พศิกา (ซีรี่ย์ดรุณีแรกรัก)

โดย: อติญา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 9 : 5 (1/2)


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                หลังจากพบพานกับสถานการณ์น่าอึดอัดในครั้งนั้นมาถึงวันนี้ก็กินเวลาปาเข้าไปกว่าสองสัปดาห์แล้ว พศิกาไม่เคยเห็นหน้าดนุเดชเลยแม้แต่ครั้งเดียวชายหนุ่มไม่ได้หนีหายไปไหนแต่เขาเดินทางไปเจรจาธุรกิจที่ต่างประเทศ ไปดูตลาดการส่งออกเครื่องประดับไปญี่ปุ่นที่เธอกำลังเริ่มออกแบบชิ้นงานใหม่นั่นแหละ

                “เป็นยังไงบ้างครับน้องแพมกลางวันนี้จะทานอะไรดี”เวลาเที่ยงตรงเป๊ะเสียงนุ่มๆ ของดนุนันท์ผู้จัดการรูปหล่อก็เดินมาถามเธอเช่นทุกวัน ระหว่างที่อาเฮียของเขาไม่อยู่อาตี๋เล็กก็ช่วยดูแลว่าที่พี่สะใภ้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องทั้งไปรับไปส่งหญิงสาวที่บ้านรวมถึงวันที่เขาไม่ติดงานหรือติดประชุมก็จะไปรับเธอไปทานอาหารกลางวันด้วยกันเสมอ

     “น้องแพมคิดไม่ออก อะตอมช่วยเรานึกหน่อยสิ นะ นะ” เมื่อเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะเลือกทานอะไรเป็นอาหารกลางวันก็หันไปหาตัวช่วยคือเพื่อนร่วมสถาบันที่นั่งทำงานอยู่โต๊ะข้างๆ

                “เรายังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่น่ะ เชิญผู้จัดการพาแพมไปทานเถอะครับ” เกียรตินาวีพูดเสียงเบาๆ โดยไม่ได้หันไปสบตาผู้ชายหน้าตี๋ตัวสูงที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเพื่อนสาวตัวเล็ก เขารู้สึกแปลกๆ กับสายตาของคุณผู้จัดการในยามที่ผู้ชายคนนั้นมองมา สายตาแบบนั้นมันทำให้เขาอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

                “อะตอมไม่สบายรึเปล่า” มือเล็กของพศิกายื่นมาแตะตรงหน้าผากของเพื่อนตัวโตด้วยความเป็นห่วง ระยะนี้ทั้งพศิกาและเกียรตินาวีเริ่มทำงานเป็นจริงเป็นจังเหมือนพนักงานทั่วไปแล้วเธอจึงกลัวว่าเพื่ออาจจะหักโหมทำงานจนเกิดภาวะเครียดสะสม

                ในวินาทีที่หลังมือนุ่มนิ่มสัมผัสกับหน้าผากของเขานักศึกษาหนุ่มก็ปรายตามองไปยังทิศทางที่ดนุนันท์ยืนอยู่อย่างไม่ตั้งใจและเขาก็มั่นใจว่าเห็นแววตาไม่พอใจเล็กน้อยฉายชัดขึ้นมาในดวงตาเล็กรีของชายคนนั้นซึ่งมันเป็นเวลาเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวจริงๆ หรือผู้จัดการหนุ่มคนนี้จะหึงหวงพศิกาที่เป็นว่าที่พี่สะใภ้?

                “ตัวก็ไม่ร้อนนะเอาเป็นว่าเดี๋ยวแพมซื้อขนมมาให้อะตอมรองท้องก็แล้วกัน” หญิงสาวเอ่ยปากเพราะความเป็นห่วงจากนั้นเธอจึงเดินนำพี่ชายต่างสายเลือดออกไปจากห้องทำงาน ถ้าหญิงสาวเฉลียวใจหันมามองคนที่เดินตามหลังสักนิดรับรองเธอต้องเห็นสีหน้าผิดปกติของคนทั้งคู่อย่างแน่นอน

                “ตกลงไปทานอาหารตามสั่งใกล้ๆ นี้ก็ได้ค่ะ” หญิงสาวรีบตัดสินใจขณะที่กำลังเดินลงลิฟท์ซึ่งดนุนันท์ก็พยักหน้าทำท่าเห็นด้วย

                “ขอข้าวกะเพราหมูกรอบไข่ดาว ต้มจืดหมูสับแล้วก็น้ำเปล่าค่ะพี่นันท์จะทานอะไรดีคะ” หญิงสาวสั่งเมนูโปรดของตัวเองตามความเคยชินถ้าเธอคิดไม่ออกว่าจะทานอะไรก็มีสองอย่างนี้แหละที่มักจะเลือกทาน

                “ข้าวไข่เจียวกุ้งสับ ต้มยำทะเลน้ำข้นแล้วก็น้ำเปล่าครับ” ชายหนุ่มเองก็เลือกอาหารง่ายๆ ที่ตัวเองทานบ่อยๆ สำหรับมื้อเร่งด่วนนี้เช่นกัน

                ระหว่างที่นั่งรออาหารดนุนันท์ลอบสังเกตอาการของน้องสาวตัวเล็กพลางคิดถึงพี่ชายที่ไปทำงานแล้วเงียบหายไปเสียเฉยๆ สองสัปดาห์ที่ผ่านมาดนุเดชทำแค่รายงานความคืบหน้าทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องงานและการประชุมเพียงเท่านั้น ส่วนเรื่องหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขานี้พี่ชายไม่ได้เอ่ยปากถามถึงเธอเลยแม้แต่น้อยซึ่งคนเป็นน้องก็ขี้เกียจจะเดาใจหวังว่าถ้าเฮียกลับมาคงจะมาสะสางปัญหาที่รุงรังนี้ด้วยตัวเอง

                “งานเป็นยังไงบ้างช่วงนี้” พี่ชายตี๋หล่อเอ่ยถามขณะกำลังนั่งทานอาหารกันไปเรื่อยๆ

                “ก็ดีค่ะเพิ่งสรุปวัตถุดิบกับพี่ครีมค่ะงานของน้องแพมจะใช้ไข่มุก” หญิงสาวยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีเมื่อพูดถึงงานที่เธอทำคืบหน้าไปได้มากหลังจากที่ตัดความวุ่นวายใจออกไปจากสมองได้เกือบหมด พศิกายอมรับเลยว่าการที่เธอไม่ได้เห็นหน้าพี่นุผู้ชายที่เธอเคยรักมันช่วยให้เธอมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ขึ้น

                หญิงสาวไม่ต้องคอยมานั่งกังวลใจว่าเขาจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร ไม่ต้องคอยเป็นห่วงว่าผู้ชายคนนั้นจะทานข้าวตรงเวลาพักผ่อนเพียงพอหรือเปล่า ไม่ต้องคอยซุกซ่อนความเป็นห่วงเพราะกลัวหากมันจะส่งผ่านถึงเขามากไปชายหนุ่มจะรำคาญ

                “เรามีคู่ค้าเป็นฟาร์มมุกชั้นดีมีงานหลายเกรดพี่ว่าคุณครีมน่าจะวางแผนพาน้องแพมไปดูงานแน่นอน ดีนะจะได้ไปศึกษาแล้วก็รู้จักเลือกของให้เข้ากับงานเรา” ดนุนันท์ยิ้มกว้างอย่างสบายอารมณ์เพราะรู้แล้วว่าเฮียนุมีแผนจะทำอะไรต่อไป พี่ชายเขาทั้งฉลาดทั้งขี้โกงแต่รับรองว่ากลโกงของคนเป็นพี่ไม่เท่าอาตี๋คนน้องอย่างเขาแน่นอน

                “นอกจากเราจะออกแบบงานให้โดดเด่นตรงใจลูกค้าแล้วสิ่งที่สำคัญคือวัตถุดิบที่จะนำมาประกอบเป็นชิ้นงานนี่แหละ น้องแพมคงรู้แล้วว่าเครื่องประดับของ โอ.พี. จิวเวลรี จะมีทั้งส่วนที่ผลิตด้วยเครื่องจักรและผลิตด้วยมือ การใส่ใจในรายละเอียดปลีกย่อยเล็กๆ ทำให้งานของเราแตกต่างจากสินค้าทั่วไปในตลาด”

     ดนุนันท์พูดถึงกิจการของครอบครัวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ป๊าของเขาสร้างที่นี่มาด้วยสองมือและเฮียนุกับเขาต้องเป็นผู้สืบทอดดูแลต่อไปในภายภาคหน้า ไม่มีทางที่โอภาตั้งตระกูลรุ่นลูกจะทำให้ชื่อเสียงที่บิดาสั่งสมมาต้องมามัวหมองแน่นอน ป๊าสอนมาตลอดว่าให้ทำทุกอย่างด้วยใจทั้งในเรื่องการงานและการใช้ชีวิต เมื่อก่อนเขาใช้แต่ใจในการทำงานอย่างเต็มที่ส่วนตอนนี้อาตี๋คนน้องกำลังแบ่งใจมาใช้ชีวิตของตนเอง

 

                “อะตอม เราขอโทษเราลืมซื้อขนมมาฝาก” เสียงหวานร้องเบาๆ เมื่อกลับมาถึงโต๊ะทำงานแล้วนึกขึ้นได้ว่าก่อนลงไปเธอบอกกับเพื่อนโต๊ะข้างๆ เอาไว้ว่าจะหาอะไรมาให้เขารองท้อง

                “ไม่เป็นไรเรื่องแค่นี้เองยังไม่ถึงเวลาเข้างานเดี๋ยวเราเดินลงไปซื้อ” เกียรตินาวียิ้มหล่อๆ ตามแบบของเขา เอาจริงๆ หนุ่มลูกครึ่งคนนี้ไม่ต้องยิ้มเขาก็หล่อ แค่ชายหนุ่มเดินอยู่ดีๆ ก็ยังมีสาวๆ แวะมาทิ้งสายตาไม่ว่างเว้น

                “เราไปเป็นเพื่อนนะ”

                “ไม่เป็นไรหรอกเพิ่งขึ้นมาป่านนี้แดดข้างล่างคงร้อนแย่ งั้นเดี๋ยวเรามานะแป๊บเดียว” เขายกคิ้วเข้มขึ้นนิดหนึ่งก่อนจะคว้ากระเป๋าสตางค์ลุกเดินออกไป

                “จะไปไหนหรอครับ” เสียงทุ้มๆ ทักเบาๆ ที่หน้าลิฟท์ เมื่อนักศึกษาหนุ่มลูกครึ่งหันไปก็พบร่างสูงของผู้ชายที่เขาพยายามจะหลบเลี่ยงยืนอมยิ้มอยู่

                “คือ ผะ ผม” บ้าจริงแค่นี้ทำไมต้องติดอ่าง คางคกกระโดดเข้าคอหรือไงวะไอ้ตอม!

                “ผมซื้อมาฝากรีบทานนะเดี๋ยวจะปวดท้องเอา แล้ววันหลังอย่าอดข้าวบ่อยๆ มันจะเป็นโรคกระเพาะ” หนุ่มตี๋ระบายยิ้มเริ่งร่าก่อนจะส่งของในมือซึ่งก็คือชาเชียวนมสดปั่นกับถุงขนมจากร้านเบเกอรี่เจ้าอร่อยส่งให้หนุ่มหน้าคม

                “ขอบคุณครับ” เกียรตินาวียกมือไหว้ขอบคุณก่อนจะเอื้อมมือหนาของเขาไปรับของในมือขาวซีดนั้น วินาทีหนึ่งที่ทั้งสองคนไม่ได้ตั้งใจปลายนิ้วขาวสะอาดสัมผัสเข้ากับนิ้วเรียวสีแทนก่อให้เกิดความรู้สึกแปลบปลาบไปทั่วร่าง อะตอมชักมือกลับเพราะตกใจ แต่ชายอีกคนกลับยิ้มกว้างกว่าเมื่อสักครู่เสียอีก

                “ทานขนมให้อร่อยนะครับ” ดนุนันท์เดินเข้าลิฟท์ไปอย่างเชื่องช้าเขาประวิงเวลาดูใบหน้าหล่อๆ ที่กำลังยืนนิ่งอ้าปากค้างน้อยๆ เหมือนตกใจอะไรสักอย่าง

                ความรู้สึกเมื่อกี้มันอะไรกันวะ! เกียรตินาวีตะโกนถามตัวเองในใจมันจะเป็นไปได้ยังไงที่เขาจะขนลุกซู่ซ่ากับผู้ชายด้วยกัน ตั้งแต่เกิดมาจนอายุ 22 ผ่านนาทีเร่าร้อนกับผู้หญิงมาก็มากแต่ทำไมเขาถึงไม่เคยใจเต้นแรงเท่านี้มาก่อนเลย

                ด้านหนุ่มตี๋ที่อยู่ในลิฟท์ก็เดินผิวปากอย่างอารมณ์ดีเข้าไปในห้องทำงาน อากัปกิริยาของอะตอมเมื่อสักครู่ช่างน่ารักเสียจนเขาเองก็แทบอดใจไว้ไม่ไหวดูท่าแล้วเด็กนั่นคงตกใจน่าดูเพราะแม้เขาที่รู้ความต้องการของตัวเองยังอึ้งกับกระแสไฟที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง หวังว่าหนุ่มน้อยลูกครึ่งคงจะไม่ตกใจมากเสียจนสติแตกไปแล้วหรอกนะ

 

                ด้านอาเฮียใหญ่แห่ง โอ.พี. จิวเวลรี กำลังลากสังขารที่เหนื่อยล้ากลับโรงแรมคืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่เขาจะค้างอ้างแรมในดินแดนอาทิตย์อุทัยหลังจากที่เดินสายประชุมกับบริษัทคู่ค้า สำรวจตลาดและดูแนวโน้มต่างๆ เกี่ยวกับธุรกิจมากมาย

     จริงๆ งานเของเขาเสร็จตั้งแต่เมื่อวานแล้วแต่ที่ยืดเวลากลับไปอีกหนึ่งวันเพราะอยากมีเวลาไปเลือกหาของขวัญให้ใครบางคน สาวน้อยตากลมผมเป็นหลอดที่ตามมาหลอนหัวใจเขาถึงต่างแดน ครั้งนี้ดนุเดชพูดได้เต็มปากเลยว่าเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกคิดถึงพศิกา

     ไม่ใช่ว่าชายหนุ่มจะไม่เคยห่างว่าที่คู่หมั้นไปไหนตอนที่เขาเดินทางไปเรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกาก็ขาดการติดต่อกับยัยเปี๊ยกไปหลายปี แต่ถึงแม้เขาจะไม่ได้พบเจอเธอโดยตรงแต่ก็ได้รับข่าวฝากอยู่เสมอทั้งจากหม่าม๊าและจากเจ้าตี๋เล็กที่สนิทสนมกลมเกลียวกับหญิงสาวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แล้วน้องชายเขานี่แหละที่ชูป้ายไฟยกหน้าที่สะใภ้ใหญ่พศิกามาตั้งนมตั้งนานไม่ใช่เพิ่งมาเป็นเอาตอนนี้

     พอมีโอกาสได้อยู่กับตัวเองชายหนุ่มได้หวนคิดทบทวนความรู้สึกของตัวเองว่าที่ผ่านมานั้นเขาคิดยังไงกับสาวน้อยเจ้าของนัยน์ตาหวานสีเดียวกับค่ำคืนยามรัตติกาลกันแน่ ในคราแรกเขาเข้าใจว่าคิดถึงเธอเพราะความเคยชินที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนรอยยิ้มหวานๆ จากริมฝีปากจิ้มลิ้มนั้นก็ไม่เคยอยู่ไกลจากตัวเขา แต่พอนั่งนึกไปนึกมายามนี้เขาเองกลับมีอาการหวงแหนรอยยิ้มของเธอไปเสียได้

     ความวุ่นวายในอารมณ์เริ่มจากตอนที่ดนุนันท์เห็นพศิกามีความสนิทสนมกับนักศึกษาหนุ่มเพื่อนร่วมสถาบันที่มาฝึกงานด้วยกัน แม้ทั้งสองคนจะต่างคนต่างมาแต่ความน่ารักและอัธยาศัยดีที่ยัยเปี๊ยกมีก็นำพามิตรภาพมาหาตัวเธอได้ไม่ยาก แถมเขายังได้ยินแว่วๆ มาอีกว่าสาวน้อยพศิกาเป็นเด็กน่ารักหัวไว แถมกล้าเสนอความคิดเห็นทำให้พนักงานที่ได้ร่วมงานล้วนแล้วแต่เอ็นดูในตัวหญิงสาว

     “ถ้าน้องแพมชอบพี่นุก็จะดีใจ” เขาพูดยิ้มๆ กับถุงสมบัติสามสี่ใบตรงหน้า เขายอมรับเลยว่าวันนี้เดินจนเข่าแทบเสื่อมเพราะตั้งใจจะหาของฝากที่สาวๆ วัยรุ่นญี่ปุ่นกำลังฮิตไปฝากยัยเปี๊ยกที่ประเทศไทย พวกเครื่องสำอางดนุเดชบอกเลยว่าไม่ค่อยจะสันทัดแต่เขาก็ตั้งใจเลือกซื้อเลือกหาให้พศิกาด้วยความเต็มใจ เป็นครั้งแรกที่เขาลุงทุนทำอะไรแบบนี้ให้ผู้หญิงที่ตนเองคอยปฏิเสธมาตลอดชีวิต

 

     กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง

     เสียงโทรศัพท์เครื่องหรูที่ถูกวางทิ้งไว้บริเวณโต๊ะเล็กหัวเตียงเบี่ยงเบนความสนใจของชายหนุ่มตาชั้นเดียวที่กำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้กับถุงของฝาก ดนุเดชเขยื้อนกายไปคว้าโทรศัพท์มากดรับอย่างอามชรมณ์ดีเมื่อเห็นชื่อที่โทรเข้ามา

                “ว่าไงตี๋เล็ก”

                “เสียงใสเชียวนะเฮียไปติดใจสาวน้อยคิกขุอาโนเนะที่ญี่ปุ่นหรือเปล่าเนี่ย” คนเป็นน้องแกล้งเย้าขำๆ เพราะรู้สึกว่าพี่ชายมีน้ำเสียงระริกระรื่นพิกล

                “สาวน้อยตากลมที่เมืองไทยคนเดียวก็วุ่นวายพอแล้วเหอะ” ดนุเดชแกล้งสะบัดสียงใส่เบาๆ

                “โถ ทำมาเป็นพูดดีที่จริงคิดถึงน้องแพมใจจะขาดแล้วล่ะสิ” ได้ยินประโยคแทงใจดำหนุ่มตี๋คนพี่ก็แอบหัวเราะ หึ หึ ในลำคอ

                “เรื่องนั้นไม่ต้องสนใจหรอกตี๋เล็กว่าแต่โทรมานี่มีอะไรหรือคิดถึงเฮียจนทนไม่ไหววะ”

                “ไม่มีอะไรหรอกเฮียแค่อยากรู้ว่าจะมาถึงกี่โมงจะได้ไปรับถูก” ดนุเดชแปลกใจกับคำพูดของน้องชายแต่ก็ไม่ได้สนใจจะซักถาม เขาบอกเวลาขึ้นเครื่องไปให้น้องชายได้ทราบจากนั้นก็คุยเรื่องสัพเพเหระกันอีกเล็กน้อยก่อนจะวางสายไป

                ที่เมืองไทยนั้นคนเจ้าแผนการนั่งมองโทศัพท์ในมือด้วยสีหน้าเกลี่อนยิ้มไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าพี่ชายเห็นหน้าของคนที่เดินทางไปรับที่สนามบินในวันพรุ่งนี้แล้วจะเป็นยังไง

 

                “น้องแพมครับพี่กวนหน่อยเถอะวันนี้พี่ติดธุระจริงๆ ฝากไปรับเฮียให้พี่หน่อยถ้าไม่เห็นคนไปรับจะหงุดหงิดเอา น้องแพมก็รู้ว่าเฮียไม่ชอบนั่งแท็กซี่” ก่อนเลิกงานดนุนันท์แวะมาหาน้องสาวตัวเล็กเพื่อไหว้วานให้เธอไปรับพี่ชายให้หน่อย ทั้งสองคนไม่เจอกันตั้งสองสัปดาห์น่าจะมีคิดถึงกันบ้างไม่มากก็น้อย

                ฝั่งพี่ชายของเขานั้นชายหนุ่มคิดว่านี่จะมีปฏิกิริยาในเชิงบวกเพราะระหว่างที่คุยกันเมื่อวานยังมีแอบถามถึงพศิกาเป็นพักๆ แต่ทีท่าของหญิงสาวนี่แหละที่ดูจะเปลี่ยนไปเธอดูเฉยๆ ไม่กระตือรือร้นอย่างที่เคย

                “จะดีหรอคะพี่นันท์ น้องแพมไม่อยากโดนไล่กลับบ้าน” หญิงสาวพยายามสงวนคำพูดเพราะไม่อยากต่อความยาวให้มากความ ปกติดนุเดชยิ่งไม่ชอบหน้าเธออยู่หากจะโผล่ไปรับเขาขึ้นมาจะไม่โดนไล่ตะเพิดกลับบ้านอย่างนั้นหรือ?

 

                “ถ้าไอ้เฮียมันไล่น้องแพมก็ทิ้งมันไว้ที่นั่นเลยก็ได้ครับ ถือว่าช่วยพี่สักครั้งนะครับ” ผู้จัดการหนุ่มหน้าหยกยังคงเว้าวอนต่อเพราะดูท่าแล้วพศิกาก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำมากนัก หากเธอกำลังพยายามตัดใจจากพี่ชายของเขาอยู่ ดนุนันท์ดูรู้ว่าเธอยังคงตัดไม่ขาด

 

#

 

น้องแพมกับพี่นุมี E-Book แล้ว ฝากอุดหนุนด้วยนะคะ

#

 

ขอบคุณนักอ่านที่น่ารักสำหรับการติดตามและการสนับสนุน

ฝากผลงาน E-Book เรื่องที่วางจำหน่ายแล้วไว้ในอ้อมใจด้วยนะคะ

 #


 

#

 E - Book MEB Market  <<<CLICK

 

#

E - Book OokBee  <<<CLICK

 

#

E - Book Naiin <<<CLICK

 

#

E - Book Hytexts <<<CLICK

 

 #

E - Book se-ed

 

#

E - Book ebooks.in.th

 

 

อยากเม้าท์กับติญา <<<CLICK

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณสำหรับกำลังใจและแรงสนับสนุนนะคะ"

อติญา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha