พ่ายรักเมียเก็บ

โดย: อัณณากานต์



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 5 : ว่าที่เจ้านาย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอนที่ 5 ว่าที่เจ้านาย

          “ใครหรอนังหนู” ชาตรีถามเมื่อฝรั่งสองคนเดินคล้อยหลังไป

          “ลูกค้าที่ร้าน” อ้อยตอบแล้วคิดทบทวนบางอย่าง

          “ครั้งแรกช้อนตกในร้าน ครั้งที่สองปากกาในธนาคาร ครั้งที่สามก็วันนี้หรือเรากับคุณทั้งคู่จะมีอะไรผูกพันกัน” อ้อยคิดในใจและรู้สึกประหลาดกับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอมีความเชื่อเรื่องกฎของเหตุการณ์สามครั้งและครั้งสำคัญก็ไม่ใช่ใครเลยแม่ของเธอนั่นเอง

          ครั้งแรกแม่ขับจักรยานล้มครั้งต่อมาโดนรถเครื่องเฉี่ยวและครั้งสุดท้ายคือโดนรถชนจนเสียชีวิต เธอได้แต่ภาวนาในใจหลังแม่จักรยานล้มว่าอย่าให้มีเหตุการณ์เลือดตกยางออกครั้งที่สองตามมาเลยและพอแม่โดนรถเครื่องเฉี่ยวเธอก็เสียวสันหลังวาบไม่ถึงเดือนแม่ก็ประสบอุบัติเหตุแล้วจากไป

          อาจเป็นความบังเอิญหรืออะไรเธอก็ไม่อาจรู้ได้แต่ใครหรือเหตุการณ์ที่เธอพบเจอเกินสามครั้งด้วยความรู้สึกพิเศษจะสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือมีผลกระทบกับชีวิตเสมอและคราวนี้เธอก็เชื่อว่าสามีภรรยาคู่นั้นจะต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนไป

          “นังหนู ดูนั่นๆ” ชาตรีชี้มือไปที่รถสีเงินคันงามที่สองผัวเมียเพิ่งขับออกไป

          “อะไรพ่อ” อ้อยยังคงตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง

          “ดูสินั่นรถสป๊อกใช่ไหม”

          “สปอร์ต ไม่ใช่สป๊อก”

          “อย่ามาเปลี่ยนเรื่องเลยนะพ่อ” เธอหันไปทำตาเขียวใส่บิดา

          “ก็พ่อเมา พ่อไม่ได้ตั้งใจหนูก็รู้ว่าพ่อไม่ใช่ไอ้ขี้ขโมย” ชาตรีอธิบายให้ลูกเข้าใจ เขาเองก็ไม่ได้อยากเป็นแบบนี้แต่การสูญเสียเอมอรทำให้เขาไม่อยากอยู่ในโลกความเป็นจริงอีกเลย

          “พ่อรู้ไหมถ้าแม่รู้ว่าพ่อทำแบบนี้แม่ต้องเสียใจมาก” อ้อยบอกพ่อด้วยเสียงที่สั่นเครือเธอเองก็รู้ว่าพ่อไม่ได้เลวร้ายคดโกง พ่อแค่รับความจริงไม่ได้เรื่องแม่ซึ่งเธอก็เป็นแต่เก็บกดมันเอาไว้

          “พ่อขอโทษนังหนู พ่อจะเลิกเหล้าพ่อสัญญา”

          “สัญญานะพ่อ” ชาตรีเกี่ยวนิ้วก้อยกับลูกสาวแล้วสองพ่อลูกก็กอดกัน

          “หนูจะเก็บเงินแล้วเราไปสร้างบ้านอยู่ด้วยกันนะพ่อ เราเปิดร้านขายขนมไข่นกกระทากันดีไหมพ่อยังจำสูตรได้รึเปล่า”

          “จำได้สิ” ชาตรีขยี้หัวลูกสาวแล้วยิ้มออกมา ในที่สุดเมฆฝนก็พัดผ่านไปต่อจากนี้ชีวิตของเขาจะสดใสสักทีซึ่งมันจริงที่สุดชีวิตของชาตรีจะกลับมาเบ่งบานอีกครั้งแต่ชีวิตของลูกสาวเพียงคนเดียวกำลังจะดิ่งลงเหว

 

          “ทำไมผมต้องไปด้วย” ลูเซียโน่กำลังงอแงเล่นแง่กับปู่และย่า

          “เอ้า ก็ไปดูตัวเลขาคนใหม่ไง” เลโอนาร์ดตอบ                    

          “อ้าว แล้วลูกศรล่ะครับ” ลูเซียโน่ถามถึงเลขาหน้าจิ้มลิ้มที่เขาจิ้มเล่นเป็นงานอดิเรก

          “แม่ลูกศรยังอยู่ให้เล่นเหมือนเดิมไม่ต้องกลัว หนูอ้อยจะทำงานที่นี่ย่าไม่ปล่อยให้ไปไกลหูไกลตาหรอก” เจนีซตอบหลานชายทำไมเธอจะไม่รู้ว่าพ่อตัวดีมีอะไรกับเลขาหน้าห้อง พูดให้ง่ายๆ คือ ไม่มีผู้หญิงคนไหนรอดมือหลานชายเธอไปได้สักคนจะเหมาะกว่าใครที่หลงเข้ามาพัวพันพ่อรูปหล่อจับฟัดหมดไม่มีเหลือ

          “เฮ้อ โล่งอก” ลูเซียโน่เข้าไปกอดคุณย่า

          “ว่าแต่จะให้เป็นเลขาผมแล้วทำไมถึงทำงานที่นี่ล่ะครับคุณย่า”

          “อีเมลมี มือถือมี ก็ติดต่อกันได้มั้ง” เจนีซตอบกึ่งประชด

          “แล้วทำไมผมต้องไปดูตัวทำยังกับจะจับผมแต่งงาน”

          “ต้องไปเพราะย่าสั่ง” เจนีซตัดจบการสนทนาของคนช่างซัก

          “โอ้โฮ ไม่บอกก็รู้ว่าบ้านนี้ใครใหญ่” ลูเซียโน่แกล้งทำท่าประหลาดใจแล้วหลิ่วตาให้คุณปู่

          “ก็เมียไงล่ะ” เลโอนาร์ดลุกขึ้นยืนแล้วควงแขนภรรยาออกไปที่โรงรถ

          “เชิญครับคุณผู้หญิง” ลูเซียโน่เปิดประตูให้คุณย่า ทั้งคู่อายุห้าสิบปลายๆ แล้ว แต่หน้าตายังเหมือนสี่สิบต้นๆ ส่วนความแข็งแรงนั้นไม่ต้องพูดถึงฟิตปั๋งไม่แพ้หนุ่มๆ สาวๆ เลยทีเดียว เวลาเขาแนะนำว่าท่านทั้งสองคือปู่กับย่าทุกคนจะตกใจมาก

          “อย่าขับเร็วลูก้า ย่าไม่ได้รีบ” เจนีซรีบปรามเมื่อเจ้าหลานชายกระทืบคันเร่งเต็มแรง

          “ค้าบ คุณผู้หญิง ย่าพูดขึ้นมาก็นึกได้วันก่อนมีเด็กผู้หญิงวิ่งมาตัดหน้าดีนะผมเบรกทันไม่งั้นยัยเด็กนั่นไม่รอดแน่ๆ” ลูเซียโน่เล่าให้ปู่กับย่าฟัง

          “ก็นั่นไงขับเร็วไง” เจนีซซ้ำเติม

          “เอ้า คุณย่าถนนมีไว้ให้รถวิ่งผมก็ขับปกตินะ”

          “คุณปู่ ไม่ช่วยเลยนะ” ลูเซียโน่ร้องหากำลังเสริม

          “ก็อย่าขับเร็ว” เลโอนาร์ดกล่าวยิ้มๆ แล้วหันไปหอมแก้มภรรยา

          “สุดหล่อเซ็งมากครับ” ลูเซียโน่ส่ายหัวด้วยความขัดใจไม่มีใครเข้าข้างแถมยังมาทำหวานให้ตาร้อนอีก เขาอิจฉาและชื่นชมความรักของท่านทั้งสองมาก คุณปู่รักและซื่อสัตย์กับย่ามาตลอดสามสิบกว่าปีส่วนคุณย่าก็เทิดทูนและให้เกียรติคุณปู่เสมอยามอยู่นอกบ้านคุณย่าจะเป็นหญิงสาวนิ่งๆ เดินตามคุณปู่ต้อยๆ แต่เมื่ออยู่ในบ้านคุณปู่จะยอมคุณย่าทุกอย่าง ทั้งคู่เรียนรู้ที่จะเป็นช้างเท้าหน้าและช้างเท้าหลังในสถานการณ์ที่แตกต่างและมันก็มีช่วงที่ทั้งคู่เดินจับมือไปพร้อมๆ กัน

          “ร้านนี้แหละ” เจนีซเดินจนเกือบวิ่งมาตลอดทาง เธอโทรนัดหนูอ้อยไว้แล้วว่าวันนี้จะมาทานกลางวัน      

          “สวัสดีค่ะคุณเจนีซ คุณเลโอนาร์ด” อ้อยทักทายทั้งคู่ ส่วนชายหนุ่มอีกคนกำลังคุยโทรศัพท์อยู่เธอจึงยืนรอนิ่งๆ แล้วก็นึกขึ้นได้

          “หนูเอาเงินที่ได้ทิปไปซื้อรองเท้าคู่ใหม่มาค่ะ คู่เก่ามันขาดเป็นรูโบ๋แล้วส่วนเงินที่เหลือหนูเก็บไว้ในลิ้นชักค่ะ” อ้อยอวดรองเท้าคู่ใหม่ให้ทั้งสองคนดู

          “สวยมากจ้ะ” เจนีซตอบ

          “รองเท้าศตวรรษไหนเนี่ยเฉยมาก” ลูเซียโน่ชำเลืองดูแล้วก็ขำในใจ

          “แล้วขาไปโดนอะไรมานั่น” เจนีซถามด้วยความตกใจ

          “ตกรถเมล์ค่ะแต่หายแล้ว”

          “ใช่แล้ว” อยู่ๆ ลูเซียโน่ก็โพล่งขึ้นมา

          “อะไรลูก้า” เลโอนาร์ดถาม

          “ยัยเด็กคนนี้แหละที่ตัดหน้ารถผม” ลูเซียโน่ชี้หน้าเด็กเสิร์ฟ

          “คุณนั่นเอง ขะ ขอโทษค่ะ” อ้อยยกมือไหว้ด้วยความกลัว

          “ไหนอธิบายมาสิว่ามาตัดหน้ารถทำไมจะเอาเงินค่าเสียหายใช่ไหม” ลูเซียโน่กล่าวด้วยความโมโห

          “ปะ เปล่านะคะ หนู หนูทำเหรียญสิบตกแล้วมันกลิ้งไปที่พื้นเลยวิ่งไปเก็บ”

          “เงินแค่สิบบาทถึงกับวิ่งตัดหน้ารถเนี่ยนะ บ้ารึเปล่า”

          “ก็หนูมีเงินเหลือติดตัวแค่ไม่กี่ร้อยต่อให้เหรียญยี่สิบห้าสตางค์หนูก็จะวิ่งไปเก็บค่ะ” อ้อยตอบและพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้

          “สั่งอาหารดีกว่าย่าหิวแล้วลูก้า หนูอ้อยเดี๋ยวค่อยมารับออเดอร์นะจ๊ะเราขอปรึกษากันก่อน”

          “ลูก้า ย่าบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าตัดสินใครด้วยความคิดตัวเอง” เจนีซพูดเสียงเขียวแต่มันก็ไม่น่ากลัวเท่ากับสายตาที่ลุกวาวด้วยความโมโห

          “ผมขอโทษครับคุณย่า ใครจะไปรู้ล่ะ”

          “ก็นั่นไงถึงได้บอกถ้าไม่รู้อะไรก็อย่าไปตัดสินใคร ทุกคนเขาไม่ได้มีเงินเหลือกินเหลือใช้สุขสบายเหมือนเรานะ”

          “ไม่เอาน่าเจส หลานไม่รู้จริงๆ อย่าไปดุแกเลย” เลโอนาร์ดลูบแขนภรรยาเพื่อให้เธอใจเย็นลง

          “ขอโทษหนูอ้อยด้วยนะ ขอโทษจากใจจริง” เจนีซสั่งห้วนๆ แล้วเปิดดูเมนู

          “สั่งอาหารครับ” ลูเซียโน่เรียกพนักงานเสิร์ฟ อ้อยเดินตัวลีบมาหาด้วยความกลัว

          “ผมขอโทษที่เข้าใจคุณผิด ผมเสียใจจริงๆ” ลูเซียโน่กล่าวแล้วจ้องเข้าไปในดวงตาสีดำที่แสนใสซื่อ

          “ไม่เป็นไรค่ะหนูก็ขอโทษที่ทำให้คุณเสียเวลา” อ้อยตอบแล้วยิ้มให้ชายหนุ่ม เธอไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นอะไรอยู่แล้ว

          “เอ่อ หนูอ้อยทำไมถึงเก็บเงินที่เหลือไว้ในลิ้นชักล่ะ” เจนีซเป็นคนช่างสังเกตและช่างสงสัย เธอถามเมื่อสั่งอาหารเรียบร้อยแล้ว

          “หนูไม่มีเอทีเอ็มค่ะไม่อยากเสียค่าบัตรรายปี” เธอตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

          “อ้อ จ้ะๆ” เจนีซตอบแล้วก็ทั้งสงสารทั้งเอ็นดู แม่หนูน้อยทำทุกทางเพื่อประหยัดเงินจริงๆ

          ลูเซียโน่มองตามร่างเล็กๆ ด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย เขาไม่เคยลำบากเกิดมาก็อยู่บนกองเงินกองทองเขานึกไม่ออกเลยว่าความรู้สึกที่ต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อวิ่งไปคว้าเศษเงินมันจะรู้สึกยังไงคนเราต้องอับจนหนทางแค่ไหนถึงยอมทำอะไรได้ขนาดนั้นแล้วรอยยิ้มที่แสนบริสุทธิ์นั่นมันคืออะไร ความลำบากยากแค้นไม่ได้ทำให้ชีวิตของเด็กคนนั้นทุกข์หรือทำไมเธอยังยิ้มได้     

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เขาเลี้ยงเธอไว้เพื่อบำบัดความใคร่"

อัณณากานต์


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha