ปมรักเกลียวหัวใจ

โดย: ไบคาร์บ/ กรงแก้ว



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 10 : ปมรักเกลียวหัวใจ ตอนที่ 10


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอนที่ 10

ปานตะวันอยู่ในสูทสีฟ้าอ่อนเธอนั่งถัดจากอาติยะตรงข้ามกับกมลและออมฝัน นพติซึ่งอยู่ในตำแหน่งท่านประธานในที่ประชุมเริ่มเปิดวาระ

ที่ผมเรียกทุกท่านมาประชุมในครั้งนี้เพราะมีบางเรื่องที่อยากจะเรียนให้ทุกคนได้ทราบ นพติสั่งให้เลขาของท่านแจกเอกสารให้ทุกคนก่อนท่านจะเอ่ยต่อ

อย่างที่ทุกคนทราบว่าบริษัทของเราผลิตเครื่องเพชรมาหลายต่อหลายชิ้นและแต่ละชิ้นก็เป็นเพชรแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งนั้นแต่เมื่อไม่นานมานี้ทางลูกค้าได้ตรวจพบว่าเครื่องเพชรของเราไม่ได้มาตรฐานหรือพูดตรงๆ คือ เพชรของเรามีเพชรปลอมปนอยู่ด้วย สิ้นคำพูดของท่านหลายเสียงก็เริ่มซุบซิบกัน ออมฝันหน้าซีดมองหน้าพี่สาวของนางอย่างขอความเห็น

เฉยไว้แม่ฝัน ท่องไว้ว่าเราไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น กมลกระซิบ

แต่เพชรปลอมนั่น

หยุด ถ้าไม่อยากให้คุณพี่จับได้ เธอก็ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น เงียบซะ กมลขู่ ออมฝันกลัวจึงเงียบเสียง

และวันนี้ผมจึงขอให้ทุกท่านตระหนักและเข้มงวดโดยเฉพาะฝ่ายการผลิต ผมจึงอยากให้อาติยะลูกชายของผมมาช่วยงาน

เออ คุณพี่ค่ะ แต่งานฝ่ายการผลิตดิฉันเป็นคนคุมอยู่นะคะ กมลรีบขาน

ก็ถือซะว่าได้คนมาแบ่งเบาภาระเพิ่มสักคนละกัน กมลพูดไม่ออกจำต้องเออออไปก่อน อาติยะหันมามองหน้าปานตะวันเห็นเธอเอาแต่นั่งเงียบไม่ได้ออกความเห็นอะไรจนเขานึกอยากจะรู้ว่าเธอจะนิ่งไปได้สักกี่น้ำ

แล้วปานตะวันล่ะครับคุณพ่อ ที่ให้เธอมาเข้าประชุมด้วยเพื่ออะไร จะไม่ยกสักตำแหน่งให้เธอเหรอครับ นพติมองหน้าปานตะวันสลับกับมองหน้าลูกชายก่อนจะถามกลับ

แล้วติยะอยากให้ตะวันไปทำหน้าที่อะไรในบริษัทล่ะ น้องก็ยังเรียนไม่จบพ่อจึงไม่อยากมอบภาระงานให้

นั่นไงละ ที่แท้บิดาของเขาก็ตั้งใจให้เธอมาดูเรียนรู้งานก่อน มิน่า ปานตะวันถึงยอมลงทุนขาดการฝึกงานเพื่อมาเข้าประชุม ที่แท้เธอก็มีแผนสูงนี่เอง

ก็ มาช่วยเป็นเลขาให้ผมก่อนก็ได้ครับ ผมกับตะวันจะได้เรียนรู้งานไปพร้อมๆ กันคนพูดดูสีหน้าเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรแอบแฝง ปานตะวันทำท่าจะค้านแต่ก็กลัวจะทำให้คนอื่นๆ เสียเวลา แค่ทำหน้าที่เป็นเลขาของเขาก็คงจะไม่ได้ยุ่งยากอะไรอีกอย่างเธอก็ไม่คิดว่าเขาจะญาติดีกับเธอแค่พูดกันเธอออกจากงานฝ่ายอื่นเพราะกลัวจะไปได้หน้ามากกว่าเขา

เอาอย่างนั้นก็ได้ ตะวันว่ายังไงลูก นพติหันมาขอความเห็นจากลูกสาว กลัวอาติยะจะทำให้เธอรู้สึกเป็นกังวลที่จะต้องรับงานนี้

ค่ะ ตะวันยังไงก็ได้ ถ้าพี่ติยะอยากให้ตะวันเป็นเลขา ตะวันก็จะทำหน้าที่เลขาให้ดีที่สุด ไม่ให้ต้องผิดหวังแม้มันคือการตัดสินใจที่ไม่ฉลาดเลยสำหรับเธอแต่เพราะอารมณ์ความน้อยใจทำให้ปานตะวันต้องพูดไปแบบนั้น อาติยะไม่เคยมองเธอในแง่ดีอยู่แล้วต่อให้เธอจะพยายามทำดีแค่ไหนเขาก็ไม่มีวันมองเห็นนอกจากจะคอยหาเรื่องให้เธอต้องเจ็บช้ำน้ำใจตลอดเวลาและครั้งนี้เธอก็รู้ด้วยว่าชายหนุ่มไม่อยากได้หญิงสาวมาเป็นเลขาแต่เพราะอยากคุมเธอมากกว่า คงกลัวว่าหญิงสาวจะไปใกล้ชิดกับบิดาของเขาอีก

เธอคิดว่าเธอเก่งงั้นหรือ อยากจะลองดีกับตาติยะ หลานชายของฉันมากนักหรือไงถึงไปตบปากรับคำจะเป็นเลขาให้นะ ปานตะวันหันมามองเห็นใบหน้าที่กำลังยิ้มเหี้ยมของสองพี่น้องซึ่งเธอนับถือเป็นญาติผู้ใหญ่ กมลกับออมฝันก็เหมือนอาติยะที่ไม่เคยมองเห็นเธอเป็นคนดีนอกจากเห็นเธอจะมาปอกลอกสมบัติของพิริยะไพศาล

แล้วแต่คุณอาทั้งสองจะคิดค่ะ ตะวันก็แค่อยากทำให้คุณพ่อสบายใจก็เท่านั้น

โดยการมาแย่งสมบัติของคนอื่นอย่างนั้นหรือ เข้าใจคิดนะ กมลพูดเสียดสีว่าร้ายปานตะวันทั้งที่นางเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเด็กเมื่อวานซืนอย่างปานตะวันจะทำเรื่องที่พวกนางใส่ร้ายแต่ถ้าไม่ใช่อย่างที่คิดแล้วทำไมปานตะวันถึงอยากเข้าใกล้พี่ชายของนางนักแถมยังเข้ามาเกี่ยวข้องวุ่นวายกับบริษัทอีก

ตะวันไม่ได้ต้องการสมบัติของพิริยะไพศาล คุณอาทั้งสองจะเชื่อหรือไม่นั้นก็แล้วแต่จะคิด ตะวันขอตัวนะคะ ปานตะวันเอ่ยจบแต่กลับมีเสียงโต้ตอบกลับมา คำพูดที่แสนเย็นชาจากผู้ชายที่เธอเคารพอย่างมั่นคงว่าเขาคือพี่ชายของเธอ จากคำพูดที่ได้ฟังมันทำให้เธอไม่แน่ใจเอาซะเลยว่าต่อไปนี้ปานตะวันจะยังรักและจะยังเคารพเขาอยู่อีกหรือเปล่า

แน่ใจหรือว่าไม่อยากได้อะไรจากพิริยะไพศาลเลย เธอคิดว่าคำพูดแสนใสซื่อไร้เดียงสาแบบนั้นจะทำให้ทุกคนหลงกล แล้วเชื่ออย่างสนิทใจอย่างนั้นหรือ ฉันและคนอื่นๆ ไม่ได้โง่เหมือนพ่อ ทุกคนรู้และเข้าใจตรงกันว่าเธอเอาใจคุณพ่อเพื่อหวังสบายในภายภาคหน้า

ปานตะวันเม้มปาก เธอเจ็บจนชากับคำพูดแสนดูถูกพวกนั้น มันเจ็บจนชาไปหมดและถ้าเธอไม่มีความอดทนป่านนี้หญิงสาวตอบโต้เขาไปแล้วแต่เพราะทำอย่างนั้นไม่ได้ถึงยังไงบุญคุณของบิดาเขาก็ค้ำคอเธออยู่ ปานตะวันเงียบไม่ได้พูดอะไรตัดสินใจเดินจากไปอย่างสงบ อาติยะกัดกรามแน่นมองตามหลังส่วนกมลกับออมฝันสะใจยังไม่ยอมสงบลงง่ายๆ รีบเข้ามาใส่ไฟ

ติยะ บอกตามตรงนะว่าอากลัวจริงๆ กลัวว่าสักวันคุณพ่อของติยะจะใจอ่อนหลงกลไปยกสมบัติให้มันหมด คราวนี้แหละพิริยะไพศาลคงถูกนังเด็กปานตะวันนั่นผลาญจนเหลือแต่ชื่อ

อาติยะไม่อยากฟังเรื่องที่ทำให้เขาเครียด เขาเตรียมจะวิ่งตามร่างของปานตะวันแต่แล้วมีสายเรียกเข้าเตือนให้เขาต้องกดรับสายก่อนจะวิ่งออกไป กมลหันมายิ้มให้อย่างนึกสนุกที่ได้ปั่นหัวหลานชายให้เกลียดหลานนอกไส้อย่างปานตะวันมากขึ้น

ปานตะวันกำลังนั่งรถที่บุญมีเป็นคนขับ เป็นคำสั่งของนพติที่ใช้ให้บุญมีไปส่งเธอที่บ้านพักของโรงพยาบาล ใบหน้าของปานตะวันตอนนี้กำลังมีหยดน้ำตาไหลซึมออกมามันสุดที่จะกลั้นไว้ได้เมื่อรับรู้ถึงความรู้สึกเกลียดที่เขาแสดงออกมาชัดเจน

คุณตะวันครับ มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า บุญมีถามมาอย่างเป็นห่วง ตั้งแต่เขารู้จักเด็กปานตะวัน ไม่เคยมีวันไหนที่เขาจะได้ยินเสียงหัวเราะของเธอ เด็กสาวผู้น่าสงสารที่ไม่รู้ว่าจะโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ที่ต้องมาเกี่ยวข้องกับพิริยะไพศาล ปานตะวันเอามือมาเช็ดน้ำตาตัวเองก่อนจะคลี่ยิ้มให้บุญมี

ตะวันไม่ได้เป็นอะไรหรอกค่ะ พี่บุญมีรับปากกับตะวันนะคะว่าพี่บุญมีจะไม่เอาเรื่องที่ตะวันร้องไห้ในรถไปเล่าให้คุณพ่อฟัง คือ ตะวันกลัวท่านจะเป็นห่วงแล้วจะพลอยไม่สบายใจไปด้วย บุญมีพยักหน้าก่อนจะออกรถเมื่อสัญญาณไฟเขียวปรากฏ

 

ที่สนามบินผู้คนแออัดมาก อาติยะขับรถมาถึงที่พร้อมทั้งเดินตามหาร่างของคนๆ หนึ่งที่โทรมาหาเขาและบอกให้เขามารับ ร่างหนายืนนิ่งประจวบเหมาะกับสองมือเรียวที่โอบกอดเขามาจากด้านหลัง ชายหนุ่มเลี้ยวหน้ามามองก่อนจะส่งยิ้มไปให้เมื่อเห็นเจนสุดา

ได้กอดติยะแล้วค่อยหายคิดถึงหน่อยเจนสุดาเอ่ย กอดกระชับร่างหนานั้นมากขึ้นเป็นเพราะห่างอ้อมกอดนี้มานานเธอจึงรู้สึกว่าพอได้มากอดอีกครั้งก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

งานที่โน้นเรียบร้อยแล้วหรือครับเขาตอบสนองเธอด้วยการกอดตอบก่อนต่างฝ่ายต่างคลายกอดและเปลี่ยนมาเป็นเดินจับมือกัน เจนสุดาตอบ

ค่ะ พอเจนเคลียร์งานทางโน้นเสร็จปั๊บ เจนก็รีบซื้อติ๋วบินมาหาคุณเลย

แล้วคุณมีที่พักหรือยังครับเพราะเขาเห็นมันฉุกละหุกสำหรับการมาของเธอ แต่เมื่อเห็นดวงตาสดใสที่ฉายแววไร้เดียงสาออกทำให้เขารู้ว่าสายตาแบบนี้เธอต้องการให้เขาช่วย นั่นสินะ อาติยะอมยิ้มช่วยแฟนสาวถือกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ดูเหมือนว่าเธอจะมาอยู่เมืองไทยหลายวัน เจนสุดานั่งลงข้างคนขับส่วนอาติยะหลังจากที่จัดแจงเอากระเป๋าเก็บเข้าที่เขาก็เข้ามานั่งประจำที่คนขับหันมามองหญิงสาวเล็กน้อยก่อนจะเริ่มสตาร์ทรถเพื่อเดินทางไปที่บ้านของเขา

กมลกำลังดูนิตยสารแฟชั่นได้ยินเสียงรถเข้ามาในบ้านจึงออกมาดูเห็นรถของอาติยะจอดด้านหน้า กมลเดินมาช่วยเปิดประตูให้หลานชายแต่ต้องแปลกใจเมื่อเห็นผู้หญิงแปลกหน้าที่ติดรถอาติยะมาด้วย อาติยะเห็นสีหน้าสงสัยของอาสาวจึงรีบแนะนำ

นี่เจนสุดา คู่หมั้นของผม เจน นี่คุณหญิงกมล คุณอาของผมเองกมลรับไหว้เจนสุดางงๆ ตกใจกับคำพูดที่ได้ยินจากปากหลานชาย

คู่หมั้น เออ หมั้นกันตอนไหนหรือจ้ะ อาไม่ยักจะทราบกมลถามอย่างไม่เคลียร์หันมาจ้องตาหลานชายที่ทำท่าเงียบ

นั่นสิ อาก็ไม่ยักจะรู้ออมฝันไม่รู้เดินออกมาจากมุมไหนของบ้านแต่เจนสุดาบอกในใจว่าไม่ชอบหน้าผู้หญิงคนนี้เลยและดูเหมือนนางเองก็คงไม่ชอบหน้าเธอเท่าไรหญิงสาวจึงไม่ได้ยกมือไหว้

คือเราหมั้นกันตอนที่อยู่เมืองนอกนะคะ พ่อของเจนก็ทราบเรื่องนี้แล้วเจนสุดาช่วยตอบแทนอาติยะเพราะเขาเป็นคนแบบนี้สิเธอถึงต้องหมั้นกันแบบเรียบง่ายไม่มีพิธีรีตองอะไรซ้ำร้ายแหวนหมั้นที่เขาใช้หมั้นเธอก็ดูไม่มีรสนิยมเอาซะเลย

จริงหรือติยะ กมลถามเพื่อความแน่ใจ

ครับ จริงอย่างที่เจนบอก ผมกับเจนเราหมั้นกันแล้วครับ

แล้วพ่อของติยะล่ะ ท่านทราบหรือยัง

ผมว่าเราอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้กันเลย คุณอาครับผมอยากได้ห้องพักสักห้องไว้ให้เจน ยังไงฝากคุณอาช่วยจัดการให้หน่อยนะครับ อาติยะพูดกับกมลก่อนจะพากันเดินเข้าบ้าน กระเป๋าของเจนสุดามีสาวใช้หิ้วตามพวกเขาไปด้วย

เออ พี่กมลจะมาที่นี่ทำไมคะ

ออมฝันตามพี่สาวของนางมาด้วย ไม่เข้าใจว่าทำไมกมลถึงยอมทำด้วยตัวเองไม่ยอมใช้คนใช้มาทำแทน

ก็มาจัดห้องให้หนูเจนเขาสิ

แต่นี่มันเรือนหลังเล็กนะคะ ที่นี่มีนังเด็กปานตะวันอยู่แล้ว กมลยิ้ม นึกสนุกอยากแกล้งคนเล่น

แล้วยังไง ระหว่างน้องนอกไส้กับคู่หมั้นของตาติยะ คิดดูว่าคนไหนจะสำคัญกว่า

แต่ว่าเราจะมีปัญหากับคุณพี่นพติเอานะคะ กมลส่ายหน้า

ไม่หรอก คุณพี่จะทำอะไรได้ถ้าเป็นความต้องการของลูกชายตัวเอง พี่ว่าอย่าพูดมากดีกว่าเรามาช่วยกันจัดการเตรียมห้องให้หนูเจนดีกว่า ออมฝันมองพี่สาวตัวเองที่ดูจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษ ความรู้สึกในส่วนลึกๆ ของนางคือไม่ชอบเจนสุดาเพราะเธอดูหยิ่งยโสแถมดัดจริตก็เกินงามคงคิดว่าตัวเองรวยกระมั่งถึงได้ทำตัวไม่เห็นหัวใครแบบนั้นแต่เพื่อความสะใจที่จะได้แกล้งปานตะวันออมฝันจึงยอมช่วยพี่สาวตัวเองจัดห้องไว้อีกห้องโดยเรียกเขียวมาช่วยด้วยอีกแรง

คุณพ่อไม่น่าจะต้องลำบากเลยนะคะ ที่จริงตะวันกลับไปเอาของที่บ้านเองก็ได้ ไม่จำเป็นเลยที่คุณพ่อจะต้องมากับตะวันด้วย

ปานตะวันเอ่ยกับบิดาหลังจากที่บุญมีขับรถมาส่งเธอที่บ้านพักนักศึกษาฝึกงานเธอก็นึกได้ว่าลืมของสำคัญซึ่งเป็นข้อมูลในการที่จะทำรายงานส่งอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยครั้นบุญมีก็กลับไปแล้วจะโทรเรียกให้มารับอีกหนก็เกรงใจ แต่เพราะเพื่อนของเธอสองคนที่โทรไปบอกนายแพทย์นพติท่านเลยต้องลำบากมารับเธอเอง

ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่ตะวัน คุณพ่อตะวันเองก็เต็มใจมารับอยู่แล้ว ดีเสียอีกพวกเราจะได้สบายใจว่าตะวันกลับบ้านนั้นกับคุณพ่อ รังสิพาเอ่ย ยิ้มให้นพติเพราะเธอกลัวว่าถ้าปานตะวันกลับบ้านนั้นลำพังจะต้องเจอกับลูกชายเจ้าของบ้านที่ทั้งเก๊ก อารมณ์ร้ายแถมยังปากจัดอีกสู้โทรไปบอกนายแพทย์นพติให้พาปานตะวันกลับไปด้วยน่าจะปลอดภัยกว่า

ทำอย่างกับบ้านของพ่อน่ากลัวขนาดนั้น แต่เอาเถอะ พ่อเต็มใจมารับลูกสาวพ่ออยู่แล้ว นพติตอบหันมามองหน้าตาคนขี้เกรงใจอย่างปานตะวัน

จริงๆ นะคะ ตะวันไม่อยากรบกวนคุณพ่อเลย

ก็ไม่เห็นรบกวนตรงไหน พ่อกำลังจะกลับบ้านอยู่แล้ว ดีเสียอีกมีตะวันกลับบ้านไปด้วยจะได้อยู่คุยเป็นเพื่อนยามที่รถติดหนึบแบบนี้

ปานตะวันหัวเราะ สุดท้ายเธอก็ยอมแพ้และยอมไปกับท่านโดยดี วิรัฐกับรังสิพามองตามหลังอดยิ้มไม่ได้กับความรักในแบบฉบับของสองพ่อลูกคู่นั้นอดสงสัยไม่ได้ที่ลูกแท้ๆ อย่างอาติยะจะเคยทำแบบนั้นกับพ่อตัวเองหรือเปล่า

จะไม่กลับเข้าบ้านพักหรือ ไอ้คุณวิรัฐ รังสิพาพูดประชดเห็นอาการเหม่อลอยของเพื่อนจึงทักขึ้น วิรัฐหันหน้ามามองทำตาเขียวใส่ก่อนจะออกความเห็น

เท่าที่ฉันดู นายแพทย์นพติก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ทั้งคำพูด สีหน้าท่าทางดูเป็นผู้ชายที่อบอุ่นมากหรือจะเรียกอีกอย่างว่าผู้ชายที่ดีสุดๆ

แล้วไง รังสิพาไม่เข้าใจจุดประสงค์ที่วิรัฐต้องการบอก

ก็ท่านเป็นคนดีมากขนาดนี้แต่ทำไมลูกชายแท้ๆ ของท่านถึงได้เป็นคนเลวร้ายขนาดนั้น ไม่เข้าใจจริงๆ วิรัฐอธิบาย รังสิพาเบ้ปากก่อนจะตอบกลับ

มันเป็นเรื่องของครอบครัวเขา บางทีผู้ชายปากร้ายๆ ขี้เก๊กอย่างหมออาติยะก็อาจจะดีกว่าใครบางคนที่อยู่แถวๆ นี้ก็ได้ วิรัฐหันมาจ้อง

นี่ จะว่าอะไรฉัน

รังสิพายักไหล่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าบ้านโดยไม่พูดอะไร ส่วนปานตะวันตอนนี้กำลังนั่งคุยหัวเราะกับบิดาบุญธรรมซึ่งการจราจรติดขัดมากในช่วงเย็นแต่วันนี้นายแพทย์นพติกลับมีความสุขเพราะท่านได้นั่งคุยกับลูกสาวสุดที่รักที่นับวันจะยิ่งโตเป็นผู้ใหญ่ทั้งความคิดและการดำเนินชีวิต

ตะวันอยากช่วยแบ่งเบาภาระคุณพ่อให้มากที่สุด ถ้าตะวันเรียนจบและได้ทำงานแล้วตะวันก็จะไม่ลืมดูแลคุณพ่อ เอาเป็นว่าตะวันจะมาหาคุณพ่อบ่อยๆ นพติยิ้มเอามือมาจับศีรษะของลูกสาวลูบไปมาอย่างแสนรักใคร่ นี่แค่ได้ยินปานตะวันพูดแบบนั้นท่านก็มีความสุขมากแล้วถ้าเป็นไปได้ท่านอยากให้อาติยะกลับใจหันมามองปานตะวันเป็นคนดีเหมือนอย่างที่ท่านได้เห็นบ้างซึ่งมันก็คงเป็นอะไรที่พิเศษมากๆ

รถข้างหน้าเคลื่อนออกไปแล้วบ่งบอกว่าสัญญาณไฟเขียวกำลังทำงาน

“ถ้าตะวันว่างจากงาน ตะวันจะแวะมาดูแลคุณพ่อนะคะ”

ตะวันพูดเหมือนหนูจะย้ายออกไปอยู่ข้างนอกยังไงยังงั้นแต่ถ้าพ่อพูดถูก พ่อก็อยากจะบอกตะวันว่าหนูไม่ต้องย้ายออกไปไหนทั้งนั้นเรือนไม้หลังเล็กนั่นพ่อตั้งใจจะยกให้ตะวันเพื่อเป็นของขวัญที่ตะวันเรียนจบและได้เป็นพยาบาลตามที่พ่อต้องการ ปานตะวันชะงัก มองหน้าบิดาด้วยความเป็นกังวล

แต่คุณพ่อค่ะ ตะวันไม่อยากมีปัญหากับพี่ติยะ ลำพังแค่ตะวันใช้นามสกุลพิริยะไพศาล พี่ติยะก็เกลียดตะวันจะแย่อยู่แล้ว ตะวันไม่อยากให้พี่ติยะเกลียดตะวันไปมากกว่านี้

แต่พ่อ...นายแพทย์นพติพูดค้าง

ตะวันขอร้องนะคะ หลังจากที่เรียนจบ ตะวันจะย้ายไปอยู่แฟลตของโรงพยาบาล คุณพ่อไม่ต้องเป็นห่วงว่าตะวันจะลำบาก ตะวันอยู่ได้ค่ะดังนั้น ตะวันขอให้คุณพ่ออนุญาตตะวันด้วยเถอะนะคะ

นพติทำท่าหนักใจ เหนื่อยใจกับปัญหาระหว่างลูกชายตัวเองกับลูกสาวบุญธรรมที่ไม่ว่าจะมองทางไหนก็ไม่มีวี่แววว่าจะทำให้ทั้งสองคนนั้นญาติดีกันจำต้องยอมพยักหน้าตามใจลูกสาวที่น่ารักของท่าน

คุณอา ทำไมต้องจัดห้องให้เจนที่นี่ด้วยครับ อาติยะไม่คิดว่าอาของเขาจะกล้ามาจัดห้องให้เจนสุดาที่เรือนหลังเล็ก เรือนไม้ที่บิดาของเขามอบให้เป็นที่อยู่ของปานตะวัน ออมฝันยิ้มให้เป็นคนช่วยตอบแทนพี่สาวของนาง

คืออย่างนี้นะจ้ะ ไหนๆ เรือนไม้หลังนี้ก็ไม่มีคนอยู่แล้ว คืออาหมายถึงว่าเด็กตะวันนั่นตอนนี้ก็อยู่ฝึกงานที่โรงพยาบาลคงอีกสักพักกว่าจะกลับมาและอาณาบริเวณของที่นี่ก็ดูร่มรื่นน่าจะเป็นที่พักผ่อนซึ่งหนูเจนน่าจะชอบ ออมฝันเอ่ยแอบสบตาให้พี่สาวตัวเองก่อนจะหันมาปั้นหน้ายิ้มใส่เจนสุดา

เจนสุดามองรอบๆ บ้านรู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก เรือนไม้หลังเล็กๆ แต่ดูน่าอยู่อีกทั้งอาณาเขตรอบๆ บ้านก็ดูสดชื่นมีคลองขนาดเล็กมีดอกบัวขึ้นเต็มคลองแถมบนดินยังมีกล้วยไม้หลายพันธุ์ปลูกไว้

น่าอยู่จริงๆ เหมือนอย่างที่คุณอากมลกับคุณอาฝันบอกไว้เลยนะคะ เธอดัดจริตตอบ

จ้ะ ออมฝันสวมหน้ากากรอยยิ้มเอาไว้กลบความรู้สึกไม่ชอบหน้าเจนสุดา

แล้วถ้าเจ้าตัวกลับมาล่ะครับ เขาหมายถึงปานตะวัน ถ้าเธอกลับมาและพบว่าเรือนไม้หลังเล็กของเธอถูกบุกรุก คงไม่อาละวาดเพื่อแยกบ้านหลังนี้คืนแต่อาจจะใช้วิธีทำตัวน่าสงสารให้บิดาของเขาเห็นใจและหันมาเล่นงานเขาแทน

ตะวันจะไปทำอะไรได้ล่ะจ้ะ อย่าลืมสิว่าเรือนไม้หลังนี้เป็นของพิริยะไพศาลและทรัพย์สมบัติทุกชิ้นของพิริยะไพศาลสุดท้ายก็ต้องตกเป็นของติยะอยู่ดี จริงไหม

เจนสุดาเห็นอาการอ้ำอึ้งของอาติยะจึงรีบเสริม

นั่นนะสิค่ะ ไม่ว่าเจนจะอยู่หลังไหนมันก็ไม่เห็นแปลกนี่เพราะถึงยังไงบ้านทุกหลัง อาณาเขตทุกส่วนของที่นี่ก็เป็นของคุณ

อาติยะนิ่งงัน เขาไม่ได้อยากให้เจนสุดาพักที่บ้านหลังนี้แต่ในเมื่ออาๆ ของพวกเขาอุตส่าห์จัดห้องไว้ให้แล้วอีกทั้งเจนสุดาก็ดูท่าอยากจะพักที่นี่เหลือเกิน เขาควรทำยังไงดีกับเรื่องนี้

หรือติยะกลัวว่าเด็กปานตะวันจะเสียความรู้สึก นี่ติยะอย่าบอกนะว่าหลานแคร์ความรู้สึกของเด็กนั่น อาติยะเปลี่ยนสีหน้าทันที

ผมนะหรือแคร์ความรู้สึกของปานตะวัน เอาสิ ถ้าเจนอยากพักที่นี่ก็ได้ ผมจะให้เด็กเอากระเป๋าของคุณไปเก็บในห้อง กมลกับออมฝันยิ้มใส่กันหันมาสบตาเจนสุดาที่กำลังทำหน้าสงสัย

หนูเจนจ้ะ ทีนี้หนูก็ได้อยู่ที่นี่แล้วนะจ้ะ อาดีใจด้วย เจนสุดายิ้มแห้งๆ แต่ก็ยังไม่คลายความสงสัยโดยเฉพาะผู้หญิงที่ชื่อปานตะวันนั่น

ติยะค่ะ ปานตะวันคือใครคะแล้วเกี่ยวข้องอะไรกับบ้านหลังนี้เจนสุดาถามหลังจากที่เขาพาเธอเข้ามาในห้องนอน เธอเห็นว่าข้างๆ ห้องของเธอมีห้องอีกห้องซึ่งคิดว่ามันน่าจะเป็นห้องของปานตะวันและเธอก็อยากรู้มากด้วยว่าปานตะวันคือใคร

ผมว่าคุณอย่ารู้เลยดีกว่า มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร

แต่เจนอยากรู้ค่ะ ที่ติยะไม่อยากให้รู้เพราะกลัวเจนจะรู้ใช่ไหมคะว่าติยะกับผู้หญิงที่ชื่อปานตะวันมีอะไรลึกซึ้งต่อกัน เจนสุดาเริ่มหวาดระแวงเพราะเห็นชัดว่าอาติยะไม่ยอมปริปากแนะนำผู้หญิงที่ชื่อปานตะวันให้เธอได้รู้จักเหมือนต้องการปกปิดอะไรไว้ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเขากำลังปิดบังอะไรเธอ

ไม่มีอะไรลึกซึ้งอย่างที่เจนคิด ปานตะวันเป็นลูกบุญธรรมของคุณพ่อและบ้านหลังที่คุณอยากพักก็เป็นที่อยู่ของปานตะวัน ผมเห็นว่ามันไม่ได้สำคัญอะไร มันไม่เกี่ยวกับเราสองคนเลยด้วยซ้ำ และวันหลังก็อย่าพูดว่าผมมีอะไรลึกซึ้งกับเด็กคนนั้นอีก อาติยะพูดเสียงแข็ง รู้สึกจี๊ดที่ใจ เขาย้ำกับตัวเองว่าจะไม่ใจอ่อนต่อให้ปานตะวันแสดงตัวว่าดีแสนดีก็เถอะ เขาก็จะไม่มีวันมองปานตะวันให้เป็นคนดีได้ มันเป็นเรื่องยากมากกับการที่เขาจะเปลี่ยนความคิดในการมองปานตะวันเสียใหม่

เจนขอโทษค่ะ ขอโทษที่เข้าใจติยะผิด ยกโทษให้เจนด้วยนะคะ เจนสุดาเข้ามาโอบเอวของอาติยะถือโอกาสหอมแก้มเขาเพื่อเป็นการไถ่โทษ ความจริงหญิงสาวควรเชื่อมั่นในความรักที่เขามีให้เพราะถึงยังไงเธอก็เชื่อว่าอาติยะจะไม่เปลี่ยนใจไปรักผู้หญิงคนอื่น ในหัวใจของเขามีเธออยู่เต็มหัวใจไม่ว่าเธอจะชี้นิ้วให้ไปทางไหนเขาก็จะไม่ขัดใจเธอ เจนสุดามั่นใจอย่างนั้น


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"รักที่สุดเลย ขอบคุณที่ให้เหรียญกำลังใจมานะคะ"

ไบคาร์บ/ กรงแก้ว


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha