พศิกา (ซีรี่ย์ดรุณีแรกรัก)

โดย: อติญา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 10 : 5 (2/2)


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                “งั้นก็ได้ค่ะแต่ถ้าเขาว่าน้องแพม น้องแพมก็จะกลับบ้านเลยนะคะ” หญิงสาวบอกความต้องการของตัวเองด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว แม้ใจจะแอบสั่นเมื่อคิดว่าต้องเผชิญหน้ากับคนที่ตัวเองพยายามโหวตเขาออกจากชีวิตมาหลายสัปดาห์

                “ขอบคุณนะครับน้องแพม” ดนุนันท์ยิ้มหน้าระรื่นก่อนจะบอกสถานที่นัดพบระหว่างเขากับพี่ชายให้หญิงสาวได้ทราบ

                เมื่อเลิกงานแล้วพศิกามาถึงสนามบินก่อนเวลาเล็กน้อย เธอมุ่งตรงไปยังจุดนัดพบที่ดนุนันท์บอกไว้ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแชทหาเพื่อนๆ เพื่อฆ่าเวลาระหว่างรอ

 

                พศิกา     :               แกเอ๊ยงานเข้าแล้ว

                ปณาลี    :               เป็นอะไรคุณหนูโดนสั่งทำโอรึไงวันนี้

                พศิกา     :               ถ้าเป็นงั้นก็ดีสิฉันยอมทำโอมากกว่าจะมานั่งอยู่ตรงนี้

                เพียงพธู  :               ลีลาว่ามาเลยยัยคุณหนูแพม

                พศิกา     :               พี่นันท์ให้ฉันมารับพี่นุที่สนามบิน เขากลับมาจากญี่ปุ่นวันนี้

                เพียงพธู  :               อ้าว แกน่าจะดีใจมั๊ยวะ จะมาบ่นเพื่อ

                ปณาลี    :               อย่าบอกนะว่าที่แกพูดคราวก่อนนี่เอาจริง แกแหงนคอเฝ้าเขามาครึ่งชีวิตแล้วจะยอมปล่อยมือไปง่ายๆ แบบนี้เลยรึไง

                พศิกา     :               ก็เขาไม่ได้สนใจฉันเลยมันก็ควรหยุดป่ะวะพวกแก

 

                เมื่อพูดถึงตรงนี้พศิกาก็หน้าร้อนเพราะเธอไม่ได้บอกเรื่องราวในวันนั้นให้เพื่อนสนิททั้งสองคนได้รับรู้เพราะหญิงสาวกระดากปากและอับอายเกินไปที่จะพูดว่าถูกว่าที่คู่หมั้นล่วงเกิน  เธอบอกกับเพื่อนๆ ไปว่าดนุเดชนั้นจ้องแต่จะหาเรื่องและหลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับตัวเธอเท่านั้นเอง

                ปณาลี    :               งั้นเอาที่แกสบายใจว่ะ ไอ้หมวยแกว่าไง

                เพียงพธู  :               ฉันก็ตามใจแก ก็อย่าลืมละกันนะ โดนเทเซมาหาพี่

 

                เพียงพธูแกล้งล้อเล่นเผื่อเพื่อนสาวจะมีอารมณ์ขันโดยที่เธอไม่รู้เลยว่าคุณหนูแพมเพื่อนรักนั้นไม่ได้อยู่ในอารมณ์นั้นเลย ทั้งสามคนคุยกันผ่านตัวอักษรไปเรื่อยๆ จนพศิกาได้ยินเสียงกระแอมกระไอจึงเงยหน้าขึ้นมอง แล้วคนที่เธอเห็นก็เกือบทำให้สมาร์ทโฟนเครื่องบางนั้นร่วงหล่นพื้น

                อะแฮ่ม!

                “อุ๊ย! สวัสดีค่ะ” เมื่อเห็นดนุเดชมายืนตัวสูงอยู่ตรงหน้าพศิก็ก็รีบยกมือไหว้ตามความเคยชิน

                “อืม... มารับหรอ” ชายหนุ่มค้อมศีรษะน้อยๆ แทนการรับไหว้ก่อนจะเอ่ยถามประโยคสั้นๆ

                “ค่ะ พอดีพี่นันท์บอกว่าติดธุระเลยวานให้ฉันมารับคุณแทน ถ้าอย่างนั้นเดินไปรถเลยนะคะ” เมื่ออธิบายเหตุผลสั้นๆ ในการเดินทางมาปรากฏตัวแบบไม่ได้รับเชิญแล้วร่างเล็กก็หมุนกายเดินไปยังทิศทางของลานจอดรถทันที ทิ้งผู้ชายตาตี่ตัวโตให้ยืนงงกับสรรพนามห่างเหินของตัวเธอครู่หนึ่งแล้วเขาก็รีบสาวเท้าตามไป

                “กระเป๋าน่าจะใส่ท้ายรถไม่หมด ยกมาไว้เบาะหลังก็ได้นะคะ” ไม่พูดเปล่ามือน้อยกระชากประตูรถมินิสีนมเย็นของตัวเองออกแล้วจัดการหยิบกระเป๋าใบย่อมของเขาเข้าไปก่อน ส่วนกระเป๋าเดินทางอีกใบหนึ่งก็รอให้ดนุเดชเป็นคนยกมันขึ้นรถ

                บรรยากาศในรถเงียบสนิทจนถึงขั้นวังเวงตอนนี้ดนุเดชชักจะฉุนน้อยๆ เพราะตั้งแต่ที่มาถึงคนตัวเล็กไม่ยิ้มให้เขาเลยแม้แต่นิดเดียว เธอขับรถของเธอไปเรื่อยๆ โดยใช้ความเร็วคงที่ไม่มากไปกว่าที่กฎหมายกำหนด

                “งานเป็นยังไงบ้าง” ดนุเดชแกล้งถามไปอย่างนั้น เขาแค่อยากจะหาเรื่องคุยกับคนที่ทำหน้าที่เป็นสารถีจำใจเฉยๆ เท่านั้นเอง

                “ก็ดีค่ะ” หญิงสาวตอบมาแค่นั้นก่อนที่บรรยากาศจะกลับมาอยู่ในความสงบที่แสนอึดอัดอีกครั้ง

                “ใครบังคับให้มารับพี่หรือเปล่าครับ” เมื่อเห็นว่าหน้าหวานๆ ของพศิกาไม่แสดงอารมณ์ชายหนุ่มก็อดที่จะถามเธอออกมาไม่ได้ นี่ยังไงล่ะสิ่งที่เขาเป็นกังวลมาตลอดคือความเหินห่างและหมางเมินมันกำลังเกิดขึ้นแล้ว อันที่จริงก็ต้องสมน้ำหน้าตัวเองเขาโทษใครไม่ได้เลยเพาะไปทำกิริยาจาบจ้วงล่วงเกินคนตัวเล็กให้เธอเสียขวัญ

                “ไม่มีใครบังคับค่ะ แต่ก็ไม่ได้เสนอตัวจะมา” ถ้อยคำยอกย้อนตอกทับหลุมลึกในในชายหนุ่มเข้าไปอีก ดนุเดชได้แต่ลอบถอนใจเบาๆ และเฝ้าพร่ำบอกตัวเองเอาไว้ว่า งานนี้เขาผิดดังนั้นจึงไม่มีสิทธิ์จะโกรธเธอ

                “พี่หิวข้าวเราแวะทานอาหารกันหน่อยได้ไหมครับ” เขาวอนขอด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มเมื่อดูท่าแล้วพศิกาตั้งหน้าตั้งตาเหยียบคันเร่งบังคับรถคันเล็กของเธอพุ่งตรงไปยังทิศทางของบ้านเขาด้วยความมาดมั่นเสียเหลือเกิน

                “ที่บ้านน่าจะเตรียมอาหารไว้ให้นะคะ” คำตอบแบบนี้คือหมายความว่าไม่ ซึ่งก็คือการปฏิเสธ

                “แต่พี่นุหิวข้าวจริงๆ นะครับอยากทานอาหารไทยจะแย่แล้วยังไงน้องแพมแวะทานข้าวกับพี่นุหน่อยนะครับ” คราวนี้ดนุเดชยิ่งออดอ้อนเสียงหวานจนพศิกากลับมาเป็นฝ่ายถอนใจแทน เธอจำได้ว่าทางไปบ้านของชายหนุ่มนั้นมีร้านอาหารเจ้าอร่อยเธอจึงจะพาเขาไปแวะทานข้าวที่ร้านนั้นคนตัวโตจะได้เลิกพูดมากเสียที

                “น้องแพมอยากทานอะไรไหมครับ” น้ำเสียงระรื่นเอ่ยถามเมื่อหญิงสาวยอมพาเขาแวะมาทานข้าวก่อนจนได้ ดนุเดชตั้งใจจะใช้เวลานี้สำรวจกิริยาคนตัวเล็กและประเมินสถานการณ์ว่าตัวเองควรจะต้องทำอย่างไรต่อไปในแผนกู้ความสัมพันธ์ จริงๆ แล้วเขาอยากจะเตะตัวเองให้ดิ้นที่ทั้งปากพล่อยทั้งเห็นแก่ตัว และหยาบคายจนหญิงสาวดูท่าจะไม่ไว้ใจในตัวเขาอีกต่อไปแล้ว

                “ฉันยังไม่หิวค่ะ เชิญคุณตามสบายนะคะ” เมื่อเธอตอบปฏิเสธคนตัวโตก็ไม่ทู่ซี้ เขาทำเพียงเรียกพนักงานมาสั่งอาหารก็เท่านั้น

                “ขอเนื้อปูผัดผงกะหรี่ แกงจืดลูกรอก กรรเชียงปูอบวุ้นเส้นแล้วก็ข้าวเปล่า จานนะครับ” พศิกาปรายตามองมาทางอดีตชายในฝันเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่ารายการอาหารที่เขาสั่งทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นเมนูโปรดของเธอ

                มันคงเป็นแค่เรื่องบังเอิญ พศิกาแอบคิดในใจคนเดียว

 

                “มันเลยเวลาอาหารเย็นแล้วถึงน้องแพมจะไม่หิวแต่ทานรองท้องไปสักนิดก็ยังดีนะครับ” เขาเลือกใช้วิธีพูดในทำนองแสดงความเป็นห่วงเป็นใยมากกว่าการออกคำสั่งอย่างที่เคย ก็เพราะตอนนี้ดนุเดชสัมผัสได้ถึงแรงต่อต้านน้อยๆ จากคนตัวเล็ก คิดแล้วยังอยากตีกบาลตัวเองไม่หาย

                ทุกกิริยาของพศิกาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เธอทำเหมือนเขาเป็นเสือที่พร้อมจะกระโจนขย้ำคอเหยื่อทุกเมื่อ มันก็ไม่ผิดที่หญิงสาวจะกังวลใจเพราะเธอไม่ได้เป็นคนทำอะไรเลย ต้นเหตุอย่างเขาถึงกับนั่งปวดหัวเลยทีเดียว

                พศิกานั่งทานข้าวเงียบๆ ไปเพราะไม่มีอะไรจะพูด เธอทานอาหารที่เขาตักให้ไปเรื่อยๆ ช้าๆ จนข้าวพร่องไปเกือบครึ่งจานหญิงสาวจึงร้องบอกเจ้าของมือใหญ่ให้หยุดตักอาหารให้เธอเสียที

                “อิ่มแล้วค่ะ” เธอพูดสั้นๆ ก่อนจะหยุดส่งข้าวเข้าปาก เปลี่ยนมาเป็นนั่งมองมือตัวเองที่ถูกกุมเอาไว้บนตักเฉยๆ

                ดนุเดชอยากจะบอกว่าเขาเกลียดสีหน้าไร้อารมณ์แบบนี้มากแต่ก็ต้องข่มใจไม่ให้พ่นคำผรุสวาทออกมาใส่เธอ เขาตั้งรู้จักใช้สติควบคุมสถานการณ์ไม่ใช่การใช้อารมณ์

                “ถ้าอย่างนั้นทานของหวานรอไหมครับ พี่ขอเวลาจัดการอาหารครู่เดียว”

                “ไม่ดีกว่าค่ะ เชิญคุณตามสบาย” หญิงสาวส่ายหน้าน้อยๆ เมื่อพูดถึงขนมหวานจริงๆ แล้วเธอชอบทานแต่ตอนนี้ไม่อยากจะทานมันด้วยเหตุที่ไม่อยากอยู่ใกล้เขานานๆ ในใจมันพาลจะสั่นไหวก็เท่านั้น

                เมื่อเธอยังคงปฏิเสธเขาทุกประตูชายหนุ่มจึงเลิกเซ้าซี้หันมาจัดการอาหารบนโต๊ะจนหมด แล้วเมื่อท้องอิ่มสมองก็แล่นขึ้นมา ดนุเดชคิดแผนการง้อแบบหน้าด้านๆ ขึ้นมาได้หน้าตาเฉย นาทีนี้เขาตั้งใจไว้แล้วว่าจะปล่อยให้เธอทำตามใจตัวเองบ้าง และดนุเดชคนนี้แหละจะเริ่มต้นจีบหญิงสาวด้วยตัวเอง

 

                “สวัสดีค่ะป๊า ม๊า” สองมือน้อยยกขึ้นทำความเคารพพร้อมกล่าวคำทักทายที่ผู้สูงวัยทั้งสองได้ยินแล้วก็ยิ้มกว้าง ในที่สุดพศิกายอมเรียกท่านเจ้าสัวนำบุญกับคุณนายชดช้อยว่าป๊ากับม๊าจนได้

                “สวัสดีลูกน้องแพม แหมไปรับเฮียด้วยตัวเองเลยน่ารักจังนะลูก” คุณนายชดช้อยโอบประคองร่างเล็กของเด็กสาวที่นางหมายมั่นจะให้เป็นสะใภ้ใหญ่มานั่งข้างๆ ด้วยความเอ็นดู

                “แล้วกินข้าวกินปลามาหรือยังล่ะ” ท่านเจ้าสัวเอ่ยถามเพราะเห็นว่าขณะนี้เป็นเวลาค่ำแล้ว

                “เรียบร้อยแล้วครับป๊าผมพาน้องแพมแวะทานอาหารโปรดก่อนเข้ามาบ้าน” หญิงสาวสะดุดหูกับโทนเสียงที่คนตัวโตใช้แต่ก็ไม่ได้แสดงกิริยาอะไรกระโตกกระตาก เพราะไม่อยากทำให้ผู้ใหญ่สองท่านต้องกังวลหรือสงสัย

                “ตายจริง! นี่มันจะสามทุ่มแล้วม๊าว่าน้องแพมค้างที่นี่กับแม่นะลูก กว่าหนูจะขับรถไปถึงบ้านก็มืดค่ำม๊ากลัวจะเป็นอันตราย” ได้ทีการละครฉากใหญ่ก็เริ่มขึ้น ดนุเดชอยากจะขำออกมาเหลือเกินที่มารดาของเขาเล่นใหญ่เสียขนาดนี้

                สิ่งที่มารดาเอ่ยปากนั้นไม่ใช่ความคิดของนางแน่นอนแต่เป็นเพราะบุตรชายคนโตขอว่าอยากมีเวลาปรับความเข้าใจกับหญิงสาวคุณนายชดช้อยเลยยินดีจะยื่นมือเข้าช่วยๆ ไหนๆ นางก็พึงใจพศิกาเป็นการส่วนตัวเมื่อลูกชายขอมาหม่าม๊าก็จัดให้แน่นอน

                คนเจ้าเล่ห์วางแผนตั้งแต่ออกมาจากร้านอาหารเขาจัดการส่งข้อความถึงมารดาเพื่อขอความช่วยเหลือ หม่าม๊าผู้แสนดีก็ยินดีจะช่วยแต่นางมีข้อแลกเปลี่ยนเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นคือดนุเดชต้องปรับความเข้าใจกับหญิงสาวไม่ใช่มาล่วงเกินเธอในชายคาบ้านโอภาตั้งตระกูล นางไม่อยากให้หญิงสาวเสื่อมเสียเพราะลำพังแค่มานอนค้างอ้างแรมบ้านผู้ชายก็ไม่เหมาะเท่าไรนัก

                “คือ... น้องแพมขับรถได้ค่ะม๊าไม่ต้องเป็นห่วง” หญิงสาวอึกอักเพราะไม่อยากรบกวนผู้ใหญ่ เธอขับรถไปเรื่อยๆ ได้อาจจะช้าหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าต้องมาพักค้างคืนอยู่ใกล้ๆ ผู้ชายอันตรายอย่างดนุเดช

                “แต่ป๊าเห็นด้วยกับม๊านะน้องแพม เอาเป็นว่าป๊าจะโทรคุยกับคุณพ่อให้เองท่านจะได้ไม่เป็นห่วง” ท่านเจ้าสัวสรุปความก่อนจะต่อสายหาบิดาของพศิกาในทันที คุยกันเพียงช่วงสั้นๆ คุณศกุนตลาก็ขอสายลูกสาวสุดที่รัก

                “ค่ะคุณแม่” หญิงสาวเสียงติดจะสั่นเพราะกลัวมารดาจะตำหนิที่มานอนค้างบ้านผู้ชาย

                “น้องแพมไม่ต้องขับรถกลับมาบ้านนะลูกนอนบ้านม๊าเค้านะ แล้วก็อย่าตื่นสายอายเขานะลูก” เพราะความเชื่อในเกียรติของท่านเจ้าสัวที่รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะช่วยดูแลลูกสาวให้เป็นอย่างดีคนเป็นแม่ก็เบาใจ จริงๆ นางและสามีไม่ใช่คนหัวเก่าที่จะไม่เข้าใจความเป็นไปของโลก

     แม้จะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการใกล้ชิดกันจนเกินงามที่อาจเกินเลยเป็นการชิงสุกก่อนห่ามของชายหญิง แต่เมื่อทางครอบครัวฝ่ายชายที่มาทาบทามขอหมั้นลูกสาวนั้นสัญญาจะไม่ให้เกิดเรื่องไม่ดีไม่งามทั้งคุณศกุนตลาและพศินสามีก็วางใจไปได้เปลาะหนึ่งแต่ยังไงก็คงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยครั้งนัก

     “คุณแม่ก็... น้องแพมไม่ใช่เด็กน้อยนะคะ” หญิงสาวยู่หน้าเพราะมารดาชอบคิดว่าเธอเป็นเด็กเล็กๆ อยู่ตลอด จริงอยู่ที่หญิงสาวชอบนอนตื่นสายแต่นั่นก็เป็นในช่วงวันหยุดหรือไม่ก็ช่วงวันที่มีเรียนช่วงบ่ายเท่านั้น

     “รีบพักผ่อนนะคะ เดี๋ยวเจอกันที่บ้านพรุ่งนี้ลูก” มารดากล่าวเสียงนุ่มก่อนจะวางสายไปทิ้งให้พศิกาลอบกลืนน้ำลายที่เหนียวหนับลงคอ

     “ถ้าอย่างนั้นม๊าจะให้เด็กพาน้องแพมขึ้นไปห้องนะลูกเสื้อผ้าเดี๋ยวก็ให้เด็กเอาลงมาจัดการได้เลยพรุ่งนี้จะได้มีชุดใส่ไปทำงาน” คุณนายชดช้อยยิ้มกว้างก่อนจะเรียกเด็กในบ้านมาพาว่าที่ลูกสะใภ้ขึ้นไปพักผ่อน

     ห้องรับรองแขกที่สาวใช้พาพศิกาขึ้นมานั้นถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย เมื่อเธอก้าวขาเข้ามาในห้องสิ่งแรกที่หญิงสาวทำคือเดินตรงเข้าไปในห้องน้ำเพื่อส่งเสื้อผ้าของตัวเองให้คนที่ยืนรออยู่ด้านนอกรับไปทำความสะอาด จากนั้นร่างเล็กก็เร่งอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายเพื่อที่จะได้นอนพักผ่อนและเป็นการระงับจิตที่ฟุ้งซ่านของตัวเองในตอนนี้ หลายสัปดาห์ที่ไม่เจอหน้าดนุเดชเธอคิดว่าตัวเองพอจะทำเมินเฉยและคงจะลืมเลือนเขาไปได้ แต่พอมาเห็นหน้าหล่อๆ กับสายตาอ่อนโยนที่เปลี่ยนไปหญิงสาวก็ดันใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

 

     “รักมาตั้งนานจะลืมกันง่ายๆ ก็คงแปลก... อดทนหน่อยนะ” เธอพูดกับหญิงสาวในเงาสะท้อนของกระจก ไม่ว่าจะอย่างไรดนุเดชก็คงเป็นคนเดิมที่ไม่เคยมีเธออยู่ในสายตา หญิงสาวคงไม่มีอำนาจใดไปบังคับใจคนอื่นแต่สิ่งที่เธอพอจะทำได้คือต้องบังคับใจตัวเอง

 

 

#

 

น้องแพมกับพี่นุมี E-Book แล้ว ฝากอุดหนุนด้วยนะคะ

#

 

ขอบคุณนักอ่านที่น่ารักสำหรับการติดตามและการสนับสนุน

ฝากผลงาน E-Book เรื่องที่วางจำหน่ายแล้วไว้ในอ้อมใจด้วยนะคะ

 #


 

#

 E - Book MEB Market  <<<CLICK

 

#

E - Book OokBee  <<<CLICK

 

#

E - Book Naiin <<<CLICK

 

#

E - Book Hytexts <<<CLICK

 

 #

E - Book se-ed

 

#

E - Book ebooks.in.th

 

 

อยากเม้าท์กับติญา <<<CLICK

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณสำหรับกำลังใจและแรงสนับสนุนนะคะ"

อติญา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha