พ่ายปรารถนาเจ้ารัตติกาล

โดย: ช่อพิกุล



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 2 : ความจริงหรือว่าฝันไป


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

การเดินทางมายังปราสาทนอยชวานสไตน์ที่ประเทศเยอรมันเพื่อถ่ายทำละครฉากสำคัญของคู่พระนาง ตัวร้ายอย่างเธอก็ต้องมาเล่นในฉากนั้นด้วย สายตาที่มองไปยังภูมิดนัยที่กำลังคุกเข่าขอนาถลดาแต่งงานช่างบีบคั้นหัวใจของเธอนัก เพราะมันไม่ใช่แค่การแสดงเท่านั้น สองคนนั่นรักกันจริงๆ มันเป็นเซอร์ไพรส์ที่เธอไม่อาจอยู่ร่วมแสดงความยินดีกับคู่รักคู่ใหม่แห่งวงการได้

          ความรักที่เธอมีให้กับภูมิดนัยมาเนิ่นนานหลายปีตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง ไม่เคยได้รับการตอบรับ ที่ผ่านมาเธอเป็นแค่เพียงที่ระบายความทุกข์ใจของชายหนุ่มในยามที่เขามีเรื่องทะเลาะกับแฟนสาวมาเท่านั้น นาถลดาไม่ชอบหน้าเธอ ตั้งแต่หล่อนรู้ว่าเธอแอบมีใจให้กับภูมิดนัย

          หลายครั้งภูมิดนัยเมามาย เธอเป็นคนเดียวที่อยู่เคียงข้างเขา ความใกล้ชิดเพิ่มมากขึ้นทุกวัน พอๆ กับที่ภูมิดนัยเริ่มรู้ใจตัวเองว่าเขารักนาถลดาจริงๆ และเขารู้สึกกับเธอแค่เพื่อนเท่านั้น มันช่างเจ็บปวดนัก และเจ็บปวดมากที่สุดก็วันนี้ วันที่เขาขอนาถลดาแต่งงานท่ามกลางดอกหิมะที่โปรยปราย ช่างเป็นภาพที่หวานซึ้งตรึงใจ แสนโรแมนติก แต่น้ำตาของเธอกำลังรินไหล

          น้ำใสๆ ยังคลอเบ้ามาจนถึงตอนนี้ ตอนที่เธอกำลังดื่มเครื่องดื่มสีแดงทับทิมรสชาติหวานฉ่ำ บาดคอเล็กน้อยเมื่อกลืนมันลงไป แก้วแล้วแก้วเล่าเพื่อหวังจะลืมใบหน้าใครบางคนที่ทำให้เธอเจ็บปวด

          เมื่อคืนหลังจากที่ได้พูดคุยกับเอลิต้า เพื่อนรักของเธอก็พูดเรื่องจะให้เธอไปเป็นผู้หญิงของแวมไพร์อะไรก็ไม่รู้ แต่นาทีนั้นเธอไม่ค่อยได้สนใจ เพราะผู้ชายที่อยู่ในใจของเธอมาโดยตลอดคือภูมิดนัย เธอจึงไม่คิดจะสนใจเรื่องประหลาดๆ ที่เพื่อนรักเล่าให้ฟัง กับคำถามกำกวมที่ฟังดูตลก

“ถ้าสมมุติฉันให้เธอเลือกระหว่างการกลายเป็นผีดูดเลือด กับการเป็นผู้หญิงของราชาแวมไพร์ที่ไม่ดื่มเลือดมนุษย์ เธอจะเลือกอย่างไหน”

ณิชานันท์เอาแต่หัวเราะ แล้วเปลี่ยนหัวข้อไปคุยเรื่องอื่นแทน ช่วงเวลานั้นเธอมีความสุขมาก กระทั่งเอลิต้าพาเธอมาส่งโรงแรมตอนประมาณเกือบห้าทุ่ม หญิงสาวก็ได้เห็นคู่หนุ่มสาวกำลังพลอดรักกันที่หน้าประตูห้องพัก จากนั้นฝ่ายชายก็เป็นฝ่ายขอผู้หญิงแต่งงาน

...มันเจ็บ เจ็บมากเหลือเกิน หัวใจของเธอแทบแหลกสลายกับสิ่งที่ได้รับรู้...

ดังนั้นแทนที่หญิงสาวจะกลับเข้าห้องพักของตนเองแล้วนอนพักผ่อน จึงกลายเป็นว่าคืนนี้ เธอกลับชวนซันนี่ เพื่อนสาวประเภทสองมาดื่มที่บาร์ชื่อดังแห่งหนึ่ง

          “หยุดดื่มเถอะณิชา เธอเมามากแล้วนะ” ห้าม พลางแย่งแก้วคริสตัลทรงสูงมาจากมือญาติผู้น้อง ที่ยังดื้อรั้นแย่งกลับคืน

          “เอาแก้วของฉันมานะเจ๊ ฉันยังไม่เมา คนเมาที่ไหนจะยังรู้สึกเจ็บในอกอยู่แบบนี้เอามา...ฉันจาดื่มต่อ” เสียงหวานเริ่มอ้อแอ้ แย่งแก้วสีสวยมาจากมือญาติผู้พี่ขั้วเดียวกันจนได้ แล้วก็จัดการรินเครื่องดื่มสีแดงทับทิมบริการตนเอง ก่อนจะจรดที่ริมฝีปากเล็กสีแดงสดให้แอลกอฮอล์มันไหลลงคอไปจนหมดแก้ว

          คืนนี้เธอจะดื่มให้เมา ดื่มให้ลืมเขา แม้จะรู้ว่าวันมะรืนต้องไปเจอกับสองคนนั่นที่กองถ่ายอีกเพื่อถ่ายทำฉากจบที่ คฤหาสน์จันทรา วิมานของมหาเศรษฐีคนหนึ่งแห่ง แคว้นบาวาเรีย แต่ขอสักราตรีที่เธอจะปลดปล่อยตนเองออกจากความเจ็บปวด ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอไม่เคยเจ็บปวดเท่านี้มาก่อนเลย ครั้งนี้เธอเจ็บมาก เพราะรู้สึกได้ว่ากำลังสูญเสียคนที่เธอรักไปแล้วจริงๆ เสียแบบไม่มีวันหวนกลับ

          พวกเขาสองคนกำลังจะแต่งงานกันในเร็วๆ นี้ แล้วเธอจะดำเนินชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไรโดยไม่มีเขา

          “ดนัย ทำไมคุณถึงทำกับฉันแบบนี้ ทำไม” คนเมาเริ่มโวยวาย จนโต๊ะข้างๆ หันมามอง

          “ณิชา กลับดีกว่านะ เดี๋ยวฉันจะไปส่งที่อพาร์ทเม้นท์เอง”

          “ม่าย...ฉันยังไม่กลับ ฉันอยากออกไปแดนซ์ พาฉันออกไปแดนซ์หน่อยสิเจ๊ นะๆ” ทำเสียงออดอ้อน แต่ไม่รอฟังคำตอบ ร่างบางในชุดเสื้อโค้ทขนมิ้งค์สีขาวที่สวมทับชุดเดรสรัดรูปสีดำอีกที ลุกขึ้นออกไปยังฟลอร์เต้นรำที่มีฝูงผีเสื้อราตรีพากันโยกย้ายส่ายสะโพกกันอย่างเมามันสนุกสนานไปกับจังหวะฮิบฮ็อบ

          ซันนี่พยายามจะดึงญาติสาวที่กำลังเมาได้ที่กลับมาที่โต๊ะ แต่แรงของคนเมาก็เยอะมากจนต้องยอมแพ้ ปล่อยให้เธอได้แดนซ์ตามอำเภอใจ

          “ยัยณิชาเอ๊ย ดูท่าเต้นหล่อนสิ” พูดพลางส่ายหน้าอย่างระอา แล้วคนที่กำลังแดนซ์กระจายแบบหลุดโลกก็หลุดเข้าในฝูงชนที่เบียดเสียดกันแน่นจนแทบมองไม่เห็นสาวสวยลูกครึ่งไทย-ฝรั่ง แต่ฝรั่งชาติไหนก็ไม่ทราบเช่นกัน เพราะเรื่องครอบครัวของเธอมันซับซ้อนเกินกว่าที่เจ้าตัวจะสืบเสาะหาความจริงได้

          ซันนี่พอรู้ว่า ครอบครัวของภูมิดนัยค่อนข้างมีฐานะ และไม่ยอมรับณิชานันท์ที่เป็นเพียงดาราประกอบจนๆ คนหนึ่ง และเขาก็ยังรู้อีกว่าภูมิดนัยเองก็ไม่ได้มีใจให้กับณิชานันท์มากกว่าคำว่าเพื่อน เขาชอบนาถลดานางเอกที่เขาเพิ่งเล่นละครคู่กับหล่อนเป็นเรื่องที่สาม

          นาถลดารู้ว่าภูมิดนัยรวยมาก หล่อนจึงหว่านเสน่ห์ หาทางผูกมัดใจพระเอกหนุ่มจนสำเร็จ หล่อนไม่ชอบหน้าณิชานันท์ หล่อนจึงแอบสะใจที่สามารถแย่งภูมิดนัยมาจากคู่อริของหล่อนได้

          “ไฮ่ ซันนี่ ดีใจจังที่เจอยูที่นี่ ยูยังจำไอได้ไหม ไอ แกรี่ไงล่ะ”

          “โอ แกรี่ ยูจริงๆ ด้วย ยูหล่อขึ้นมากเลย หล่อจนไอจำเกือบไม่ได้แน่ะ”

          “ตั้งสองปีที่ไม่ได้เจอกัน ไปดื่มกับไอนะ” ชวนพร้อมกอดประคองคู่ขาคนสวยออกไปจากความอึดอัดรอบๆ ตัว แต่ซันนี่ก็ขืนตัวเอาไว้พลางมองหาญาติสาวไปทางศูนย์กลางของกลุ่มผีเสื้อราตรีที่แดนซ์กันอย่างเมามันแต่ก็มองไม่เห็น

          “มีอะไรหรือเปล่า”

          “คือไอมากับน้องสาว เธอเมามากแล้วแดนซ์อยู่ตรงนั้นเมื่อกี้ แต่ว่าตอนนี้หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ไอเป็นห่วงน้องสาวคนนี้มาก” ใบหน้าของคนพูดดูมีกังวล หัวคิ้วแทบจะชนกัน

          “ไม่ต้องห่วงหรอก ไปดื่มกับไอสักครึ่งชั่วโมงค่อยโทรหาก็ได้นี่”

          “โทรได้ไงล่ะแกรี่ ก็กระเป๋ายัยณิชาอยู่กับไอ นี่ไง”

          แกรี่ถอนหายใจ

          “โอเค งั้นเดี๋ยวไอช่วยยูตามหาน้องสาวของยูอีกแรง แล้วค่อยไปดื่มกัน” จบประโยคทั้งสองก็เดินเข้าไปในฝูงชนอีกครั้ง พลางสอดส่ายสายตากวาดมองหาผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่อยู่ในชุดโค้ทขนมิ้งค์สีขาวที่สวมทับชุดเดรสสีดำอยู่ข้างใน ตามหาอยู่นานหลายนาทีแต่ก็ไม่เห็น

          “โอ๊ย...จะบ้าตาย หล่อนหายไปไหนเนี่ยยัยณิชาขี้เมา” ซันนี่หายใจหอบๆ พยายามมองไปรอบๆ ตัว ภายใต้แสงไฟสลัวหลากสี แต่ก็ยังไร้วี่แวว

          “ทำยังไงดีแกรี่ น้องสาวของไอหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ จะถูกพวกผู้ชายพาไปปู้ยี่ปู้ยำที่ไหนหรือเปล่า โอ๊ย...เครียด!

          “ใจเย็นๆ น่าซันนี่ เราลองไปหาทางห้องน้ำหญิงกันดีไหม เผื่อน้องรักของยูอาจจะไปโก่งคออาเจียนอยู่ในนั้นก็ได้นะ”

          “อืม ก็จริงด้วยนะ งั้นเรารีบไปห้องน้ำหญิงกันเถอะ เผื่อจะเจอ”

 

         

สายตาที่มองเหยื่อสาวเต็มไปด้วยตัณหาราคะ อาศัยจังหวะตอนหญิงสาวเมามาย ฉุดกระชากลากเธอออกมาจากผับจนสำเร็จ และตอนนี้ก็กำลังจะเดินไปถึงรถที่จอดรออยู่อีกฟากของถนนแล้ว เพียงแค่รอให้รถโล่งเท่านั้น

          “ปล่อยฉันนะ! แกจะพาฉันไปไหนเนี่ย”

          แม้จะเมา แต่ณิชานันท์ก็ยังมีสติรู้ว่าไอ้ผู้ชายตัวโตล่ำสันในชุดหนังเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นสาบตัวและกลิ่นบุหรี่กำลังจะพาเธอไปลงนรกแน่ๆ ร่างเล็กจึงออกแรงขัดขืนสุดฤทธิ์

          “ปล่อยฉันนะไอ้คนเลว ฉันจะไปหาพี่ของฉัน”

          “ปล่อยให้โง่น่ะสิ หยุดดิ้นได้แล้ว ถ้าไม่อยากเจ็บตัว” มันขู่ทั้งน้ำเสียงและสายตา แต่คนเมาก็ไม่ได้รู้สึกกลัวแต่อย่างใด เพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่อยู่ในกระแสเลือดทำให้เธอกล้าที่จะต่อกรกับมันมือเปล่า

          เผียะ!

          ใบหน้าเหี้ยมเกรียมค่อยๆ หันมาช้าๆ นัยน์ตาของมันลุกโชนไปด้วยไฟโทสะ ก่อนจะแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว

          “อยากลองดีใช่ไหม ได้!” กำปั้นใหญ่เงื้อขึ้นกลางอากาศ หมายจะต่อยเข้าไปที่ท้องน้อยของเหยื่อสาวจอมพยศให้หงอ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อแขนของมันถูกมือแข็งแรงดุจคีมเหล็กกำแน่นจนเจ็บ

          “ปล่อยเธอ ถ้าไม่อยากให้กระดูกของแกแหลกเป็นผุยผง” เสียงสั่งเยือกเย็นชวนให้ขนลุก รัศมีอำมหิตเหมือนแผ่รังสีมาจากเจ้าของเสียงทุ้มลึกที่ก้องกังวานไปในห้วงอากาศยามราตรี

          ร่างบางซวนเซเสียหลักเมื่อถูกปล่อยเป็นอิสระ เมื่อหันมาอีกทีก็เห็นใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักลอยอยู่ตรงหน้า เขาสวมชุดหนังดำมันเป็นมันเลื่อมทั้งชุด ร่างใหญ่โตกำลังอยู่ในท่าย่อตัวลงช้อนร่างของเธอขึ้นมาสู่อ้อมแขนแข็งแรงอย่างง่ายดาย โดยที่เธอยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เพราะอวัยวะทุกส่วนของร่างกายคล้ายจะเป็นอัมพาตไปเสียหมด ยกเว้นดวงตาสีนิลที่กำลังไหวระริกมองดวงหน้าขาวซีดและริมฝีปากสีสดของเขา

          แล้วเมื่อเลื่อนสายตาขึ้นสูงอีกนิด ก็สบประสานเข้ากับดวงตาคมกล้าที่สีของมันยามนี้ไม่ต่างจากสีของท้องฟ้ายามราตรี เธอเผลอมองเขานิ่งดั่งถูกมนต์สะกด

          เขาคงมาช่วยเธอ

          ว่าแต่เขาเป็นใคร แล้วจะไว้ใจได้หรือเปล่า

          ทว่ากิริยาของเขาช่างนุ่มนวลนัก เป็นสุภาพบุรุษที่เต็มไปด้วยเสน่ห์มากมายเหลือเกิน

          หัวใจของหญิงสาวรู้สึกอบอุ่นแม้ยังไม่สร่างเมา พยายามเพ่งมองใบหน้าที่ก้มมองเธอให้ชัดๆ เพราะรู้สึกเบลอๆ จนต้องกะพริบตาปิบๆ เพื่อปรับความคมชัดหลายครั้ง ก่อนจะคลี่ยิ้มหวานออกมาโดยไม่รู้ตัว

          “คุณหล่ออบอุ่นจัง ขอบคุณมากนะคะที่มาช่วยฉัน” ตอบพลางพยายามกอดลำคอแข็งแรงเอาไว้มั่นเพราะกลัวตก

          “มันเป็นหน้าที่ของผม”

          “หน้าที่?” เธอเลิกคิ้วสงสัย

          “ครับ มันเป็นหน้าที่ที่ผมจะต้องดูแลลูกค้าของผมทุกคนที่มาใช้บริการเดวิลคลับ”

          “คุณเป็นเจ้าของผับนี้เหรอคะ”

          “เปล่าครับ ผมเป็นเพียงแค่คนดูแล”

          หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจ ดวงตาเริ่มปรือ เมื่อรู้สึกสบายตัวอย่างบอกไม่ถูกเมื่อถูกอุ้มอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษหนุ่มรูปหล่อ เธอยิ้มตาหวานเยิ้ม เคลิบเคลิ้มไปกับรอยยิ้มกระจ่างแสนเสน่ห์ของเขา ทั้งที่เป็นผู้ชายแปลกหน้า แต่เธอกลับไว้ใจเขา

          “ท่าทางคุณจะเมามาก ผมจะพากลับที่พักนะครับ ว่าแต่ที่พักของคุณอยู่ที่ไหน”

          “ที่พักของฉันอยู่ใกล้ๆ กับคฤหาสน์...คฤหาสน์อะไรน้า...แสงจันทร์หรือเปล่าฮ่าๆ ฉันก็จำม่ายด้ายแล้วสิ เอิ้ก”

“คฤหาสน์จันทราใช่ไหมครับ”

“ช่ายๆ น่านแหละ คฤหาสน์จันทรา”

“ถ้าอย่างนั้น ให้ผมขับรถไปส่งคุณนะครับ พอใกล้ที่พักของคุณ คุณก็บอกผมแล้วกันว่าคุณพักอยู่ตรงไหน”

“โอเคค่ะ ด้ายเลย”

ณิชานันท์ถูกชายหนุ่มที่อ้างว่าเขาเป็นคนดูแลเดวิลคลับอุ้มไปขึ้นรถสปอร์ตสีดำมันปลาบแล้วแล่นออกไปจากผับหรูอย่างรวดเร็ว

 

 

รถสปอร์ตสีดำแล่นมาจนถึงหน้าคฤหาสน์จันทรา คนขับก็จอดรถอย่างนุ่มนวลก่อนจะหันมามองคนข้างๆ ซึ่งตอนนี้หลับปุ๋ยคอพับกับพนักพิงไปเรียบร้อยแล้ว

“คุณครับ ถึงคฤหาสน์จันทราแล้วครับ ที่พักของคุณอยู่ที่ไหนครับ” เขาถามอย่างสุภาพ ทว่าคนถูกถามกลับไม่ไหวติง มีเพียงเสียงกรนฟี้ๆ บอกว่าเธอกำลังหลับสนิท

“คุณครับ ตื่นได้แล้วครับ” เรียกดังขึ้นอีกนิด พลางสะกิดที่ต้นแขนนุ่ม เขย่าเบาๆ แต่เจ้าตัวก็ยังไม่ตื่น จนชายหนุ่มต้องตัดสินใจ

ไม่ถึงนาทีต่อมาประตูคฤหาสน์ก็เปิดออก รถสปอร์ตเลี้ยวเข้าไปข้างในช้าๆ ไปจอดอยู่ใต้คฤหาสน์หลังใหญ่ที่เปิดไฟไว้เฉพาะทางเดินขึ้นบันไดวนเท่านั้น ความสว่างรอบตัวคฤหาสน์ก็มาจากโคมไฟดวงใหญ่ที่ประดับประดาตามรั้วและข้างบนระเบียงที่ยื่นออกมา แต่ในตัวตึกกลับมืดทุกห้อง

ทว่าเมื่อเมื่อแขกสาวถูกอุ้มออกมาจากรถอีกครั้ง ห้องบางห้องก็เปิดไฟสว่างไสวขึ้นมาเพื่อต้อนรับเธอ

ประตูบานใหญ่ของห้องหนึ่งบนชั้นสามเปิดออก ร่างบางที่ตัวอ่อนป้อแป้ถูกวางลงบนที่นอนหนานุ่มสีขาว ความเย็นเยียบของที่นอนทำให้คนเมาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมามอง แต่เหมือนทุกอย่างรอบตัวจะหมุนคว้างจนเวียนหัว จนเจ้าตัวต้องหลับตาลงอีกครั้ง

“เจ้าพาใครมาหรือชาลอส” เสียงทรงอำนาจดังกังวานขึ้นข้างหลัง

ไม่ต้องหันไปมองชาลอสก็รู้ว่าเป็นใคร

ร่างสูงใหญ่ที่กำลังพิจารณาร่างเล็กที่กำลังหลับตาพริ้มด้วยสายตาชื่นชม ก่อนจะหยุดมองลำคอระหงที่โผล่พ้นขอบเสื้อโค้ทด้วยความกระหาย หยุดความรู้สึกของตนเองเอาไว้เมื่อค่อยๆ หมุนร่างกลับมาเผชิญหน้ากับเจ้านาย

“เธอเป็นลูกค้าที่ผับ เธอเมามาก ผมเลยพาเธอมาพักที่นี่ชั่วคราว” ตอบก้มหน้า สองมือประสานกันไว้ใต้เข็มขัดหนัง

“กี่คนแล้วที่เจ้าพามาที่นี่ เหตุผลเพราะพวกหล่อนเมา นี่คงเป็นอีกรายที่จะกลายมาเป็นเหยื่อสวาทของเจ้าสินะ”

“เอ่อ...คือ”

“ข้าได้กลิ่นสาบสาวบริสุทธิ์ ผู้หญิงคนนี้เจ้าไม่ควรแตะต้องนาง”

“เอ่อ ครับเจ้านาย ผมจะไม่แตะต้องเธอ”

“ไปได้แล้ว”

“ครับ”

เมื่อบริวารที่สนิทพ้นประตูไปแล้ว ตามด้วยเสียงปิดประตูเบาๆ ร่างสูงสง่าในชุดดำที่สวมทับด้วยเสื้อคลุมผืนใหญ่ก็เดินมาที่ปลายเตียง ปลายนิ้วเรียวยาวเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าเนียนผ่องออก เผยให้เห็นดวงหน้างดงามหวานละมุนที่แสนคุ้นเคย

“เราเจอกันอีกแล้วนะสาวน้อย” แต่เมื่อเพิ่งพิศมองใบหน้าสวยชัดๆ ความทรงจำเมื่อร้อยกว่าปีก่อนก็ผุดขึ้นมา

โอ...มันจะเป็นไปได้อย่างไร

ผู้หญิงตรงหน้าช่างมีใบหน้าคล้ายกับชายาสุดที่รักของเขามากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นคิ้วเรียวสวย จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากเล็กสีกุหลาบน่าจุมพิต โครงหน้าที่ถอดแบบคนรักในอดีตของเขามาเป๊ะ

แต่จะแตกต่างก็ตรงที่สีของเส้นผม ซิลเวียมีผมนุ่มสลวยสีบลอนด์ทอง ส่วนผู้หญิงคนนี้ก็มีผมนุ่มสลวยดุจแพรไหมเช่นกันแต่เป็นสีน้ำตาลเข้ม แล้วดวงตาของเธอเล่าจะเป็นสีอะไร จะเป็นสีฟ้าอมเทาเหมือนดวงตาของซิลเวียหรือเปล่า

เมื่อมองสำรวจร่างอรชรตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แล้วก็มองผ่านอาภรณ์ที่เธอสวมใส่

 เขารู้มันใช่

 ผู้หญิงคนนี้จะต้องเป็นชายาของเขาที่กลับชาติมาเกิดแน่นอน แล้วมือกร้านก็ดึงผ้าพันคอไหมพรมออกจากลำคอขาวผ่อง ก็เห็นหลักฐานชิ้นสำคัญห้อยอยู่ตรงสร้ายคอ ราชาฯ หนุ่มจึงตัดสินใจเปิดดูล็อกเก็ตนั้น แล้วก็เห็นภาพแห่งความทรงจำเมื่อร้อยกว่าปีก่อนใต้เข็มนาฬิกาที่ตายแล้ว

หัวใจที่เหมือนถูกแช่แข็งมาเนิ่นนานก็กลับเต้นตุ้บๆ อยู่ใต้อกเขา ความอบอุ่นเริ่มแผ่ซ่านออกมาเมื่อดึงมือบางมากอบกุม

...ความหวังว่าเธออาจจดจำเขาได้เมื่อเธอตื่นขึ้นมา เริ่มรำไร...

“ซิลเวีย คุณกลับมาหาผมใช่ไหมที่รัก อา...กรุณาลืมตาขึ้นเถิด ผมอยากให้คุณเห็นผมไวๆ” เขาหวังจริงๆ ว่าเมื่อเธอลืมตาขึ้นมาเธออาจจะจำเขาได้ แต่ถึงจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เขาจะค่อยๆ ทบทวนความทรงจำให้กับเธอเอง

เจ้าของดวงตาสีท้องฟ้ายามราตรีที่กำลังเปล่งประกายไหวระริกไปมาด้วยความหวัง กำลังก้มลงไปใกล้ๆ ใบหน้าหวานซึ้งนั้น ริมฝีปากเย็นชืดกำลังจะแตะลงบนกลีบปากนุ่มมันวาวของเธอ แต่กลับหยุดชะงัก

ไม่...เขาไม่ควรใช้เวทมนต์กับเธอ

เขาควรรอให้เธอตื่นขึ้นมาเอง อย่างมีสติครบถ้วน

ไม่เป็นไร เขารอได้ เขารอเธอมาเป็นร้อยๆ ปีแล้ว ทำไมจะรอเวลาแค่ราตรีเดียวไม่ได้ล่ะ เดี๋ยวไม่กี่ชั่วโมงเธอก็คงตื่นขึ้นมาเอง

ราชาแวมไพร์หนุ่มนั่งลงตรงขอบเตียง ใช้ปลายนิ้วสัมผัสลูบไล้เพียงเบาๆ ด้วยความรักความโหยหามาช้านาน แม้จะเป็นการสัมผัสบนเนื้อผ้า แต่เขาก็รู้สึกถึงความคุ้นเคยกับร่างกายใต้ฝ่ามือของเขาในขณะนี้เป็นอย่างดี

ต่อให้ผมของเธอเปลี่ยนสี หรือสีดวงตาของเธอจะไม่ใช่สีฟ้าอมเทา เขาก็มั่นใจว่าเธอคือ ซิลเวียกลับชาติมาเกิดใหม่ เขาเชื่อการกลับชาติมาเกิด เชื่อและรอคอยมาโดยตลอด

จะกี่ปีผ่านพ้นก็ไม่เคยลืม เคยรักอย่างไรก็รักอย่างนั้นมิเคยเปลี่ยนแปลง

“ยอดรักของข้า ในที่สุดข้าก็ได้พบเจ้าอีกครั้ง”

จากนั่งรอ เป็นนอนรอ นอนเท้าข้อศอกเพื่อก้มมองใบหน้าอ่อนเยาว์ของเธอ มองเท่าไรก็ไม่เคยเบื่อ ว่าแต่เธอดื่มแอลกอฮอล์มามากเลยหรือนี่ ถึงได้เมามายเช่นนี้

เขาสัมผัสได้ถึงความเสียใจของเธอ ความเจ็บปวดลึกๆ ในหัวใจเธอ

ใครทำให้เจ้าเสียใจถึงเพียงนี้ ซิลเวีย

พลังวิเศษทำให้อาเทอร์รับรู้ว่าใครที่ทำให้คนที่เขารักเสียใจ แววตาสีท้องฟ้ายามราตรีพลันโชนแสงสีแดงน่ากลัววูบหนึ่ง ก่อนจะปรับอารมณ์ให้สงบดังเดิม

ปลายนิ้วยังคงสัมผัสผิวนุ่มจากกรอบหน้า เลื่อนลงมาบนเส้นชีพจรที่เต้นตุ้บๆ บนลำคอขาวผ่อง น่าฝังคมเขี้ยว

“อา...ซิลเวีย ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน” ปลายลิ้นเย็นชุ่มฉ่ำปาดไล้ไปมาบนผิวนุ่มรอบลำคอระหงที่โผล่พ้นคอเสื้อออกมาให้เห็นเพราะไม่อาจอดกลั้น เท่านี้มันก็ทำให้ร่างกายบางส่วนของเขาที่หลับไหลตื่นตัวขึ้นมาจนน่าตกใจ

เขาปรารถนาร่างกายที่ยั่วยวนตรงหน้านี้เหลือเกิน กี่ภพกี่ชาติ ร้อยวันพันปีพ้นผ่าน ไม่เคยปรารถนาเธอน้อยลงเลย

ร่างกายที่เย็นชืดดุจน้ำแข็งเริ่มอุ่นขึ้น เพียงแค่ปลายลิ้นสัมผัสเธอเบาๆ ลากไล้ลงมาจนถึงเนินทรวงขาวผ่องเต็มตึง ผิวของเธอช่างหวานหอมนัก เพียงแค่นึกอยากจะกลืนกิน เขี้ยวแหลมๆ ก็งอกขึ้นมา มันครูดเบาๆ ไปบนเนื้อนุ่มและไปหยุดอยู่ที่ลำคอขาวผ่องอีกครั้ง

เขี้ยวแหลมคมงอกยาวยิ่งขึ้นอีก พร้อมกับที่เจ้าของร่างที่ถูกล่วงเกินยามหลับเริ่มเคลื่อนไหว พลิกศีรษะไปมาบนหมอน ละเมอเบาๆ

“อือ...”

 

 

 

 

 

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha