ปานตะวัน (ซีรีย์ชุดร้อยรักเยาวมาลย์)

โดย: อติญา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 4 : พบเจออีกครั้ง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                “อ่านหนังสือตั้งแต่เช้าแล้วนะพักกินขนมก่อนไหมลูกแม่ทำนมสดปั่นกับคุกกี้มาให้” เสียงหวานของมารดาร้องเรียกลูกสาวคนเดียวที่นั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่กับกองหนังสือมาตั้งแต่หกโมงเช้า วันนี้วันเสาร์ปานหทัยมักจะเข้าร้านช่วงบ่ายเพื่อจะใช้เวลาอยู่กับปานตะวันบ้าง

                “ขอบคุณค่ะ แม่นี่รู้ใจตะวันจริงๆ เลย” นมสดปั่นกับคุกกี้ข้าวโอ๊ตของแม่เป็นของโปรดที่หญิงสาวทานมาตั้งแต่เล็กจนโตและจะทานไปเรื่อยๆ จนกว่าแม่จะทำมันไม่ไหวนั่นแหละ

                “นี่ยังไม่ทันสอบคิ้วหนูก็แทบจะผูกเป็นโบแล้วนะลูกมันเครียดขนาดนั้นเชียว?” มารดาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่หญิงสาวรู้ดีว่าท่านนั้นเป็นห่วง

                “ก็นิดหน่อยค่ะแม่ก็รู้ว่าพวกวิชาการตะวันไม่ค่อยเก่ง” แม้จะอ่อนทางด้านวิชาการแต่ก็ยังโชคดีที่ส่วนมากวิชาที่เธอเรียนนั้นเน้นการปฏิบัติมากกว่าหญิงสาวก็อาศัยขยันอ่านหนังสือหรือไม่ก็ให้เพื่อนๆ ติวให้ก็ทำให้พอถูไถเอาตัวรอดไปได้

                “แต่ตะวันของแม่ก็เอาตัวรอดผ่านมาได้ทุกครั้งเพราะหนูขยันแล้วก็พยายามยังไงก็อย่าหักโหมนักนะลูกแม่เป็นห่วง ในตู้กับข้าวแม่ทำของโปรดของหนูไว้อย่าลืมไปกินด้วยแม่จะไปที่ร้านก่อน” มารดาก้มหน้ามาหอมศีรษะทุยของลูกสาวอย่างแสนรัก

                “ค่ะ ตะวันรักแม่นะคะ” หญิงสาวพูดคำว่ารักซ้ำๆ อย่างไม่รู้สึกเบื่อเลยจริงๆ

                ปานตะวันนั่งอ่านหนังสือจนถึงเที่ยงกว่าๆ ก็ลงมาหาอาหารใส่กระเพาะและเมื่อเปิดตู้กับข้าวมาก็ต้องยิ้มกว้างเพราะกับข้าวที่แม่ทำไว้ให้ มะระผัดไข่กับยำปลากระป๋องใส่ใบโหระพากับข้าวพื้นๆ ที่กินเท่าไรก็ไม่เคยเบื่อเลย หญิงสาวจัดการอาหารมื้อกลางวันด้วยความรวดเร็วจากนั้นก็ออกไปยืนยืดเส้นยืดสายที่หน้าบ้านเพื่อไล่ความเมื่อยขบจากการที่นั่งจมอยู่กับกองตำรามานานแสนนาน

                หญิงสาวกะเอาไว้ว่าช่วงบ่ายรอให้แดดร่มลมตกสักหน่อยเธอจะออกไปปั่นจักรยานรอบหมู่บ้านเป็นการพักสมองซึ่งเธอก็มักจะทำเช่นนี้เป็นประจำอยู่แล้วเพราะความที่เป็นนักกีฬาจะร้างการออกกำลังกายไปนานๆ ใช่ว่าจะดี หญิงสาวจึงอาศัยการวิ่งและปั่นจักรยานรอบหมู่บ้านในช่วงเวลาที่ไม่ได้ฝึกซ้อมว่ายน้ำ

                “เฮ้อ! จบสักที” หญิงสาวปิดหนังสือในมือแล้วยืดตัวสุดกำลังเพื่อไล่ความอ่อนล้า เธออ่านหนังสือของวิชาที่จะสอบในวันจันทร์หมดแล้วและพรุ่งนี้ก็จะเริ่มของวันอังคาร และก่อนที่ตัวเองจะขี้เกียจไปเสียก่อนตะวันก็คว้ากระเป๋าเงินวิ่งลงไปชั้นล่างจัดการล็อกกุญแจให้แน่นหน้าเพราะว่าจะออกไปปั่นจักรยาน

                จักรยานแม่บ้านสีชมพูหวานจ๋อยมีตะกร้าหน้าคือรถที่เธอรักพอๆ กับเจ้าฟีโน่เพราะทั้งหมดนั้นตะวันซื้อหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง เธอไม่ได้ซื้อหาจักรยานแพงๆ อย่างพวกฟิกเกียร์ เสือหมอบ เสือภูเขาอะไรนั่นมาใช้เพราะรู้สึกว่ามันออกจะเกินกำลัง จักรยานแม่บ้านธรรมดานี่แหละมันทั้งประหยัดและออกจะคุ้มค่า

                หญิงสาวปั่นจักรยานไปรอบๆ หมู่บ้านจนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มเป็นสีส้มบ่งบอกถึงยามรัตติกาลที่ค่อยๆ โรยตัวมาปกคลุมท้องฟ้าปานตะวันจึงเร่งสปีดสองขาปั่นกลับบ้านมาเพราะตอนนี้แม่น่าจะกลับถึงบ้านแล้ว และสิ่งที่ปานตะวันคิดไว้ก็เป็นไปตามคาดหน้าบ้านมีรถคันโตของคุณลุงไววิทย์จอดอยู่แสดงว่าคุณลุงต้องไปรับแม่ที่ร้านมาแน่ๆ

               

                “สวัสดีค่ะแม่ สวัสดีค่ะคุณลุง” ปานตะวันทักทายสองผู้สูงวัยที่กำลังสาละวนอยู่ในครัว มองจากตรงนี้เธอเห็นข้าวของมากมายดูท่าคุณลุงคงจะเพิ่งกลับจากต่างจังหวัดเป็นแน่ เพราะทุกครั้งที่คุณลุงเดินทางไปดูแลสาขาของร้านวัสดุก่อสร้างท่านก็จะมีของติดไม้ติดมือมาฝากเธอและแม่เสมอ

                “สวัสดีหนูตะวันลุงเพิ่งกลับมาจากใต้มีอาหารทะเลมาฝากเยอะเลยเห็นแม่เค้าบอกว่าหนูชอบ” คุณลุงไววิทย์เป็นชายที่ยังดูแข็งแรงสวนทางกับอายุที่ล่วงเลยไปจนถึงห้าสิบกว่าๆ

                “ตะวันไปอาบน้ำอาบท่าแล้วลงมากินข้าวกันลูก” มารดายิ้มหวานเมื่อหันมาบอก เห็นดังนั้นหญิงสาวจึงขอตัวไปอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย ยิ่งเธอเห็นคุณลุงเอาใจใส่แม่และเผื่อแผ่มาถึงเธอแล้วก็สบายใจหวังว่าลูกชายของคุณลุงจะใจดีเหมือนกันเถอะนะ

 

                บนโต๊ะอาหารเล็กๆ นั้นเต็มแน่นไปด้วยกับข้าวนานาชนิดที่แม่และคุณลุงตั้งใจทำเพื่อตะวันเพราะดูก็รู้ว่ามันเป็นของโปรดของเธอแทบจะทุกอย่างไม่ว่าจะยำรวมมิตรเน้นกุ้งและปลาหมึกตัวโตๆ ปูทะเลผัดผงกะหรี่ ต้มยำกุ้งใส่เห็ดเยอะๆ และใบเหลียงผัดไข่ หญิงสาวยังแอบเห็นมีกุ้งและปูแช่อยู่ในตู้เย็นอีกเยอะดูท่าแล้วเธอคงต้องกินอาหารทะเลไปอีกหลายวัน

                “กินเยอะๆ นะตะวัน” เมื่อเห็นลูกสาวมองของโปรดตาวาวคนเป็นแม่ก็ชื่นใจ ปานตะวันของนางเป็นเด็กน่ารักกินง่ายอยู่ง่ายไม่เคยสร้างเรื่องทุกข์ใจให้แม่สักหน ยิ่งปานหทัยมีความรักครั้งใหม่นางก็ยิ่งเป็นห่วงความรู้สึกลูกมากหากตะวันพูดคำเดียวว่าไม่ชอบคุณไววิทย์นางก็พร้อมที่จะเอ่ยปากตัดสัมพันธ์

                แต่ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นบุตรสาวเพียงคนเดียวมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มแถมตักอาหารให้คุณลุงของเธอด้วยความเอาใจใส่และนั่นก็เป็นสัญญาณที่ดีซึ่งมันหมายความว่าปานตะวันคงจะไม่ต่อต้านหรือคัดค้านเรื่องแต่งงานจริงๆ

                “แม่คงเล่าเรื่องที่ลุงขอแม่เขาแต่งงานให้หนูฟังแล้วใช่ไหมลูก” น้ำเสียงอบอุ่นของชายสูงวัยเอ่ยถามออกมาขณะทานอาหาร

                “แม่บอกตะวันแล้วค่ะแล้วจะจัดงานกันที่ไหนหรือคะ” ตะวันถามกลับเพราะตั้งแต่ที่แม่มาบอกคราวก่อนท่านก็ยังไม่ได้คุยอะไรกับเธอเพิ่มเติมอีกเลย

                “อย่าเรียกว่าจัดงานเลยแม่กับลุงก็อายุปูนนี้แล้วจัดพิธีใหญ่โตก็กลัวชาวบ้านเขาจะหาว่าโอเวอร์ไอ้ครั้นจะไม่ทำอะไรเลยคนเขาก็จะนินทาเอาได้ ลุงก็เลยปรึกษากับแม่ว่าจะไปทำบุญเลี้ยงพระที่วัดแล้วก็จดทะเบียนสมรสจากนั้นก็กินข้าวกันเฉพาะคนในครอบครัว” ไววิทย์พูดเรื่อยๆ ไม่มีติดขัดเพราะเขาเตรียมการเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี

                อันที่จริงเขาจะรับสองแม่ลูกเข้าไปอยู่ในบ้านเลยก็ได้แต่ที่เขาดึงดันจะทำบุญเล็กๆและจดทะเบียนสมรสก็เพื่อเป็นหลักประกันว่าเขาไม่มีทางทอดทิ้งสองแม่ลูกและเป็นการให้เกียรติปานหทัยและปานตะวัน

                “ตะวันเองก็ตามใจแม่ค่ะอะไรที่ทำแล้วแม่มีความสุขตะวันก็ยินดีและเต็มใจ ตะวันมีแม่คนเดียวคุณลุงเองก็ดีกับเรามาตลอดตะวันไม่ขออะไรอยากให้คุณลุงรักแม่และก็ดูแลแม่แบบนี้ตลอดไปนะคะ” ตะวันพูดความในใจของตนเองออกมา เธอรักแม่ย่อมอยากจะเห็นแม่มีความสุขอยู่กับคนที่แม่รัก

                “ลุงสัญญาครับว่าจะดูแลดวงใจของตะวันด้วยหัวใจของลุง ว่าแต่ตะวันสอบเสร็จวันไหนพี่กับหนูยังไม่มีโอกาสเจอกันเลยนะ?” ผู้สูงวัยรับคำก่อนจะถามกลับเพราะจนป่านนี้ลูกชายของเขายังไม่มีโอกาสจะได้พบสมาชิกใหม่ของครอบครัวเลย

                “สอบวิชาสุดท้ายบ่ายวันศุกร์หน้าค่ะ”

                “งั้นเย็นวันศุกร์เรานัดทานข้าวกันฉลองที่หนูตะวันสอบเสร็จแล้วก็นัดเจอกันทั้งครอบครัวเลยดีไหมคุณ” คุณลุงไววิทย์หันไปถามความเห็นของแม่ที่นั่งหน้าแดงเพราะยังเขินคำที่คุณลุงเอ่ยปากสัญญาเมื่อครู่

                “เอาที่เด็กๆ สะดวกเถอะค่ะ ตะวันติดนัดเพื่อนๆ หรือเปล่า” ปานหทัยถามความเห็นลูกสาว

                “ตะวันยังไม่ได้นัดใครเลยค่ะแม่แต่เอาตามนี้ก็ได้เพราะไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีโอกาสเจอกับพี่เขาสักที” หญิงสาวพูดถึงคนที่ไม่อยู่ในที่นี้ด้วยสรรพนามที่ให้เกียรติแม้จะยังไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน เธอคิดเอาเองว่าคุณลุงไววิทย์เป็นผู้ชายที่สุภาพลูกชายเขาก็คงจะไม่ต่างกันเท่าไรนัก

                “งั้นตกลงตามนี้วันศุกร์หน้าเราไปทานข้าวกันแล้วลุงจะบอกสถานที่อีกทีก็นะ" แล้วทั้งสามก็ทานอาหารกันต่อภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ตะวันลอบมองแม่และคุณลุงอยู่เรื่อยๆ เมื่อเห็นภาพที่ท่านทั้งสองเอาใจใส่กันและกันโดยที่ยังไม่ลืมเธอหญิงสาวก็ยิ่งรู้สึกดีที่มารดาเลือกคนไม่ผิด

               

                และหนึ่งสัปดาห์ต่อมาปานตะวันยังคงคร่ำเคร่งอยู่กับการอ่านหนังสือสอบช่วงเย็นก็ไปติวกับกลุ่มเพื่อนแถมช่วงดึกยังมาอ่านต่อที่บ้านจนมารดากลัวว่าลูกสาวจะคร่ำเคร่งเกินไปจนต้องหาอาหารดีๆ ไว้บำรุงสมองให้

                อันที่จริงแล้วที่ผ่านมาตะวันก็คอยอ่านหนังสือทบทวนอย่างสม่ำเสมอแต่ที่ยังต้องอ่านหนักๆ ตรงช่วงสอบก็เพราะเธอรู้ตัวว่าตัวเองนั้นอ่อนพวกวิชาการนอกจากจะทำความเข้าใจในวิชาที่เรียนแล้วการอาศัยวิธีเก็งข้อสอบก็ช่วยได้มาก เธอเชื่อว่าคนเราถ้าขยัน อดทน และพยายามยังไงก็สามารถก้าวไปจนถึงจุดหมายได้อย่างแน่นอน

                “ตะวันสอบเสร็จไปกินหมูกระทะกัน” มะเฟืองเพื่อนสาวตัวเล็กเอ่ยชวน ตะวันกับมะเฟืองนั้นสนิทกันมากเพราะนอกจากจะเรียนด้วยกันแล้วยังเป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัยเหมือนกันอีก

                “ลืมอีกแล้ว ตะวันบอกไปร้อยรอบแล้วนะว่ามีนัดกับแม่”

                “เออเราลืมตะวันมีนัดไปดูตัวพี่ชายคนใหม่” สาวน้อยร่างเล็กผมยาวพูดขำๆ เธอมักจะแซวเพื่อนรักว่าให้ระวังจะตกหลุมรักพี่ชายต่างสายเลือดเพราะยังไงก็ต้องย้ายไปอยู่บ้านเดียวกันมันอาจจะสปาร์คกันเข้าให้ก็ได้

                “มะเฟืองก็พูดไปเรื่อย ไปเร็วได้เวลาเข้าห้องสอบแล้วเนี่ย” ตะวันหยุดความไร้สาระของเพื่อนโดยการล็อกคอลากขึ้นตึกมุ่งหน้าไปเข้าห้องสอบวิชาสุดท้าย

 

                “แม่ขาตะวันสอบเสร็จแล้วนะกำลังจะนั่งแท็กซี่ไปที่ร้านค่ะ” เมื่อออกจากห้องสอบหญิงสาวก็โทรหามารดาทันที

                วันนี้เธอยอมนั่งรถเมล์มามหาวิทยาลัยเพราะมารดาไม่อยากให้ขี่รถตอนกลางคืนในเส้นทางที่ไม่คุ้นชินซึ่งตะวันก็ตามใจแม่เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะมาดื้อดึงให้บุพการีต้องเป็นกังวล

                “แม่จะถึงร้านแล้วพี่เขาไปจองโต๊ะรออยู่ก่อนตะวันมาถูกใช่ไหมลูก” มารดาถามย้ำอีกครั้งเพราะร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยานี้อยู่คนละมุมเมืองกับบ้านของเธอเลย

                “ตะวันศึกษาเส้นทางมาดีแล้วค่ะเดี๋ยวเรียกรถแท็กซี่เขาก็คงรู้ทางแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะเดี๋ยวเจอกันค่ะแม่” หญิงสาวพูดให้มารดาคลายกังวลก่อนจะวางสายแล้วเรียกรถมุ่งหน้าไปร้านอาหารที่นัดพบครอบครัวใหม่ของเธอ

                ปานตะวันใช้เวลาสามสิบนาทีในการเดินทางเมื่อมาถึงร้านหญิงสาวแจ้งชื่อของไววิทย์พนักงานก็เดินนำเธอมายังโต๊ะที่แม่และคุณลุงนั่งอยู่โดยมีผู้ชายร่างกายกำยำสูงใหญ่นั่งหันหลังให้กับเธอ

                “สวัสดีค่ะแม่ สวัสดีค่ะคุณลุง สวัสดีค่ะไอ้...” ปานตะวันกลืนชื่อไอ้หมาบ้าไวทินลงไปในคอ เธอยอมรับว่าตกใจเมื่อผู้ชายคนนั้นหันหน้ามาทางเธอ ผู้ชายที่ตะวันอยากเห็นหน้าเป็นคนสุดท้ายในโลกใบนี้กำลังตีคิ้วยกยิ้มกวนประสาทให้... ว่าแต่ไอ้หมาบ้ามันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง

                “สวัสดีครับน้องตะวันไม่ได้เจอกันนานยังน่ารักเหมือนเดิมเลยนะครับ” ชายหนุ่มทักทายด้วยท่าที่สบายๆ ดูแล้วเขาไม่ได้แปลกใจเลยที่ที่พบหน้าน้องสาวคนใหม่ เพราะก่อนที่เธอจะมาถึงมารดาของหญิงสาวเล่าให้ฟังว่าลูกสาวคนเดียวนั้นทำงานพิเศษอยู่ที่คาเฟ่ขนมหวานและหลังจากสอบถามชื่อร้านแล้วสรุปว่าน้องตะวันจอแบนก็คือน้องสาวคนใหม่ของเขาแน่นอน

                “สะ สะ สวัสดีค่ะคุณไวทิน” หญิงสาวเลี่ยงที่จะใช้คำว่าพี่เรียกเขา

                “คุณอะไรกันลูกตะวันเรียกพี่ทีนก็ได้ นี่แม่ยังแปลกใจอยู่เลยที่หนูกับพี่เขาเคยเจอกันมาก่อนอย่างนี้ก็ดีเลยคุ้นเคยกันมาก่อนจะได้อยู่ร่วมกันได้ไม่มีปัญหา” มารดาที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวยิ้มกว้างเพราะไม่เคยได้รับรู้ว่าชายหนุ่มทำเรื่องอะไรไว้

                “ผมก็ดีใจครับคุณน้าที่ได้มีน้องสาวน่ารักๆ อย่างน้องตะวัน” คำพูดกะลิ้มกะเหลี่ยที่มาพร้อมสายตากรุ้มกริ่มทำเอาตะวันอยากจะเอาหมัดกระทบหน้าหล่อๆ นักแต่ก็ต้องอดทนเพราะเกรงใจแม่... ให้ตายเถอะทำไมพี่ชายที่ฝันไว้มันไม่เฉียดใกล้ความจริงสักนิดเลย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณนักอ่านทุกท่านสำหรับกำลังใจและแรงสนับสนุนนะคะ"

อติญา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha