พ่ายรักนางโลม

โดย: รมย์ธีรา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 5 : ตอนหากลับไม่เจอ แต่ตอนเจอกลับไม่ต้องหา


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ในที่สุดเหล่าลูกหลานตระกูลมัตสึโอกะ ก็มีโอกาสเข้าไปหาคนป่วยกันอย่างพร้อมหน้า เมื่อเข้าไปยังห้องนอนขนาดใหญ่ดูโล่งและห่างเหิน แต่พอลูกหลานเข้าไปก็ดูเล็กอบอุ่นไปในทันทีทุกคนต่างยืนอยู่ที่ปลายเตียงมองดูคนที่ใกล้สิ้นลมด้วยความใจหาย สิ่งที่แปลกไปคืนตอนนี้เครื่องช่วยหายใจของเชนถูกถอดออกไปแล้วและนั่นเป็นความหมายที่ไม่ดีเลย

“ทุกคนมากันแล้วคะ” เพลินจิตเดินมานั่งที่เก้าอี้ข้างกายของสามีกุมมือของเขาเอาไว้แนบแน่นตั้งใจว่าจะไม่มีวันปล่อยหากคู่ชีวิตนี้ยังมีลมหายใจอยู่

“ไง...ทุกคน...มากันพร้อมหน้าเชียว” เชนกิค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาแล้วมองไล่เรียงหน้าทีละคนดีใจอย่างที่สุดที่ได้เห็นหน้าทุกคนพร้อมกัน

“เชน...คุณตา... คุณปู่... คุณพ่อ...” เสียงของญาติมิตรเรียก

แตกต่างตามสรรพนามของฐานะแต่ละคนสิ่งเดียวที่เหมือนกันคือน้ำเสียงสั่นเครือที่เจือไปด้วยความเจ็บปวดเมื่อเห็นคนที่รักและนับถือกำลังจะลาจากไป

“ฉันเดินมาสุดทางแล้ว อย่าร้องไห้ อย่าทุกข์ใจคิดถึงแต่คนที่จากไป” เสียงผะผ่าวของคนใกล้จะสิ้นลมพยายามบอกกล่าวให้เหล่าญาติทุกคนให้ทำใจกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

“โธ่...แข็งใจไว้เถอะครับ/คะ” เสียงของเหล่าลูกหลานพยายามพูดแทรกออกปากห้ามผู้เป็นใหญ่ที่สุดในตระกูลให้แข็งใจเอาไว้อย่าเพิ่งคิดจะจากลาเพราะความตายมันไม่มีวันจะหวนกลับมา

“อิฐหลานเป็นหลานคนโตที่สุดอีกหน่อยจะต้องดูแลกิจการและครอบครัว ตาฝากด้วยนะ” มือที่เกือบจะไร้แรงยกขึ้นโบกเห็นความหมายให้ทุกคนหยุดนิ่งแล้วตั้งใจฟังโดยเฉพาะอาณกร

“ครับ” ชายหนุ่มเม้มปากปิดสนิทพยักหน้าหลับตาพยายามข่มใจข่มความรู้สึกข่มอารมณ์ความเศร้าไว้ในอกแล้วลืมตามองผู้เป็นตาที่กำลังจะลาจากไป

“ส่วนคนอื่นๆ ก็ขอให้เคารพแล้วเชื่อฟังผู้ที่อายุมากกว่า สมบัติ

ของเรามีมากไม่ต้องแย่งกันได้ครบทุกคน” เชนพูดติดตลกทำให้ทุกคนอด

ขำไม่ได้แต่ก็เป็นเสียงหัวเราะที่เจือไปด้วยน้ำตาแห่งความเศร้าใจ

“เราไม่หวังหรือห่วงเรื่องนั้นหรอกค่ะ” อากิผู้เป็นตัวแทนลูกหลานส่ายหน้า สิ่งของนอกกายที่ถูกสืบทอดมาลูกหลานของตระกูลนี้ไม่มีวันที่จะยื้อแย่งกันอย่างแน่นอน

“เพลินจ๊ะ...ไม่มีฉันแล้วเธอคงจะเหงา อย่าคิดมากเลยนะเธอต้องอยู่ดูแลลูกๆ หลานๆ รออุ้มแหลนก่อนแล้วค่อยเอาไปอวดฉันที่ยมโลก” แล้วคนป่วยก็หันไปหาคู่ชีวิตบีบมือที่กุมแน่นอยู่ด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิดที่พอจะเหลืออยู่ให้เธอได้รับรู้ถึงความรู้สึกของหัวใจที่ส่งผ่านไป

“ค่ะ คุณเชน...เพลินจะไปคุยโอ้อวดให้คุณฟัง” เพลินจิตสูดลมหายใจที่ติดขัดเข้าไปในปอดด้วยความยากลำบากพลางพยักหน้าฝืนยิ้มให้คนที่กำลังจะลาจากไปอย่างสบายใจ

“ดีแล้ว...ทำให้ฉันอิจฉาที่ตายก่อนเธอเลยนะ” ชายชราฝืนยิ้มแม้ในใจของตนนั้นจะหวั่นเกรงการจากลาแค่ไหน ลำพังความตายมันไม่น่ากลัวเท่ากับจะต้องลาจากคนที่รักไป

“ค่ะ รอเพลินด้วยนะคะ อีกไม่นานเพลินจะตามไปอยู่ด้วย”     หญิงชราพยายามกลั้นน้ำตาที่กักเก็บไว้แต่สุดท้ายก็ไหลออกมาเป็นทางถึงอย่างนั้นเธอก็ยังพยายามฝืนยิ้มรอคอยวันที่จะตามคนรักไปอยู่ด้วยกัน

ในโลกหน้า

“ฉันจะตั้งตารอเธอยอดรัก” เขามองสิ่งเดียวบนโลกนี้ที่ทำให้เขาอยากอยู่ต่อ ภาพใบหน้าของเธอผู้นี้สำหรับเขายังคงเป็นเด็กสาววัยเพียงสิบเก้าปีที่หวาดกลัวสิ่งที่เขาเป็นห่วงหาต้องลาจากใครจะดูแลเธอได้ดีเท่ากับเขาคิดแล้วก็อดไม่ได้ที่อยากจะลืมตาฝืนขึ้นมาแต่ทว่าสังขารคน    ไม่เที่ยง

“ฝากเพลินด้วยนะ ชิน มิกะ”

“ไม่ต้องห่วง อีกไม่นานเราก็จะได้เจอกันแล้วพี่ชาย” เสียงของน้องชายต่างมารดาที่อายุใกล้เคียงกันเดินเข้ามากุมมือเชนที่ประสานกับเพลินอยู่เพื่อให้คนป่วยเชื่อมั่นและลาจากได้อย่างสบายใจ

“เหนื่อยเหลือเกินแล้ว....” คนป่วยเงยหน้ามองเพดานห้องภาพวันเก่าๆ ผุดขึ้นมาในสมองเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นตลอดชีวิตของตนทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าถึงกับพึมพำออกมาราวกับพร่ำเพ้อ สายตาที่เคยเห็นชัดตอนนี้กลับพร่ามัวสติที่เคยมีชัดเจนตอนนี้กลับเริ่มเลือนรางลมหายใจที่เธอเข้าออกเป็นจังหวะตอนนี้กลับผะแผ่วลง

“หลับเถอะค่ะคุณเชน เพลินจะอยู่เคียงข้างคุณตลอดยามที่หลับ”

เพลินบีบมือเขาแน่นพึมพำเหมือนปลอบโยนให้เขาปล่อยวางให้คนที่กำลัง

หลับใหลอุ่นใจ

“ฉันอาจจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก” เขาหันกลับมามองที่ใบหน้าของคนข้างกายอีกครั้ง ถึงตอนนี้ดวงตาทั้งสองข้างที่สมองสั่งการให้แห้งผากกลับมีน้ำตาเอ่อขึ้นมาเมื่อรู้ว่าการจากลาเข้าใกล้ขึ้นทุกที

“ถึงอย่างนั้นเพลินก็จะรักคุณตลอดไป” หญิงชราบอกกล่าวเน้นย้ำอีกครั้งถึงความรักมากมายที่ตนมีให้มันจะคงอยู่และไม่แปรเปลี่ยนไปแม้ความตายจะมาพรากจากกัน

“ฉันทำตามที่พูดแล้ว ว่าจะรักเธอไปจนตาย” เชนทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ใจจริงของเขาอยากจะรั้งร่างกายนี้เข้ามาสวมกอดไว้แนบอก แต่ทว่ามือไม้ของเขากลับไม่มีแรงจะโอกกอดคนที่รักทำได้ตอนนี้ก็เพียงแค่ลมปากภาวนาให้หัวใจของเธอนั้นรับรู้ความรักของตนว่ายังคงมีเหมือนก่อน

“ถึงแม้คุณตายเพลินก็จะยังคงรักคุณตลอดไป” เหมือนหัวใจสื่อถึงกันเพลินขยับตัวเข้าหาซบใบหน้าลงแนบอกที่ขยับขึ้นลงผะแผ่วกระซิบบอกหัวใจ ชินช่วยวางสองมือที่ไร้แรงของคนป่วยโอบรอบตัวคู่ชีวิตเพื่อจะได้จากกันไปในอ้อมกอดของคนรักตามที่เขาปรารถนา

เชนพยายามออกแรงกอดร่างนี้เอาไว้ให้แน่นและนานที่สุดเท่าที่

จะทำได้ แต่เหมือนยิ่งทำก็เหมือนจะยิ่งหยุดลมหายใจของตัวเองสำนึกได้แท้แน่แล้วว่าสิ้นสุดของชีวิตใกล้เข้ามามากขึ้นทุกที ตอนนี้สิ่งที่รู้สึกได้อย่างชัดแจนและเตือนสติให้เขาลืมตาตื่นขึ้นมา คือแรงกอดของเพลินเท่านั้นที่ทำให้เขามีลมหายใจ

“ลูกหลานเราเต็มบ้านเลยนะ สงสัยต้องปลูกบ้านใหม่” ไม้ใกล้ฝั่งเริ่มเลอะเลือนพร่ำเพ้อหาลูกหลานภาพวันวานที่เด็กๆ วิ่งเต็มบ้านมันทำให้เขายิ้มออกมาอีกครั้ง

“ค่ะ...หลับเถอะนะคนดีของเพลิน คุณเหนื่อยมาพอแล้ว” คู่ชีวิตกระซิบข้างหูเหมือนบอกกล่าวไม่คิดจะยื้อเวลาของคนรักให้อยู่เพื่อทรมานร่างกายของเชนอีกต่อไป

“อือ...ฉันรักเธอนะเพลินจิต” เหมือนเด็กน้อยที่ทำตามอย่างว่าง่ายเมื่อคู่ชีวิตสั่งให้พักเขาก็หรี่สายตาลงใกล้จะหลับตาลมหายใจ ตอนนี้เริ่มช้าเรี่ยวแรงถดถอยเหมือนมีใครกำลังเอาวิญญาณออกจากร่างไป

“เพลินก็รักคุณค่ะเชนกิ” เธอกระซิบข้างหูด้วยเสียงที่เก็บความสั่นเครือเอาไว้ไม่อยู่ เหมือนจะรู้ว่าสิ้นเสียงนี้ของตนความโล่งใจของคนป่วยจะเกิดขึ้นแล้วจากไปอย่างสงบ

“พะ...เพลิน...” เสียงของเชนเหือดหายไปมีเพียงคนที่ใบหน้าแนบ

อกเท่านั้นที่รู้ว่าคำพูดเขาเรียกหาใครคนเดียวที่หัวใจของเขาถวิลหา      คนเดียวที่ทั้งชีวิตนี้จะรักมั่นจนวันตาย

เมื่อสิ้นเสียงก็สิ้นลมหายใจเฮือกสุดท้ายผ่อนออกมาเพียงแผ่วเบาเหมือนแท้จริงแล้วร่างกายเขามีอากาศสูดเข้าไปไม่มากเท่าไรนัก เพลินขยับกายขึ้นจากอก เมื่อรู้ว่าอกของคนที่นอนอยู่ไม่ขยับอีกต่อไปน้ำตาแห่งความเสียใจไหลออกมาเป็นทาง เอื้อมมือที่สั่นเทาไปลูบไล้ใบหน้าและดวงตาของคนที่จะไม่ฟื้นขึ้นมาด้วยความปวดหัวใจ

“เชน...คุณตา... คุณปู่... คุณพ่อ...” เสียงของลูกหลานดังขึ้นระงม เมื่อเห็นภาพของหญิงชราซุกใบหน้าลงไปอีกครั้งแนบอก แล้วเรียกหาคู่ชีวิตที่จากไปแล้วพร้อมน้ำตาที่ไหลพรากร้องไห้ออกมาจนตัวโยนก็รู้ว่าคนที่นอนป่วยอยู่ได้จากไปแล้ว

“หมอ...หมอ”

“อย่าตามเลย” แต่ยังไม่ทันที่หมอจะเข้ามาเสียงห้ามปรามของเพลินจิตก็ดังขึ้น แม้จะร้องไห้ออกมาแต่ก็ใจแข็งพอที่จะไม่ยื้ออีกฝ่ายเอาไว้ เพราะอยากจะให้เชนได้พักผ่อนอย่างสบายไม่ต้องตื่นขึ้นมาทรมานกับโรคชราที่รุมเร้าการปล่อยให้จากไปถึงเป็นทางที่ดีที่สุด

“ท่านหลับอย่างสบายและสงบสุขที่สุดแล้วล่ะ” เพลินหันไปมอง

หน้าที่เหมือนคนนอนหลับด้วยความพอใจใบหน้าที่ไปอย่างไม่ทรมานนี้แหล่ะดีที่สุดแล้วไม่เจ็บปวดไม่ทรมานเหมือนแค่หลับไปเฉยๆ

“คุณแม่ คุณย่า คุณยาย” เสียงของลูกหลานกลับไม่ยินยอมเพราะไม่อยากจะให้ผู้เป็นใหญ่ที่สุดของตระกูลลาจากโลกนี้ไป

“ปล่อยท่านไปเถอะ หมดเวลาของท่านแล้ว” แต่ด้วยจิตใจที่เตรียมพร้อมมาแล้วของเพลินทำให้ทุกคนต้องหยุดค้านการยื้อชีวิตเชนกลับมายอมรับการจากไปแต่โดยดี สำหรับเพลินตอนนี้ได้แต่เฝ้าฝันยามหลับตาเข้าสู่นิทราขอให้ได้พบเจอเขาบ้างในความฝันก็ยังดี

“หลับให้สบายนะคะ... รอเพลินด้วยนะคะ...ยอดรัก” หญิงชรามองหน้าคู่ชีวิตอีกครั้งแล้วจูบแผ่วเบาที่ริมฝีปาก แต่ไม่มีการจูบตอบกลับมาเหมือนทุกครั้ง ใจหายเหลือเกินเมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้เข้าจะไม่เจอหน้ากัน ทั้งที่ใบหน้าและร่างกายของเชนนั้นอยู่ในสภาพของคนที่นอนหลับปกติ แต่แท้จริงแล้วร่างกายนี้ไร้ซึ่งวิญญาณไม่นานก็เน่าเปื่อยคงเหลือไว้ซึ่งแต่ความทรงจำเท่านั้น

“ฮื้อ...เชน...คุณตา... คุณปู่... คุณพ่อ...ฮื้อ...” เสียงร้องไห้เพราะความสูญเสียคนที่รัก บูชาและเคารพ ดังขึ้นจากทุกคนที่อยู่ภายในห้องนอน

เพลินจิตนั่งมองร่างสงบนิ่งของสามีด้วยหัวใจที่เจ็บปวดคู่ชีวิตที่

อยู่เคียงข้างกันมาตั้งแต่เธออายุสิบเก้ามันตั้งกี่สิบปีแล้วนะที่ไม่เคยแยกจากกันได้จบลงแล้ว ถึงตอนนี้ความรักของเธอก็ยังคงเหมือนเดิมแม้ร่างกายของเขาจะไม่กลับมา ดวงตาที่เธอเคยจับจ้องจะไม่ลืมขึ้นมาอีกแล้ว

ริมฝีปากที่เคยจูบไซร้จะไม่จูบตอบอ้อมกอดที่เคยอบอุ่นกำลังจะเย็นชืดถึงตอนนี้เธอตระหนักได้ในทันทีว่ารักเขาปานจะขาดใจ แท้จริงแล้วอยากจะบอกว่าตายตามไปได้ไหมแต่ด้วยเพราะไม่อยากให้ลูกหลานต้องปวดใจเพียงคนเดียวจากไปก็ทรมานเกินพออยู่แล้ว

หากต้องมาพะวงอยู่กับตนที่ยังแข็งแรงดีอยู่คิดแต่จะตายตามคนรักไปก็คงไม่เหมาะ สู้อยู่ต่อไปเพื่อลูกหลานตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้จะดีกว่า เพลินได้แต่เก็บความหวังเอาไว้ในใจภาวนาให้ตนหมดเวลาแล้วรีบตามเขาไปพบในโลกหน้าสักที...

เพลินจิตเข้าสวมกอดชายชราอันเป็นที่รักยิ่ง เชนกิ มัตสึโอกะจากไปในที่สุด น้ำตาแห่งความเสียใจเอ่อล้นออกมาจากด้วยตาของผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ แม้แต่ตัวของเขาเองก็รู้สึกนัยน์ตาร้อนผ่าว ไม่บ่อยนักที่เขาจะต้องเสียน้ำตา

“เจ็บแบบนี้ ไม่มีคนรักดีกว่า” เขามองเห็นย่าเพลินที่อยู่ในอาการเศร้าโศก ก็ทำให้เขารู้สึกไม่อยากผูกใจไว้กับใคร กลัวที่จะต้องเจ็บปวด กลัวที่จะต้องสูญเสีย ในเมื่อสนุกไปวันๆ แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว ไม่ผูกพัน ไม่มีพันธะ และไม่เจ็บปวด ซันปานน้ำตาด้วยความเสียใจที่คุณปู่จากไป

เตชินท์เดินเข้าไปสวมกอดบิดาที่ตอนนี้น้ำตาไหลออกมานองหน้า รวมถึงมารดาและพี่สาว ถึงจะมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง แต่พวกเขาก็รักและเป็นห่วงกันเสมอๆ

หลังจากที่เชนกิจากไป เหล่าผู้ใหญ่ก็เริ่มสั่งการเตรียมงานศพ แจ้งข่าวให้กับผู้หลักผู้ใหญ่ที่รู้จักสนิทสนมคนอื่นๆ ได้รับทราบ รวมถึงผู้ถือหุ้น เหล่ารุ่นหลานๆ ก็พากันไปรวมตัวกันอยู่ที่ศาลาริมน้ำ ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของทุกๆคน

งานศพของเชนกิ มัตสึโอกะ ถูกจัดขึ้นในโรงแรมหรูของตระกูล ท่ามกลางแขกมากมายที่เข้ามาร่วมแสดงความเสียใจ ซันที่ต้องรับภาระหนักอีกภาระหนึ่ง คือต้องเป็นกามเทพให้กับพี่อิฐพี่ชาย และว่าที่พี่สะใภ้ที่เป็นถึงนางแบบชื่อดังและดาราสาวแสนสวย

ทั้งสองมีปากเสียงกันนิดหน่อยก่อนเดินทางมาเกาหลี ทำให้ไม่ได้

เดินทางมาพร้อมกัน และในฐานะน้องชายอย่างเขาก็ไม่อาจจะนิ่งดูดาย

เห็นพี่ชายเจ็บปวดใจ เขาจัดแจงจัดการพาว่าที่พี่สะใภ้อย่าง มารียา       

ฮันน่า เข้าไปพบกับป้าอากิ ว่าที่แม่สามี และทำการจัดฉากบางอย่างแนะนำและจูงใจเล็กน้อย พี่อิฐของเขาและฮันน่าก็ได้ปรับความเข้าใจกันในที่สุด

 

หลังจากที่งานศพของปู่เชนดำเนินการไปอย่างเรียบร้อย เหล่าลูกหลานของตระกูลมัตสึโอกะ ต่างก็แยกย้ายกันกลับไปทำงานตามหน้าที่ของตัวเองที่ได้รับมอบหมาย

“แม่อยากให้พวกลูกอยู่กันต่ออีกสักนิด” จิวกล่าวทั้งน้ำตา ใจหายที่ถึงเวลาเดินทางของลูกๆ ทั้งสองคนอีกครั้ง และพวกเขาก็เดินทางมาส่งลูกๆ ที่สนามบินด้วยตัวเอง

“ซินจะกลับมาเยี่ยมให้บ่อยกว่านี้นะคะแม่” เตชินีกล่าวพร้อมกับสวมกอดผู้เป็นแม่แนบแน่น

“ผมเองก็เหมือนกันครับ” ซันกล่าวเสริม เมื่อถูกมารดาดึงเข้าไปสวมกอดแนบอก

“เราน่ะ อย่าก่อเรื่องอีกนะ แม่แกจะอกแตกตาย” ผู้เป็นพ่อกล่าวเสียงหนักๆ ตั้งแต่ลูกชายตัวแสบเดินทางมาถึงเขาแทบไม่มีโอกาสพูดคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นสักเท่าไรเลย

“ครับพ่อ” ชายหนุ่มหน้าสลด รับคำอย่างเจียมตัว

“ถ้ามีเรื่องอีกนะ พ่อจะตัดแกออกจากกองมรดก” ผู้เป็นพ่อขู่

“ครับ” เตชินท์พยักหน้าอย่างหวั่นใจ เพราะรู้ดีว่าถ้าบทที่บิดาจะเอาจริงขึ้นมา ก็ไม่มีใครช่วยได้

“สมน้ำหน้า” พี่สาวแอบเย้อหยั่น แล้วหันไปทำเสียงหวานกับมารดากอดลาครั้งสุดท้ายก่อนจาก

“หนูไปก่อนนะคะพ่อ แม่”

“เดินทางปลอดภัย พระคุ้มครองนะลูก” จรัสรวีปานน้ำตาพลางกล่าว

“ไปก่อนนะครับพ่อ แม่” ลูกชายเข้ามาบอกลาซ้ำอีกครั้งก็ทำเอา  ผู้เป็นแม่ใจหาย แม้จะไม่ได้จากไปไกลขนาดไหน แต่ในสถานการณ์ที่กำลังเศร้าโศก หากมีเด็กๆ อยู่เป็นเพื่อนบ้างก็คงจะคลายเศร้าไปได้ไม่มากก็น้อย สองผู้สูงวัยมองดูคนรุ่นหลังเดินจากไปขึ้นเครื่องบินเพื่อไปทำงาน

“อีกไม่นาน ก็จะเป็นเวลาของพวกเขา เวลาของเราเองก็ใกล้จะหมดเต็มที่แล้วนะจิว” เซกล่าวอย่างรู้ซึ้งถึงความชราที่มีมากขึ้นและไม่มีใครหนีพ้น

“เวลาของจิวคงจะหมดก่อนเซอีก” หญิงสูงวัยผู้มีอายุมากกว่าผู้เป็นสามีกล่าวอย่างสะเทือนใจ ใจจริงแล้วเขาดีใจที่ต้องจากไปก่อน เพราะคงทนไม่ได้ที่ต้องบอกลากัน ใจไม่แข็งพอเท่ากับย่าเพลิน

“อย่าพูดแบบนั้นสิ ถ้าไม่มีจิว ก็จะไม่มีเซเหมือนกัน” สามีกระชับกอดเมียรับแนบแน่น สายตาทั้งสองยังคงทอดยาวไปยังลูกอันเป็นแก้วตาดวงใจ

“ถึงไม่มีจิว ก็ยังมีลูกๆ ที่เซจะต้องดูแลนะ” จรัสรวีกล่าวอย่างให้กำลังใจคนที่ต้องอยู่ต่อไป

“อย่าพูดอีกเลย ผมไม่อยากให้ถึงวันนั้นของเรา” คนทำใจไม่ได้ส่ายหน้า รู้สึกนัยน์ตาร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้งอย่างสะเทือนอารมณ์

“ค่ะ จิวก็ไม่อยาก” หญิงสูงวัยอิงกายแนบชิดสามีผู้เป็นที่รัก แล้วทั้งสองก็พากันกลับขึ้นรถเมื่อร่างทั้งสองของลูกลับสายตา

 

ประเทศไทย เวลายามเย็น เตชินท์ก็เดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เขามุ่งหน้ากลับไปยังโรงแรมของตัวเองก่อน เพราะตอนนี้มาร์คและน้ำผึ้งกำลังวุ่นวายอยู่กับเพื่อนที่กำลังถูกรถชน และทั้งสองก็ต้องการที่จะอยู่เกาหลีต่ออีกสักหน่อยเพื่อระลึกความหลังครั้งยังเรียนอยู่

ด้วยกัน

ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเขาอีกครั้งที่ต้องกลับมาบริหารงานของโรงแรมต่อ ควบคู่ไปกับการดูแลสนามแข่งม้า กาสิโน และแข่งรถที่จะมีขึ้นอีกครั้งในเดือนหน้า ชายหนุ่มเข้าสู่ห้องทำงานและจัดการงานที่กองอยู่ท้วมหัว จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปหลายชั่วโมง เขาเงยหน้าขึ้นมามองนาฬิกาอีกครั้ง

“อะไรนี่จะเที่ยงคืนแล้วเหรอ” ซันกล่าวกับตัวเอง แล้วพิงร่างที่อ่อนล้าลงพนักเก้าอี้ พลางนึกถึงกิจกรรมที่จะช่วยให้เขาได้ผ่อนคลาย

“ไม่ได้ปลดปล่อยมานานแล้ว จัดสักทีให้หายเครียดดีกว่า คงไม่ซวยเหมือนคราวก่อนหรอกน่า” เขาคิดได้ก็เก็บพับแฟ้มเอกสาร แล้วเดินลงไปที่ล็อบบี้ของโรงแรม เด็กรับรถกุลีกุจอขับรถมาส่งให้ตามคำสั่ง แล้วชายหนุ่มก็ขับรถออกไปทันที

โดยคืนนี้ตั้งใจว่าจะเข้าสถานที่ที่ถูกกฎหมาย ไม่หิ้วสาวข้างถนนอีกเพราะหวั่นใจจะต้องเจอชะตากรรมแบบครั้งก่อน คนสมัยนี้ยิ่งรู้หน้าไม่รู้ใจเสียด้วย แต่ทว่าเส้นทางระหว่างขับไปยังสถานที่เริงรมย์ เขาก็เจอกับสาวมากหน้าหลายตาที่กำลังยืนหาลูกค้า

ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะชะลอความเร็วของรถแล้วมองดูสาวๆ

เหล่านั้นเป็นอาหารตา แต่ทว่าเหมือนโชคชะตาเล่นตลก เมื่อเตชินท์ไม่ได้ตั้งใจจะตามหาตัวโจรสาว แต่เขากลับเจอตัวโจรสาวที่ตอนนี้กำลังยืนให้ท่าหนุ่มๆ ที่ขับรถหาซื้อบริการอยู่

หญิงสาวผมสีเพลิงที่ก่อนหน้านี่เขาแทบจะพลิกแผ่นดินตามหา และโชคดีที่คืนนี้เขาไม่ได้ขับรถสวยคู่ใจคันเดิมที่เคยหิ้วเธอขึ้นรถ เขาใช้รถอีกคันที่คนละสีคนละยี่ห้อ แต่ก็เป็นรถสปอร์เหมือนกัน และมั่นใจว่าหล่อนจะเขาไม่ได้อย่างแน่นอนเลยทีเดียว

ชายหนุ่มยิ้มอยู่ภายในใจ คืนนี้จะเป็นคืนที่เขาจะทบต้นทบดอกจัดการเธอให้สาสมกับสิ่งที่หล่อนได้ทำเอาไว้กับเขา ซันชะลอรถเรียบจอดตรงหน้าหญิงสาว เปิดกระจกครึ่งเดียวแล้วโบกมือเรียกหญิงสาวให้เข้ามาหาตนเอง หล่อนเดิมตามอย่างว่าง่าย

“น้องสาว ถ้าพี่เหมาทั้งคืนคิดเท่าไร” เขาถามคำถามเดิม สายตาของเขามองเธอผ่านกระจก หน้าตาที่แต่งจัดจ้านเหมือนครั้งก่อน ความอวบอิ่มที่ไม่ได้ลดน้อยลงสักนิดเดียว แม้เสื้อผ้าจะเปลี่ยนไป แต่ก็ไม่ผิดตัวแน่ๆ

ใช่เธอจริงๆ ยัยโจรตัวแสบ

“หมื่นหนึ่งค่ะ” เสียงหวานตอบกลับอย่างไม่ได้เอ๊ะใจ คิดแต่ว่าคืน

นี้จะได้เงินก้อนโตโดยไม่ต้องเหนื่อยยืนหลายรอบอีกแล้ว

“แล้วถ้าพี่จ่ายไปแล้วแต่ยังไม่ได้ของล่ะ จะให้ดอกพี่ไหม” ชายหนุ่มกล่าวเสริมอย่างคิดจะลองของ เอื้อมมือไปจับข้อมือบางเอาไว้มั่น ทำทีเป็นเหมือนสัมผัสผิวเนียนของหล่อนอย่างหลงใหล

“อะไรคะพี่” หญิงสาวไม่รู้ตัว ทำหน้างง

“ก็ครั้งก่อนเธอเอาเงินข้างของฉันไปหมด ครั้งนี้ก็ต้องให้ฉันทบต้นทบดอกกับเงินที่เธอเอาไปไงล่ะ” ซันเปิดกระจกเปิดเผยตัวด้วยความ    ร้อนใจ

คุณ!” หญิงสาวใจหายวาบ เมื่อชายที่อยู่ภายในรถหน้าตาคุ้นเคยแค่ไหน ก้าวเท้าถอยหลังจะเดินหนี แต่ข้อมือที่ถูกยึดเอาไว้ทำให้ไปไหนไม่ได้

“ใช่ ผมเอง” ชายหนุ่มแยกเขี้ยวใส่ ออกแรงจับข้อมือบางเอาไว้มั่น เพราะอีกฝ่ายพยายามสะบัด แต่เขาคิดผิดแล้วที่ยึดข้อมือเธอก่อนที่จะลงจากรถ ที่นี่เขาเองก็ลงจากรถไม่ได้ และเธอเองก็ไปไหนไม่ได้ ได้แต่ค้างคาอยู่แบบนั้น

และในขณะที่ชายหนุ่มพยายามเปิดประตูลง และเปลี่ยนมือที่จับ

ยึดหล่อนไปพร้อมๆ กัน หญิงสาวก็ฉวยจังหวะที่เขากำลังทุลักทุเล ออก

แรงสะบัดข้อมือของตัวเองให้หลุดจากการยึดของเขาเอาไว้

“เฮ้ยยย...” ชายหนุ่มเบิกตากว้าง มองดูร่างบางพยายามวิ่งหนีไปด้วยส้นสูงที่สูงเกือบสี่นิ้ว เขาก็ไม่รอช้ารีบปิดประตูกดรีโมทรถล็อคประตู แล้ววิ่งตามเธอไปติดๆ

“แย่แล้ว ทำไมมาเจอได้ล่ะ” หญิงสาวคิดในใจด้วยความหวาดหวั่น แต่อุปสรรคของเธอก็คือการวิ่งด้วยส้นสูงที่สูงขนาดนี้ ก้าวไปก็ตกร่องพื้นจนแทบล้ม แต่ก็ยังพยายามหนีหัวซุกหัวซุน พยายามจะก้มลงถอดรองเท้าไปด้วยวิ่งไปด้วยแต่ก็ไม่ทันการ

เมื่อชายหนุ่มเข้ามาประชิดตัวเธอมากยิ่งขึ้นทุกที จนสุดท้ายหญิงสาวก็หนีเงื้อมือของเขาไม่พ้น ร่างบางถูกชายหนุ่มตะครุบเข้าที่ต้นแขนทั้งสองข้าง

“โอ้ยย...” หญิงสาวร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ และเจ็บปวดกับแรงจับที่เขาโถมมาทั้งตัว

“ไม่ต้องร้อง ไม่ต้องหนีหรอก เก็บแรงหนีของเธอเอาไว้ใช้บนเตียง และเก็บเสียงหวานๆ เอาไว้ร้องครางให้ฉันฟังจะดีกว่า หึ หึ หึ” ซันคำรามอย่างสาแก่ใจ ตอนนี้ในหัวของเขาจินตนาการไปไกลที่จะได้ทบต้นทบดอกกับร่างเย้ายวนที่อยู่ในมือ

“ปล่อยนะ ไม่งั้นฉันจะร้องให้คนช่วย” หญิงสาวทำทีเป็นข่มขู่ พยายามดึงดันร่างตัวเองออกจากวงแขนของเขาให้ได้

“ก็เอาสิ ฉันจะได้บอกให้ว่าอย่ามายุ่งเรื่องของผัวเมีย ในเมื่อเมียมันไม่รักดีหนีผัวมาขายตัว” ชายหนุ่มกระซิบบอกเสียงกร้าวอย่างท้าทาย ไม่ลืมที่จะสูดดมกลิ่นหอมของผมเธอที่คืนนี้เขาจะได้สูดดมให้สาแก่ใจสมอารมณ์ปรารถนาที่อดกลั้นมานาน

“ไม่มีใครเชื่อคุณหรอก” หญิงสาวสะบัดผมหนีอย่างรังเกียจและหวาดหวั่น ขณะที่ร่างของตัวเองก็ถูกเขากึ่งฉุดกึ่งลากไปที่รถคันหรู

“ลองดูไหมล่ะ” เตชินท์กล่าว คนอย่างเขากล้าได้กล้าเสียอยู่แล้ว และคิดเหรอว่าแค่คำขู่ของคนที่กลัวจนตัวสั่นอย่างนี้จะทำให้เขาหลงกลได้

“อย่าเลย อย่าทำอะไรฉัน ฉันขอร้อง ฉันจำเป็น” เมื่อคำขู่ไม่เป็นผล หล่อนก็เปลี่ยนมาเป็นเสียงอ่อนเสียงหวานอ้อนให้ชายหนุ่มเห็นใจ

“เอาไว้ขอร้องกันบนเตียงนู้น แต่ถึงตอนนั้นเธออาจจะขอร้องให้ฉันทำอย่างอื่นให้เธอสมความปรารถนามากกว่า ฮ่าฮ่าฮ่า” ซันไม่ฟังเหตุผลใดๆแล้วตอนนี้ เขาลากพาเธอมาถึงที่รถของตัวเอง กดเปิดสัญญาณเพื่อปลดล็อกรถ แล้วเปิดประตู

“ไม่นะ...” หญิงสาวส่ายหน้าอย่างหวั่นใจ พยายามใช้เท้ายันกายไว้ที่ขอบทางขึ้นของรถคันหรูเพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ต้องเข้าไปในรถ

“ขึ้นรถ” เตชินท์ตะคอกใส่ ทั้งผลักทั้งดันร่างบางเข้าไปโดยไม่สนใจว่าหล่อนจะบอบช้ำแค่ไหน

ก็กะอีแค่อีตัว แถมยังเป็นโจร ไม่ต้องทะนุถนอมให้มากเรื่องนักหรอก

“ไม่” หญิงสาวส่ายหน้าไปมา พยายามมองหาส่งสายตาให้ใครสักคนช่วยเหลือ แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วยเลยสักคนเดียว

ขึ้น!” เขาตะวาทเสียงหนักๆ จนเห็นเธอยังไม่ยอมแต่โดยดี เขาก็หัวเราะต่ำในลำคอ

“ไม่ขึ้นใช่ไหม” กล่าวจบก็รวบขาสองข้างของหล่อนโน้มกายส่วนบนลงมา ช้อนร่างบางโยนเข้าไปในรถทันที รีบปิดประตูล็อคสัญญาณ ทำให้คนข้างในไม่มีโอกาสออกมาได้ หล่อนได้แต่ทุบหน้าต่างของรถพยายามดึงที่เปิดประตูแต่ก็ไม่เป็นผล

“ไม่มีอะไรครับ เมียผมยังเลิกอาชีพเก่าไม่ได้” เขากล่าวแก้ต่างกับสายตาของผู้คนที่พบเห็น แล้วก็ได้ผล หลายคนๆ พยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่อีกหลายคนก็ไม่เชื่อแต่ก็ไม่กล้าเข้ามายุ่งวุ่นวาย

เตชินท์เข้ามานั่งภายในรถที่ตอนนี้หญิงสาวพยายามจะออกมาทางด้านที่เขาก้าวเข้าไปนั่ง แต่ก็ไม่สำเร็จอย่างที่ตั้งใจ เมื่อเข้ารีบปิดประตูแถมยังผลักเธอลงไปนั่งที่เบาะอย่างไม่สนใจ จนหัวของเธอไปกระแทกกับกระจก แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้ปริปาก ตอนนี้ที่อยากจะทำที่สุดคือออกไปจากรถคันนี้ให้ได้

“คราวนี้ถึงตาฉันเลือกโรงแรมบ้างล่ะนะ” เขาหันมากล่าวแล้วแสยะยิ้ม แล้วขับรถออกไปตามเสียทาง ซันไม่ยอมเสียเงินเสียทองไปเปิดโรงแรมอีก เขาเลือกโรงแรมของตัวเองนี่แหละ ระบบการรักษาความปลอดภัยก็ดีเยี่ยม แค่เขาสั่งคำเดียวเท่านั้นหล่อนก็กระดิกตัวไปไหนไม่ได้

“ขอร้องล่ะ ปล่อยฉันไปเถอะ ที่ทำไปเพราะจำเป็น จะให้ใช้คืนก็ได้นะ จะหามาคืนให้” หญิงสาวสงบอารมณ์พยายามร้องขอราวกับขอความเมตตา

“ก็จะให้ใช้คืนอยู่นี่ไง” ชายหนุ่มตอบทันทีพร้อมกับรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุขบนใบหน้า ชายตามองร่างบางที่สวมกระโปรงสั้นหมิ่นเหม่ด้วยสายตาโลมเลียอย่างจงใจ

“แต่ด้วยร่างกาย ไม่ใช่เงิน เงินนะไม่เสียดายหรอก แต่เสียดายไม่ได้เอา”

คำพูดของเขาทำเอาหญิงสาวใจหายวาบ ยิ่งเห็นสายตาของเขาก็รีบดึงกระโปรงที่สั้นเสมอหูให้ยาวขึ้นเพื่อปกปิดสัดส่วนให้พ้นสายตา ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้มากสักเท่าไร

“จะปิดทำไม ยังไงฉันก็ได้เห็นเธอหมดทุกซอกทุกมุมอยู่แล้วล่ะ” ชายหนุ่มกล่าวต่อพร้อมดึงกระโปรงของหล่อนให้ร่นขึ้นไปอยู่เท่าเดิม ทำเอาหญิงสาวตาขวาง

“อยากได้เงินเท่าไรไม่ว่า ให้เอาสิ แล้วจะสมนาคุณอย่างงามเลย ขอให้บอก” เขาพูดต่อระหว่างขับรถ พร้อมขยิบตาใส่เธออย่างล้อเลียน

หญิงสาวที่ถูกฉุดขึ้นมาใจคอไม่ดี เมื่อเห็นเขาเลี้ยวเข้าโรงแรมหรูหรามีระดับ ใกล้ถึงจุดหมายของเขาเข้าไปทุกทีแล้ว เธอจะเอาตัวรอดจากเงื้อมือของเขาได้อย่างไรกัน ชายหนุ่มขับมาจอดหน้าโรงแรมเปิดประตูอย่างสบายอารมณ์ แล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูให้หญิงสาว

“ลงมา” เขากล่าวเสียงหนักๆ

“ไม่” ร่างบางนั่งนิ่ง มองดูทางหนีทีไล่ไปพลางๆ แต่เมื่อเห็นพนักงานรับรถวิ่งเข้ามา หล่อนก็เริ่มมีไอเดียรเอาตัวรอดในหัวทันที

“จะลงมาดีๆ หรือจะให้ฉุด” ชายหนุ่มตะคอกใส่อีกครั้ง มองดูหล่อนที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับออกมาจากรถแล้วชักจะหงุดหงิด

หญิงสาวนิ่งมองดูช่องทางของประตูที่ชายหนุ่มยืนขวาง กำลังคำนวณทิศทางว่าหล่อนจะสามารถรอดพ้นช่องว่างนั้นไปได้หรือไม่ เผื่อคนเหล่านั้นจะช่วยเหลือเธอได้

“ฉันไม่อุ้มเธอหรอก สบายไป ลากดีกว่าสาสมดี” ชายหนุ่มส่ายหน้ากัดฟันพูดด้วยความร้อนใจ แล้วก้มลงไปจับข้อมือเธอกระชากทีเดียวร่างบางก็ร่วงออกมาจากรถ ลงมานั่งกองอยู่ที่พื้นหน้าโรงแรม ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายที่กำลังมองอยู่

“โอ๊ยยยย...ปล่อย...” หญิงสาวคิดช้าไป หล่อนพยายามจะสะบัดข้อมือของตัวเอง แต่แรงหญิงหรือจะสู้แรงชาย เมื่อเขาพยายามจะทำให้เธอไปด้วยดีๆ ด้วยการลุกขึ้นแต่หล่อนไม่ให้ความร่วมมือ ก็กลายเป็นลากหล่อนถูไปกับพื้นจนแขนขาของเธอแทบจะถลอกปอกเปิดไปหมด

“มาดีๆ สิ” ชายหนุ่มตะคอกอย่างหัวเสีย เขาไม่เคยรุนแรงกับผู้หญิงขนาดนี้มากก่อนเลยในชีวิต แต่ด้วยเพราะเธอทำให้เขาต้องแค้นเคือง และเล่นตัวจนทำให้เขาต้องใช้กำลัง

หญิงสาวลุกขึ้นมาด้วยความรู้สึกปวดร้าวไปหมด แต่ถึงกระนั้นก็ยังพยายามขอความช่วยเหลือ เมื่อทรงตัวได้ก็พยายามสะบัดแล้วมองหน้าเหล่าพนักงานและเด็กรับรถที่พากันออกมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นหน้าโรงแรม

“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยฉันด้วย ฉันถูกฉุดมา”

แต่ก็ไม่มีใครสนใจเธอเลย นอกจากยืนมึนงงและตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“ร้องไปเถอะ ไม่มีใครช่วยเธอได้หรอก” เตชินท์กล่าวน้ำเสียงขบขัน ตามด้วยเสียงหัวเราะที่สะใจ เมื่อได้เห็นเธอพยายามเอาตัวรอดแบบนี้

ซันโยนกุญแจรถให้กับเด็กรับรถ แล้วลากเธอเข้าไปภายในพื้นที่ของโรงแรม จากนั้นก็ป่าวประกาศ

“ฟังนะ ผู้หญิงคนนี้มากับฉัน และต้องกลับกับฉันเท่านั้น ถ้าเห็นหล่อนกลับไปคนเดียวโดยไม่มีฉันพาออกไปก็จับกลับมา แล้วถ้าหล่อนหายตัวไป พวกนายเจอดีแน่”

“ครับ / ค่ะ” พนักงานทุกคนรับทราบอย่างอย่างนอบน้อม ทำเอาคนที่ถูกฉุดมาหน้าตาตื่น กับสิ่งที่เขาพูดออกไป เหมือนสั่งและข่มขู่ไปในตัว

กล่าวจบเขาก็ลากตัวเธอเดินตรงเข้าไปในลิฟต์ของโรงแรม ด้วยมือคีมที่แข็งแกร่งของเขาทำให้เธอเริ่มจะปวดระบม

“คุณ...ใหญ่มาจากไหนถึงไปข่มขู่เขา เขาทำงานหาเงินอย่าง

สุจริต เรื่องของคุณกับฉันไม่เกี่ยวกับพวกเขา” หญิงสาวมองหน้าพร้อมต่อว่าคนว่างท่า

“ทำเป็นพูดดี ฉันจะสั่งใครก็ได้ในที่นี่ เพราะฉันเป็นเจ้าของที่นี่” ซันหัวเราะในลำคอ แล้วประกาศฐานะตัวเองให้หล่อนได้รู้ทันที

“ห๊า...” หญิงสาวอ้าปากค้าง ทีแรกคิดว่าเขาโกหกกุเรื่องขึ้นมาให้หล่อนหวาดกลัว แต่เมื่อปลายนิ้วของเขาชี้ไปที่รูปบนผนัง ที่หนึ่งในผู้บริหารมีรูปของเขาติดอยู่ด้วย ในตำแหน่งที่สูงที่สุด

“เป็นไง ฉันใหญ่พอไหมสำหรับเธอ ถ้าตำแหน่งฉันยังไม่ใหญ่พอ เดี๋ยวจะจัดที่ใหญ่กว่าให้เธอดูเอง” เขาย้อนถามหล่อนด้วยน้ำเสียงสะใจสุดๆ ที่ได้เห็นใบหน้าของเธอขาวซีดเป็นกระดาษขาว

แล้วเมื่อประตูลิฟต์เปิดออกมา หล่อนก็ถูกฉุดเข้าไปในนั่น พนักงานกดลิฟต์ยกมือไหว้ชายหนุ่มตามปกติ ทำเอาร่างบางหัวใจหล่นวูบเหมือนตกจากที่สูง หนทางรอดของเธอไม่มีอีกแล้ว เธอจะทำอย่างไรดี ตอนนี้ใจของเธอเต้นแรงจนแทบจะออกมาเต้นอยู่นอกอก

ขณะที่อีกฝ่ายผิวปากอย่างสบายอารมณ์กระดิกเท้ารอคอยลิฟต์ไปถึงห้องพักสุดหรูของตัวเอง แล้วไม่นานลิฟต์ก็หยุด ประตูลิฟต์เปิดออกชายหนุ่มก็ดันร่างบางเข้าไปภายในห้องสุดหรูของตัวเองทันที

“ปล่อยฉันไปเถอะนะ ฉันขอร้อง” ร่างบางเลิกพยศหันมาร้องขอชายหนุ่มท่าทางน่าสงสาร ดวงตาแดงก่ำเหมือนจะร้องไห้

“ไม่มีทาง รู้ไปไหมหลังจากคืนนั้นฉันตามหาตัวเธอมานานแค่ไหน” เตชินท์ส่ายหน้า เดินเข้าหาเธอพลางปลดกระดุมเสื้อของตัวเองอย่างช้าๆ

“อย่าเลยสงสารฉันเถอะ ชะ...ฉัน...” หญิงสาวตอนนี้ตัวสั่นเป็นลูกนก พยายามจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ก็เหมือนน้ำท้วมปาก

“แล้วไม่สงสารฉันเหรอ ฉันถูกเธอเอาไปจนหมด แถมยังถูกราดเหล้าใส่ให้ต้องถูกตำรวจจับ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เมาสักนิดเดียว ถ้าไม่ซวยเพราะเจอเธอก็ไม่ต้องถูกจับ” ซันกล่าวพร้อมถอดรองเท้าโยนไปหน้าประตู

“ฉันขอโทษแล้วไง นะ ยกโทษให้ฉันเถอะ” หญิงสาวถอยหลังอย่างช้าๆ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังถูกต้อนไปที่ไหนของห้อง

“ก็บอกแล้วคำขอโทษอย่างเดียวมันไม่ได้ผล คืนนี้ฉันจะคิดต้นคิดดอกกับเธอให้สาแก่ใจเลย” เสื้อสาวของเขาถูกถอดออกลงไปกองอยู่ที่พื้น เผยมัดกล้ามที่ไม่ว่าสาวคนไหนเห็นก็หลงใหล แต่ไม่ใช่สำหรับเธอในตอนนี้ หล่อนไม่อยากจะมองด้วยซ้ำ

“ยะ อย่านะ...อย่า...” เขาเข้าประชิดตัวเธออีกครั้ง จับแขนของ

เธอทั้งสองข้างที่ตอนนี้พยายามผลักดันชายหนุ่มให้ออกห่าง

“อย่าสะดิ้งให้มันมากนักเลยน่า” ชายหนุ่มคำรามใส่ ก้าวเดินหน้าไปให้เธอถอยหลังจนไปชนกับขอบของเตียงนอน

“เดี๋ยวก่อนอย่าาา...” เสียงหวานร้องห้ามชายหนุ่มที่ผลักไสร่างของตัวเองลงบนเตียงนุ่ม ตอนนี้ใจของเธอหวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

“เดี๋ยวทำไมอีก เดี๋ยวให้เธอมอมเหล้าแล้วปล้นฉันอีกเหรอ”      ชายหนุ่มกล่าวอย่างแค้นเคือง พลางมองดูร่างบางที่พยายามขยับกายหนีห่างราวกับลูกหมาน้อยๆ ที่กำลังกลัวจนตัวสั่น

“คุณไม่เข้าใจ ฉันจำเป็น” หญิงสาวพยายามอธิบาย ใจหวังจะให้เขาใจอ่อนยอมปล่อยตน

“ฉันเองก็จำเป็นเหมือนกัน จำเป็นต้องได้บางอย่างกลับคืน ให้คุ้มค่ากับเงินที่ถูกนางโจรอย่างเธอขโมยไป” ชายหนุ่มแสยะยิ้มอย่างมีชัย

“อย่าทำเป็นไม่เคย ผู้หญิงทำงานแลกเงินอย่างเธอ ไม่ต้องสะดิ้งหรอก ของมันเคยๆ รู้ๆ กันอยู่” เขากล่าวต่อพร้อมจับข้อเท้าของหญิงสาวดึงเพียงครั้งเดียวร่างบางก็เข้ามาอยู่ภายใต้ความคุมของเขา

“ไม่นะ ไม่ใช่” หญิงสาวร้องห้ามเสียงหลงเมื่อข้อมือบางถูกชาย

หนุ่มตรึงขึงเอาไว้มั่น แล้วใบหน้าของเขาก็ซุกไซ้ลงมาที่ซอกคอ ทำให้ความต่อต้านของเธออ่อนแรงกับหลายลิ้นที่แทะเล็มตามใบหู ใจว่าจะผลักไส้แต่เสียงห้ามของเธอดังออกมาราวกับกำลังครางกระเส้า

ยิ่งเมื่อมือหนาบุกรุกล้วงล้ำเข้าไปภายใต้เสื้อตัวสวยที่ไม่ได้ปกปิดอะไรได้มากมายนัก หญิงสาวก็ห่อกายอย่างเสียวซ่าน ขนกายลุกชันบิดเร้าไปมาราวกับกำลังเรียกหาให้เขาสัมผัสมายิ่งขึ้น

“พอเถอะ ขอร้อง...อื้อออ...” หญิงสาวพยายามดันร่างหนาให้ออกห่าง แต่ทว่ามือบางที่ตั้งใจว่าจะผลักกับทำได้แค่เพียงตรึงกล้ามเนื้อของเขาเอาไว้เท่านั้น

ยิ่งเมื่อเรียวขาของชายหนุ่มแทรกเข้ามาถูไถกับกลางลำตัวของตนเอง ความรู้สึกเหมือนตกจากที่สูงซึ่งไม่เคยรู้สึกมาก่อน ก็เกิดขึ้นจนทำให้เธอส่งเสียงครางออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ

ชายหนุ่มยิ้มกริ่มในใจ สันดารของผู้หญิง...

จะแกล้งทำเป็นไม่ต้องการแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ต้องตกอยู่ภายใต้แรงปรารถนาส่วนลึกอยู่ดี ยิ่งถ้าของเคยๆ อย่างที่ทำเป็นอาชีพอยู่แล้วละก็ ไม่มีทางที่จะขัดขืน ถึงขัดขืนก็แค่ทำเป็นพอมีจริตตามประสาเท่านั้นแหละ...

แม้จะถูกรุกล้ำเข้าขนาดไหน หญิงสาวก็พยายามต่อต้านสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน รวบรวมแรงที่เหลืออยู่ ยกเข่าขึ้นมากระแทรกเข้าไปที่จุดศูนย์กลางของผู้ชาย

“โอ้ย...” ชายหนุ่มไม่ทันระวังร้องเสียงหลง แม้หล่อนจะไม่ได้กระแทรกแรงนัก แต่เพราะเป็นจุดอ่อนไหวก็ทำเอาเขาจุดไม่ใช่เล่น

หญิงสาวฉวยโอกาสที่เขากำลังตัวงอเป็นกุ้งมือไม้อ่อนแรง รีบพาตัวเองออกจากภายใต้อ้อมกอดของเขาด้วยความรวดเร็ว แต่ชายหนุ่มก็ไม่ยอมแพ้ กลั้นใจฝืนความจุกเสียดหันไปคว้าร่างบางเอาไว้ และสิ่งที่เขาคว้าได้ก็ไม่ใช่เสื้อผ้าหรือแขนขาตามที่ตั้งใจ...

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เมื่อเสือกลางคืนอย่างเขาต้องมาเสียท่าให้กับนางโจรที่มาในคราบของนางโลม แล้วเธอก็เป็นคนปล้นทุกสิ่งจากเขาไปแม้กระทั่งหัวใจ"

รมย์ธีรา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha