ปรารถนาหัวใจเถื่อน (จบแล้ว)

โดย: โพธิ์ทะเล



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 7 : ตอนที่ 7


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

วิลาวรรณประคองถาดกาแฟก้าวเข้ามาในห้องเจ้านายสาว ทันทีที่ย่างเท้าเข้าไป เธอก็แทบจะต้องหันหลังกลับออกจากห้องไป เพราะกลัวว่าตัวเองจะเข้ามาขัดจังหวะ ระหว่างเจ้านายและชายหนุ่มรูปหล่อที่เป็นแขกในวันนี้

“เอ่อ คุณอิงคะ...” เลขาสาวตัดสินใจเรียกขึ้น ทำให้ปรางฉัตรนั่งตัวตรงทันที หน้าตาไม่สู้ดีนัก ไม่รู้ว่าลูกน้องจะคิดเช่นไร แต่คนตัวสูงที่ยังยืนเอาแขนโอบไหล่เธอไว้หลวมๆ ก็ไม่ยอมปล่อยด้วยเหมือนกัน  

“อ๋อ ค่ะพี่วรรณ ขอบคุณมากนะคะ” ปรางฉัตรเอ่ยออกไปน้ำเสียงไม่สู้ดี มองหน้าเลขาสาวสายตาขอร้อง เหมือนจะบอกว่าไม่มีอะไรเลยจริงๆ แต่ชายหนุ่มสุดหล่อที่ยืนโอบเธออยู่กลับส่งยิ้มให้วิลาวรรณด้วยความจริงใจ สายตาแสดงความรู้สึกชัดเจน

“ขอบคุณมากครับ คุณวรรณ” เขาถือโอกาสเรียกชื่อเธอ ตามที่หญิงสาวเรียกด้วย แล้วก้มลงถามเธอเบาๆ ข้างหู โดยไม่สนใจอีกคนที่ยืนอยู่ในห้องด้วยสักนิด

“เธอไม่ค่อยจะทานอะไรจริงๆ นั่นแหละอิง ถึงได้ตัวเล็กลงเหลือแค่นี้” พูดจบก็หัวเราะเบาๆ ถูกใจที่คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมอง แล้วค้อนใส่เขาจนตาคว่ำ ภาพอาการแบบนั้นของเจ้านายสาว ทำให้วิลาวรรณ ค่อยๆ ถอยออกไปจากห้อง แล้วปิดประตูลงเงียบๆ ตามหลังด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า

...ใครกัน หรือจะเป็นคนรักของเจ้านาย...



“พี่วิน เข้าเรื่องเสียทีเถอะค่ะ ตกลงว่าที่มาถึงที่นี่ทั้งที่ไม่เคยเหยียบมาก่อนเลยเป็นสิบๆ ปีนี่ มีธุระอะไรคะ” หญิงสาวถามเป็นการเป็นงานขึ้นมา มือเล็กปลดแขนเขาออกจากไหล่ของตัวเอง แต่ชายหนุ่มไม่ยอมปล่อย โอบเข้ามาใหม่อีกครั้ง แต่เธอก็ยังดึงมือเขาออกอีกด้วยอาการที่ไม่พอใจ

“นี่ คุณหนูอิง นั่งเฉยๆ สิ ถ้าเธอยังยุ่งกับมือฉันไม่หยุดแบบนี้ ฉันจะเปลี่ยนจากคุยธุระมาเป็นทำอย่างอื่นแทนนะ” สายตาคมเปลี่ยนเป็นวิบวับเจิดจ้าขึ้นมา

“อ้าว แล้วกลายเป็นใบ้กะทันหันไปเลยรึไง นี่อิง อย่ามาทำแง่งอนไม่เข้าท่าแบบนี้นะ” เสียงทุ้มดุขึ้นเพราะไม่เข้าใจอาการของเธอ เขารับรู้ได้จากท่าทางที่แข็งขืนร่างของเธอ และอาการเงียบกริบโดยไม่มีสาเหตุ คงหาทางป่วนอารมณ์เขาอีกล่ะสิ

“ว่ายังไง เป็นอะไรไปล่ะ นี่เธอเป็นเจ้าของบ้านนะ แขกมาบ้าน เอ่อ ไม่ใช่สิ ฉันไม่ใช่แขกนี่นา  ฉันมาที่นี่เพราะเป็นห่วง...” พอคำว่าเป็นห่วงหลุดปากออกไป ชายหนุ่มก็หยุดพูดเงียบกริบลงไปเช่นกัน หญิงสาวได้ยินประโยคนั้นชัดเจน จากที่นิ่งเงียบแข็งขืนอยู่ เงยหน้ามองเขาตาโต

“เป็นห่วงอิงเหรอ” น้ำเสียงยินดี หัวใจเต็มตื้นเต้นโครมครามขึ้นมาเพียงได้ยินแค่ประโยคนั้น

“...” เขาเงียบอีก

“พี่วิน เป็นห่วงอิงจริงๆ เหรอ แล้วทำไม...” เธอยังสงสัยว่าเขาเงียบไปทำไม

“เออๆ ก็ ห่วงนั่นแหละ อย่ามาถามอะไรฉันอีก ฉันก็แค่ห่วงเรื่องธุรกิจของเธอ ไม่ต้องมาทำหน้าตาดีใจแบบนั้นหรอก” ชายหนุ่มจบประโยคนั้นลง หญิงสาวก็ใจแฟบลงเช่นกัน...ห่วงธุรกิจเหรอ ไม่ใช่ห่วงเธอสักหน่อย...

 “ถ้าอย่างนั้นก็คุยกันเฉพาะเรื่องงานดีกว่าค่ะ เชิญนั่งค่ะ พี่วิน อ้อ คุณวิศรุต” น้ำเสียงหวานออกแนวประชดประชัน ก่อนผายมือเชิญเขาให้นั่ง ท่าทางเป็นการเป็นงานขึ้นมา ทำให้ชายหนุ่มหน้าบึ้งด้วยความไม่ชอบใจ

“ก็เอาสิ คุยกันเรื่องงานก็ได้นึกว่าฉันจะง้อหรือไง” ท่าทางของเขาบอกให้เธอรู้ว่ากำลังไม่พอใจขึ้นมาแล้วเหมือนกัน...แต่เธอจะกลัวอะไรล่ะ ที่นี่เป็นที่ของเธอ เป็นถิ่นของเธอ เธอไม่กลัวหรอก...หญิงสาวแอบบอกตัวเองเอาไว้แบบนั้น สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเริ่มคุยอย่างเป็นการเป็นงาน

“ถ้าอย่างนั้นก็ เริ่มได้เลยค่ะ ไม่ทราบเป็นห่วงอะไรกับธุรกิจของอิงล่ะ มันเกี่ยวอะไรกับคุณไม่ทราบ เท่าที่รู้มานี่ เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันในเชิงธุรกิจเลยไม่ใช่เหรอคะ ธุรกิจก็คนละประเภท สินค้าก็คนละแบบ ลูกค้าก็คนละกลุ่มกัน แล้วจะมาเป็นห่วงทำไมไม่ทราบ” น้ำเสียงราบเรียบ เขาขอย้ำกับตัวเองว่าน้ำเสียงเธอเรียบสนิทจริงๆ แล้วท่าทางนั่นอีก ยิ่งมองเขาก็ยิ่งขัดลูกตา ยิ่งฟังเสียงเธอก็ยิ่งของขึ้นอารมณ์เสียขึ้นมาทันที

“พอๆ ไม่ต้องพูดแล้ว ถ้าจะมากระแทกแดกดันฉันแบบนี้ รู้อย่างนี้ ฉันปล่อยให้ไอ้พวกคาร์เทียร์กรุ๊ปโกงซะให้เข็ดเลย” ชายหนุ่มพูดออกไปเสียงดัง ด้วยความโมโหกับท่าทางกวนประสาทของเธอเมื่อสักครู่


“อะไรนะ พี่ว่าใครโกงนะ แล้วนี่ พี่รู้จักคาเทียร์กรุ๊ปด้วยเหรอ นั่นมันหุ้นส่วนของบริษัทอิงนะ ตกลงว่าพี่จะทำอะไรกันแน่ มาก้าวก่ายอะไรกับงานของพวกเราเนี่ย” หญิงสาวเริ่มไม่ไว้วางใจชายหนุ่มขึ้นมา เมื่อได้ยินเขาเอ่ยถึงชื่อบริษัทที่จะมาร่วมทุนควบรวมกิจการเข้ากับบริษัทของครอบครัวเธอ

“โอ๊ย เธอนี่โง่จริง  ก็ไม่ได้อยากจะก้าวก่ายหรอก ถ้าไอ้พวกคาเทียร์นั้น มันจะไม่มาหลอกโกงเอาธุรกิจของเธอไป คนอุตส่าห์เป็นห่วง รู้อย่างนี้ฉันไม่มายุ่งเสียก็ดี น่าโมโหชะมัด” ปากตะโกนบอกออกไปแบบนั้น แต่ตอนนี้คนที่พูดลุกยืน แล้วเดินไปมาผ่านหน้าเธอด้วยความหงุดหงิด โกรธ น้อยใจ หรืออะไรก็ไม่รู้ เขาอธิบายอารมณ์ของตัวเองในขณะนี้ไม่ได้เลย รู้แต่อยากจับร่างเธอเขย่าให้สติกลับมา

“เธอไม่รู้อะไรเลย เกี่ยวกับพวกคาเทียร์ใช่มั้ยอิง แค่เห็นเจ้าของอย่างนายธราธิปนั่นหล่อเข้าหน่อยเลยตัวอ่อน ใจอ่อนงั้นสิ เธอรู้บ้างไหมว่าไอ้พวกนั้น มัน...โว้ย ฉันไม่ยุ่งกับเรื่องของเธอก็ได้ ถ้างั้นฉันกลับล่ะ” ร่างสูงหันหลังเดินไปที่ประตู โดยที่เธอยังจับต้นชนปลายกับประโยคยาวๆ ของเขาไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ

“พี่วิน อย่าเพิ่งไป พูดอะไรให้อิงเข้าใจด้วยสิ ไม่ใช่เข้าใจอยู่คนเดียว รู้เรื่องอยู่คนเดียว มาถึงก็ใส่ๆ  แล้วก็ไปอย่างนี้เนี่ยนะ แล้วไหนบอกว่าเป็นห่วง” ท้ายประโยคน้ำเสียงอ่อนลงมาก ทำให้ชายหนุ่มหยุดเดินก้มมองมือเธอที่จับแขนเขาเอาไว้แน่น ดวงตาคมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอ ส่งแววตาอ้อนวอนมาให้ ส่วนมือที่จับขนเขาเอาไว้ ก็เขย่าเบาๆ

“นะพี่วิน อิงอยากรู้แล้วค่ะ มันมีอะไรจะเกิดอะไรขึ้นหรือ บอกอิงหน่อย อิงจะยอมฟังก็ได้ ถ้าพี่เป็นห่วงอิงจริงๆ” หญิงสาวเอ่ยออกไปเสียงอ่อน  

“ก็ห่วงจริงๆ นะสิ ยัยบ้า ไม่ห่วงแล้วฉันจะถ่อมาหาเธอถึงนี่เหรอ” แม้จะยอมฟังเธอแล้ว แต่ก็ยังเสียงแข็งอยู่

“อิง เอ่อ อิงขอโทษก็ได้ค่ะ นะคะพี่วิน นั่งลงก่อน เล่าให้ฟังหน่อยนะคะ เผื่อ เอ่อ...เผื่อว่าอิงจะได้เตรียมตัวทัน” ในที่สุดเธอก็ยอมขอร้องเขาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“ เฮ้อ เธอนี่นะ ทำฉันสติแตกอีกจนได้ บ้าจริงเชียว...” ชายหนุ่มต่อว่าเธอเบาๆ แล้วสบถกับตัวเองอีก ก่อนนั่งกระแทกลงบนโซฟาตัวเดิมนิ่งๆ มองหน้าเธออยู่เป็นนาน

“เธอรู้ไหม ว่าเธอทำฉันเสียความตั้งใจ ตอนนี้ฉันเริ่มต้นไม่ถูกแล้วล่ะ นอกจากว่าเธอจะทำให้ฉันหายจากอาการที่เป็นอยู่  เรียกสติฉันกลับมาได้ก่อน แล้วฉันจะบอกหมดทุกอย่างเลยอิง” อยู่ๆ ร่างสูงของเขาก็ลุกพรวดจากที่นั่งฝั่งของตัวเอง แล้วเดินข้ามไปยังฝั่งเธอ นั่งเบียดลงบนโซฟายาวตัวเดียวกับเธอ

“ว้าย พี่วิน”

“อะไร”

“นั่งจะเกยอิงแล้วนะ ถอยไปก่อนสิ”

“ทำไมต้องถอย ตอนนี้ฉันต้องการให้เธอเรียกสติฉันคืนกลับมาก่อน มันหายไปตั้งแต่เมื่อครู่แล้วอ่ะ ช่วยหน่อยสิ” ชายหนุ่มเปลี่ยนโทนเสียงจากเรียบๆ เมื่อครู่เป็นเจ้าเล่ห์ ขึ้นมาทันท่วงที

...อยู่ใกล้เธอแล้วเขาเป็นเหมือนสายลม เดี๋ยวเบาเดี๋ยวแรง ยามอารมณ์ดีถูกใจก็พัดเอื่อยๆ ผ่านไปแบบเบาสบาย แต่เมื่อไม่ถูกใจอารมณ์เสียขึ้นมา ก็กลายเป็นพายุลูกใหญ่ที่พร้อมจะพัดเอาทุกอย่างที่อยู่ข้างหน้าให้ราบเป็นหน้ากลอง


“ช่วย ช่วยอะไร” เสียงเธอเบาลง เมื่อเขาเบียดร่างเข้าหาเธอแล้วแขนทั้งสองก็โอบคร่อมร่างเธอกับพนักวางแขนของโซฟาเอาไว้ ร่างเธอเบียดติดขอบโซฟาด้านในกระดุกระดิกตัวยังแทบจะทำไม่ได้

“ก็ นิดเดียวเองนะอิง หลับตาสิ” น้ำเสียงเริ่มเจ้าเล่ห์จนเธอจับน้ำเสียงนั้นได้

“ไม่เอา คิดจะทำอะไรไม่ดีกับอิงอีกหรือเปล่า” แม้ปากจะบอกไปแบบนั้นแต่ใจเต้นโครมครามขึ้นมาเผลอคิดอะไรบางอย่าง

“เร็วสิ” ชายหนุ่มเร่งอีก แนบอกกว้างของตัวเองเข้าไปจนเกือบติดตัวเธอ

“ไม่...”

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องหลับตาก็ได้ แสดงว่าเธออยากเห็นหน้าฉันชัดๆ ใช่ไหม” วงหน้าหล่อเหลาก้มวูบลงไปหาเธอทันทีที่พูดจบ ปากแดงๆ ของเขาทำหน้าที่ทันทีฉกปิดปากบางของเธอเอาไว้แนบแน่น

“อื้อๆๆ” หญิงสาวพยายามร้องออกมา แต่เสียงร้องกลับถูกกลืนหายลงไป วิศรุตเลื่อนมือข้างซ้ายของตนขึ้นประคองท้ายทอยของเธอไว้ บรรจงจุมพิตเอาตามที่ใจตัวเองต้องการ มือเล็กของปรางฉัตรยกขึ้นมาทุบหลังเขาให้ปล่อย แม้จะพยายามดิ้นรนให้หลุดจากคนที่หาทางเอาเปรียบเธออีกแล้วแต่ก็หมดหนทาง เพราะด้วยสภาพที่นั่งอยู่แบบนี้ แม้แต่หายใจเธอยังแทบจะไม่กล้า


วิศรุตรุกเข้าหาเธอรวดเร็ว เรียวลิ้นพยายามแทรกเข้าไปในโพรงปากหอมหวาน มือใหญ่นั้นหมุนรั้งท้ายทอยเธอจนได้ท่าทางที่เหมาะสม ส่วนมือขวาก็เลื่อนลงไปลูบไล้ไหล่บอบบางของเธอ เลื่อนเรื่อยๆ ลงไปจนถึงแผ่นหลังลูบเพียงแผ่วเบา เรียกเอาขนเส้นเล็กๆ ในกายเธอลูกชันขึ้นมา

“อืม...” เมื่อทำให้เธอเปิดปากรับเอาความปรารถนาที่เขาต้องการมอบให้ได้สำเร็จ เสียงห้าวทุ้มก็ครางต่ำออกมาอย่างพอใจ บรรจงจุมพิตลึกซึ้ง ลิ้นเรียวทักทายลิ้นเล็กๆ นั้นอย่างหยอกล้อ ดุนดันพันเกี่ยว จนสามารถดื่มด่ำกับความหวานหอมได้อย่างเต็มที่ แนบแน่นเนิ่นนานที่เป็นอยู่แบบนั้นโดยที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่า อารมณ์ที่แสดงออกมานั้น ทำให้หญิงสาวสั่นสะท้านไปในทันที หายใจแทบไม่ออก

“...” ปรางฉัตรลืมตาขึ้นมองสบกับดวงตาคู่คมของเขา ที่อยู่ติดชิดใบหน้าเธอ ร่างบางอ่อนระทวยลงไปจากจุมพิตพิฆาตของเขา จนต้องทิ้งตัวพิงหลังกับโซฟาไปอย่างหมดแรง ชายหนุ่มเห็นเธอตัวอ่อนลงไป จึงถอนจุมพิตออกอย่างแสนเสียดาย แล้วยิ้มขึ้นมาอย่างแสนเจ้าเล่ห์ตรงข้ามลิบลับกับอาการก่อนหน้านี้

“ขอบคุณครับ คนสวย” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอ่อนหวาน เขากำลังตกอยู่ในมนต์เสน่ห์ของเธอเป็นแน่ แค่เพียงได้ชิมความหอมหวานจากจุมพิตแสนลึกซึ้งเมื่อครู่ ก็ทำเอาคนใจแข็งเป็นหินอ่อนปวกเปียก หัวใจสั่นไหวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ พอมองปากแดงๆ ที่บวมเจ่อขึ้นมา เพราะฝีมือเขาเองกับหน้าตาน่ารักที่ยังคงมึนงงของเธอ วิศรุตก็รวบเอาร่างเธอเข้าหาอีกรอบ จูบเร็วๆ ลงไปบนปากบางแดงนั้น เรียวลิ้นลากไล้ไปตามริมฝีปากล่างของเธอ แล้วดูดซับเอาความหวานหอมนั้นไว้อีกรอบ อย่างฝืนทนอารมณ์ปรารถนาเอาไว้ไม่ไหว

“อืม หวานที่สุดเลย อิงครับ...” ชายหนุ่มถอนปากออกอีกรอบ มือจับไหล่เธอแล้วจ้องหน้าหวานนั้นนิ่ง เรียกเธอขึ้นเสียงเบา แต่เธอเหมือนจะยังงงงวยกับสัมผัสนั้นของเขาอยู่ ชายหนุ่มยิ้มออกมาอย่างทนไม่ไหว สุดท้ายจึงรวบร่างเธอเข้ามากอดเอาไว้แน่น รับรู้ได้ถึงอาการเต้นตึกตักของหัวใจเธอ

“อิงครับ นี่คิดอะไรอยู่ ไปไกลถึงไหนแล้วเนี่ย คุณหนูอิง...ที่รักครับ” ท้ายประโยคออกจากปากเขาตามที่อารมณ์รู้สึก โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ตัว แต่คนที่เขากอดเอาไว้แน่น สติกลับมาทันได้ยินเสียงเบานั้นพอดี

“ที่รักเหรอ...” เสียงหวานแผ่วออกจากปากเธอเหมือนสติจะยังมาไม่ครบ คนตัวโตดันร่างเธอออกห่างกายอีกรอบ เมื่อรับรู้ว่าเธอเริ่มจะรู้สึกตัว เป็นตัวของตัวเองแล้ว

“พี่วิน...” เอ่ยออกมาเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูด แต่คนพูดก็ลืมไปแล้วว่ารำพึงรำพันอะไรออกมาเมื่อครู่นี้

“ครับ เอาล่ะ พอแค่นี้ดีกว่า เพราะไม่อย่างนั้นความตั้งใจของฉันคงได้เปลี่ยนเป้าหมายแน่ๆ” วิศรุตตัดใจในที่สุด ไม่อย่างนั้นมันคงจะเลยเถิดไปไกลกว่านี้แน่ ก็ดูสิดูคนที่ต่อต้านเขามาตลอดทำท่าเข้าสิ แบบนี้มันยั่วกันชัดๆ เธอไม่รู้ตัวบ้างหรืออย่างไรกันอาการแบบนี้ผู้ชายคนไหนเห็นเข้า ก็อยากตะครุบเธอขย้ำทั้งนั้นแหละ ให้ตายสิ...!



“คุณหนูอิง เรียกสติกลับมาได้แล้ว ถ้ายังทำหน้าตาท่าทางยั่วยวนฉันอยู่แบบนี้อีกล่ะก็ ธุระไม่ต้องคุยมันแล้วแหละ จับกดตรงนี้เลยดีไหมเนี่ย ยัยบ้าเอ๊ย...” วิศรุตบ่นออกมาเสียงดัง เปลี่ยนท่าทางเป็นขึงขังขึ้นมา คนที่มัวแต่มึนงงอยู่ได้สติทันที ดีดตัวลุกขึ้นนั่งตัวตรงแทบจะไม่ทัน

“บ้าเหรอพี่วิน คนบ้า” หน้าหวานค้อนควับทันทีที่ตั้งสติได้แล้ว

“นี่อิง เธอรู้จักไอ้... เอ่อ นายนราธิปนั่นมานานแล้วเหรอ” เสียงทุ้มถามขึ้นและสายตาจ้องเธอนิ่ง จนเธอรู้ได้ถึงกระแสร้อนๆ จากกายเขา  

“อ้าว จะไปไหน นี่ไงฉันกำลังจะคุยธุระอยู่นี่ไง นั่งลงสิอิง” เสียงทุ้มออกคำสั่ง โดยลืมไปแล้วว่าที่นี่ตัวของเขาเองมาเป็นแขกเท่านั้น

“เดี๋ยวสิ อิงจะไปนั่งฝั่งนั้น” ร่างบางตัดสินใจเดินเบียดเขาออกไปทันที กลิ่นหอมรวยรินจากกายเธอ ทำให้ชายหนุ่มแทบต้องกลั้นหายใจ พอเดินผ่านร่างเขาออกไปได้ ปรางฉัตรก็นั่งลงบนเก้าอี้อีกตัว ตรงข้ามชายหนุ่ม

“ค่อยยังชั่วหน่อย เอาล่ะคราวนี้ก็ว่ามาได้เลยค่ะพี่วิน” เสียงหวานเอ่ยออกมาเบาๆ กับตัวเอง ก่อนมองจ้องหน้าเขาบ้าง ใจที่เต้นโครมครามเมื่อครู่ทุเลาเบาบางลงไปบ้างแล้ว

“ว่าไงล่ะ เธอกับนายนราธิปนั่นรู้จักกันเป็นการส่วนตัวหรือเปล่า” เสียงที่ถามเข้มขึ้นอีก เมื่อเอ่ยถึงชื่อใครอีกคน  

“ไม่มีอะไรนี่ ก็แค่เคยพูดคุยกันสองสามครั้งเอง แต่เขาก็อัธยาศัยดีน่ารักดีนะคะ พี่ถามทำไมล่ะ” หญิงสาวถามกลับเขาบ้าง แต่คนตัวโตหูอื้อไปตั้งแต่ที่ได้ยินเธอชมผู้ชายคนนั้นว่าน่ารักแล้ว

“น่ารักดีอย่างนั้นเหรอ นี่เธอหลงรูปหล่อๆ ของมันมากกว่าอันตรายน่ะสิ” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาเสียงเรียบติดไปทางดุดัน

“เปล่าสักหน่อย ก็พูดตามความเป็นจริง คุณนราธิปเขาพูดจาดี สุภาพอ่อนโยน ท่าทางน่าไว้วางใจออกไม่เหมือน...” แล้วเสียงเธอก็เงียบสนิทลงทันที...เกือบไปแล้วยัยอิง เกือบไป...แต่คนหูไวหันมาจ้องตาเขม็งทันที

“ไม่เหมือนใคร” ถามออกไปแล้ววิศรุตเพิ่งนึกได้ เธอต่อว่าเขาหรือเปล่า

“ว่ายังไงอิง ไม่เหมือนฉันเหรอ ฮึ...” คนที่นั่งอยู่ลุกขึ้นจากที่นั่งเมื่อถามจบ

“พอเถอะพี่วิน ไม่ต้องเดินมาอีก คุยธุระกันเสียที ไม่อย่างนั้นวันนี้อิงคงไม่ต้องทำงานทำการแน่” หญิงสาวบอกเขา ก่อนจ้องหน้าคนหน้าดุกลับไปด้วย อย่างไม่ยอมลงให้อีกแล้ว

“ก็เธอ เออๆ คุยก็ได้ แต่อย่านะอย่าให้ฉันได้ยินเธอชมไอ้นายนราธิปนั่นอีกเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นล่ะก็ เธอ...โดนแน่” เสียงแข็งๆ เอ่ยสั่งขึ้น เหมือนตัวเองเป็นเจ้าของชีวิตเธอก็ไม่ปาน หญิงสาวเจ้าของห้องไม่สนใจเขาอีกแล้ว เธอพูดขัดเขาขึ้นมาเสียก่อน

“พี่วิน ตกลงอิงจะรู้เรื่องธุระของพี่ไหมเนี่ย โยกโย้อยู่นั่นแหละ ถ้าไม่พูดอิงจะขอตัวทำงานแล้วนะคะ” หญิงสาวตัดบทลุกเดินไปยังโต๊ะทำงานของตัวเองทันที ชายหนุ่มที่เสียงแข็งใส่เธอเมื่อสักครู่ยืนอึ้งไปกับท่าทางที่เปลี่ยนไปของเธอ

“อ้าว นี่เธอ...นี่อิง ฟังกันก่อนสิ ฉันบอกให้ก็ได้ เธอรู้ไหมไอ้เจ้านราธิปนั่นมันทำธุรกิจผิดกฎหมายนะ จะโง่ให้มันหลอกอย่างนั้นเหรอ แค่เห็นมันหล่อก็หูหนวกตาบอดไม่สนใจอะไรเลยอย่างนั้นสิ ใช่มั้ย ฮึ...” วิศรุตรีบโผไปดึงแขนเธอเอาไว้ และตะคอกใส่เสียงดังด้วยความโมโหขึ้นมา

...เขาอุตส่าห์เป็นห่วงจนต้องรีบมาหา แต่เธอยังทำเหมือนต้องการจะเอาชนะเขาอยู่แบบนี้ อย่างนั้นเหรอ?...

“หา พี่ว่าอะไรนะคะ” คราวนี้คนที่ถูกเขาตะคอกใส่ตกใจยิ่งกว่า แต่ไม่ใช่ตกใจที่เขาตะคอกใส่ แต่ตกใจในสิ่งที่ได้รับรู้มากกว่า

“เอ่อ พี่วินว่า...ว่ายังไงนะคะ” หญิงสาวเผลอลุกเดินไปจนถึงตัวเขา มือบางเอื้อมไปเกาะแขนของเขาเอาไว้  เงยหน้ามองหน้าหล่อเหลาของเขาที่ตอนนี้บูดบึ้งเหมือนโกรธใครมาเป็นปีเป็นชาติแล้ว

“ฉันบอกว่า ไอ้เจ้านราธิปนั่น มันทำธุรกิจที่ไม่โปร่งใสนะ พรุ่งนี้เธอกับพ่อของเธอต้องเซ็นสัญญาร่วมทุนกับบริษัทของเขาไม่ใช่เหรอ นี่ถ้าไม่เป็นห่วงเธอฉันไม่มาบอกหรอกนะ เพราะลำพังพ่อเธอ ท่านคงอยากจะให้ฉันมาที่นี่นักหรอก แค่รู้ว่าฉันมาเหยียบที่นี่ท่านคงตะเพิดไปแล้วล่ะ ฟังฉันนะอิง ถึงบ้านของเราทั้งคู่จะไม่ค่อยสมานฉันท์กันเท่าที่ควร แต่คิดเสียว่านี่เป็นคำเตือนจากฉัน จากคนที่เอ่อ เอ่อ...หวังดีกับเธอและครอบครัวเธอก็แล้วกัน แต่หากเธอยังคิดว่าฉันยุ่งไม่เข้าเรื่องอีก ฉันก็ขอโทษด้วย ฉันกลับล่ะ” วิศรุตเอ่ยออกมายืดยาว ยืนนิ่งไม่ขยับกายไปไหน ตาคมดุก้มมองมือเล็กๆ ของเธอที่จับแขนเขาเอาไว้แน่น ก่อนจะถอนหายใจออกมายืดยาว มือใหญ่ของเขาเอื้อมไปปลดมือเล็กของเธอออกจากแขนของตนเอง แล้วก้าวเดินทันที

แต่ด้วยอะไรก็ไม่รู้ได้เหมือนกัน ที่ดลใจให้เธอเดินตามเขาไป คราวนี้อ้อมแขนของเธอ โอบเข้ารอบเอวของร่างสูงที่กำลังจะเดินออกจากห้องไปไว้แน่น ร่างอ่อนนุ่มที่เบียดเข้ามาจากทางด้าน ตรึงให้เท้าทั้งสองที่ก้าวเดินของวิศรุตหยุดนิ่งอยู่กับที่ ด้วยความคาดไม่ถึง ตาคมก้มมองมือเธอที่รวบวางอยู่ตรงหน้าท้องแข็งแกร่งของเขา สัมผัสได้ถึงความนุ่มนิ่มของร่างเธอที่เบียดอยู่กับแผ่นหลังของตนเอง

เฮ้อ... แล้วแบบนี้มันจะยิ่งกว่าทำหน้าตายั่วยวนเขาก่อนหน้านี้ไหมนะ...ชายหนุ่มคิดก่อนเอื้อมมือของตนลงไปจับบนมือบางนั้นนิ่งๆ

“พี่วิน เอ่อ อิงขอโทษค่ะ อิงฟังแล้วก็ได้ นะคะเล่าให้ฟังก่อน พรุ่งนี้แล้วที่คุณพ่อจะให้อิงเซ็นสัญญา พี่วินรู้อะไรมาก็บอกอิงหน่อยนะคะ แต่กับคุณพ่อ เอ่อ...” เสียงหวานเอ่ยออกมาเบาๆ ขอร้องเขาเหมือนเป็นคนละคนกับเมื่อครู่นี้ เธอยอมเชื่อในสิ่งที่เขาพูด อย่างน้อยถ้าหากเธอไม่ได้มองเขาผิดไป ความร้ายกาจทั้งหลายก่อนหน้านี้ของเขานั้นคงมีสาเหตุมาจากพี่ชายของเธอเสียมากกว่า

“เธออยากรู้จริงๆ แน่นะอิง แล้วเธอจะพูดให้พ่อเธอเชื่อได้อย่างไรกัน เพราะถ้าต้องการหลักฐานที่ชัดเจน คงต้องรออีกสักพัก แต่พรุ่งนี้แล้วนี่ที่จะเซ็นสัญญากัน” ในที่สุดชายหนุ่มยอมพูดออกมา ร่างสูงรู้สึกอบอุ่นในหัวใจแปลกๆ ที่เธอกอดเขาเอาไว้แบบนี้ เขาไม่อยากขยับตัวเลยด้วยซ้ำ ไม่อยากให้เธอรู้ตัวว่า ตนเองกำลังทำอะไรอยู่ ไม่เช่นนั้นความอบอุ่นนี้ก็จะหายไปทันที แต่ความคิดของเขาไม่ได้เป็นอย่างที่เขาหวัง เมื่อยืนนิ่งๆ อยู่อีกสักพัก คนตัวบางจึงรู้สึกตัวว่าเผลอทำอะไรลงไป


“เอ่อ คือ...” แล้วมือบางทั้งสองก็ดึงออกจากการเกาะกุมของเขา ก่อนปล่อยแขนที่โอบรอบร่างเขาเอาไว้อย่างรวดเร็ว หน้าหวานแดงปลั่งด้วยความอับอาย...บ้าจริง เธอลืมตัวไปได้อย่างไรเนี่ย... ปรางฉัตรเดินถอยหลังไปนั่งลงที่เก้าอี้ทำงานของตนเอง หน้าสวยพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ไม่ยอมมองไปที่เขาอีกแม้ว่าชายหนุ่มจะเดินตามมา แล้วลากเอาเก้าอี้ตัวเดิมที่เขานั่งก่อนหน้านี้มานั่งลงจนเกือบติดตัวเธอ

“เอาล่ะ เงยหน้ามามองกันก่อนสิอิง คราวนี้ เธออยากรู้อะไรเกี่ยวกับนายนั่น เอ่อ นายนราธิปนั่น และธุรกิจทุกอย่างของเขา ฉันจะบอกเธอทั้งหมดเลย ว่าไงอิง เงยหน้ามามองกันก่อนเร็ว” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นเสียงอ่อนลง มือใหญ่เอื้อมไปจับคางมนของเธอให้เงยขึ้นมามองหน้าเขา หญิงสาวช้อนตาขึ้นมองหน้าชายหนุ่ม แล้วต้องรีบหลบหน้าอีกครั้งแทบไม่ทัน เพราะสายตาอ่อนโยนแกมรู้ทันนั่นทำให้เธอต้องหลบวูบอีกรอบ

“เอ่อ ค่ะ คุณนราธิปเขาเจรจากันผ่านคุณพ่อหมดเลย อิงก็รู้แค่เฉพาะพรุ่งนี้ต้องเซ็นสัญญากัน และอิงก็จะต้องเป็นคนเซ็นแทนคุณพ่อด้วย ก็เท่านั้น...” หญิงสาวเอ่ยออกมาในที่สุด ชายหนุ่มมองหน้าเธออีกครั้งก่อนปล่อยมือลง แล้วเริ่มพูดเป็นการเป็นงานมากขึ้น

“ฉันให้เพื่อนของฉันที่เป็นตำรวจ ช่วยสืบรายละเอียดธุรกิจบางตัวของคาเทียร์กรุ๊ป ซึ่งจริงๆ ฉันไม่ได้สืบเรื่องนี้โดยเฉพาะหรอก ก็แค่สงสัยที่พวกเขาร่ำรวยมหาศาลขึ้นมาในเวลาที่รวดเร็วจนผิดปกติ จนเมื่ออาทิตย์ก่อนที่เพิ่งรู้ว่า จะมีการร่วมทุนกันของคาเทียร์ และเอ่อ...บริษัทของเธอ ฉันเลยหาข้อมูลอย่างจริงจัง แล้วแหล่งข้อมูลก็เชื่อถือได้นะอิง ฉันไม่ได้จะใส่ร้ายพวกนั้นหรอกนะ เพราะว่ากันตามจริงฉันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับบริษัทนั้นอยู่แล้ว แต่เธอสิ ทำไมนะทำไมไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่ฉันพูด” ท้ายประโยคคนพูดเหมือนจะตัดพ้อไปในตัว

“พี่วิน อิงไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น อิงก็แค่ เอ่อ... แค่โมโห ที่พี่ทำเหมือนอิงเป็นคนโง่ คิดอะไรไม่เป็น ก็เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คุณพ่อตัดสินใจเอง ไม่เกี่ยวกับอิงเลย อิงก็แค่ทำตามที่ท่านบอกก็เท่านั้นเอง ส่วนคุณนราธิปอิงก็เคยเจอแค่สองสามครั้ง ไม่ได้สนิทสนมกันสักหน่อย อิงพูดจริงนะคะ” หญิงสาวรีบบอกออกไปเหมือนกลัวเขาจะโกรธ แต่ไม่เข้าใจตัวเอง ทำไมจะต้องกลัวเขาไม่พอใจและโกรธด้วย


ปรางฉัตรเงยหน้ามองชายหนุ่มตรงๆ อีกครั้ง จากหน้าตาบูดบึ้งอยู่เมื่อก่อนหน้านี้ ค่อยๆ มีรอยยิ้มแต่งแต้มบนมุมปากของเขาขึ้นมาแล้ว

“จะเชื่อดีมั้ยเนี่ย คุณหนูอิง” วิศรุตรู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้นมาอีกแล้ว เมื่อได้ยินเธอสารภาพออกมาในสิ่งที่ทำให้เขาเข้าใจผิดก่อนหน้านี้

“เชื่อได้สิ ว่าแต่คราวนี้อิงจะทำอย่างไรดีล่ะ ก็ในเมื่อพี่วินมีเพื่อนเป็นตำรวจ แล้วทำไมตำรวจไม่ดำเนินการอะไรบ้างล่ะคะ” เธอถามขึ้นด้วยความสงสัย

“เพราะเรื่องนี้มันละเอียดอ่อนน่ะสิ หลักฐานจะต้องแน่นหนา และรัดกุมเท่านั้น เล่นกับคนรวยระดับเศรษฐีมันไม่ง่ายนะ อิทธิพลก็มากบารมีก็เยอะ ตำรวจเขาเลยต้องรัดกุมรอบคอบมากที่สุด นะอิงเชื่อฉัน เธอต้องบอกพ่อของเธอเรื่องนี้นะ อย่าปล่อยให้พวกนั้นมาเอาเปรียบ แล้วธุรกิจของบ้านเธอก็ต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ เพียงแค่พวกเธอเซ็นสัญญาลงไปในวันพรุ่งนี้ หรือถ้าเธอไม่กล้าให้ฉันไปพบท่านเป็นการส่วนตัวก็ได้นะ ถึงรุ่นก่อนเขาจะทะเลาะขัดใจกันมานาน แต่รุ่นเรานี่ ไม่มีปัญหากันไม่ใช่เหรออิง หือ...ว่าไงล่ะ” ชายหนุ่มจบประโยคลงแล้วมองหน้าเธออีกครั้ง คราวนี้ส่งสายตาออกไปโจ่งแจ้ง ว่าที่เขาพูดหมายความถึงอะไร  


“ค่ะ อิงจะเชื่อพี่วิน แล้ววันนี้อิงจะแจ้งคุณพ่อให้ทราบเรื่องนี้ด้วย แต่ถ้าท่านไม่เชื่ออิงล่ะ จะทำยังไงดี คนอย่างคุณพ่อเด็ดเดี่ยวแค่ไหนใครๆ ก็รู้  ถ้าท่านแน่ใจในความคิดของท่าน แล้วท่านก็จะทำจนสำเร็จนั่นแหละ” หญิงสาวเผลอถอนหายใจออกมาท่าทางกังวลใจขึ้นมาทันที เสียงถอนหายใจ ทำให้วิศรุตมองอยู่นาน ก่อนลุกยืนแล้วเดินไปยืนจนติดร่างเธอ ดึงคนตัวเล็กกว่าให้ลุกยืนขึ้นเผชิญหน้ากันตรงๆ

“เธอรู้ไว้อย่างหนึ่งนะอิง ฉันจะไม่ปล่อยเรื่องนี้ให้มันผ่านไปเด็ดขาด ถ้าเธอทำไม่ได้ ฉันจะทำเอง เพราะฉะนั้น เธอต้องมีหน้าที่ให้กำลังใจฉันแทนไงล่ะ” พูดจบปากของเขาก็ประทับลงเบาๆ ที่หน้าผากมน  ก่อนถอยออกมายืนมองหน้าเธออีกที แล้วฉกปากตัวเองลงบนกลีบปากนุ่มนวลสีชมพูแสนหวานนั้นแทนแล้วถอยไปยืนเสียไกลจากร่างเธอ


“ถึงฉันจะโกรธเกลียด และโมโหพี่ชายของเธอแค่ไหน แต่กับเธอฉันเปลี่ยนใจแล้วล่ะไปนะสาวน้อย ตอนเย็นฉันจะโทรกลับมา หวังว่าคำตอบที่ได้รับ คงคุ้มค่ากับการสืบข่าวของฉันนะ อิง” ชายหนุ่มหันหลังก้าวเดินออกจากห้องทำงานของเธอไปทันที ผ่านหน้าวิลาวรรณเลขาสาวของเธอ เขาก็หันไปยิ้มให้ ก่อนมุ่งหน้าเดินเข้าลิฟต์ไปทันที


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจนะคะ"

โพธิ์ทะเล


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha