ปมรักเกลียวหัวใจ

โดย: ไบคาร์บ/ กรงแก้ว



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 6 : ปมรักเกลียวหัวใจ ตอนที่ 6


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอนที่ 6 

          อาติยะวางสายสนทนาที่เพิ่งโทรเข้ามาเมื่อสักครู่ น้ำเสียงของผู้ชายคนหนึ่งที่แสดงออกถึงความห่วงใยอย่างชัดเจน เขาบอกว่าปานตะวันไม่ยอมรับสายเลยต้องโทรเอาเบอร์บ้านแต่ก่อนจะวางสายอาติยะก็ตอบไปแล้วว่าเธออยู่ที่นี่ และที่เขาสงสัยคือทำไมปานตะวันถึงไม่รับสายทั้งที่อีกปลายสายเป็นห่วงมากขนาดนั้น หรืออยากปั่นหัวผู้ชายน่าโง่คนนั้นเล่น เขาคิดในใจ ก่อนจะเตรียมตัวขึ้นไปอาบน้ำเพราะคิดว่าบนห้องนอนของตัวเองคงจะเคลียร์เรียบร้อยแล้วแต่เมื่อเข้ามาในห้องนอนของตัวเองกลับพบรูปถ่ายของปานตะวันที่ถ่ายกับบิดาของเขาวางตระหง่านตรงหัวมุมเตียง ความโมโหบวกกับความไม่พอใจทำให้อารมณ์ที่มันสงบนิ่งไปแล้วเริ่มเดือดขึ้นมาใหม่เมื่อคิดได้ว่าเธอจงใจวางเพื่อให้เขาได้รับทราบว่าเธอกับบิดาของเขาสนิทกันมากแค่ไหน ชายหนุ่มกัดกรามแน่นจากที่คิดว่าจะอาบน้ำเลยเปลี่ยนใจเอารูปบ้าพวกนี้ไปทิ้งไว้ที่เรือนหลังเล็ก มันคงจะสะใจดีหากเขาโยนรูปถ่ายนั่นต่อหน้าเธอแต่ถ้าเขาทำแบบนั้นเขาก็คงเป็นลูกที่อกตัญญูเพราะทิ้งรูปบิดาตัวเอง

            ปานตะวันฟื้นขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดเธอไม่รู้ว่ามาสลบฟุบอยู่ที่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไรและสายตาก็พยายามหาร่างของแจ่มที่หายไปนานเหลือเกิน

            พี่แจ่ม พี่แจ่มกลับมาหรือยังคะ ไม่มีเสียงตอบรับกลับมาจนรู้สึกเป็นห่วงอย่างหนัก แจ่มไม่เคยหายไปนานขนาดนี้หรือเพราะถูกกีดกันไม่ให้ทำอาหารให้เธอกินหรือเพราะแจ่มอาจจะถูกรังแก ร่างเล็กพยายามที่จะลุกหากแต่ความเจ็บปวดบริเวณท้องด้านซ้ายก็ทำให้ร่างเล็กไม่อาจทรงตัวทำได้ดั่งตั้งใจไว้ มือเล็กยกขึ้นมาบีบที่หน้าท้องหวังเพียงให้กระเพาะอาหารและลำไส้ของเธอเห็นใจแต่มันกลับยิ่งปวดเข้าไปใหญ่

            โอย ใครก็ได้ช่วยตะวันที ตะวันไม่ไหวแล้ว ปวดเหลือเกิน เสียงร้องเรียกขอความช่วยเหลือทำให้ฝีเท้าของใครคนหนึ่งหยุดนิ่งก่อนจะตั้งสติและฟังตำแหน่งที่มาของเสียงให้แน่ชัด

            เสียงของปานตะวัน

เขาสบถออกมาก่อนจะรีบวิ่งไปดูเมื่อจับตำแหน่งของเสียงได้แล้ว ภาพที่เห็นคือร่างเล็กที่คุ้นเคยกำลังนอนบิดตัวเองอยู่ที่สนามหญ้าชื้นๆ อาติยะรีบช้อนร่างเล็กอุ้มขึ้นมาวางไว้บนโซฟาในบ้านหลังเล็ก แสงไฟสว่างพอจะทำให้เขาเห็นใบหน้าที่เริ่มซีดลงเหงื่อท่วมตัว สองมือกำลังกำอยู่ที่ท้องตัวเอง จากการประเมินทางสายตาเขาจะพอจะวินิจฉัยออกถึงโรคที่เธอกำลังเป็นอยู่ตอนนี้

แจ่มกลับมาด้วยสภาพหน้าตาที่บอบช้ำ ร้องไห้ออกมาอย่างเจ็บใจที่ไม่อาจเอาอาหารมาคุณหนูของเธอได้ มันน่าเจ็บใจตรงที่ว่าคุณหนูของเธอยอมคนพวกนั้นทุกอย่าง ยอมแม้กระทั่งให้ปิดความผิดของพวกคนเหล่านั้นไว้เป็นความลับและสั่งห้ามไม่ให้แจ่มบอกคุณท่านไม่ว่าจะถูกอีกฝ่ายกระทำยังไงก็ต้องปิดเป็นความลับจนพวกเขาได้ใจและทำร้ายคุณหนูของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า แจ่มเดินคอตกเข้ามาในบ้านไม่ทันจะอ้าปากพูดก็ต้องตาค้างเพราะเห็นร่างของอาติยะกำลังยืนทำหน้าเครียดอยู่

            เออ คุณอาติยะ มีอะไรหรือเปล่าคะ ว้าย คุณหนูเป็นอะไรไปคะ แจ่มถามสีหน้าดูไม่ดีเพราะยังเจ็บแผลแถมพอได้เห็นร่างที่นอนบิดตัวของปานตะวันก็รีบเข้าไปหาทันที

            ทำไมถึงปล่อยให้คุณหนูของแจ่มเป็นแบบนี้ซะล่ะ อาติยะถาม จากความตั้งใจที่จะมาต่อว่าเธอตอนนี้กลับทำไม่ได้เพราะเธอกำลังป่วยและมันก็คงจะใจร้ายมากเกินไปหากเขาจะใช้ความอ่อนแอของเธอซ้ำเติมเธออีก

            เออ แจ่มแค่จะไปทำอาหารให้คุณตะวันทานนะคะแต่ไม่คิดว่าคุณตะวันจะเป็นแบบนี้ไปได้ แจ่มก้มหน้าพูด

            แล้วไหนล่ะ อาหารที่แจ่มว่า

            เอ แจ่มพูดไม่ออก

            ว่ายังไง แล้วนั่นหน้าไปโดนใครทำร้ายมา

            ไม่มีค่ะ แจ่มซุ่มซ่ามล้มไปเอง แจ่มปกปิดจำใจต้องพูดโกหกออกไป

อาติยะถอนหายใจออกมาจะสาวเอาความผิดจากแจ่มที่ละเลยต่อหน้าที่ดูแลคุณหนูของเธอให้ดีมันก็คงจะไม่ใช่เรื่องของเขา เขาไม่อยากยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของปานตะวันมากนัก ในเมื่อเธออยากจะเป็นที่รักของบิดามากนัก เธอก็ต้องทนรับกับความจงเกลียดจงชังแบบนี้แหละและถ้าเขาใส่ใจเรื่องของเธอมันก็เหมือนกับเขากำลังสนใจเธอซึ่งความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เขาย้ำกับตัวเองเสมอว่าไม่ชอบหน้าเธอแม้จะไม่ได้ถึงขั้นเกลียดแต่ก็ไม่ได้ชอบซึ่งสำหรับตอนนี้ชีวิตของคนป่วยสำคัญกว่าใคร ในสายอาชีพหมอควรแยกแยะให้ถูกว่าอันนี้คือเรื่องส่วนตัวหรืออันไหนคืองาน ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นคนที่เขาแสนเกลียดชังหรือไม่ชอบหน้าแต่ถ้าเป็นคนป่วยเขาก็ต้องรักษา

            เอาเถอะ อย่าพูดมากเลย รีบพาคุณหนูของแจ่มไปโรงพยาบาลซะ ให้บุญมีไปส่งก็ได้ แจ่มทำท่าอึกๆ อักๆ เพราะไม่คิดว่าอาติยะจะอนุญาตให้ใช้คนของเขาไปส่ง

            ไปสิ เขาตวาดเสียงเข้มจัด แจ่มได้ฟังจึงรีบไปทำตามโดยการไปหาตัวบุญมีส่วนอาติยะกับปานตะวันก็อยู่ด้วยกันสองต่อสองอีก อาติยะมองหน้าซีดๆ ของคนที่กำลังหลบหน้าเขาอยู่ เธอไม่แม้แต่จะขอบคุณเขาสักคำที่ช่วยอุ้มเธอมาวางไว้บนนี้ แต่ช่างเถอะก็ไม่ได้อยากได้ยินคำนั้นจากปากของเธอให้เป็นเสนียดหูเขาหรอก

            ทำไมถึงไม่กินอะไร หรืออยากเป็นกระเพาะขึ้นมา เขาถามขึ้น สีหน้ายังไม่ได้ยิ้ม

            ตะวันกำลังจะกินค่ะแต่เพราะ... เธอไม่กล้าพูดว่าคนที่เป็นต้นเหตุทำให้หญิงสาวไม่ได้กินอะไรคือเขา

            เธอจะโทษหาว่าฉันพาเธอออกมาก่อนอย่างนั้นสิ อาติยะรู้ทันรีบโต้กลับทันที เห็นปานตะวันส่ายหัวไปมา

            ตะวันไม่ได้คิดแบบนั้น อาติยะไม่เชื่อแถมยังเข้าใจผิดเธอไปกันใหญ่

            อ้อ หรือเพราะเธอต้องการทำให้ฉันดูเป็นคนเลวในสายตาของพ่อ ถ้าคนที่มาเห็นคือพ่อของฉันป่านนี้เธอคงจะเล่าให้พ่อฟังแล้วว่าฉันตั้งใจจะแกล้งเธอปานตะวันอ้าปากค้าง เธอเหนื่อยและปวดท้องเกินกว่าจะมาทะเลาะกับเขาอีก

            ตะวันไม่ใช่คนแบบนั้น น้ำเสียงนั้นเริ่มห้วนจนเขาหัวเราะ

            อย่าคิดนะว่าแค่เธออดอาหารทำตัวเองให้น่าสงสารแล้วฉันจะยอมยกโทษให้เธอ ไม่มีทางและไม่มีวันที่ฉันจะให้เธอมาเสวยสุขอยู่กับกองเงินกองทองของพ่อฉัน จำให้ขึ้นใจว่านอกจากความรักที่พ่อฉันมีให้เธอแล้ว เธอจะไม่ได้อะไรจากพิริยะไพศาลอีกสิ้นคำพูดของเขาเป็นช่วงจังหวะพอดีกับแจ่มที่เข้ามาหาก่อนจะช่วยพยุงร่างของปานตะวันไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ด้านหน้าเรือนหลังเล็ก สายตาคมเข้มมองออกไปจนร่างนั้นหายไปพร้อมกับรถที่วิ่งออกไป ดวงตาคมมองรูปภาพในกรอบรูปสีหวานที่วางอยู่บนเก้าอี้ไม้ใกล้กับที่เขาไปเจอร่างของปานตะวันนอนอยู่ แม้ในภาพจะเป็นเพียงภาพถ่ายของนายแพทย์นพติและลูกสาวบุญธรรมที่อายุไม่ถึงสิบขวบแต่คนที่เป็นลูกแท้ๆ อย่างเขาก็อดอิจฉาในตัวปานตะวันไม่ได้ที่เธอมาพรากความรักจากเขาไป ทั้งที่รูปนั้นเขาต่างหากที่ต้องอยู่ข้างๆ ในอ้อมกอดของบิดา

            นี่เป็นโรคกระเพาะจนได้นะ เพื่อนเรา รังสิพาเอ่ย พยายามพยุงร่างของปานตะวันลงมาจากห้องพัก เมื่อคืนพอทราบข่าวว่าปานตะวันป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลก็พากันใจเต้นแต่พอมารู้ว่าปานตะวันเป็นโรคกระเพาะอาหารเพราะทานข้าวไม่ตรงต่อเวลาแถมก่อนกลับมาพักที่บ้านพักก็ได้ยาฉีดไปหนึ่งเข็มแต่ทวาคนป่วยกลับไม่ยอมพักแต่ดันลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเริ่มต้นการฝึกงาน

            ความจริงตะวันน่าจะพักอีกสักวันนะ เมื่อคืนหมอก็ออกใบรับรองแพทย์ลาป่วยแล้วนี่ วิรัฐเอ่ยยังนึกเป็นห่วงอาการหน้าซีดของเพื่อนสาว

            นั่นสิ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นด้วยกับรัฐมัน ตะวันเธอน่าจะพักผ่อนให้หายดีก่อน รังสิพาเสริม

            ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่โรคกระเพาะ เมื่อคืนก็ได้ยาฉีดไปแล้ว คุณหมอบอกว่าถ้าฉันกินอาหารตรงเวลาฉันก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าโรคกระเพาะจะถามหาอีก

            ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ต่อไปพอทำงานจริงเราจะกินตรงเวลาได้ยังไง รังสิพาบ่น ปานตะวันยิ้มให้กับความเป็นห่วงของเพื่อน แต่เธอก็ไม่อยากขาดการฝึกงานวันแรก           

            ตะวันดีขึ้นมากแล้วและถ้ารัฐกับพายังไม่รีบไปอีก มีหวังเราเข้าฝึกงานสายแน่และคราวนี้ทั้งรัฐ พาและตะวันก็อาจจะถูกหักคะแนนจิตพิสัยก็ได้นะ เธอพูดขำๆ ได้ผลเมื่อเพื่อนของเธอต่างกระตือรือร้นรีบเดินออกจากบ้านพักโดยมีจักรยานสองคัน ปานตะวันซ้อนท้ายวิรัฐส่วนรังสิพาก็ปั่นอีกคันทั้งสามรีบเดินทางไปยังแหล่งฝึกงานวันแรก

            ถือเป็นการเริ่มต้นกับการทำงานวันแรกของเขา อาติยะอยู่ในชุดเสื้อกาวน์ด้านในเป็นเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มและกางเกงยาวสีดำ เขากำลังจะขับรถออกไปที่ทำงานและหวังในใจว่าทุกอย่างจะราบรื่น เสียงเรียกของบิดาดังขึ้นมาก่อนที่ชายหนุ่มจะหันไปทักทาย

            พ่อมีอะไรจะพูดกับผมงั้นหรือครับ อาติยะพูด เขารู้สึกไม่สดชื่นเมื่อได้เห็นหน้าของนพติ

            วันนี้พ่อขอได้ไหมติยะ

            เรื่องอะไรครับ

            เรื่องตะวัน วันนี้ตะวันฝึกงานเป็นวันแรก ถ้าติยะได้เจอน้องพ่ออยากให้ติยะพูดดีๆ อย่าทำให้น้องเสียความรู้สึกนึกว่าเห็นแก่พ่อละกัน อาติยะเงียบ คำพูดของท่านทำราวเหมือนกับเขาเป็นตัวก่อเหตุ ดูเหมือนเขาจะเป็นฝ่ายหาเรื่องปานตะวันเสมอ

            ผมไม่รับปาก ถ้าเกิดผมเจอเธอจริงๆ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมจะทำตามที่พ่อบอกได้หรือเปล่าถ้าพ่อเป็นห่วงลูกสุดที่รักของพ่อมากนักละก็ เชิญตามไปดูแลเธอเลยไม่ดีกว่าหรือครับ เขาพูดประชดมันอดรู้สึกน้อยใจไม่ได้ ผู้เป็นพ่อเห็นลูกนอกไส้ดีกว่าลูกแท้ๆ แม้แต่ความห่วงใยเขายังไม่ซึมซับจากท่านเลยมีแต่ความเป็นห่วงของท่านที่มอบให้กับลูกนอกไส้อย่างปานตะวัน ร่างหนาเดินเข้ามานั่งประจำที่คนขับ เลี้ยวมองหน้าผู้เป็นบิดาอีกครั้งก่อนจะสตาร์รถขับออกไปด้วยความรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์

อาติยะนั่งในรถที่กำลังติดไฟแดงในใจกำลังรู้สึกไม่พอใจยิ่งบิดาของเขาแสดงความห่วงใยที่มีต่อปานตะวันมากเท่าไรเขาก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบใจ อยากแกล้งแม่ลูกสุดที่รักของบิดาเขานักก่อนจะขับออกไปด้วยความเร็วสูงเมื่อสัญญาณไฟเขียวปรากฏ

            นพติมองลับหลังรู้สึกเศร้าใจ กมลกับออมใจเดินมาพอดี ถามไถ่ถึงเรื่องประชุมใหญ่ของบริษัทค้าเพชรซึ่งเป็นอีกกิจการหนึ่งของครอบครัวพิริยะไพศาล

            พี่ต้องเข้าไปประชุมแน่นอน ประชุมสรุปยอดขายของปีนี้

            แล้วคุณพี่ไม่เข้าโรงพยาบาลหรือคะ ออมฝันถามทันที ปกติพี่ชายของเธอชอบทำงานในโรงพยาบาลมากกว่าส่วนเรื่องงานธุรกิจค้าเพชรก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนางกับพี่สาวแต่คราวนี้แปลกกว่าที่คิด

            วันนี้มีประชุมใหญ่ มีหุ้นส่วนรายใหญ่เข้าประชุม พี่จึงต้องไปและที่สำคัญพี่จะได้รู้ว่าจุดพร่องของสินค้าคืออะไรทำไมปีนี้งบยอดขายของเราถึงหล่นวูบขนาดนี้กมลกับออมฝันเงียบทันที กมลหันมามองหน้าออมฝันก่อนจะยิ้มแห้งๆ ให้พี่ชายตัวเอง

            เราจะทำยังไงกันดีคะ พี่กมล ถ้าคุณพี่รู้ว่าเราสองคนแอบเอาเงินของบริษัทที่ได้จากการค้าเพชรมาใส่บัญชีของเราละก็ เรื่องใหญ่แน่ ออมฝันเอ่ยหลังจากที่พี่ชายของนางออกจากบ้านไปแล้ว กมลส่ายหน้า

            อย่าตีตัวไปก่อนไข้น่า ไม่มีทางที่คุณพี่จะรู้ว่าเราเอาเงินของการค้าเพชรในเมื่อราคาค้าเพชรก็ชัดเจนอยู่แล้วและที่สำคัญเราต้องกำชับพนักงานขายกับพนักงานบัญชีคนนั้นว่าห้ามปริปากพูดออกมาซึ่งพี่ก็ให้คนของพี่จัดการเรียบร้อยแล้ว ออมฝันพยักหน้า

            ดีค่ะ ได้ยินแบบนี้น้องค่อยโล่งใจหน่อย ออมฝันยิ้มออกมาก่อนทั้งสองจะสั่งให้คนขับรถพาไปส่งที่บริษัทเพื่อเข้าร่วมการประชุมครั้งใหญ่ด้วยแม้พวกนางจะมีหุ้นเพียงไม่กี่หุ้นแต่เพราะคิดการใหญ่พวกนางจึงต้องวางแผนการกันล่วงหน้า

การประชุมเป็นไปอย่างเคร่งเครียดเมื่อทุกอย่างมีหลักฐานชัดเจนถึงการซื้อขาย ยอดสั่งกับยอดขายตรงตามที่ข้อมูลทางบัญชีของบริษัทส่งมาแต่ที่น่าแปลกคือกำไรน้อยกว่าปีที่แล้วทั้งที่ขายได้เท่าเดิม

            ถึงยังไงผมก็ฝากทุกท่านด้วย ยอดขายปีหน้าจะทะลุเป้าที่เราวางไว้ไม่ใช่ขาดทุนทั้งที่ขายได้จำนวนเดิมนะครับและฝากให้ทุกคนกลับไปคิดด้วยว่าเราจะทำยังไงให้บริษัทของเราอยู่เหนือคู่แข่ง ฝากเท่านี้ละครับ เป็นอันว่าการประชุมได้สิ้นสุดลง เสียงฝีเท้าของคณะเข้าประชุมต่างแยกย้ายออกจากห้องประชุม นพตินั่งถอนหายใจอยู่พักๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องประชุมเป็นคนสุดท้าย กมลกับออมฝันยืนรอหน้าห้องประชุม

            คุณพี่ ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ กมลถามออกมาอย่างเป็นห่วง

            พี่ไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอกก็แค่เหนื่อยบ้าง

            ถ้าอย่างนั้น ไปนวดสักหน่อยไหมคะ ใช้บริการของบริษัทเราก็ได้ค่ะ ออมฝันเอาใจแต่นพติส่ายหน้า เหนือความเหนื่อยท่านเป็นห่วงปานตะวันมากกว่า วันนี้เป็นการฝึกงานวันแรกหากเธอเจอกับอาติยะ บางทีการฝึกงานก็คงเป็นเรื่องที่อึดอัดสำหรับเธอซึ่งท่านก็อยากช่วยผ่อนความเศร้าในตัวเธอบ้าง

            พี่จะเข้าโรงพยาบาลและอาจอยู่ที่นั่นถึงเย็น ถ้ามีเรื่องด่วนอะไรก็โทรไปบอกเลขาของพี่ละกัน นพติบอกน้องสาวทั้งสองก่อนจะเดินจากไป ออมฝันหันไปมองพี่สาวอย่างสงสัย

คุณพี่กมลคะ คุณพี่ว่านังเด็กตะวันนั่นจะเจอกับตาติยะไหมคะ ออมฝันถามเห็นเพียงรอยยิ้มจืดจางบนใบหน้าของพี่สาว

            โรงพยาบาลนั่นจะใหญ่แค่ไหนกันเชียว พี่ว่าสองคนนั้นต้องเจอกันแน่ กมลเอ่ย รู้สึกเหมือนอะไรๆ กำลังเข้าทาง หลังจากที่ก่อนหน้าคิดวางแผนกำจัดหลานนอกคอกอย่างปานตะวันมาแล้วแต่ทุกครั้งก็เหมือนจะถูกขัดขวางโดยพี่ชายของนางทุกทีมาถึงวันนี้วันที่อาติยะหลานแท้ๆ ของนางกลับมาทำให้นางแทบไม่ต้องทำอะไรเลยเพราะอาติยะไม่ชอบปานตะวันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ครั้นพอมามีเรื่องที่ไม่เข้าใจ ก็ยิ่งทำให้อาตะไม่ชอบใจปานตะวันมากขึ้น

            สะใจจริงๆ คราวนี้มันจะได้รู้เสียทีว่าตัวเองไม่ควรที่จะอยู่ที่บ้านหลังนี้หรือแม้แต่จะใช้นามสกุลพิริยะไพศาลอีกต่อไปและต่างก็ยิ้มให้กันอย่างเข้าใจกัน

            ได้เวลาที่เราจะต้องไปช้อปแล้วละ คุณหญิงกมลบอก น้องสาวรีบเดินตามพี่สาวไปติดๆ

            นายแพทย์นพตินั่งข้างหลังคนขับ นิตย์ทำหน้าที่ขับรถอย่างเรื่อยๆ ตามเส้นทางที่จะไปโรงพยาบาล ด้วยทางไปโรงพยาบาลกับบริษัทมันคนละเส้นทางทำให้การเดินทางต้องล่าช้าอีกทั้งการจราจรในช่วงสายติดขัดเป็นทางยาว นพติหลับตานิ่ง กำลังนึกถึงความทรงจำวันวานที่ผ่านไปเกือบยี่สิบปีเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในเวลาไล่เลี่ยกันทำให้ท่านรู้สึกคิดถึงผู้หญิงสองคนที่ท่านได้ทำผิดไว้

            ไอ้นิตย์ ทำไมฉันถึงรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก แกเคยเป็นแบบนี้บ้างไหม ท่านถามในขณะที่ตาสองข้างยังปิดอยู่ นิตย์มองผ่านกระจกด้านหน้าก่อนตอบ

            เคยครับ ผมเคยคิดที่จะมีเมียน้อยตอนนั้นแม่ช้อยเมียของผมท้องแก่มากแต่ผมก็ดีใจครับที่ตัดสินใจเลิกกับผู้หญิงคนนั้นก่อนเพราะถ้าไม่อย่างนั้นชีวิตขอผมคงหาความสุขไม่ได้และบางทีแม่ช้อยก็อาจเป็นฝ่ายขอเลิกกับผมแทน นิตย์เล่าเรื่องส่วนตัวแต่มันกลับแทงใจนายแพทย์นพติมาก ท่านหวนคิดถึงผู้หญิงที่ชื่อวาสนา เธอสวยมากแต่เธอมีสามีแล้ว ตอนนั้นท่านยังเป็นหนุ่มและมีภรรยาที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งด้วยความหลงใหลเพียงชั่ววูบทำให้ท่านตัดสินใจทำผิดพลาดไปผลสุดท้ายทั้งครอบครัวท่านและวาสนาก็ต่างพบกับจุดจบที่ไม่สวยงาม ข่าวสุดท้ายคือวาสนาหย่าร้างกับสามีเก่าและก็หายไปจากเมืองไทย ท่านพยายามตามหาแต่ก็ไร้วี่แววแต่เรื่องราวมันจะไม่เลวร้ายหากลูกชายของท่านไม่สร้างเรื่องขึ้นมาก่อน

            ไม่ทันที่ความคิดของท่านจะเตลิดไปไกลเสียงรถที่เบรกกะทันหันจนเสียหลักชนเข้ากับรถข้างหน้า นิตย์หันมามองเจ้านายเพราะกลัวว่าจะเป็นอะไรมาก นพติส่ายหน้าและรีบสั่งให้ดูรถข้างหน้าที่ไปชนเข้า

            รถข้างหน้าดับเสียงลงก่อนร่างของคนขับที่เป็นผู้หญิงจะก้าวเท้าออกจากรถ นพติจำได้ว่าเธอผู้นั้นเป็นใครและออกจะตกใจที่ได้มาพบโดยบังเอิญ เธอกำลังมองท้ายรถของตัวเองและยกโทรศัพท์เพื่อติดต่อประกัน นพติก้าวลงจากรถตรงเข้าไปหาด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

            คุณปิ่นมุก

คุณนพติ หญิงสาวที่ถูกเรียกชื่อหันมามองก่อนจะทำหน้าตกใจที่ได้เห็นหน้าท่าน ปิ่นมุกหน้าเจื่อนเพราะไม่คิดว่าจะได้พบกับเขาอีกครั้ง ผู้ชายที่ทำให้ชีวิตคู่ของเพื่อนรักต้องจบลงแม้จะเข้าใจดีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการเข้าใจผิดก็ตาม ปิ่นมุกยกมือไหว้นพติในฐานะแก่กว่าเธอ

            ตั้งแต่เกิดเรื่องวันนั้น เราก็ไม่ได้พบกันเลยนะครับ ตอนนี้พวกเขาสองคนมานั่งกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่บรรยากาศสบายๆ สำหรับนพติ ปิ่นมุกถือว่าไม่ได้เปลี่ยนมาก เธอยังคงเหมือนเดิมทุกอย่างแม้กระทั่งทรงผมยาวตรงที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอ

            ค่ะ ยี่สิบกว่าปีเห็นจะได้ปิ่นมุกไม่คิดว่าเธอจะได้มาเจอกับนพติอีก เพราะหลังจากที่เธอตัดสินใจไปอยู่กับวาสนาที่เมืองนอกและเพิ่งจะกลับมาเมืองไทยพร้อมกับลูกชายของเพื่อนเมื่อสองปีที่แล้วแต่การที่ได้พบกันครั้งนี้มันก็ทำให้เธอได้รู้ว่าเขายังรู้สึกผิดกับเพื่อนรักของเธอ หญิงสาวยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบเล็กน้อยก่อนจะฟังเขาพูดต่อ

            คุณปิ่นสบายดีนะครับ

            สบายดีค่ะ แล้วลูกชายของคุณนพติล่ะคะ เป็นยังไงบ้างเธอไม่ใช่คนที่มีอคติกับใครแต่เพราะลูกชายของเขาที่เป็นต้นเหตุของเรื่องวุ่นวายทั้งหมด เพียงแค่อยากรู้ว่าป่านนี้เด็กคนนั้นจะเป็นยังไงบ้าง

            หลังจากเกิดเรื่องผมก็ส่งติยะไปอยู่เมืองนอก ตอนนี้ติยะเรียนจบเป็นหมอและกลับมาทำงานที่โรงพยาบาลของผมแล้วเขาตอบและยกกาแฟขึ้นจิบด้วย

            งั้นหรือคะเธอยิ้มมุมปาก ถือว่าเด็กคนนั้นประสบความสำเร็จในชีวิต แต่มันไม่สามารถลบล้างในสิ่งที่เด็กคนนั้นทำไว้กับเพื่อนรักของเธอได้ง่ายๆ ถึงยังไงเธอก็ไม่เชื่อว่าเด็กผู้ชายก้าวร้าวคนนั้นจะมีชีวิตที่ดี

            แล้วเพื่อนของคุณล่ะเป็นอย่างไรบ้าง

            ถ้าคุณนพติหมายถึงวาสละก็ ตอนนี้วาสตายแล้วค่ะเหลือแค่เพียงลูกชายของเธอซึ่งตอนนี้เรียนจบเป็นดอกเตอร์แล้วคนตอบสีหน้าดูเศร้าเล็กน้อยเมื่อต้องเอ่ยถึงเพื่อนรักที่ลาโลกไปนานหลายปีแต่พอเห็นหน้าอีกฝ่ายก็ทำให้รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก

            อย่าทำหน้าแบบนั้นสิค่ะ คุณไม่ได้เป็นต้นเหตุที่ทำให้วาสตายหรอกค่ะ

            แต่ผมก็ทำให้เธอแยกทางกับสามีของเธอแม้มันเป็นเรื่องจริงแต่อดีตก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถแก้ไขได้อีกแล้วจะเหลือก็แต่ปัจจุบันและอนาคต

            ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ ตอนนี้คุณโสภณยอมรับลูกของวาสเป็นลูกของเขาแล้วสืบเพราะผลตรวจดีเอ็นเอที่ยืนยันชัดเจนว่าเป็นลูกของเขา คุณนพติพ้นจากข้อกล่าวหาแล้วละค่ะ

            ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี ซ้ำร้ายลูกชายของผมก็สร้างเรื่องไว้มากมายกับลูกชายของวาสท่านนึกสมัยที่อาติยะเป็นเด็กและเป็นช่วงที่มารดาของเขาตาย อาติยะไม่ชอบหน้าวาสนาเลยพลอยเข้าใจผิดคิดว่าลูกของวาสนาเป็นลูกเมียน้อยที่บิดาซุกไว้ก่อนมารดาเขาจะตาย

            เรื่องราวในอดีตเราไม่สามารถแก้ไขได้แต่ปัจจุบันและอนาคตนี่สิคะที่เราสามารถปรับปรุงมันให้ดีได้ ปิ่นเชื่อนะคะว่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดทั้งหมดจะจบลงด้วยดีโดยไม่ต้องมีใครรู้สึกผิดอีก

            ครับ นพติก็หวังเป็นเช่นนั้น ครอบครัวของท่านจะได้พ้นจากคำครหาที่แสนเจ็บปวดนั่นเสียที


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"รักที่สุดเลย ขอบคุณที่ให้เหรียญกำลังใจมานะคะ"

ไบคาร์บ/ กรงแก้ว


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha