พ่ายรักนางโลม

โดย: รมย์ธีรา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 4 : เหมือนจะใช่... แต่ก็ไม่ใช่... ?


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

เตชินท์รีบเดินตามเข้าไปจับข้อมือของหญิงสาวเอาไว้มั่น พยายามมองใบหน้าหล่อนอย่างพินิจพิเคราะห์ จนดูเหมือนเสียมารยาทด้วยซ้ำ

“เดี๋ยวๆๆ เราเคยเจอกันรึเปล่าครับ”

“ไม่หรอกค่ะ เว้นแต่ว่าคุณเคยมาทำบุญกับเด็กๆ ที่น่าสงสารที่นี่ล่ะก็คงเคยเจอ แต่ดูแล้วไม่น่าจะเคย” หล่อนรีบปฏิเสธ ดึงข้อมือตัวเองออกอย่างสุภาพ

“ไม่เคยเหรอ แต่ผมว่าเราเคยเจอกันนะ” เตชินท์หน้าเคร่ง เขาเองก็ไม่แน่ใจเท่าไรนัก แต่กลิ่นแบบนี้มันน่าจะใช่คนๆ เดียวกัน

“เหรอคะ คงจำคนผิดแล้วล่ะค่ะ” หญิงสาวรีบปฏิเสธ แล้วเร่งฝีเท้าเดินจากไปในทันที ทิ้งความสงสัยเอาไว้ให้กับชายหนุ่มเพียงลำพัง

ซันมองดูร่างบางเข้าไปด้านในจนลับสายตา บางอย่างในใจของเขารู้สึกแปลกๆ สงสัยว่าจะใช่คนๆ เดียวกันหรือไม่ แต่ก็ไม่น่าใช่ หรืออาจจะแค่บังเอิญใช้ยาสระผมกลิ่นเดียวกัน ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ เขาคง

จะคิดมากไป

แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไรสองเท้าของชายหนุ่มก็เดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่อาวุโสของบ้านเด็กกำพร้า แล้วเอ่ยถามทันที

“ขอโทษนะ ผู้หญิงคนนั้นใครครับ”

“ซ่อนกลิ่นค่ะ เป็นเจ้าหน้าที่อาสาทำงานที่นี่ ก่อนเคยเป็นเด็กกำพร้าที่นี่แหละ พอโตมาก็มาเป็นอาสาทำงานให้ เธอเป็นเด็กดีจิตใจงาม มักจะหาเงินมาบริจาคให้ที่นี่บ่อยๆ” หญิงสูงวัยตอบอย่างไม่ปิดบัง มองดูเด็กสาวที่เลี้ยงดูมากับมือตั้งแต่เล็กจนโตด้วยความภูมิใจ

“เหรอครับ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูงกับคำโปรยของหล่อน

“เธอเป็นเด็กดีมากเลยนะคะ” หล่อนเอ่ยย้ำราวกับจะจับคู่ให้ เพราะอายุขนาดนี้แล้วหญิงสาวยังไม่มีแฟนเลย ก็กลัวต่อไปจะลำบาก

“ครับ ขอบคุณมากครับ” เตชินท์พยักหน้ารับรู้แล้วเดินห่างออกมาอย่างสุภาพ พลางคิด

คนดีๆอย่างเธอ คงไม่ใช่คนๆเดียวกับนางโจรคนนั้นหรอก มันก็แค่เรื่องบังเอิญที่กลิ่นผมกลิ่นเดียวกัน

หญิงสูงวัยเดินเข้าไปในห้องที่ซ่อนกลิ่นทำงานอยู่ด้วยท่าทางตื่นเต้น

“นี่ เมื่อกี้หนุ่มหล่อหน้าตาดีถามถึงกลิ่นด้วยนะ” ก็เพราะนานๆ     ทีจะมีคนรูปหล่อเข้ามาแล้วถามไถ่เรื่องราวของคนในบ้านเหมือนกับอยากจะรู้จัก เลยทำให้อดไม่ได้ที่จะดีใจราวกับมีคนมาสู่ขอหญิงสาว

“เหรอคะ ถามว่าไงคะ” ซ่อนกลิ่น หรือ กลิ่น ไม่ได้ดีใจไปกับหล่อนเลย เธอกลับรู้สึกใจหายวาบทันที ปล่อยของในมือตกลงพื้นแล้วหันมาถามรายละเอียดจากหญิงสูงวัย

“ก็ถามว่ากลิ่นชื่ออะไรเป็นใครมาจากไหน” คนถูกถามตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มมีความสุข เมื่อเห็นเด็กสาวดูสนใจที่มีผู้ชายมาถามชื่อเสียงของตนเอง

“แล้ว...” กลิ่นตาโตด้วยความรู้สึกลุ้นระทึก จ้องมองปากย่นๆ ของหญิงสูงวัยไม่ละสายตา มองดูริมฝีปากที่ขยับ แต่ก็ขยับตอบช้าไม่ทันใจเธอ

“ป้าก็บอกกลิ่นเป็นคนดีเป็นคนน่ารักไงล่ะ” หญิงสูงวัยตอบพลางหันมาจับใบหน้าเด็กสาวด้วยความเอ็นดู มองดูสายตารักใคร่ราวกับลูก

“พูดเวอร์ไปป้าก็” ซ่อนกลิ่นยิ้มบางๆ ให้กับความเมตตาที่มีมาไม่เปลี่ยนแปลง จับมือเหี่ยวย่นของหล่อนออก แล้วก้มลงไปเก็บของที่ทำหล่นเอาไว้ขึ้นมาวางอย่างเจียมตัว

“จริงเหรอป้า แบบนี้ก็ดีน่ะสิ” แวว เจ้าหน้าที่อีกคนที่ดูแลบ้านเด็ก

กำพร้า อายุสามสิบกว่าๆ ที่นั่งฟังอยู่ด้วยลุกขึ้นมาจากโต๊ะทำงานด้วยความสนใจ

ตนเองก็อยากเห็นน้องสาวที่อายุก็ย่างเข้ายี่สิบเจ็ดแต่งงานเสียที แต่ก็ยังไม่มีหนุ่มๆ คนไหนเลยที่เจ้าตัวสนใจ อยากน้อยถ้าแต่งงานไปกลิ่นก็คงจะมีชีวิตที่สบายกว่านี้บ้าง

“พี่แววก็บ้าไปกับป้าด้วย” คนถูกเชียร์ส่ายหน้ากับทั้งสองคนที่เข้าข้างกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย

“ก็จริงนี่ เผื่อว่าเขาตาถึงจะตกหลุมรักกลิ่นจะได้สบายไปทั้งชาติเลยนะ” แววโอบบ่าน้องสาวที่เจียมตัวเสมอๆ อย่างให้กำลังใจ

“ไม่มีหรอกค่ะ รักแรกพบ มีแต่ในนิยายเท่านั้น” ซ่อนกลิ่นกล่าวอย่างไม่เชื่อมั่น เพราะชีวิตนี้ตั้งใจไว้ว่าจะไม่รักใคร ในเมื่อตนเองก็ถูกทอดทิ้งตั้งแต่เกิด

คนเราตอนทำก็รักกัน แต่พอท้องขึ้นมากลับเลิกรัก และท้องทิ้งลูกได้ลงคอ หล่อนไม่เคยได้รับความรักจากใครอย่างแท้จริง ก็ไม่คิดจะรักใครอยากแท้จริงเหมือนกัน

เด็กๆ ในบ้านหลังนี้เป็นประสบการณ์ที่มีให้เห็นอยู่ทุกวัน เด็กๆ ที่

ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งส่งมาไม่เว้นแต่ละวัน ถึงที่นี่จะเต็มแล้วก็ยังส่งไปที่อื่น ก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกเข็ดขยาดกับความรัก ถ้าจะรักก็ขอรักเด็กๆ ที่น่าสงสารเหล่านี้ เพราะพวกเขาเห็นค่าและต้องการความรักมากกว่าใครในโลก

“มีสิจ๊ะ กลิ่นต้องเชื่อมั่นบ้าง” ป้าดาเดินเข้ามาโอบกอดหญิงสาวอีกคน รู้ดีแก่ใจว่าหล่อนไม่ศรัทธาความรักตั้งแต่ไหนแต่ไร

“จะมีเหรอคะ คนรวยๆ อย่างเขาจะสนใจคนจนๆ ไม่มีอะไรอย่างกลิ่น” ซ่อนกลิ่นหัวเราะให้กับชะตาชีวิตของตัวเองที่ไม่ควรคู่กับใครทั้งสิ้น

“ถึงเราจะไม่มีเงินทอง แต่เราก็รวยความดีนะลูก จำไว้” หญิง     สูงวัยกล่าวพร้อมลูบผมหอมของหญิงสาวและยิ้มอย่างอ่อนโยน

“ค่ะ” หญิงสาวรับปากอย่างไม่เต็มคำ

กลิ่นไม่แน่ใจว่ามีความดี บางอย่างในตัวกลิ่นที่ป้ายังไม่เคยรู้มาก่อน ถ้าป้ารู้ป้าคงเสียใจ หล่อนคิด

เมื่อสองผู้อาวุโสเดินแยกกันออกไปทำงานของตัวเอง ซ่อนกลิ่นก็เดินไปแอบดูที่หน้าต่างของห้อง เห็นชายหนุ่มกำลังยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงเหมือนไม่มีอะไรทำ หรือทำอะไรไม่ถูก ทั้งที่คนอื่นๆ เริ่มหยิบจับอุปกรณ์และเริ่มทำงานกันแล้ว

เขาจะจำเราได้รึเปล่านะ บ้าจังเลยทำไมถึงต้องมาเจอกันอีกด้วย

หญิงสาวคิดอย่างหวั่นใจ

แต่แล้วด้วยเพราะไม่อาจจะหลบอยู่แต่ในห้องตลอดเวลา หน้าที่ของเธอก็ยังคงต้องดำเนินต่อไปเหมือนกัน หญิงสาวเดินออกไปจากห้องถือแฟ้มเอกสารไปรับเด็กที่เข้ามาใหม่ และหลังจากที่รับเด็กเสร็จเรียบร้อย เธอก็พยายามเดินเลี่ยงๆ เพื่อไม่ให้ชายหนุ่มเห็น

“สวัสดีอีกครั้งครับ” แต่ก็หลบไม่พ้น เมื่อซันเองก็จ้องรอเวลาและโอกาสที่เธอจะออกมาจากห้องอีกครั้ง และเข้าหา

“ค่ะ มีอะไรคะ” หญิงสาวยิ้มเจื่อนๆ ไม่ค่อยกล้าสบตามองหน้าชายหนุ่มเท่าไรนัก

“ผมเตชินท์นะ” เขาแนะนำตัวอีกครั้ง หวังจะได้ยินคำแนะนำตัวจากปากของเธอ แม้จะรู้ชื่ออยู่แล้วก็ตาม พร้อมวางท่าสุภาพบุรุษ

“ค่ะ คุณบอกดิฉันแล้ว” ซ่อนกลิ่นกลับไม่แนะนำตัวซ้ำ เพราะเธอเองก็รู้อยู่แล้วว่าเขารู้ชื่อตนแล้ว จึงไม่แนะนำซ้ำซ้อน

“เหรอ ผมจำไม่ได้แหะ” ชายหนุ่มยกมือขึ้นเกาหัวแก้เขิน เมื่อการแนะนำตัวของเขาไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้

“วันนี้คุณมาบำเพ็ญประโยชน์ไม่ใช่เหรอคะ” หญิงสาวกล่าวทัก พยายามหาทางให้เขาออกให้พ้นตัวเอง เพราะถ้าอยู่ใกล้กันบ่อยๆ ก็กลัว

ว่าจะจำกันได้มากไปกว่านี้

“ครับ” เตชินท์พยักหน้ายอมรับแต่โดยดี รู้สึกต่อบทสนทนาไม่ค่อยติด เพราะอีกฝ่ายดูปิดกั้นและไม่บ่อยนักที่เขาถูกปิดกั้นจากสาวๆ

“ดิฉันยังไม่เห็นคุณทำอะไรเลย” กลิ่นกล่าวต่อราวกับจับผิด ในสมองเริ่มคิดออกว่าจะให้กันเขาออกไปให้พ้นได้อย่างไร

“ก็ไม่มีอะไรให้ทำ” ซันกล่าวหน้าตาย ทั้งที่คนอื่นๆ กำลังวุ่นอยู่กับการกวาดลานบ้าน ขัดพื้น ทาสี ต้นแต่งต้นไม้ และเจ้าหน้าที่เองก็กำลังวุ่นอยู่กับการคุมคน ทำให้ละเลยเขาไปโดยปริยาย แม้เขาเองจะถูกให้ทำหน้าที่ง่ายๆ แค่กวาดพื้น แต่ก็ยังไม่ยอมจับไม้กวาดด้วยซ้ำไป

“เยอะแยะเลยค่ะ อย่างกวาดลาน ทำครัว ทำความสะอาด” หล่อนกล่าวต่อ ชี้ไปตามคำพูดของตัวเองให้เขาเห็นภาพ

“ก็มีคนทำหมดแล้ว” เขาพูดอย่างไม่เดือนร้อน มองตามที่เธอชี้ แต่ละงานก็มีคนจับชิ้นงานขึ้นมาทำแล้วทั้งนั้น

“ผมไม่อยากทำงานซ้ำใคร”

“งั้นไปขัดห้องน้ำไหมคะ ยังไม่มีคนทำเลย” หญิงสาวได้ทีแกล้ง

“หะ...ห้องน้ำ” ชายหนุ่มตาโตอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าหล่อนจะเสนองานแบบนั้นให้ทำ

“ใช่ค่ะ บำเพ็ญประโยชน์” ร่างบางพยักหน้าพร้อมกับยิ้มอย่างมีเลศนัย

“ไม่ดีกว่า” ชายหนุ่มส่ายหน้าปฏิเสธ เริ่มถอยหลังเดินหนีห่างหญิงสาว เพื่อกลับไปจับไม้กวาดดีกว่าล้างห้องน้ำที่หล่อนเสนอมา

“มาเถอะค่ะ คนอื่นมีงานทำหมดแล้ว แต่คุณยังลอยไปลอยมาอยู่เลย” แต่ก็ไม่ทันการ เจ้าหล่อนเล่นจับมือเขาเดินตามไปห้องน้ำรวมทันที

สภาพของมันไม่ได้สกปรกเท่าไรนัก แต่ขึ้นชื่อว่าห้องน้ำก็ทำเอาคุณชายเตชินท์รู้สึกแขยงขึ้นมาทันที ตามประสาคนไม่เคยทำงานหนัก

“ไม่ถนัดเลยนะ” เขาพยายามโบกมือปฏิเสธอีกครั้ง หันไปมองเจ้าหน้าที่เหมือนจะขอความช่วยเหลือ

“ผมได้รับมอบหมายให้กวาดลาน”

“ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิดหรอกค่ะ เดี๋ยวดิฉันสอนให้” หญิงสาวรีบจัดแจงอุปกรณ์วางให้แทบเท้าคุณชาย

“แล้วไม่ต้องห่วงเรื่องเจ้าหน้าที่ ดิฉันก็จะบอกให้เหมือนกันว่าคุณอาสาล้างห้องน้ำ”

“คือ...ปกติที่บ้านมีคนทำให้” เตชินท์อยู่ในสถานะใบ้กิน ไม่รู้จะอ้างยังไงดี ในเมื่อหล่อนเล่นดักทางเขาอย่างคนรู้ทัน

“งั้นคุณคงไม่รู้จักความลำบากจองคนที่ไม่มีแม้แต่ห้องน้ำจะให้เข้า” หล่อนอดไม่ได้ที่จะประชดประชันใส่ คนร่ำรวยอย่างซัน

“มีด้วยเหรอครับ” เขากล่าวราวกับไม่รู้จักความโหดร้ายของโลกใบนี้ ก็เพราะนิสัยเอาแต่ใจของตัวเอง พ่อแม่ตามใจและให้ท้ายมาตลอด ทำให้อยู่อย่างสุขสบายไม่เคยลำบาก ซึ่งแตกต่างกับพี่สาวร่วมสายเลือด รายนั้นหล่อนชอบนักละเรื่องลำบากลำบน

“คนที่ไม่มีที่อยู่ไงคะ” ซ่อนกลิ่นหันมามองหน้าชายหนุ่ม ที่ทำหน้าซื่อเหมือนไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูดถึง

เตชินท์ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ และเขาก็ไม่ได้แกล้งทำด้วย เพียงแต่เขาไม่เคยสนใจเรื่องของคนอื่นเป็นปกติ เลยไม่ค่อยรู้ซึ้งความลำบากของคนหาเช้ากินค่ำ หรือเด็กกำพร้าเหล่านี้เท่าไรนัก

“คนรวยอย่างคุณคงสนุกไปวันๆ ไม่รู้จักความเดือนร้อนเหมือนคนทั่วไป” ยิ่งทำให้หล่อนรู้สึกหัวเสีย เริ่มขึ้นเสียงแข็งใส่ชายหนุ่มด้วยความลืมตัว

“ที่จริงถ้าที่นี่ขาดแคลนทุน ผมบริจาคครั้งเดียวก็มีคนมาทำความสะอาดให้นะ นั่นก็ถือว่าบำเพ็ญประโยชน์เหมือนกัน” ชายหนุ่มกล่าวเชื่อมั่นว่าเงินสามารถบันดาลได้ทุกสิ่งทุกอย่าง

“ไม่เหมือนหรอกค่ะ” ซ่อนกลิ่นส่ายหน้าไปมา ความคิดของเธอ

และเขาต่างกันอย่างสิ้นเชิง และเพราะมีคนอย่างเขาโลกถึงได้เป็นแบบนี้

“เหมือนสิ” ชายหนุ่มแย้ง ก็ในเมื่อเจตนาที่จะทำความดีเหมือนกัน จะทำเองหรือว่าให้ใครทำ ในเมื่อเราสั่ง มันจะไปต่างกันได้อย่างไร

“ทำความดีต้องลงมือทำ ทำด้วยใจ ไม่ใช่ทำด้วยปาก ทำด้วยเงิน มันไม่ค่าอะไรหรอกค่ะ” หญิงสาวอธิบายอย่างอดทน

“คิดเยอะจังเลยนะ” เตชินท์หัวเราะเย้ยหยันในความคิดของ    หญิงสาว มองดูเธอสายตาขุ่นข้องแล้วรู้สึกชอบใจ และคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด

“แล้วต้องไม่คิดอะไรเหมือนคุณเหรอค่ะ” หล่อนรีบหลบสายตาเขา นึกในใจคนอย่างเขาสมควรแล้วที่จะต้องเจอเรื่องเลวร้ายเสียบ้าง

“ก็คิดน้อยลงชีวิตจะได้สุขมากยิ่งขึ้น” เขากล่าวสวนอย่างคนไม่จริงจังกับเรื่องเหล่านี้

“ความจริงก็คือความจริงที่ต้องเผชิญหน้าทุกวัน ความลำบากของเด็กๆ พวกนี้มีให้เห็นทุกวัน คนที่อยู่ในตึกสูงอย่างคุณมองลงมาไม่เห็นหรอกค่ะ” กลิ่นยิ่งพูดยาวกว่าเดิม ใจหวังจะให้เขาได้ซึมซับเข้าไปสู่เซลล์

สมองของเขาบ้างสักเศษเสี้ยว

น้ำเสียงและท่าทางของเธอจริงจังจนเขาไม่อยากจะเถียงต่อ ขณะที่อีกฝ่ายมองเหมือนเขากำลังล้อเลียนความคิดของเธอ หล่อนจึงก้มลงหยิบอุปกรณ์ล้างห้องน้ำสอนวิธีใช้ให้กับเขาท่าทางไม่เต็มใจ

“ห้องน้ำล้างไม่ยากหรอกค่ะ ฉีดๆ แล้วก็ถูๆ ขัดๆ”

“เอาจริงเหรอเนี่ย” เขามองดูหล่อนทำอย่างขยาดๆ แถมยังส่งอุปกรณ์ที่ชุ่มไปด้วยน้ำจากโถส้วมมาให้ถือ ก็ทำเอาเขาชักสีหน้า จะไม่รับก็ถูกยัดใส่มือจากคนที่กำลังหัวเสีย

“จริงสิคะ เดี๋ยวจะให้ผู้คุมมาตรวจอีกทีนะคะ” ซ่อนกลิ่นกล่าวพร้อมดันร่างหนาเข้าไปในห้องน้ำ พร้อมชี้ไปทางห้องอื่นๆ อีกสี่ห้องที่ยกรอคิวให้คุณชายอย่างเขาทำความสะอาด

ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอ หันไปมองหน้าหญิงสาวเหมือนขอความเห็นใจ

“ง่ายๆ ค่ะ ฉีดๆๆ ถูๆๆ ขัดๆๆๆ” แต่ร่างบางกลับไม่มีให้ เธอยิ่งแนะนำการทำงานให้เขาอย่างถูกวิธี แล้วก็เดินจากไปด้วยความสะใจ

“ง่ายมาก สกปรกสิ้นดีเลย” ชายหนุ่มกัดฟันพูดอย่างหงุดหงิด ทำท่าคะยักแขยงกรีดกรายปลายนิ้วอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เริ่มคิดชิ่งหนีงานสกปรก ถอยหลังก้าวจากห้องน้ำ แต่ก็หันไปเห็นกับเจ้าหน้าที่ที่กำลังเดินเข้ามา เจ้าหล่อนเล่นไปบอกผู้คุมให้รับรู้ และกำลังเดินเข้ามาดูการทำงานของเขา

“นึกว่าชิ่งหนีไปซะแล้ว มาทำงานหนักอยู่ตรงนี้นี่เอง” เสียงเจ้าหน้าที่กล่าวเหมือนสะใจหน่อยๆ

ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วฝืนยิ้ม เดินก้าวกลับเข้าไปในห้องน้ำ จับอุปกรณ์แบบไม่ค่อยถนัดมือ และฉีดๆ อย่างที่หล่อนบอก ถูๆ ขัดๆ อย่างที่หล่อนสอน

“ตามซอกตามมุมด้วยนะ เนี่ยปลายแหลมๆ เอาไว้เข้าซอก” เจ้าหน้าที่จี้จุดให้ละเอียดมากยิ่งขึ้น สอนให้เขาใช้อุปกรณ์ขัดห้องน้ำให้เป็น

เขาก่ำกลืนฝืนทนทำตาม พยายามกลั่นหายใจเอาไว้ แล้วก็โผล่หน้าออกมาสูดลมอากาศที่บริสุทธิ์หน้าห้องน้ำ ทำเอาซ่อนกลิ่นอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เพราะหล่อนแอบดูเขาอยู่ไม่ห่าง

แล้วไม่นานห้องน้ำของบ้านเด็กกำพร้าก็สะอาดหมดจด คุณชายเตชินท์เดินออกมานั่งปาดเหงื่อและหมดแรง ปวดล้าที่แขนไปจนหมด เขานั่งพักที่ใต้ต้นไม้ใหญ่เอามือท้าวแล้วเอนกายพักเหนื่อย ขับรถแข่งยังไม่

เหนื่อยขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ

“เป็นยังไงคะ ทำความดีแบบนี้รู้สึกดีกว่าไหม” เสียงหวานเอ่ยถาม ในมือของหล่อนมีแก้วน้ำส้มคั้นสดๆ ติดมือมาหนึ่งแก้ว ตั้งใจจะเอามาให้ชายหนุ่มดื่มหลังทำงานหนัก แอบสงสัยคนไม่เคยทำหนักอย่างเขา ใจนึกเขาจะเข้าถึงความดีที่ได้ลงมือทำ

“ไม่ เหนื่อยมาก ทำดีทั้งทีต้องเหนื่อยขนาดนี้ไม่ทำดีกว่า” แต่ก็ผิดคาด เตชินท์หันไปตอบออกไปตรงๆ จากใจจริงโดยไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้ง

“เหรอคะ งั้นสิ่งดีๆ ที่ฉันจะทำให้คุณก็คงไม่จำเป็นแล้วล่ะ ในเมื่อคุณไม่ต้องการ” ซ่อนกลิ่นถึงกับสะอึก หล่อนรีบเทน้ำส้มในมือลงโคนต้นไม้ทันที

“อะไร...อ้าวคุณ...” ชายหนุ่มมองดูน้ำส้มที่ยังมีเกร็ดของความสดหลงเหลืออยู่ด้วยความเสียดาย

“นั่นน้ำส้มของผมใช่ไหม”

“ใช่ค่ะ ดิฉันเองก็เหนื่อยเหมือนกัน ที่ต้องมานั่งคั้นน้ำส้มสดๆ ให้คุณกิน แต่ดูแล้วคุณไม่ได้เห็นค่าอะไรเลยกับความดีของดิฉัน ดิฉันก็เลยขอเททิ้งดีกว่า เพราะความดีของดิฉันไม่มีค่าอะไรในสายตาของคุณ” กลิ่นตอบเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเย็นชา

“นี่มันคนละเรื่องเลยนะคุณ” ชายหนุ่มเบิกตากว้างลุกขึ้นมามองหน้าหญิงสาวที่อยู่ๆ ดูเดือดดาลอย่างไม่มีสาเหตุ พร้อมชี้นิ้วไปทางน้ำส้มที่ถูกเททิ้ง

“ก็ขึ้นอยู่กับมุมมอง ในเมื่อคุณมองการลงแรงทำงานให้กับเด็กๆเป็นเรื่องไรค่า เรื่องที่ดิฉันทำน้ำส้มให้คนใจร้ายอย่างคุณมันก็ไม่มีค่าอะไรเหมือนกัน” หล่อนเชิดหน้าใส่

“ไปไกลแล้ว” ยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้ชายหนุ่มไม่เข้าใจ ยกมือขึ้นเกาหัว

และในขณะที่ทั้งสองมีปากเสียงกัน เสียงของเจ้าหน้าที่ก็ดังขึ้นอย่างขัดจังหวะ

“อ้าวๆๆ เสร็จแล้วก็กลับได้แล้วทุกคน คุณด้วยคุณชาย หรือจะอยู่ต่อบริจาคเงินที่บ้านเด็กกำพร้าที่นี่ล่ะ”

ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้อ้าปากอะไร หล่อนก็ตัดบททันที

“คนที่นี่ไม่ต้องการเงินของคุณหรอกค่ะ เก็บเอาไว้เที่ยวเล่นไปวันๆ เถอะ” กล่าวจบหล่อนก็เดินหนี

“โกรธอะไรว่ะ ผู้หญิงนี่เข้าใจยากชะมัด” ชายหนุ่มเดินกลับหาเจ้าหน้าที่แล้วเซ็นชื่อหลังบำเพ็ญประโยชน์เสร็จ จากนั้นก็เดินกลับไปที่รถด้วยความอ่อนเพลีย

“เหนื่อยจะตาย อย่างนี้แหละถึงได้ไม่อยากมีแฟน” เขาหันไปมองบ้านเด็กกำพร้าอีกครั้งก่อนที่จะกลับ ใจหวังจะได้เจอหญิงสาวผู้ทำให้เขาสับสนก่อนไป

แต่ซ่อนกลิ่นกลับซ่อนตัวอยู่ภายในห้องทำงาน แอบลอบมองการจากไปของเขาผ่านหน้าต่าง เมื่อรถคันหรูขับเคลื่อนออกห่างไป หล่อนก็ถอนให้ใจอย่างโล่งอก แต่ไม่ได้โล่งใจสักเท่าไรนัก บางอย่างในใจรู้สึกติดค้างภายในใจ ความหงุดหงิดและขุ่นเคืองที่ทำให้หัวใจของเธอไม่สงบ

ชายหนุ่มเองก็ไม่ต่างกัน เขาขับรถกลับไปยังโรงแรมด้วยความรู้สึกว้าวุ่น คำพูดและการแสดงออกของเธอดูจริงจังกับการทำความดีจากใจและด้วยตัวเอง ฟังเธอพูดดูมันมีค่าและยิ่งใหญ่ จนทำให้เงินที่เขามีมันน้อยนิดและไม่มีค่าเลยด้วยซ้ำไป

เมื่อคันคันหรูเทียบจอดหน้าโรงแรม ชายหนุ่มก็เดินก้าวลงมาด้วยท่าทางอิดโรย ตอนนี้อยากอาบน้ำอุ่นๆ ให้ชื่นใจ เขาโยนกุญแจรถให้กับเด็กรับรถ แต่แล้วเลขาก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาเขา พร้อมยื่นแผ่นกระดาษที่เป็นข้อความด่วนถึงเขาจากแดนไกล

รีบกลับเกาหลีด่วน คุณปู่เชนกำลังป่วยหนัก ต้องการให้ทุกคนพร้อมหน้ากัน แม่-พ่อ

เตชินท์ใจหายวาบลืมความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นทันที ออกปากสั่งเลขาอย่างไม่รอช้า

“รีบจองตั๋วเครื่องบินไปเกาหลีด่วนคืนนี้เลย”

“จองแล้วค่ะ” เลขาสาวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ดี พี่มาร์ค กับพี่อิฐรู้ข่าวรึยัง” ชายหนุ่มหน้าเคร่งตอนนี้ในหัวมีแต่เรื่องกลับไปเกาหลีเท่านั้น และต้องการเรียกสมาชิกที่อยู่ประเทศให้รู้ข่าวและกลับไปพร้อมกัน

“ยังค่ะ ตอนนี้พาคู่หมั้นไปฝากครรภ์อยู่ที่โรงพยาบาล คุณอิฐทราบแล้วกำลังเดินทางกลับมาจากเกาะ” หล่อนกล่าวต่อ

“งั้นจองตั๋วเผื่อพี่มาร์คไว้เลย ของพี่อิฐให้ยืนยันก่อนว่าเดินทางได้วันไหนแล้วค่อยจอง” ชายหนุ่มพยักหน้าด้วยความพอใจ

“จองให้ทุกคนแล้วค่ะ คุณมาร์คกับคู่หมั้นไปคืนนี้ คุณซันได้ในอีก...สามชั่วโมง ส่วนของคุณอิฐยืนยันการเดินทางพรุ่งนี้ตอนเย็นค่ะ ส่วนคนอื่นๆ แจ้งข่าวไปหมดแล้วแต่ยังไม่ยืนยันการเดินทาง”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวคงตามๆ กันไปเอง” ซันพยักหน้ารับทราบ แล้วเดินขึ้นห้องพักของตัวเองไปเป็นของใช้ส่วนตัวบางอย่าง จากนั้นก็เดินทางไปสนามบินเพื่อเดินทางไปเกาหลี กลับไปหาครอบครัวที่เขาไม่ได้เจอหน้ามานาน เพราะตนต้องทำงานประจำอยู่กาสิโนในลาสเวกัสและสนามม้าที่ประเทศไทย

 

ประเทศ เกาหลี...เวลาตีสาม เตชินท์เดินทางมาถึงแล้วมุ่งหน้าไปยังรถคันหรูที่จอดรอรับลูกหลานตระกูลมัตสึโอกะ เขาเดินทางมาถึงก่อนใครในบรรดาคนรุ่นหลานที่อยู่ต่างประเทศ

เมื่อมาถึงที่บ้านหลังใหญ่ของตระกูล จิว หรือ จรัสรวี มัตสึโอกะ ผู้เป็นมารดาที่นั่งรอรับลูกชายอยู่ก่อนแล้วก็เดินเข้ามากอดด้วยความคิดถึง ชายหนุ่มสวมกอดแนบแน่นด้วยความเป็นห่วงและคิดถึงเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา

“แม่ครับ เป็นยังไงบ้าง”

“ก็ดีลูก” หญิงสูงวัยพยักหน้า มองดูลูกชายน้ำตาคลอเบ้าด้วยความคิดถึง แต่ก็เก็บอาการเอาไว้ในอก ไม่ปล่อยความอ่อนแอออกมาในยามที่กำลังต้องการกำลังใจ

“หลับกันอยู่เหรอครับ” ชายหนุ่มมองดูภายในบ้านที่เงียบสงัด เพราะเวลายามดึกที่ตนมาถึงเลยไม่มีโอกาสได้เจอหน้าใครสักเท่าไร

“จ๊ะ คุณย่าอยู่ในห้องกับคุณปู่ คุณพ่อหลับไปแล้ว” จรัสรวี    

พยักหน้า

“แล้ว... คุณพ่อเป็นยังไงบ้างครับ” ลูกชายประคองมารดาเดินไปนั่งที่โซฟาตัวยาว กุมมือเหี่ยวย่นเอาไว้เชิงให้กำลังใจ

“ก็ดูสงบๆ” หญิงสูงวัยกลางอย่างทำใจ ทั้งสองทำใจมากได้สักระยะ เพราะอาการป่วยของคนชราหนักขึ้นทุกวันตามประสา

“แย่มากเลยเหรอครับ” เด็กหนุ่มยังไม่รู้อาการสักเท่าไร หันไปมองประตูห้องพักของคนป่วย ใจอยากจะเข้าไปดูสักหน่อยแต่ก็ไม่กล้าหวั่นจะรบกวน

“จ๊ะ ไม้แก่ๆ ใกล้ฝั่งเต็มที”

“พรุ่งนี้คนอื่นๆ คงเดินทางตามๆ กันมาครบ ผมให้เลขาจัดการให้อยู่” ลูกชายชี้แจงให้มารดารู้สึกสบายใจ

“จ๊ะ ขอบใจมาก ไปพักผ่อนเถอะลูก” ผู้เป็นแม่พยักหน้าพร้อมยิ้มให้ ลุกขึ้นส่งลูกชายที่ห้องนอนห้องเดิมที่เขาอยู่มาตั้งแต่เล็กจนโต

 

เช้าวันรุ่งขึ้น // ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก // เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างขัดจังหวะการหลับนอนของชายหนุ่ม ตามมาด้วยเสียงที่คุ้ยเคยแต่ห่างหายไปนานแล้วของมารดา ที่เอ่ยเรียกลูกชายให้ตื่นนอน

“ซันลูก... ตื่นได้แล้ว ซัน...ทุกคนมากันครบแล้วนะ” จรัสรวีกล่าวจากนั้นก็ถือวิสาสะเปิดประตูห้องนอนของลูกชาย ซึ่งตอนนี้เขากำลังเอาหมอนปิดหูเอาไว้

“แม่ขออีกหน่อยนะ” ชายหนุ่มงอแงเป็นเด็กๆ ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมกายเอาไว้ไม่ยอมลุกจากที่นอน

“ไม่ได้แล้วลูก ทุกคนมาถึงแล้ว กำลังจะมารวมตัวกันที่บ้าน” หญิงสูงวัยพยายามยืนกราน แม้จะเห็นใจลูกชายแต่ด้วยหน้าที่ที่บังคับทำให้ต้องฝืนปลุก

“โห่...” เมื่อผ้าห่มถูกดึงออกจากร่างคนไม่อยากตื่นก็ทำหน้าตาขัดใจใส่มารดาเหมือยอย่างเคย ไม่เคยหรอกสักครั้งที่เขาจะยอมทำตามผู้เป็นแม่โดยไม่ขัดขื่น

แต่แล้วจากเสียงอันอบอุ่นของมารดา ก็เปลี่ยนไปเป็นเสียง    หญิงสาวที่ดังก้องกังวานพาให้ชายหนุ่มต้องสะดุ้งใจหายวาบกับการมาของเจ้าของเสียง

“ไอ้แสบตื่นได้แล้ว อย่าเรื่องมาก พวกเราทุกคนก็เดินทางมาเหนื่อยกันหมดแหละ คุณย่ารออยู่”

เจ้าของเสียงก็คือ เตชินี มัตสึโอกะ หรือ ซิน ดังขึ้น หล่อนเป็น

พี่สาวแท้ๆ ของซัน ที่อายุห่างกันเกือบสามปี และเป็นพี่สาวที่ค่อนข้างขาลุย จนสามารถปราบความแสบของน้องชายคนนี้ได้ หล่อนไม่ได้มาแค่เสียงเท่านั้น แต่เดินเข้ามาดึงหมอนที่น้องชายกอดไว้แน่นโยนลงพื้น

แล้วดึงแขนของน้องชายให้ลุกขึ้นนั่งสายตาร้ายกาจพร้อมจะเอาเรื่องถ้าน้องชายยังคงดื้อดึงไม่ยอมลุกจากที่นอนแต่โดยดี

“อะไรของพี่ซินเนี่ย เอาหมอนผมมานะ” ชายหนุ่มโวยวายพยายามขัดขืน เขาไม่ใช่เด็กๆ ที่จะให้พี่สาวมาข่มเหงกันได้อีกต่อไป

“เร็วๆ ลุกๆๆ” หญิงสาวกล่าวเสียงหนักใส่น้องชาย แล้วก็หันกล่าวน้ำเสียงแผ่วเบากับมารดา

“แม่คะ ซินจัดการปลุกน้องเอง แม่ไปดูแลคุณย่าเถอะ”

“ผมง่วง เมื่อวานก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ต้องขัดหะ...” ชายหนุ่มพยายามอธิบายให้พี่สาวเข้าใจ ว่าเขาต้องโดนอะไรมากบ้างเมื่อวาน

“เรื่องของนาย แต่ตอนนี้มันเวลาอะไรดูซะบ้างสิ” แต่หล่อนไม่ฟังเสียง กล่าวตัดคำพูดของน้องชายตัวแสบ ยืนท้าวเอวมองหน้าตาดุๆ

“ผมไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ” เตชินท์ถูกมองเหมือนเด็กน้อยที่อายุห้าขวบ เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เขากลัว เพราะความใจถึง ใจนักเลงกล้าได้กล้าเสียมากกว่าตน เพราะเธอชอบความลำบากมากกว่าความสุขสบาย

จนใครๆ อยากให้เขาทำบ้างสักนิดหนึ่งก็ยังดี

“งั้นก็ทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่หน่อย รู้การรู้งานซะบ้างสิ” เตชินีกล่าวอย่างเอาจริง ส่ายหัวกับน้องชายที่ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ชอบเรื่องมากเสมอๆ ทำตัวเป็นคุณหนูคุณชายไม่เคยเปลี่ยน

“ก็ได้” คำสั่งของพี่สาวเป็นประกาศิต บวกกับเหตุผลที่ไม่อาจจะขัดได้ ชายหนุ่มจำยอมขยี้ตาลุกขึ้นมาจากที่นอนอย่างเกียจคร้าน

“ถ้าพี่ต้องเข้ามาอีกรอบ จะไม่เข้ามามือเปล่าแน่ๆ” ก่อนหญิงสาวจะเดินออกไปจากห้องนอนของน้องชายตัวแสบ ไม่ลืมที่จะขู่ส่งท้าย

“เออๆๆๆ” ซันรับปากอย่างส่งๆ ด้วยความลืมตัว

“เออ เหรอ” พี่สาวตาขวางหันกลับมาขึ้นเสียงใส่ หล่อนไม่ชอบใจเวลาน้องชายพูดจาไม่สุภาพเขาเคารพตัวเองหรือคนอื่นๆ ซึ่งเป็นนิสัยของคุณชาย

“ครับๆๆๆ” เตชินท์ตารีตาเหลือกเปลี่ยนคำขานรับพี่สาว รู้สึกสมองตื่นเต็มที่ทุกครั้งที่ถูกเจ้าหล่อนปลุกเชิงข่มขู่แบบนี้

“ดีมาก” หญิงสาวพยักหน้า แล้วปิดประตูดังโครมใส่น้องชาย

“ยัยยักษ์” เขากล่าวส่งท้ายหลังจากที่ประตูปิด จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องน้ำของตัวเอง อาบน้ำแต่งตัวในเสื้อผ้าที่มีสีสดสันใส

จากนั้นก็เดินออกไปจากห้องนอน ไปสู่ห้องทานอาหาร พบบ้านช่องที่ยังโล่งอยู่ ยังไม่มีใครเดินทางมาถึง มีเพียงคนในครอบครัวของตนเท่านั้น ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะคือ พาทิศ มัตสึโอกะ ผู้เป็นบิดา มารดานั่งอยู่ด้านข้าง และพี่สาวก็นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของมารดา

“ยังไม่มีใครมาเลย รีบปลุกจัง” เขาปิดปากหาวทำเป็นบ่นอุบอิบ แล้วนั่งลงข้างมารดาพร้อมหอมแก้มหนึ่งทีอย่างเอาใจ

“แล้วนายจะตื่นตอนเขามาครบหรือยังไงล่ะ” เตชินีกล่าวพร้อมตวัดสายตาใส่

“ทั้งสองคน...อย่าทะเลาะกันสิลูก” มารดารีบตัดคำลูกชายก่อนที่จะสวนตอบบุตรสาวออกไป ทั้งที่ปกติก็ไม่คิดขวางเพราะรู้อยู่สองพี่น้องพูดคุยกันลักษณะนี้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรจริงจัง น้องชายมักจะยอมพี่สาวอยู่เสมอๆ แต่ในสถานการณ์วันนี้ ไม่เหมานักที่จะพูดจากแรงๆ ใส่กัน

“เป็นยังไงบ้างเด็กๆ” และเสียงของหญิงชราดังขึ้น ก็ทำเอาสองพี่น้องสงบปากสงบคำแต่โดยดียิ่งกว่าวาจาของมารดา

“คุณย่า” เด็กๆ ทั้งสองหันไปมองเอ่ยเรียกพร้อมกัน แล้วลุกขึ้นไปจากเก้าอี้ สามัคคีกันเข้าไปสวมกอดผู้สูงวัยด้วยความรักและคิดถึง

“เสียงดังแต่เช้าเลยนะ สบายดีกันไหมลูก” เพลินจิต มัตสึโอกะ

ผู้เป็นย่าและภรรยาของผู้ป่วยกล่าว มองดูหลานทั้งสองด้วยความเอ็นดู

“ครับ/ค่ะ” ทั้งสองตอบ

“คุณย่าล่ะคะ” เตชินีเอ่ยถามกลับด้วยความเป็นห่วงสภาพจิตใจของย่าเพลิน

“ก็ตามประสาคนแก่น่ะ” หญิงชรายิ้มบางๆ ดวงตาของเธอมีแววอ่อนล้าลง

“คุณปู่ล่ะครับ” เตชินท์มองดูประตูห้องพักของผู้ป่วยที่ยังถูกปิด ก่อนที่เขาจากไปทำงานแดนไกล ชายชราเคยเดินเปิดประตูออกมาจากห้องนั้นได้อย่างแข็งแรง

“หลับอยู่จ๊ะ ยังไม่ตื่น” เพลินตอบ แล้วก่อนที่จะพูดคุยกันต่อ เสียงของหญิงสูงวัยอีกคนที่คุ้นหูเป็นอย่างดีก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“คุณแม่คะ” อากิ (ม.) ดิลกธรรม ลูกสาวอีกคนของเพลินจิตก็เดินทางมาถึงพร้อมกับครอบครัว เธอเป็นป้าแท้ๆ ของซัน

“อากิ กร อิฐ ไอส์ มาแล้วกันแล้วเหรอ” เซลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินเข้าทักทายครอบครัวของพี่สาวอย่างสนิทสนม นานๆ ทีจะเจอกันพร้อมหน้าพร้อมตา

“ค่ะ เด็กๆ เพิ่งมาถึงก็รีบมากันเลย” อากิกล่าวหันไปมองดูเด็กๆ

รุ่นหลังที่เข้าไปทักทายกันอย่างสนิทสนมราวกับพี่น้องคลานตามกันมา เพราะอายุไล่เลี่ยกัน

“เดี๋ยวรอครอบครัวชินกับครอบครับยูกิก่อน แล้วค่อยเข้าไปพบคุณปู่” จิวกล่าวพร้อมกับหันไปพยักหน้ากับคนรับใช้ให้จัดโต๊ะและเพิ่มอาหารเพื่อต้อนรับแขก

“ตอนนั้นก็คงตื่นพอดี” เพลินจิตพยักหน้า มองดูลูกหลานแล้วยิ้มอย่างสุขใจ แต่ใจอีกส่วนหนึ่งของเธอกลับรู้สึกอ้างว้า เมื่อรู้ว่าใครบางคนกำลังจะลาจากไป

การรับประทานอาหารเป็นไปอย่างสงบ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบพอสมควร เพราะทุกคนล้วนแต่ห่วงพะวงกับสภาพจิตใจของหญิงสูงวัย ที่วันนี้หล่อนเงียบสงบจนน่าใจหาย เมื่อรับประทานอาหารเช้ากันเสร็จ ก็เป็นจังหวะพอดีกับที่ครอบครัวของชินและมิกะเดินทางมาถึง

โดยผู้ที่เข้ามาทักทายเซคนแรกก็คือ อาของเซ ชิน มัตสึโอกะ น้องชายของผู้ป่วย ต่อมาก็คือ อาโอยาม่า มิกะ ภรรยาของชิน ตามด้วยซอน มัตสึโอกะ ลูกชายและ ปภาวรินทร์ มัตสึโอกะ ผู้เป็นภรรยา และลูกๆ ทั้งสอง มุขพล คู่หมั้น และมุกตาภาลูกสาว

พร้อมด้วยครอบครัวของอายูกิและ เมธาสิทธิ เรืองโชคอนันท์ พร้อมด้วยลูกชายฝาแฝดทั้งสองคน ยศวริตและยสินทร เรืองโชคอนันท์ เพียงเท่าทั้งนี้ทุกคนก็มากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เหล่าผู้ใหญ่พากันรวมกันเพื่อพูดคุยเรื่องต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ส่วนพวกลูกๆ ก็พากันไปรวมตัวกันอยู่ที่ศาลากลางน้ำ เตชินท์กำลังมองดูพี่สาวกำลังบ่นปืน ซึ่งดูเหมือนทั้งสองจะดันบังเอิญไปเจอกันที่ประเทศไทย แต่กลับจำกันไม่ได้ เพราะซินเอาแต่เดินทางเลยไม่ค่อยได้พบหน้าญาติมิตร และปืนเองก็เอาแต่ทำงานจนลืมหน้าลืมตาคนกันเอง

ซันเดินเลี่ยงออกมา แล้วเจอเข้ากับอาณกร ลูกพี่ลูกน้องที่มีฐานะเป็นพี่ชายกำลังเดินเข้ามาทางศาลากลางน้ำ ชายหนุ่มรีบโบกมือทักทายหน้าตาระรื่น

“ไงเรา...” อิฐกล่าวทักพร้อมกับโอบคอน้องชายเอื้อมมือไปขยี้เบาๆ ผมตามนิสัยที่สนิทสนมกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย

“พี่อิฐ” ซันทำเป็นขมวดคิ้วรีบดึงแขนอิฐออกแล้วจัดผมให้เข้าที่แล้วก็ยิ้มออกมากึ่งหัวเราะแม้สถานการณ์ตอนนี้จะยังไม่เหมาะหัวเราะก็ตามแต่ความสุขที่พี่น้องได้เจอหน้ากันคงหลบซ่อนเอาไว้ไม่อยู่

“มากันพร้อมแล้วเหรอ” พี่ชายใหญ่ของตระกูลใช้สายตาชี้ไปทางศาลาที่ใกล้จะถึงมองคราวๆ ยังไม่แน่ใจว่ามีใครเดินทางมาถึงแล้วบ้าง

“ครับ มุขกับไอส์ขออนุญาตอาจารย์มาในช่วงสอบ พี่มาร์คกับแฟนมาแล้วตั้งใจจะมาประกาศงานแต่ง เลยประกาศไม่ได้ต้องรอจบเรื่องก่อน พี่เป้ก็มาพร้อมกับหวานใจที่เพิ่งคบกันได้ไม่นาน ส่วนพี่ซินก็มาจากยุโรปกำลังโต้วาทีอยู่กับพี่ปืน” นักแข่งรถรายงานยาวเป็นหางว่าว

“แล้วเราล่ะเป็นไงบ้าง ได้ข่าวว่าแสบนัก” อิฐพยักหน้า หยุดเดินอมยิ้มแล้วหันไปถามน้องชายตัวแสบ ที่พอได้ข่าวมาก่อนที่จะเดินทางกลับ ว่าไปก่อนเรื่องเอาไว้จนทำให้น้าเซหัวเสียหนักไม่ยอมช่วยเหลืออะไรเพราะกำลังวุ่นๆอยู่กับอาการป่วยของคุณตา

“ก็โดนขึ้นศาล เสียค่าปรับ บำเพ็ญประโยชน์ คุมความประพฤติ ไปตามระเบียบไม่มีอะไรมากครับพี่” เตชินท์ส่ายหน้าเบื่อหน่ายเมื่อกล่าวถึงเรื่องของตนเองหากไม่เพราะคุณตาใกล้ถึงฝั่งบิดาก็คงไม่ยอมช่วยเหลือในการเอาตนออกมาจากประเทศไทย

“สมน้ำหน้าได้ข่าวว่าโดนสาวปล้นจนเกือบหมดตัว” อิฐไม่ได้เห็นใจแต่กลับตอกย้ำเพราะรู้นิสัยของน้องชายดีว่าแสบสันแค่ไหน

“ซวยอันนั้นไม่เท่าไรมาเจอตำรวจอีกหนีไม่ออก เลยเจอทำความดีหลายร้อยชั่วโมง ไม่มีใครช่วยผมสักคน” ซันยกมือขึ้นเกาหัวท่าทางหนักใจกับการทำความดีของเขาเพราะต้องไปยังที่ที่ศาลกำหนดเท่านั้นแถมต้องรายงานตัวทุกวันมาที่นี่ก็ยังต้องเอาหลักฐานไปรายงานตัวกับตำรวจที่นี่ส่งไปให้อีกด้วยตอนกลับ

“แต่ก็ดีนะเจอสาวอยู่คนน่ารักชะมัดแต่มีบางอย่างแปลกๆเกี่ยวกับเจ้าหล่อน”

“เฮ้อ...นายนี่จริงๆ เขาให้ไปทำความดีในสถานที่แห่งนั้นกลับไปมองสาวซะได้” เมื่อเห็นสายตาเจ้าชู้ของน้องชายก็ทำเอาอาณกรส่ายหน้าการขึ้นศาลและบทลงโทษไม่ได้ทำให้ซันรู้สึกตัวขึ้นเลยสักนิดเดียวจึงเหนื่อยใจที่จะสั่งสอน

“ไปหาคนอื่นกันเถอะ”

เตชินท์ต้องจำใจเดินกลับเข้าศาลาพร้อมกับพี่ชาย แล้วก็ถูกบังคับให้พูดคุยกันถึงเรื่องราวต่างๆ ทั้งที่ใจจริงเขาอยากจะกลับไปนอนแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะพอจะเข้าห้องก็ถูกเรียกตัวออกมาให้ช่วยทำนู้นซื้อนี้ โดยผู้สั่งการคืนพี่ซิน พี่สาวของตัวเอง

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เมื่อเสือกลางคืนอย่างเขาต้องมาเสียท่าให้กับนางโจรที่มาในคราบของนางโลม แล้วเธอก็เป็นคนปล้นทุกสิ่งจากเขาไปแม้กระทั่งหัวใจ"

รมย์ธีรา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha