาก็เพราะเป็นหนึ่งในนั้นไม่ใช่หรือ จะมาคิดมากไปทำไมในเมื่อเป็นการตัดสินใจของเธอเอง ก่อนจะปั้นหน้ายากกัดฟันตอบโต้เขากลับไป

“ฉันไม่มีความจำเป็นอะไรต้องโกหกคุณ”

“ก็เพราะมีคนแอบอ้างแบบนี้มากมายน่ะสิ เราก็เลยไม่อยากเชื่อ เราอยู่ที่นี่มาตั้งนานแล้วผู้หญิงของชีคคามิลเรารู้จักดีทุกคน แต่ไม่ยักกะคุ้นกับใบหน้าของเจ้าที่เหมือนไม่ใช่คนที่ดูบันย่า”

“ก็เพราะฉันเพิ่งมาวันนี้ คุณจะมารู้จักฉันได้ยังไง… ประสาทสิคุณ!”

“ต่อปากต่อคำเก่งนักนะ”

“ไม่ได้ต่อปากแต่พูดความจริง… รู้อย่างนี้แล้วก็รีบออกไปซะ! จะมายืนเฉยทำไม”

เธอยืนยันอย่างหนักแน่นพร้อมไล่ส่งเขาอีกครั้ง หวังว่าชื่อของผู้ชายคนนี้จะพอช่วยเธอให้หลุดพ้นจากคนโรคจิตและดูจะหื่นกามคนนี้ได้บ้าง ใบหน้างามเชิดขึ้นอย่างถือตัว หลังให้ความกระจ่างกับอีกคนออกไป และพอเห็นอีกฝ่ายเงียบผิดปกติเธอจึงยิ้มเยาะเขาขึ้นมาทันทีอย่างผู้ชนะ

“ไง... กลัวแล้วล่ะสิใช่ไหม ถ้ากลัวก็รีบไสหัวออกไปเลย แล้วอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก ไม่อย่างนั้น…”

เธอแสร้งทำใจกล้าเดินหน้าเข้าไปใกล้ จ้องมองใบหน้าคมคายที่หล่อเหลาขั้นเทพ ด้วยสายตาแสร้งเย็นชาและใจนั้นประหม่าเหลือแสน ตาคมดุที่จ้องมองลงมาผ่านปลายจมูกโด่งเป็นสันสูง ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางแบ่งสองข้างแก้มสากอย่างลงตัว

ริมฝีปากได้รูปสวยเกินชายนั้น เธอปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีเสน่ห์แค่ไหนยามยิ้มออกมา ทว่าตอนนี้มันกลับปิดสนิทใช้การไม่ได้ดังเก่า เนื่องด้วยชื่อชายหนุ่มที่เธออ้างออกมานั้นทำให้เขานิ่งงันและเงียบไป รัตติยามั่นใจว่าตัวเองข่มขู่ถูกจุด ก่อนจะเสริมสิ่งที่ตัวเองพูดค้างไว้อย่างเป็นต่อ

“ฉันจะให้เขาสั่งตัดหัวของคุณทันที”

“เก่งไม่ถูกสถานที่ก็ไร้ประโยชน์… ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเจ้าอย่าทำปากกล้านักคนสวย เพราะคนที่จะถูกลงโทษไม่ใช่เราซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน หากแต่เป็นเจ้าต่างหาก!”

“หึ! เจ้าของบ้านงั้นหรือ... ”

เสียงร้องหึขึ้นจมูกโด่งเชิดรั้นคล้ายไม่อยากเชื่อ พร้อมกับก้าวถอยออกมาหนึ่งก้าว เพื่อลอบดูอีกฝ่ายว่าเหตุใดต้องมาแอบอ้างว่าเป็นเจ้าของบ้านกับเธอ การแต่งกายและการโพกผ้าตามแบบชนพื้นเมืองที่เธอเห็นตอนมาดูบันย่าใหม่ๆ นั้นก็เป็นแบบนี้ แต่ที่มันแตกต่างไปจากคนอื่นๆ ก็คือการตัดเย็บที่พิถีพิถันมากกว่าคนอื่นๆ ดิ้นทองหนาทึบที่เดินลายและปักหนาตามตะเข็บของเสื้อตัวด้านหน้าทั้งสองข้าง ที่บิดาและพี่สาวเคยสอนเธอว่าจะใช้เฉพาะเชื้อพระวงศ์และราชาเท่านั้นถึงจะสวมใส่ชุดพวกนี้ได้ แล้วทำไมๆ เขาถึงสวมใส่มันได้ รัตติยาใจหายวาบเหมือนหัวใจร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม หรือว่าเขา… เขาจะเป็น…

“คะ… คุณเป็นใคร?”

เธอเปรยถามออกมาเสียงแผ่ว ขาเรียวก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ

“แล้วเจ้า… คิดว่าเราเป็นใคร”

เสียงเข้มย้อนถามกลับมาบ้าง ทำเอาร่างบางสะดุ้งไหวไปเล็กน้อย อาจเพราะพลังและอานุภาพในเสียงที่แข็งกล้าขึ้นของเขา ทำให้เธอเริ่มหวาดหวั่นและขาดความมั่นใจไปทันที

“ฉะ... ฉันไม่รู้”

น้ำเสียงกระท่อนกระแท่นตอบกลับมาขณะที่ขาก็ก้าวถอยไปเรื่อยๆ ทีนี้มีร่างของเขาก้าวตามอย่างช้าๆ ด้วยท่าทางคุกคามจนอีกฝ่ายเริ่มกลัว

“เราก็เป็นเจ้าของตัวเจ้ายังไงล่ะ ก็เจ้าพูดเองนี่นะว่าเป็นผู้หญิงของชีคคามิล เพราะฉะนั้นเจ้าก็คือผู้หญิงของเรา”

หญิงสาวสะอึกไปกับคำพูดของเขา พร้อมกับเท้าที่หยุดก้าวอย่างไปไหนไม่รอด แผ่นหลังบางปะทะเข้ากับผนังปูนเย็นเฉียบของห้องกว้าง ถ้อยคำมากมายที่อยากจะต่อว่าถูกกลืนลงคอจนหมดสิ้น วงหน้าสวยหวานจับตาซีดเผือดจนคนมองลอบยิ้ม เธอคงนึกออกแล้วสินะว่าเขาเป็นใคร คามิลคิด

“รู้อย่างนี้แล้ว เจ้ายังจะกล้าไล่เราออกไปอีกหรือเปล่า หรือว่าจะรอให้เราสั่งลงอาญาตัวเราเอง ที่เดินทะเล่อทะล่าเข้ามาในบ้านของตัวเอง... ”

ชีคคามิลพูดค้างไว้แค่นั้น ก่อนจะเดินต้อนเข้ามาใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น ระยะห่างไม่ถึงฟุตบวกกับความสูงที่มีถึงหนึ่งร้อยเก้าสิบห้าเซนติเมตร ทำให้เขาต้องก้มมองร่างน้อยที่ยืนหน้าซีดปากเซียว พร้อมกับเอ่ยต่อเป็นการเอาคืน ที่เธอตอกกลับไปก่อนหน้าด้วยท่าทางและน้ำเสียงแบบเดียวกัน

“หรือว่ารอให้เจ้าสั่งเราให้ตัดหัวตัวเองก่อนดี…”

เขาเอาคำพูดที่เธอต่อว่าก่อนหน้ามาย้อนใส่ให้เธอหวาดกลัว ร่างบางยืนตัวสั่นงกริมฝีปากสวยสั่นระริกทำอะไรไม่ถูก สายตาสวยจ้องมองพื้นมันเงาเบื้องล่างไปมาอย่างใช้ความคิด คนที่เธอต่อว่าไปแรงๆ มากมายก่อนหน้าเป็น ชีคคามิล อินซาอิด อันอาร์ดู งั้นหรือ

พระเจ้า!...

หญิงสาวช้อนสายตาสวยขึ้นมองเขาอีกครั้ง ตาหวานกะพริบติดกันหลายครั้งเพื่อให้ความมั่นใจในตัวเอง จึงได้รู้ว่าเขาก้มลงมามองเธออยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่เธอไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่เขาจ้องมองมา เพราะเธอเอาแต่ก้มหน้ามองพื้นล่างอย่างไม่รู้จะมองอะไร

เขาว่าอีกฝ่ายร้ายนักร้ายหนาหากไม่พอใจใครเป็นสั่งประหาร จริงหรือ นี่เธอจะตายวันแรกที่มาเหยียบที่นี่เลยหรือยังไง รัตติยาคิดอย่างหวาดหวั่น

“เจ้าว่า เราควรทำอย่างไหนดีล่ะ… ”

“คะ… คือฉัน เอ่อ… คือฉัน… ”

“ว่าอย่างไรเจ้าพอใจที่จะให้เรา ทำตามความต้องการของเจ้าแบบไหนดี”

ใบหน้าคมยื่นเข้ามาใกล้ กลิ่นไอของบุรุษเพศลอยเข้าจมูกเล็กจนยากที่จะปฏิเสธ รัตติยาเหมือนน้ำท่วมปากพูดอะไรไม่ถูกคิดอะไรไม่ออก สมองที่ชาญฉลาดมืดบอดอย่างไร้สาเหตุ เมื่อรู้ตัวเองเริ่มอับจนหนทาง เธอจึงเลือกที่จะเงียบเป็นการขอสงบศึกกรายๆ เพราะไม่ฉลาดเลยหากเธอยังคงต่อล้อต่อเถียงเขาต่อไป

“เจ้าเป็นใคร?... ทำไมถึงมาอยู่ในห้องนี้ได้ แล้วอามีนะผู้หญิงที่จะต้องมาที่นี่ ไปอยู่เสียที่ไหนทำไมถึงไม่เอาตัวนางมาให้เรา”

ชีคหนุ่มตีหน้าขรึมยืดตัวขึ้นเล็กน้อยเมื่อต้องพูดเป็นการเป็นงาน กับเจ้าของใบหน้าหวานที่สวยหยาดฟ้ามาดิน

ความเป็นห่วงพี่สาวที่มาพร้อมความหวาดกลัวคนตรงหน้า ทำให้รัตติยาไม่รู้ว่าตัวเองจะเลือกตอบแบบไหน นี่เขาคงคาดหวังที่จะได้ตัวพี่สาวของเธอมากกระมัง ถึงได้พร่ำเพ้อว่าจะต้องเป็นเธอเท่านั้นที่จะมายืนอยู่ตรงนี้ หวังจะพรากคนที่รักออกจากกันด้วยความเห็นแก่ตัว ยังมีหน้ามาถามหาผู้หญิงของคนอื่นได้หน้าตาเฉย ช่างไม่มีความละอายใจติดตัวออกมาบ้างเลย เธอคิด พร้อมความกล้าที่เริ่มทยอยเดินทางเข้าหาตัว

“ผิดหวังหรือเพคะที่เป็นหม่อมฉัน ไม่ใช่พี่อามีนะ”

เธอฝืนใจตอบออกมาในเมื่อรู้แล้วว่าเขาเป็นใคร รัตติยาจึงสนทนากับเขาตามแบบที่ควรพูดทันที ถึงจะรู้สึกไม่ชอบใจและไม่ถูกใจเธอเท่าไหร่นักที่ต้องพูดดีกับเขา การเจรจาครั้งนี้เธอเหมือนคนตัวเล็กนิดเดียว แทบไม่มีอำนาจอะไรไปต่อรองหรือสู้เขาได้เลย

เหมือนจับเสือด้วยมือเปล่า…

“พี่อามีนะงั้นรึ!... นางเป็นอะไรกับเจ้า”

“... เป็นพี่สาวเพคะ”

“เท่าที่เรารู้ อาเหม็ดมีลูกสาวเพียงคนเดียว คืออามีนะ…”

ความจริงบาดลึกลงไปในรอยแผลเก่าอีกครั้ง บิดาของเธอคงไม่เคยเปิดเผยให้ใครรู้เลยกระมัง ว่ามีภรรยาและลูกสาวคนนี้อยู่ด้วยบนโลกด้วยอีกคน แล้วถ้าเธอพูดออกไปว่าใช่ เขาจะว่าเธอโกหกหลอกลวงเขาไหม และถ้าปฏิเสธเขาจะลงทัณฑ์เธอและครอบครัวบิดาข้อหาหลอกลวงหรือเปล่า

“แล้วถ้าหม่อมฉันบอกพระองค์ไปว่า หม่อมฉันเป็นบุตรสาวของเขาอีกคน พระองค์จะทรงเชื่อหม่อมฉันไหมเพคะ และถ้าหม่อมฉันตอบปฏิเสธ จะสั่งลงอาญาหม่อมฉันและคนอื่นๆ ในครอบครัวทันทีเลยหรือเปล่า”

เธอจ้องเขาไม่ลดละ พร้อมกับปลายขาที่เริ่มต้นถอยห่างแต่ไปไหนไม่ได้ มันใกล้เกินไปใกล้จนได้กลิ่นไอของอันตรายที่รายล้อมรอบตัวของเขา ที่แผ่ขยายมายังตัวเธอจนสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัว

“นั่นขึ้นอยู่กับว่า เจ้าจะเลือกพูดความจริงแบบไหน”

สุ้มเสียงอันอุดมไปด้วยอำนาจและบารมีที่ล้นเหลือเอ่ยบอก พร้อมแขนยาวที่ยันผนังทั้งสองข้างไม่ให้เธอไปไหน ชีคหนุ่มนึกถึงคำถามของเธอที่ถามเขาว่าผิดหวังมากหรือที่เห็นเธอแทนที่จะเป็นใครอีกคน เขาไม่จำเป็นต้องตอบสิ่งนั้นให้เธอรับรู้ด้วยซ้ำว่าเขารู้สึกอย่างไร

ความพอใจมัยฉายชัดอยู่แล้วที่ดวงหน้าเขาตั้งแต่สบตา ทว่าตัวเธอต่างหากที่ดูจำใจเหมือนถูกบังคับให้มา ทีแรกก็นึกโกรธนักธุรกิจเจ้าเล่ห์อย่างอาเหม็ดเหมือนกัน ที่เอาใครที่ไหนก็ไม่รู้มาให้เขา เห็นเพียงแค่แผ่นหลังก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนในภาพ แต่พอมองนานๆ แถมได้อยู่อย่างใกล้ชิดแบบนี้ เขาแทบอยากวิ่งไปขอบคุณฝ่ายนั้นเสียด้วยซ้ำ ที่มอบบรรณาการล้ำค่าและหาได้ยากในดูบันย่านี้มาให้เขาถึงที่

ยิ่งได้เห็นดวงหน้าขาวผ่องดวงตากลมใสสุกสกาว ราวกับมีหมู่ดวงดาวมากมายบรรจุอยู่ ริมฝีปากสีระเรื่อเนื้อตัวหอมกรุ่นจนอยากจะลิ้มลองเสียให้สาสม เขาก็คิดว่าแนวสันทรายที่เพิ่งให้บิดาของเธอไป มันช่างน้อยค่าไม่คุ้มกับของที่เขาได้มาในวันนี้เอาเสียเลย

“หม่อมฉันชื่อรัตติยาเป็นลูกสาวของเขาจริงๆ แต่เกิดกับ… ภรรยาอีกคนที่อยู่ประเทศไทย”

ดวงตาสวยหวานกล้ำกลืนความเจ็บปวดลงข้างใน หญิงสาวพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ใช้คำว่าเมียน้อยกับผู้ให้กำเนิดของตัวเอง เพราะนั่นมันหมายถึงเธอก็เป็นลูกเมียน้อยด้วยเช่นกัน แม้ผู้ชายจะมีแบบนี้กันทั่วแต่เธอก็ทำใจยอมรับมันยากทุกที และกิริยาของหญิงสาวก็อยู่ในสายตาของชายหนุ่มตลอด

“แต่มันไม่เป็นไปตามข้อตกลง อาเหม็ดพ่อของเจ้ากำลังเล่นตุกติกกับเรา!... ตอนที่ตกลงทำสัญญาเขายื่นข้อเสนอว่าจะส่งอามีนะมาให้เราไม่ใช่เจ้า... บิดาของเจ้าเห็นเราเป็นอะไรถึงได้ทำแบบนี้! หรือเปลี่ยนใจไม่อยากแก่ตายแล้วกระมัง!...!”

เสียงเหี้ยมเกรียมทำให้อีกฝ่ายใจเสียและจ้องมองอย่างตกใจ

“จะทรงทำอะไรคุณพ่อหม่อมฉันเพคะ”

รัตติยาครางถามด้วยความลุ้นระทึก ร่างบางแทบหยุดหายใจรอฟังคำตอบ

“ไม่ใช่แค่พ่อของเจ้าแต่เป็นคนในครอบครัวของเขาทั้งหมด อาเหม็ดต้องได้รับบทเรียนโทษฐานที่หลอกลวงเราโกหกแม้กระทั่งองค์รัชทายาทแห่งดูบันย่า ที่เขาใช้ซุกหัวนอนอยู่ทุกวัน!”

“จะทรงทำอย่างนั้นไม่ได้นะเพคะ!”

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเหมือนทะเลทรายยามต้องแสงแดดมองสบ เขาอยากจะรู้นักว่าหญิงสาวจะมีหนทางหนีทีไล่กับเขาอย่างไรหากโดนรุกไล่อย่างต่อเนื่องด้วยท่าทางน่ากลัวของเขา ที่เป็นบุคลิกประจำตัวจนคนอื่นเห็นแบบนี้อยู่เป็นประจำ ความฉลาดและกล้าหาญในการต่อปากต่อคำของเธอคือสิ่งที่เขาพอใจ และอยากจะสนทนากับเธอแบบนี้ไปนานๆ โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย

“ทำไมจะไม่ได้… .เมื่อพ่อของเจ้าทำผิดกับเราอย่างไม่น่าให้อภัย  เป็นประเทศอื่นสั่งตัดหัวเจ็ดชั่วโคตรไปนานแล้ว  ไม่ปล่อยให้ลอยนวลอยู่อย่างนี้หรอก”

“ผิดอย่างไรล่ะเพคะ ในเมื่อคุณพ่อของหม่อมฉันบอกว่าจะมอบบุตรสาวให้ ท่านก็ทำถูกต้องแล้วไงเพคะ พระองค์ยังประสงค์สิ่งใดอีก สิ่งไหนที่ผิดไปจากข้อตกลงที่พระองค์ทรงทำกับคุณพ่อของหม่อมฉันทำ บอกหน่อยสิเพคะ”

“สิ่งนี้ยังไงล่ะ”

รูปถ่ายขนาดโปสการ์ดถูกส่งมาตรงหน้า หญิงสาวหยิบมาแล้งจ้องมองอยู่นาน มันเป็นภาพพี่สาวคนสวยของเธออย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถึงเขาจะมีรูปใบนี้อยู่ในมือแล้วยังไง มันไม่ได้หมายความว่าสัญญาที่เขากับพ่อเธอทำด้วยกันนั้น ต้องหมายถึงอามีนะพี่สาวของเธอคนเดียวนี่นา

“แต่ในสัญญาก็บอกแล้วว่าเป็นลูกสาวของท่าน ซึ่งอาจจะเป็นลูกจากเมียคนไหนก็ได้… อาจจะไม่ใช่หม่อมฉันหรืออาจจะเป็นบุตรคนไหนของท่านก็ย่อมได้ไม่ใช่เหรอเพคะ…  ในสัญญานี้ก็ไม่ได้บอกนี่เพคะว่าต้องเป็นพี่อามีนะคนเดียวเท่านั้น! แล้วพระองค์จะว่าคุณพ่อของหม่อมฉันว่าทำผิดได้อย่างไร”

คามิลนิ่งเงียบไปทันที นึกไม่ถึงว่าคนที่เขาลองภูมิปัญญาด้วยมีไหวพริบถึงขั้นนี้ ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ข้อมูลที่แท้จริงกับสิ่งที่เธอพูดมาเสียเมื่อไหร่ เขารู้มันหมดทุกอย่างเพียงแต่ไม่พูดมันออกมาต่างหาก เพราะหงส์ตัวสวยๆ ตัวนี้จะรู้ทันเกมเขาเสียก่อน แต่ถึงอีกฝ่ายจะสวนกลับมาได้ชายหนุ่มก็ยังไม่ยอมแพ้

“เจ้าไม่ได้อยู่ขณะที่เราสองคนกำลังเซ็นสัญญา อาเหม็ดเจตนาหลอกลวงเรา เขาต้องได้รับโทษหนักอย่างสาสม”

ริมฝีปากบางเม้มแน่นอย่างทนไม่ไหว อุตส่าห์เสียสละตัวเองมาถึงขั้นนี้แล้วยังเรื่องมาก ก็ไปหาคนอื่นแทนก็แล้วกัน

“ถ้าเป็นเช่นนั้นหม่อมฉันทูลลา”

ร่าบางในชุดหวานกรุยกรายก้าวออกไปที่ประตูทันที ชีคหนุ่มใจหายก้าวไปดักหน้าเธอได้ทันท่วงที ก่อนที่เจ้าของใบหน้าสวยหวานจะก้าวไป ซึ่งเขาไม่ยอมเด็ดขาด

“เจ้าจะไปไหน?!”

“ในเมื่อการมาของหม่อมฉันไม่สามารถช่วยคนในครอบครัวให้ปลอดภัยได้ หม่อมฉันก็หมดหน้าที่แต่เพียงเท่านี้และจะไปจากที่นี่ยังไงล่ะเพคะ”

ตาคมหรี่แคบจ้องมองใบหน้าถือดีอย่างชั่งใจ

“เจ้าคงคิดว่าวังหลวงเข้าง่ายออกง่ายงั้นสิ”

“พูดอย่างนี้หมายความว่ายังไงเพคะ… โอ้ย!”

เสียงถามกลายเป็นเสียงร้องในตอนท้าย เมื่อข้อมือบางถูกจับแน่นด้วยมือหนา ก่อนจะกระชากเข้ามาหาตัวเต็มแรง มือน้อยของเธอทำหน้าที่ผลักดันร่างหนา ไม่ให้เข้ามาบดเบียดความอวบอิ่มของเธอพัลวัน ใบหน้าเย็นชาหล่อเหลามีรอยยิ้มเปื้อนอยู่ หากเป็นรอยยิ้มที่เจือความฉุนเฉียวใจอย่างยิ่งยวด ที่เห็นคนตรงหน้าเข้ามาสร้างความปั่นป่วนในหัวใจเสร็จแล้วก็คิดจะหนีจากไปอย่างคนใจดำ

“ก็หมายความว่า ที่นี่เข้ายากออกยากน่ะสิ…”

“ปล่อยเพคะ หม่อมฉันเจ็บ!”

หญิงสาวเค้นเสียงที่ไม่พอใจออกมาบอก ขณะร่างก็ไม่หยุดแสวงหาอิสรภาพให้กับตัวเอง

“งั้นก็อยู่เฉยๆ อย่าดิ้นแล้วสิ่งนั้นที่เจ้ารู้สึกอยู่จะถูกผ่อนปรนลงมาโดยเรา”

รัตติยาครุ่นคิดอยู่นานว่าจะทำตามที่เขาพูดดีหรือไม่ แต่สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้มันก็ล่อแหลมเกินไป จนเธอไม่อาจอยู่เฉยหรือทำตามที่เขาสั่งได้ ขืนเธอทำอย่างนั้นไม่เท่ากับเต็มใจอยู่ในอ้อมกอดคนปากร้ายอย่างเขาหรอกหรือ และถ้าเขาไม่ทำตามเธอจะเป็นอย่างไรเล่า แต่ถ้าขัดคำสั่งเขาคงทำร้ายเธอแน่นๆ รัตติยาคิด

“ตรัสแล้วห้ามคืนคำนะเพคะ…”

หญิงสาวเริ่มต่อรองและเริ่มสงบตัวลง เมื่อมองเห็นหนทางเอาตัวรอดอยู่แค่เอื้อมมือ เขาเป็นถึงชีคแน่นอนว่าคำพูดของตัวเองย่อมศักดิ์เหนือสิ่งอื่นใด ชายหนุ่มอมยิ้มในหน้ารัตติยาไม่ทันมองเห็นด้วยร่างที่เล็กกว่าเขามาก

“แน่นอน…ว่าแต่เจ้ากล้าอยู่เฉยๆ หรือเปล่า?”

แววตากรุ้มกริ่มเด่นชัดในดวงตาคู่คมจนหญิงสาวหวั่นไหว

เป็นการท้าทายเธออยู่ไม่น้อยในคำพูดที่แฝงไปด้วยพลังอำนาจนั้น หญิงสาวทำตามที่เขาพูดทันทีเพราะคิดว่าถ้าช้าเขาจะว่าเธอไม่แน่จริง ส่วนเขาก็ทำตามอย่างที่พูดคลายฝ่ามือที่กำข้อมือบางลง พร้อมกับผ่อนวงแขนที่รัดเธอจนแน่นแล้วกอดเอาไว้เพียงหลวมๆ จากนั้นเสียงแหลมก็ดังก็มาให้ได้ยินแทบจะทันที

“ทรงผิดคำพูด!”

“เราผิดเรื่องนั้นกับเจ้าตรงไหน”

ชีคคามิลถามเสียงนุ่มทว่าสีหน้าออกจะกวนไม่น้อยในสายตาของคนมอง

“ก็ตรงที่ยังกอดหม่อมฉันอยู่นี่ไงเพคะ!”

“ก็แล้วนั่นเราไปให้คำมั่นกับเจ้าไว้ตรงไหนกัน เจ้าถึงได้มากล่าวหาเราว่าผิดคำพูดแบบนี้”

หญิงสาวกัดริมฝีปากล่างของตัวเองแน่น ใช้สมองทบทวนสิ่งที่เขาพูดมาก่อนหน้าอย่างเร่งด่วน จนแล้วจนรอดก็ไม่มีคำพูดไหนของเขาที่เธอจะเอาความอย่างนั้นได้

เธอมันโง่เองที่ไม่ทันคนเจ้าเล่ห์อย่างเขา จากที่ยืนอยู่นิ่งๆ ตามคำสั่งหญิงสาวเริ่มออกอาการดิ้นขึ้นมาอีกหน ทว่ากลับถูกร่างหนาพันธนาการเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

กว่าจะรู้ตัวว่าพลาดพลั้ง ร่างทั้งร่างก็ถูกเขากอดเอาไว้จนแนบสนิท อกอวบบดเบียดไปกับกายหนาจนชายหนุ่มหายใจติดขัด ขณะที่หญิงสาวเจ็บจนน้ำตาแทบร่วง เพราะขนาดหน้าอกที่มีใหญ่เกินตัวเนื่องจากพันธุกรรมที่มารดาให้มา กลายเป็นปัญหาสำหรับเธอ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ชีคคามิลต้องตกใจสุดขีด เมื่อสิ่งแลกเปลี่ยนที่ผู้สูงวัยส่งมาให้กลายเป็นคนละคนกับที่อยู่ในภาพ การรอคอยด้วยความหวังพังทลายลงตรงหน้า เมื่อหญิงสาวอีกคนหนึ่งปรากฏตัว แต่แทนที่ชายหนุ่มจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เขากลับพึงพอใจกับของกำนัลชิ้นนี้มากกว่าชิ้นเก่าหลายร้อยเท่า…ทว่าเขาจะทำเช่นไรเมื่อของกำนัลชิ้นนี้ โกรธเกลียดเขาอย่างกับอะไรดี… "

ศิริภักดิ์


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha