โซ่หัวใจไฟพิศวาส (จบแล้ว)

โดย: ปูณ ปูริดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : ตอนที่ 1


ตอนต่อไป

โซ่หัวใจไฟพิศวาส

ตอนที่ 1

มาคัสยิ้มมุมปากขณะมองแม่สาวน้อยร่างเล็ก ตั้งแต่ใบหน้าไล่ลงไปตามลำตัว ซึ่งอวบอิ่มด้วยวัยสาว

ยามเมื่อเธอเดินผ่านไปมาเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มให้ลูกค้า เสมือนกับว่าเขาได้กลิ่นเนื้อนางผสมกับกลิ่นเหงื่อ ปลุกเร้าอารมณ์ปรารถนาในให้ลุกโชนจนน่าแปลกใจ

แม้จะอยู่ในพื้นที่ซึ่งความมืดปนสว่างสลับกันไปมา แต่เหมือนกับว่าเขาเห็นใบหน้าเนียนใสนั้นได้ติดตาและบันทึกไว้ในใจ จนอยากจะรู้นักว่า ถ้าเธอคนนั้นมาอยู่อิงแอบแนบชิด เสียงของเธอจะเป็นอย่างไร ไพเราะเพราะพริ้ง...หวานปานน้ำผึ้งหรือเปล่า ผิวเนื้อเธอจะนวลเนียนเหมือนกับได้สัมผัสผ้าแพรหรือไม่ จะกระตุ้นอารมณ์ ทำให้เขามีความสุขได้ตลอดทั้งคืนหรือเปล่า

มาคัสแปลกใจ...เขาใช่จะไร้คนเคียงกายเสียเมื่อไหร่ มีหญิงมากมายหลายคนต่างแวะเวียนมาให้ความสำราญ แต่ทำไมถึงได้สนใจสาวน้อยที่หน้าตาเหมือนเด็กนักเรียนที่เพิ่งจะเห็นหน้าก็ไม่รู้

รูปร่างเธอเล็กบอบบาง ความสูงน่าจะประมาณอกเขาเสียด้วยซ้ำ ดูๆ ไปอายุก็ไม่น่าจะห่างกับธนัญญาน้องสาวบุญธรรมของเขาเท่าไหร่เลย แต่ทำไมถึง...?

รอยยิ้มแต้มบนมุมปากชายหนุ่ม ตอนนี้หญิงสาวยืนหอบอยู่หน้าเคาน์เตอร์จำหน่ายเครื่องดื่ม ใบหน้าสวยมีเหงื่อซึมตามขมับ แต่ดวงตากลมโตยังเปล่งประกายสดชื่นแจ่มใสยิ่งชวนให้เขาพิศเมียงมองไม่คลาด

 

เสียงเพลงในไนต์คลับดังสนั่น พนักงานเสิร์ฟแต่ละคนต่างก็ทำงานกันอย่างขะมักเขม้น เพราะวันนี้เป็นวันเงินเดือนออก บวกกับพรุ่งนี้เป็นวันหยุดอีก ทำให้ค่ำคืนนี้มีแขกเข้ามาในร้านมีเยอะเป็นพิเศษ

หญิงสาวยกมือซับเหงื่อบนใบหน้ารูปไข่ ก่อนยื่นรับแก้วเครื่องดื่มมาถือไว้

เหนื่อยหน่อยนะมะลิ วันนี้ลูกค้าก็เยอะเป็นพิเศษด้วยซิ”

คนพูดเป็นชายร่างใหญ่ผิวสองสี ผมหยักศก ดวงตาเป็นประกายใจดีและอบอุ่น จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหนาแดงอย่างคนพึงรักษาสุขภพาพให้ดีอยู่เสมอ แม้จะพูดกับสาวน้อยจากบ้านเดียวกัน แต่มือก็จัดการผสมเครื่องดื่มเตรียมไว้ใหักับพนักงานเสิร์ฟคนอื่นต่อไปอย่างไม่ยอมหยุด

จริงด้วยพี่กานต์ วันนี้คนเยอะมากเป็นพิเศษจริงๆ มะลิวัลย์ตอบชายหนุ่มไปใบหน้าสวยเปื้อนรอยยิ้มจางๆ

“แต่แค่นี้มันเด็กๆ พี่กานต์ก็รู้ว่าเราทำนากันเหนื่อยกว่านี้อีก”

หญิงสาวตอบกลับลูกพี่ลูกน้อง ชายซึ่งเป็นคนดูแลเธอตลอดการเดินทางมาทำงานที่กรุงเทพฯ เพราะพี่ชายคนนี้ทำให้เธอได้งานภายในเวลาไม่นาน คงจะต้องขอบคุณกานต์เขตด้วยเหมือนกัน ที่พาเธอมาสมัครงานที่นี่

มะลิวัลย์ยิ้มให้กานต์เขต จากวุฒิมัธยมศึกษาปีที่หก ผลการเรียนก็ไม่ได้ดีเด่นอะไร ค่อนไปทางอ่อนด้วยซ้ำ ยังมีปัญหาสำคัญคือรูปร่างหน้าตาที่เหมือนกับเด็กที่กำลังเรียนอยู่ในช่วงชั้นมัธยมต้น สูงเพียงแค่ 155 ซม. กรอปกับใบหน้ารูปไข่ ดวงตากลมโตขนตายาวงอน จมูกไม่ถึงกับโด่งมากแต่ก็ไม่หัก แก้มเนียนใสราวกับแก้มเด็ก ริมฝีปากอิ่มเต็มเป็นสีชมพูระเรื่อยิ่งเสริมเน้นให้นึกถึงเด็กสาววัยแรกรุ่นเสียมากกว่าคงยากที่จะได้งาน ถ้าไม่ใช่พี่ชายคนนี้พูดหวานล้อมและรับประกันให้

หญิงสาวยิ้ม เมื่อนึกถึงใบหน้าผู้จัดการวัยกลางคนตอนที่เห็นเธอเดินเข้ามายื่นใบสมัคร ก่อนจะทำอย่างอื่น

อรุณก้มลงดูหน้า ก่อนเงยบัตรประชาชนและถามเรื่องอายุ เพราะไม่แน่ใจว่าเธออายุยี่สิบปีจริงๆ

นี่จึงเป็นการหางานที่มีความยากยิ่งและมีความหมายเป็นที่สุด ถึงตอนนี้เธอยังไม่ได้เป็นพนักงานประจำ แต่เธอมั่นใจ ถ้าขยันสักหน่อย ไม่นานผู้จัดการจะต้องเห็นถึงความพยายามและบรรจุให้เป็นพนักงานประจำที่นี่แน่นอน เมื่อนั้นฝันที่วาดไว้ก็จะเป็นจริง

ไมว่าจะยากแค่ไหน แต่หนูจะตั้งใจทำงาน จะทำตามความฝันที่หวังไว้ให้เป็นจริงโดยเร็วจ๊ะแม่

หญิงสาวยิ้มหวาน หวังว่าจะทำงานเก็บเงินสักก้อนเพื่อใช้เป็นทุนในการเปิดร้านขายของชำเล็กๆ เพื่อเลี้ยงดูแม่และตัวเอง แต่ก่อนจะสานต่อความฝันที่วาดไว้ เธอจะต้องเรียนให้จบปริญญาตรีเสียก่อน ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุผลสองข้อนี้ เธอคงจะไม่เลือกมาทำงานในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา แต่ไม่เคยมีความจริงใจให้แก่กัน หรือถ้าจะมีก็หาได้น้อยมาก

ภาพใบหน้าเหี่ยวย่น แต่มีรอยยิ้มที่ทำให้อบอุ่นใจ มือที่คอยลูบผมบนศีรษะให้ยามที่ท้อแท้หวั่นไหว คอยให้กำลังใจทุกคราที่อ่อนแอ เธอรู้ว่าแม่ไม่ได้อยากให้มาทำงานที่นี่เลยสักนิด แต่ทำไงได้ล่ะ ในเมื่อตอนนี้ที่บ้านฝนแล้งทิ้งช่วงเป็นเวลานานแรมเดือนจนทำนาซึ่งก็ไม่ใช่ของตัวเอง เป็นเพียงนาที่ปลูกข้าวแบ่งกับคนอื่นที่ถึงแม้จะใจดี แต่เขาก็ต้องการผลผลิตเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเหมือนกัน

หญิงสาวยกมือขึ้นจับสร้อยคอที่ห้อยติดตัวไว้ตั้งแต่เด็กๆ มันอาจจะเป็นความเชื่อของคนบ้านนอกอย่างเธอ ถ้าหากมีฟันของพ่อกับแม่ห้อยไว้ จะไม่มีภัยภัยใดๆ จะกล้ำกลายหรือทำอันตรายได้ สร้อยคอนี้คือกำลังใจที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เหมือนกับเธอมีแม่อยู่ใกล้ๆ

มะลิวัลย์น้ำตาคลอเมื่อนึกมารดา ป่านนี้ไม่รู้ว่าแม่กำลังทำอะไรอยู่ จะทานข้าวหรือยัง หรือเข้านอนไปแล้ว แต่คงจะอย่างหลัง เพราะคนบ้านนอกที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ยิ่งดึกอากาศยิ่งหนาว สองคนแม่ลูกนอนกอดและหลับไปพร้อมๆ กัน เป็นอะไรที่...ดีสุดๆ

คิดถึงแม่จัง อยากจะกลับไปบ้านเร็วๆ แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็สำคัญ ถ้าได้ทำงานที่นี่อย่างถาวร เธอจะมีทุนก้อนแรกให้เดินไปถึงฝั่งฝัน

“ต้องขยัน อดทนและรู้จักอดออมนะมะลิ จะได้ทำตามฝันได้เร็วๆ ”

“จ๊ะพี่กานต์” มะลิวัลย์รับปาก ตอนแรกที่ตกลงใจว่าจะมาสมัครงาน กานต์เขตได้บอกไว้แล้ว งานที่นี่หนัก ผลตอบแทนที่ได้รับไม่สูงมากนัก แต่มีบ้านพักและอาหารให้ทานสองมื้อ ยังจะมีเงินทิปแยกที่จะได้โดยตรงจากลูกค้า ถ้าพึงพอใจในบริการที่เอาใจใส่ ไหนจะทิปรวมที่จะมีการแบ่งกันทุกคืนหลังเลิกงาน  

“พออยู่ตัว พี่จะพาไปสมัครเรียน ไม่ว่าจะเรียนที่ไหน ถ้าเราขยันก็จบได้เหมือนกัน รีบเรียนให้จบ จะได้กลับบ้านไปหาแม่...ไปเปิดร้านอย่างที่ฝันไว้”

มะลิวัลย์ยิ้มรับคำพูดของกานต์เขต ดวงตากลมโตเปล่งประกายเจิดจรัส ใบหน้านวลเนียนด้วยรอยยิ้ม ขณะยื่นมือไปรับเอากระดาษทิชชูที่กานต์เขตยื่นให้มาเช็ดใบหน้า

“ขอบใจจ๊ะพี่กาน”

มะลิวัลย์บอกพร้อมกับเหลียวมองไปด้านหลัง เมื่อรู้สึกเหมือนกับว่ามีใครจ้องเธออยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่ที่กลับมาจากทานอาหารในห้องครัว จนถึงตอนนี้เวลาก็ผ่านไปนานนับชั่วโมงแล้ว แต่ความรู้สึกนั้นก็ยังไม่ได้หายไปจากความคิดเลยสักนิด

หญิงสาวค่อยๆ เหลียวมองไปช้าๆ เหมือนกับว่าเสียงเพลงที่ดังอึกกระทึกครึกโครมอยู่ รวมถึงผู้คนมากหนาหลายตาที่มาท่องเที่ยวในคืนนี้เป็นเพียงแค่ธาตุอากาศ เมื่อดวงตากลมโตสบกับดวงตาคมดุเป็นประกายของชายคนหนึ่ง

หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอ มันเหมือนกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านอากาศวิ่งตรงมาที่กึ่งกลางทรวงอก  

มะลิวัลย์หน้าร้อนผ่าว เพราะสายตาคมดุที่มองราวกับกำลังปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกจากร่างกายทีละชิ้นๆ จนหมด ก่อนใช้มือและริมฝีปากโลมไล้ไปตามอกอวบเต่งตึงด้วยวัยสาวที่นูนเด่นดันเสื้อพนักงานสีขาวตัวเล็ก ทั่วทุกส่วนของร่างกายไม่มีว่างเว้น ก่อนจะย้อนกลับมาซบนิ่งที่เนินเนื้อหน้าอก ทำให้เธอร้อนรุ่มระคนอับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนดี

ไม่อยากมอง แต่สายตาที่มีมนตร์คู่นั้นสะกดตรึงเอาไว้ด้วยความร้อนแรง ชวนให้ร้อนรุ่มไปทั้งกายา

ดวงตากลมโตไม่อาจดึงสายตาออกจากดวงตาคมดุนั้นได้เลย แม้จะอยู่ในความมืด แต่มะลิวัลย์กลับรู้สึกเหมือนว่าเธอได้เห็นใบหน้านั้นอย่างชัดเจน

เค้าโครงหน้าของเขาไม่ถึงกับเป็นรูปสี่เหลี่ยมแข็งกระด้าง คิ้วเข้มสีดำสนิทเหมือนกับเส้นผม จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหนามีสีชมพูอมแดงอย่างคนสุขภาพดี และที่สำคัญที่สุดคือ...ดวงตาที่จ้องมองเหมือนกับจะทะลุเข้าไปถึงหัวใจที่กำลังเต้นเหมือนไปวิ่งระยะทางไกลมา แรงดึงดูดที่เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไร รู้เพียงแค่ว่าเธอทั้งกลัวและเกรงสายตาคู่นั้นแล้วอยากที่จะหลีกหนีไปให้ไกลๆ

มะลิ...มะลิ มีอะไรหรือเปล่า พี่เรียกหลายครั้งแล้วนะ”

กานต์เขตร้องเรียกมะลิวัลย์ที่ยืนเหม่อลอย มือเล็กสั่นจนถาดไม้ที่มีแก้วค็อกเทลวางอยู่เกือบจะหล่นลงบนพื้นห้อง ดีว่าเขารับไว้ได้ทัน ชายหนุ่มมองตามสายตาของน้องสาวไปก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปรกติ

ปะ...เปล่าจ้ะพี่กานต์”

เหนื่อยมากหรือไงเรา ไปล้างหน้าลางตาก่อนไหมแล้วค่อยมาทำต่อ”

กานต์เขตบอกอย่างหวังดี มือใหญ่ดึงถาดออกจากมือเล็ก แต่กลับถูกหญิงสาวส่ายศีรษะปฏิเสธจนเส้นผมหลุดออกจากยางที่มัดไว้

ไม่เป็นไรจ้ะพี่กานต์ หนูยังทำไหว” หญิงสาวตอบกลับไปพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดจนเต็ม ยิ้มแหยๆ ให้ลูกพี่ลูกน้องหนุ่มก่อนจะเดินอย่างช้าๆ ไปรับออเดอร์และเสิร์ฟเครื่องดื่มตามปกติ แต่ภายในหัวใจกลับเหมือนว่ามีใครมาตีกลองอยู่ภายใน ขาสั่นเท่าทุกครั้งที่ต้องเดินผ่านโต๊ะชายหนุ่มผู้นั้น

หลายครั้งที่หญิงสาวมารับเครื่องดื่มไปเสิร์ฟ สายตาเธอมักวนเวียนไปมองที่โต๊ะตัวใหญ่ตัวเดิมที่อยู่ริมห้องทางเดินเข้าไปในห้องผู้จัดการ

สายตาวามวาวของชายหนุ่มคนนั้นมองราวกับจะกลืนกินเธอเข้าไปทั้งเนื้อทั้งตัวเสียทุกครั้งไป

แม้จะพยายามเพ่งสมาธิจดจ่ออยู่กับงานที่ทำ แต่ไม่ว่าจะทำยังไงมะลิวัลย์ก็ไม่ชินกับสายตาวามวาวที่กำลังปลุกเร้าอารมณ์บางอย่างในกายเธอให้ลุกที่ตามติดไปทุกหนแห่ง ไม่ว่าจะยืนอยู่ ณ จุดใดของร้าน สายตาที่ปลุกเร้าอารมณ์บางอย่างในกายให้ลุกโชน จะมีเพียงเขาเท่านั้นที่สามารถดับได้ 

 


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนนะคะ "

ปูณ ปูริดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha