พศิกา (ซีรี่ย์ดรุณีแรกรัก)

โดย: อติญา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 5 : 3 (1/2)


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

               วันที่สองของการฝึกงานทั้งเกียรตินาวีและพศิกาก็ได้รับมอบหมายหน้าที่กันอย่างชัดเจนโดยที่พศิกานั้นจะเป็นผู้ช่วยพี่ครีมออกแบบเครื่องประดับสำหรับสุภาพสตรีที่จะส่งออกไปขายที่ญี่ปุ่น โดยโปรเจคนี้ทางบริษัททำตลาดมาสักพักแล้วและกำลังไปได้สวย ส่วนทางเกียรตินาวีจะช่วยพี่เรย์เรื่องเครื่องประดับพรีเมี่ยมของลูกค้าที่เพิ่งไปคุยรายละเอียดเมื่อวานนี้

     พออะไรๆ เริ่มเข้าที่เข้าทางสองนักศึกษาฝึกงานก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตัวเอง พศิกานั้นต้องศึกษางานคอลเลคชั่นเก่าและศึกษาแนวโน้มแฟชั่นของญี่ปุ่นในช่วงนี้เพื่อที่จะได้ออกแบบงานได้ตรงกับตลาดแต่ต้องไม่ลืมความเป็นสไตล์ของโอ.พี. จิวเวลรี ที่เน้นความเรียบ หรู แต่ดูแพง

     “ดูย้อนหลังแค่สองปีก็พอนะน้องแพมพี่ให้อิสระเราเต็มที่เลยจะคิดจะออกแบบแนวทางไหนให้เป็นงานของเราเต็มๆ ถ้านายอนุมัติแล้วได้ส่งออกจริงเราจะมีเปอร์เซ็นให้เดี๋ยวจะมีทำสัญญาอีกที” แม้การฝึกงานจะไม่มีค่าตอบแทนแต่ถ้าหากผลงานของนักศึกษาคนใดสามารถสร้างรายได้ให้บริษัททางโอ.พี. จิวเวลรี ก็จะมีการแบ่งเปร์เซ็นให้ตามยอดขายในล็อตแรก

     “โอเคค่ะพี่ครีมแล้วมีกำหนดไหมคะว่าน้องแพมต้องส่งแบบร่างเมื่อไหร่” หญิงสาวคลี่ยิ้มหวานๆ พลางถามกลับสาวรุ่นพี่

     “สัปดาห์หน้าค่อยส่งแบบร่างตอนนี้ก็เรียนรู้จากงานเก่าไปพลางๆ แล้วถ้าพี่มีประชุมจะพาเราเข้าไปฟังทิศทางของตลาดอีกทีจะได้เข้าใจว่าคอลเลคชั่นนี้ควรจะทำออกมาแนวไหน นอกจากจะต้องดูตลาด ดูแฟชั่น เราก็ต้องฟังความเห็นของผู้ใหญ่ด้วย ค่อยๆ ทำไปอย่าซีเรียส” ฉันชนกอธิบายพร้อมยิ้มกว้างให้รุ่นน้อง นับว่าปีนี้เธอโชคดีที่ได้เด็กสมัยใหม่หัวไวมาเริ่มงาน ทั้งพศิกาและเกียรตินาวีน่าจะช่วยทำงานเจ๋งๆ ให้แผนกได้อย่างแน่นอน

 

     แล้วความสุขเล็กๆ ยามบ่ายของพศิกาก็พังทลายลงเมื่อเธอเดินมาถึงลานจอดรถแล้วพบว่าผู้ชายตัวโตกำลังยืนทิ้งสะโพกพิงรถมินิคูเปอร์สีนมเย็นของเธออยู่ ดนุเดชยืนพ่นควันเอื่อยๆ ด้วยท่าทีไม่ยินดียินร้ายแต่ดวงตาเล็กรีของเขากลับจับจ้องอยู่ที่ร่างเล็กในชุดนักศึกษาที่กำลังเดินลากขาช้าๆ ตรงมายังทิศทางที่เขายืนอยู่

     “ไปขึ้นรถ” หลังจากขยี้ก้นบุหรี่ลงกับพื้นปูนเรียบร้อยแล้วริมฝีปากบางๆ ของเขาก็พูดเสียงเข้มเหมือนออกคำสั่ง

     “วันนี้น้องแพมขับรถมาเองค่ะ ไม่รบกวนพี่นุดีกว่านะคะ” หญิงสาวพยายามเดินอ้อมไปขึ้นรถตัวเองแต่ก็ไม่ได้ไวไปกว่าผู้ชายตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย เขาแค่ก้าวขาก้าวเดียวก็ยื่นมือมาคล้องเอวเธอกระชากจนคนตัวเล็กลอยหวือไปปะทะเข้ากับอกกว้างง่ายๆ

     “เรามีเรื่องต้องคุยกัน” กลิ่นลมหายใจที่เจอปนไปด้วยกลิ่นบุหรี่จางๆ ทำเอาหญิงสาวใจสั่นๆ พี่นุเป็นผู้ชายที่ตัวหอมมากยิ่งมีกลิ่นบุหรี่อ่อนๆ ผสมเข้าไปอีกมันยิ่งทำให้เขาเป็นผู้ชายที่ดูแล้วน่าคนหาเป็นที่สุด

     “คุยตรงนี้ก็ได้นี่คะพี่นุว่ามาเลยค่ะน้องแพมรอฟังอยู่” ดวงหน้าหวานช้อนเปลือกตาขึ้นเพื่อสบตาเขา แต่เมื่อดวงตาสีรัตติกาลทั้งสองคู่สบกันหญิงสาวก็รู้สึกเหมือนขนอ่อนทั่วร่างลุกชันขึ้นมาเฉยๆ

     ปกติดนุเดชเป็นคนหน้าตาหล่อเหลาอยู่แล้วแต่ทำไมวันนี้เขาถึงดูหล่อแบบร้ายๆ และนี่เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีเลยก็ว่าได้ที่หญิงสาวมีโอกาสได้มองหน้าชายเดียวในดวงใจของตัวเองชัดๆ แบบนี้ เธอใช้ดวงตากลมโตของตัวเองสำรวจตรวจตาเขาไปทั่วเหมือนพยายามจดจำรายละเอียดทั้งหมดของเขาเอาไว้ให้ขึ้นใจเพราะโอกาสที่จะได้อยู่ใกล้ชิดเขาแบบนี้นั้นมันยากพอๆ กับงมหาเข็มในมหาสมุทรนั่นแหละ

                พศิกาอาจจะเพลิดเพลินกับการสำรวจหน้าหล่อๆ ของหนุ่มหน้าตี๋จนยังไม่ได้สังเกตว่าตัวของดนุเดชก็กำลังขนลุกขนชันไม่แพ้เธอเลย ไม่ใช่ครั้งแรกของพศิกาคนเดียวนี่ก็เป็นครั้งแรกของผู้ชายตัวโตเช่นกันที่ได้ใกล้ชิดกับยัยเปี๊ยกที่เขารำคาญมานาน แต่ไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงอยากอยู่ใกล้แบบแปลกๆ ความรู้สึกบางอย่างมันบอกว่าการมีเธอป้วนเปี้ยนอยู่ในชีวิตมันก็ไม่ได้แย่อะไรนัก

                “เอากุญแจรถมา”

                “...”

                “บอกให้เอากุญแจรถมานี่” เมื่อหญิงสาวยังไม่เลิกทำหน้าเป็นหมาสงสัยดนุเดชจึงพูดซ้ำเสียสียงดังฟังชัด พศิกาเห็นว่าหน้าตาของชายหนุ่มชักจะดูไม่ดีจึงขืนร่างออกจากการเกาะกุมแล้วจำใจควานหากุญแจในกระเป๋าสะพายส่งไปให้

                “มาหาที่ลานจอดรถชั้นล่างด้วย เออมีเรื่องจะใช้” เมื่อชายหนุ่มได้ในสิ่งที่ต้องการเขาก็ต่อสายถึงไอ้น้องชายตัวแสบให้มาหาที่ลานจอดรถทันที

                “มันยังไงกันล่ะครับเฮียไปแกล้งอะไรน้องแพมอีกล่ะเนี่ย” เกือบสิบนาทีต่อมาดนุนันท์ก็เดินลงมาถึงลานจอดรถตามคำสั่งของผู้เป็นพี่ อันที่จริงแล้วเขาก็เดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวชั้นหนึ่งนี่แหละแต่แกล้งลากขาถ่วงเวลากวนบาทาพี่ชายเฉยๆ

                “ขับรถไปไว้ที่บ้านแพมให้ที” เขาสั่งน้องชายพร้อมโยนกุญแจรถให้พลางปรายตามาองไปยังรถขนาดกะทัดรัดสีสันสดใสของหญิงสาว เธอคิดยังไงกันนะถึงกล้าขับรถสีชมพูแบบนี้ไปไหนมาไหน

                “คือพี่นันท์คะ น้องแพม...” ร่างเล็กพยายามหาที่พึ่งแต่ก็ไม่ทันจะพูดจบว่าที่คู่หมั้นก็กึ่งลากกึ่งจูงแล้วพาตัวเธอไปยัดใส่เบาะข้างคนขับของรถคันโตที่จอดอยู่ข้างๆ รถของเธอในทันที

                “พี่นุจะพาน้องแพมไปไหนคะ” เธอร้องถามในทันทีที่เขาออกรถดนุเดชขับไปเรื่อยๆ หน้าตาเฉยไม่ได้โต้ตอบหรือแสดงอาการหงุดหงิดอะไร เขานิ่งเสียจนคนนั่งข้างๆ กลับเป็นฝ่ายหงุดหงิดกับทีท่าสบายอุราจนเกินเหตุของชายหนุ่ม

                “พี่นุช่วยจอดรถเถอะค่ะน้องแพมอยากกลับบ้านแล้ว” เมื่อหนุ่มหน้าตี๋ผู้ทำหน้าที่พลขับยังไม่ยอมปริปากมิหนำซ้ำยังทำหน้าระรื่นผิดปกติวิสัยยิ่งหน้าหมั่นไส้เข้าไปใหญ่

                “พี่นุคะน้องแพมไม่ตลกนะ น้องแพมจะกลับบ้านป่านนี้คุณพ่อกับคุณแม่เป็นห่วงน้องแพมแย่แล้วนะคะ” เมื่อเห็นว่าเขายังตั้งหน้าตั้งตาขับรถไม่ยอมผ่อนความเร็วที่คงที่เลยแม้แต่น้องพศิกาจึงต้องใช้ไม้ตายมาโกหกเขา

                “โกหกไม่เนียนเลยนะครับสาวน้อยคุณพ่อกับคุณแม่เธอไปต่างจังหวัด ฉะนั้นอย่าเอาท่านมาอ้างที่สำคัญพรุ่งนี้วันหยุดไม่ต้องร้องจะกลับบ้านเร็วเลย” ดนุเดชยอมปริปากก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาขับรถไปยังทิศทางที่เขาต้องการต่อไป และเมื่อพศิการู้ตัวว่าไม่มีทางที่จะเอาชนะคนอย่างดนุเดชได้เธอจึงนั่งกอดอกทำหน้าง้ำอยู่คนเดียว และด้วยสมรรถภาพเครื่องยนต์ที่วิ่งเรียบเงียบกริบคนตัวเล็กก็นั่งหลังแข็งอยู่ได้แค่พักเดียวเธอก็นั่งเลื้อยเอนหลับไปหน้าตาเฉย

                ดนุเดชขับรถด้วยความเร็วกำลังดีใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงเพราะสภาพการจราจรเย็นวันศุกร์มีรถราค่อนข้างหนาตาเขาก็พาคนตัวเล็กมาถึงยังจุดหมายที่ต้องการ หนุ่มตี๋ดีกรีรองประธานบริษัทใหญ่ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าถ่อสังขารพาคนที่ตัวเองไม่ค่อยชอบขี้หน้ามาทำไมไกลขนาดนี้ แต่อยู่ๆ เขาก็คิดถึงที่นี่เลยกะว่าจะพาเธอมาคุยให้เข้าใจตรงกัน

                “บับเบิ้ลล์ ตื่น ถึงแล้ว” มือใหญ่หนาเขย่าร่างเล็กบอบบางสองสามครั้งแพขนตาที่หนาฟูก็ขยับแล้วพศิกาก็ลืมตาตื่น ภาพที่หญิงสาวนั่งสะลึมสะลือทำสีหน้ามึนงงทำเอาคนที่นั่งข้างๆ ถึงกับลอบยิ้มในความเอ็นดู เวลายัยเปี๊ยกเพิ่งตื่นนอนหน้าตาเธอก็น่ารักใช่ย่อย

                “พี่นุพาน้องแพมมาที่ไหนคะ” เมื่อเห็นว่ารถคันโตจอดอยู่หน้าสถานที่หนึ่งซึ่งคงจะเป็นร้านอาหารที่ประดับประดาด้วยดวงไฟสว่างจ้าหญิงสาวก็ยิ่งสงสัยว่าเขาพาเธอมาทำอะไรกันดึกๆ ดื่นๆ ป่านนี้

                “ลงมาก่อนเถอะ... หิวข้าวแล้ว” เมื่อพูดจบหนุ่มตี๋หน้าหล่อก็เคลื่อนกายลงจากรถทำให้หญิงสาวต้องรีบปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วตามออกมา กลิ่นของบรรยากาศรอบข้างทำให้เธอรู้ว่าดนุเดชนั้นต้องพาเธอมาทะเลแน่นอน

                “อยากกินอะไรก็สั่งเอาละกันนะ” หลังจากได้ที่นั่งเหมาะๆ เป็นริมระเบียงที่ยื่นเข้าไปในทะเลเรียบร้อยแล้วดนุเดชก็จัดการสั่งอาหารให้ตัวเองสองสามอย่างซึ่งเมนูเหล่านั้นดูแล้วจะออกไปทางกับแกล้มมากกว่ากับข้าว ทั้งหอยนางรมสด กุ้งแช่น้ำปลา รวมถึงต้มยำปลาเก๋าน้ำข้นและที่ขาดไม่ได้เลยก็คือเบียร์เย็นๆ

                “ขอข้าวผัดปูที่นึงกับน้ำเปล่านะคะ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นทันทีที่พศิกาสั่งอาหารจบ กินแค่นี้นี่เองตัวเธอถึงเล็กจ้อยนัก ดนุเดชส่ายหน้าขำๆ พลางเรียกเด็กมาสั่งอาหารเพิ่ม

                “ขอกรรเชียงปูนึ่ง ปลากะพงทอดน้ำปลา แล้วก็ปลาหมึกผัดไข่เค็มด้วยนะครับ” เขาจงใจเลือกเมนูปูให้เธอเพราะจำได้ลางๆ ว่ายัยเปี๊ยกนี่ชอบกินปูมากส่วนอาหารอีกสองอย่างก็สั่งเอาไว้เผื่อตัวเองอยากกินข้าวขึ้นมา

                “พี่นุบอกได้หรือยังคะว่าพาน้องแพมมาที่นี่ทำไม” หญิงสาวนั่งเงียบอยู่พักใหญ่นั่งมองผู้ชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามจิบเบียร์อย่างสบายอารมณ์แล้วก็ยิ่งขุ่นใจ

                “ตอนแรกมีเรื่องจะคุยแต่ตอนนี้ลืมไปละเอาเป็นว่ากินข้าวเข้าไปก่อนเผื่อฉันจะนึกออก” เขาไม่ได้ยียวนกวนประสาทเพราะในครั้งแรกที่ไปลากเธอขึ้นรถมาดนุเดชมีเรื่องราวมากมายที่อยากจะสะสางกับคนตัวเล็ก แต่เมื่อขับรถมาเรื่อยๆ เหมือนอารมณ์จะเย็นลงจนลืมเลือนเรื่องขุ่นข้องหมองใจลงไปบ้าง

                “งั้นถ้าทานข้าวเสร็จแล้วพี่นุไปส่งน้องแพมที่บ้านเลยนะคะ” หญิงสาวพูดหงอยๆ เพราะแปลกใจกับพฤติกรรมไม่เข้าท่าของเขาแต่ไม่อยากพูดอะไรมากไปให้มากความ ในความรู้สึกเธอดนุเดชก็เหมือนระเบิดลูกย่อมๆ ถ้าไปแตะโดนสลักเขาก็พร้อมจะระเบิดปึงปังทำลายล้างทุกอย่าง

                “ไม่มีใครสอนหรอว่าตอนกินข้าวน่ะไม่ควรพูดมาก กินๆ เข้าไปเหอะ” เมื่อเห็นว่าหญิงสาวยังไม่ยอมจะจัดการอาหารตรงหน้าคนตัวโตก็แกล้งดุซึ่งมันก็ได้ผลดีเป็นที่สุด ในทันทีที่เขาพูดจบพศิกาก็ตักข้าวผัดปูเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ไม่พูดไม่จาและไม่ทำแม้แต่เงยหน้ามามองเขาอีกเลย

                เมื่อเธอมัวแต่ก้มหน้าก้มตามือขาวๆ ของขายหนุ่มก็ตักอาหารส่งให้เรื่อยๆ หน้าไม่มองปากไม่พูดแต่ไม่ว่าจะตักอะไรให้เธอก็ส่งต่อเข้าปากอย่างว่าง่ายจนพุงเล็กๆ ของเธอรับอะไรเข้าไปไม่ไหวแล้วเสียงหวานๆ จึงร้องบอกเขา

                “พี่นุคะน้องแพมอิ่มแล้วค่ะ”

                “อิ่มแล้วก็กลับกัน” เมื่อได้ยินคำว่ากลับหญิงสาวถึงกับลืมตัวฉีกยิ้มกว้างนึกดีใจที่จะได้พ้นออกจากสถานการณ์แปลกประหลาดแบบนี้ ดนุเดชที่ไม่เคยยอมพูดด้วย ดนุเดชที่ไม่เคยทำดีแต่วันนี้เขามีทีท่าแปลกๆ ซึ่งแม้ว่าเธอจะชอบแต่ก็ไม่ได้สบายใจถ้าหากทุกอย่างนั้นเจ้าตัวจะฝืนทำออกมา แม้จะดีใจแต่ก็ไม่ได้วางใจกับพฤติกรรมของผู้ชายตัวโตตรงหน้าเขาอาจจะหลอกเธอมาเลี้ยงให้อิ่มแล้วทิ้งเธอไว้ที่นี่ก็ได้ใครจะรู้

                “ไปกันเถอะ” หลังจากชำระค่าอาหารเครื่องดื่มเรียบร้อยแล้วพศิกาถึงได้เห็นว่าดนุเดชนั้นดื่มเบียร์ไปถึงสามขวด ชั่วระยะเวลาที่เธอนั่งก้มหน้าก้มตากินข้าวเขาสามารถจัดการเครื่องดื่มไปได้ขนาดนั้นแล้วเขาจะขับรถกลับกรุงเทพฯไหวไหมล่ะนี่

                “พี่นุขับรถไหวมั๊ยคะน้องแพมขับให้ได้นะ” หญิงสาวเอ่ยปากแสดงน้ำใจเมื่อทั้งสองคนเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ รถคันโตของเขา

                “แค่นี้เองทำไมจะไม่ไหวล่ะ” หญิงสาวพยักหน้าทำทีว่าเข้าใจโดยที่ไม่ได้เข้าใจความหมายในคำพูดที่ว่า แค่นี้... แค่นี้ของดนุเดชนั้นมันแค่ไหนกันล่ะ

                และสิบห้านาทีต่อมาคำว่าแค่นี้ที่เขาพูดเอาไว้ก็กระจ่างแจ้งในใจของพศิกาเพราะชายหนุ่มไม่ได้พาเธอกลับบ้านที่กรุงเทพฯ เขาขับรถเลียบริมหาดมาเรื่อยๆ จากแหล่งชุมชนแล้วในที่สุดก็มาจอดรถสนิทนิ่งอยู่ที่หน้าบ้านชั้นเดียวขนาดกะทัดรัดหลังหนึ่ง

                “เห็นไหมล่ะฉันบอกแล้วว่าแค่นี้เอง” คำพูดเหมือนจะรู้ใจคนข้างๆ ผสมกับการกระเซ้าน้อยๆ ทำเอาหญิงสาวชักจะหน้างอ เรื่องอะไรดนุเดชถึงพาเธอมาที่นี่ตามลำพังยามวิกาลรู้ถึงไหนก็อายเขาถึงนั่นเป็นสาวเป็นแส้จะมาค้างอ้างแรมกับผู้ชายสองต่อสองได้ยังไงกัน

                “พี่นุโกหกน้องแพม... ไหนว่าเราจะกลับบ้าน” หญิงสาวเดินลงจากรถมาแหวใส่เขาเมื่อชายหนุ่มยังทำท่าเป็นทองไม่รู้ร้อนเดินไขประตูเข้าบ้านไปหน้าตาเฉยๆ

                “พี่นุคะน้องแพมจะกลับบ้าน”

                “...”

                “พี่นุได้ยินน้องแพมไหมคะ! ถ้าพี่นุไม่พาน้องแพมไปส่งน้องแพมก็จะหาทางกลับเอง” พูดจบหญิงสาวก็สะบัดหน้าพรืดเดินหันหลังย้อนมาตามทางที่เขาขับรถเข้ามาเมื่อครู่เธอเองก็ไม่รู้หรอกว่าตรงนี้มันที่ไหนรอเดินไปพ้นจากตรงนี้ค่อยเสิร์ชหาพิกัดของตัวเองก็ได้ แต่ไม่ทันที่ขาเล็กๆ จะก้าวไปไหนได้ไกลร่างเธอก็ลอยหวือเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของคนตัวโต พศิกาดิ้นขลุกขลักอย่างอารมณ์สียแต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้

 

                “เรามีเรื่องต้องคุยกัน” 

 

 

#

น้องแพมกับพี่นุมี E-Book แล้ว ฝากอุดหนุนด้วยนะคะ

#

 

ขอบคุณนักอ่านที่น่ารักสำหรับการติดตามและการสนับสนุน

ฝากผลงาน E-Book เรื่องที่วางจำหน่ายแล้วไว้ในอ้อมใจด้วยนะคะ

 #


 

 

#

 E - Book MEB Market  <<<CLICK

 

#

E - Book OokBee  <<<CLICK

 

#

E - Book Naiin <<<CLICK

 

#

E - Book Hytexts <<<CLICK

 

 #

E - Book se-ed

 

#

E - Book ebooks.in.th

 

 

อยากเม้าท์กับติญา <<<CLICK

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณสำหรับกำลังใจและแรงสนับสนุนนะคะ"

อติญา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha