ปรารถนาหัวใจเถื่อน (จบแล้ว)

โดย: โพธิ์ทะเล



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 8 : ตอนที่ 8


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

นายปพนนั่งอยู่ที่โต๊ะอ่านหนังสืออย่างที่ชอบทำเป็นประจำ ก่อนจะเงยหน้ามองบุตรสาว ที่เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม แล้วผู้สูงวัยก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย ที่เห็นลุกสาวกลับเข้าบ้านมาอีกครั้ง ทั้งที่เพิ่งออกไปได้ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง

“อ้าว อิง กลับมาแล้วเหรอลูก ทำไมกลับมาเร็วนักล่ะ ไม่สบายหรือเปล่าน่ะ ฮึ...” นายปพนถามขึ้นก่อนหันไปมองหน้าภรรยาที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้อีกตัว

“อิงไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ เอ่อ คุณพ่อคะ อิงมีธุระจะคุยกับคุณพ่อค่ะ เรื่องสำคัญ” หญิงสาวนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเล็กตรงข้ามโต๊ะบิดา

“มีอะไรล่ะ ว่ามาสิ” นายปพนอนุญาตแล้วหันมองภรรยาอีกครั้ง

“คุณแม่อยู่ด้วยก็ดีค่ะ เรื่องนี้สำคัญมาก อิงอยากขอความคิดเห็นและการตัดสินใจจากคุณพ่อด่วนที่สุดด้วยค่ะ” หญิงสาวเอ่ยออกมา ท่าทางจริงจังจนคนเป็นมารดาต้องหันไปมองหน้า

“เรื่องงานหรือเปล่าลูก” นางสดศรีถามบุตรสาวขึ้นด้วยความเป็นห่วง

“ค่ะแม่ เรื่องการเซ็นสัญญาร่วมทุนพรุ่งนี้น่ะค่ะ” หญิงสาวบอกวัตถุประสงค์ชัดเจน แล้วหลังจากนั้น เรื่องราวต่างๆ ทั้งรายละเอียดและข้อมูลทั้งหลายเกี่ยวกับเรื่องที่เธอรู้มาทั้งหมด จึงถูกถ่ายทอดไปยังบิดาและมารดา นายปพนนั่งฟังสิ่งที่บุตรสาวเล่าให้ฟังด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึมขึ้น จนเมื่อเธอหยุดเล่าแล้วมองหน้าบิดาด้วยสายตาอ้อนวอน นายปพนจึงได้เอ่ยถามออกมา

“อิง ไปเอาเรื่องเหล่านี้มาจากไหนกัน” ถามขึ้นเสียงเข้ม

“ก็ เอ่อๆ มีคนหวังดีกับเราจริงๆ นะคะคุณพ่อ”

“พ่อถามว่าใคร” เสียงเข้มถามขึ้นอีก

“คือเอ่อ...พี่ พี่วินค่ะ คุณวิศรุต เชษฐศักดิ์ค่ะ” หญิงสาวจำเป็นต้องเอ่ยชื่อชายหนุ่มผู้เป็นแหล่งข้อมูลออกมาในที่สุด

“หา ว่ายังไงนะ ไอ้เจ้าวินลูกชายนายวิทย์นั่นนะ” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเหมือนไม่เชื่อใจเอาเสียเลย... ก็บ้านนั้นกับเขาเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่นา เขาจะเชื่อได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายจะหวังดีจริงๆ...

“ค่ะ คุณพ่อ” ปรางฉัตรตอบเสียงเบา

“แล้วลูกก็เชื่อที่เขาบอกอย่างนั้นเหรอ หนูก็รู้นี่ ว่าบ้านเรากับบ้านนั้นเคยญาติดีกันได้ที่ไหนล่ะ แต่...เดี๋ยวก่อน แล้วหนูไปสนิทสนมกับเจ้าวินมันตั้งแต่เมื่อไหร่กันน่ะ ฮึ” นายปพนถามคาดคั้นเอาความจริง

“ค่ะ อิงเชื่อค่ะคุณพ่อ เชื่อด้วยว่าเขาคงไม่หลอกอิงหรอก ก็เขา...” หญิงสาวเลี่ยงที่จะตอบคำถามบิดาจึงเงียบไปทันใด

“เขาทำไม นี่ไอ้เจ้าวินนั่นมันข่มขู่หนูหรือเปล่าลูก บอกพ่อมาให้หมดเลยนะอิง”

“เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ นะคะคุณพ่อ เอาเรื่องพรุ่งนี้ของคาเทียร์กรุ๊ปก่อนดีกว่า ถ้าคุณพ่ออยากรู้ว่าพี่วินพูดจริงหรือเปล่า อิงว่าคุณพ่อลองให้คุณลุงผู้การฯ ท่านช่วยดีไหมค่ะ ท่านเป็นตำรวจใหญ่ ต้องมีข้อมูลอยู่บ้างล่ะ คุณพ่อสนิทสนมกับคุณลุงไม่ใช่เหรอคะ แต่ถ้าคุณพ่อไม่เชื่อจริงๆ พี่วินก็พร้อมที่จะให้รายละเอียดกับเรานะคะ อิงเชื่อว่าเขาคงไม่โกหก เพราะพี่วินเขาไม่รู้เรื่องความบาดหมางมาก่อนนะคะ ว่ามันเป็นเรื่องอะไร เขาก็เหมือนๆ กับอิงนั่นแหละค่ะ ที่ไม่เคยรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีตระหว่างตระกูลของพวกเราทั้งสอง” หญิงสาวพยายามหว่านล้อมบิดา อย่างน้อยๆ หากมันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าได้ป้องกันไว้ก่อนก็น่าจะดีกว่าปล่อยให้ทุกอย่างมันผ่านเลยไป โดยไม่ได้ทำอะไรเลยจนสายเกินไป แต่บิดาของเธอยังหน้าบึ้งไม่คลายที่รู้ว่าใครคือแหล่งข่าวที่บุตรสาวบอกมา


**************



ตอนนี้เกือบจะสามทุ่มแล้ว แต่วิศรุตยังไม่รู้เรื่องราวใดๆ เกี่ยวกับการเซ็นสัญญาร่วมทุนกันระหว่างบริษัทของปรางฉัตรกับคาเทียร์กรุ๊ป เพราะวันนี้ทั้งวัน ตั้งแต่ช่วงหลังเที่ยงเขาต้องวิ่งวุ่นอยู่กับการแก้ปัญหาสินค้าที่ส่งออกขัดข้องไม่สามารถนำส่งได้ และนั่นเป็นอีกธุรกิจในความรับผิดชอบของครอบครัวของเขานอกจากสถาบันการเงินที่เขารับผิดชอบอยู่ เกิดความผิดพลาดทางการขนส่ง และกว่าที่เขาจะจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นลง ให้เขาได้หายใจสะดวกขึ้นมาก็ตอนหกโมงเย็นนั่นแหละ 

แต่พอเขาว่างและโทรศัพท์ไปหาหญิงสาว เธอกลับไม่รับสายและไม่โทรกลับด้วย ชายหนุ่มกระหน่ำโทรไปเป็นสิบกว่าครั้ง สุดท้ายจึงปล่อยเลยตามเลยด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิด และน้อยใจใครบางคน...ช่างสิ อยากโดนหลอกก็ตามใจ ป่านนี้คงเซ็นสัญญาไปเรียบร้อยแล้วมั้ง...ชายหนุ่มคิดอย่างไม่ชอบใจเอาเสียเลย เขาหงุดหงิดและโมโหคนตัวเล็กที่ไม่ยอมฟังเขา แต่คนที่บอกตนเองไม่ให้สนใจนั่นแหละ สุดท้ายก็เอ่ยชวนลูกน้องคู่ใจ ดื่มเหล้าดับความกลัดกลุ้มและหงุดหงิดงุ่นง่านของตัวเองอย่างทนไม่ไหว

“กร นายกับคมไปเอาเหล้ามาดื่มเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ” เสียงขรึมเอ่ยขึ้นมา แต่ยังเดินวนเวียนไปมาไม่ยอมนั่งลงกับที่เสียที

“เจ้านายครับ เอ่อ จะดื่มจริงๆ เหรอครับ” อากรถามอย่างเกรงใจ

“ก็จริงสิ นี่ฉันเป็นเพื่อนเล่นนายเหรอ ถึงจะให้พูดอะไรล้อเล่นน่ะ” น้ำเสียงดุและอาการที่แปลกไปของเจ้านาย ทำให้อากรหันมองหน้าอาคมทันที

“ครับ เจ้านาย เอายังไงก็เอากัน ดื่มก็ดื่มครับ ว่าแต่เจ้านายไม่ออกไปไหนแล้วใช่ไหมครับ คือพวกผมไม่อยากเมาแล้วขับครับ” อาคมเอ่ยขึ้นมาบ้าง เห็นเจ้านายพยักหน้า จึงเดินออกไปยังส่วนที่เป็นห้องครัวของคอนโดทันที แล้วหลังจากนั้นบรรยากาศการร่ำสุราแบบไม่ยั้งก็เกิดขึ้นภายในคอนโดแห่งนี้ และเพราะมีเรื่องราวในใจที่ต้องคิดมากมาย ทำให้วิศรุตดื่มมากเกินไปกว่าทุกครั้ง เวลาเกือบๆ เที่ยงคืนทั้งเจ้านายและลูกน้องคู่ใจจึงอยู่ในสภาพมึนเมา แต่คนที่เมาน้อยที่สุดน่าจะเป็นชายหนุ่มผู้เป็นเจ้านาย เพราะถ้าหากไม่สังเกตหรือไม่ได้กลิ่นแอลกอฮอล์ ก็จะไม่รู้เลยว่าเขาดื่มไปมากขนาดไหน


**************




เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กที่วางอยู่ข้างหัวเตียง ส่งเสียงเรียกสายขึ้นมาดังอยู่นานหลายครั้ง คนที่นอนหลับไปแล้ว ตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย เอื้อมมือไปกดรับโดยไม่ได้มองหน้าจอ

“ฮัลโหล...” เสียงหวานงัวเงียตอบรับออกไป

“เธอนอนแล้วเหรอ...” น้ำเสียงยานคางแต่คุ้นหูดังมาตามสาย หญิงสาวจำได้ดี จึงลุกขึ้นนั่งตื่นขึ้นมาเต็มตา พี่วินเหรอ... แล้วเขาโทรมาทำไมป่านนี้ล่ะ นี่มันกี่โมงกี่ยามกันแล้วเนี่ย...ถามตัวเองแล้วสายตาเหลือบมองไปทางนาฬิกาที่อยู่ในห้อง ห้าทุ่ม ทำไมยังโทรมาอีก...ก่อนเธอจะนึกได้ว่า เมื่อตอนเย็นเธอไม่ได้รับสายโทรศัพท์เป็นสิบๆ สาย หรือว่าจะเป็นของเขา ใช่เลย ตายแล้ว...เธอลืมไปแล้วว่าเขาให้เธอแจ้งเรื่องเซ็นสัญญานั่นด้วย หญิงสาวผุดลุกเดินลงจากเตียงทันใด อาการงัวเงียหายเป็นปลิดทิ้ง

“เอ่อ ค่ะ หลับไปแล้วสักพักหนึ่งค่ะ” คำตอบของเธอทำให้ปลายสายเงียบเสียงไปสักพัก ก่อนจะเอ่ยประโยคถัดมา

“ลงมาหาฉันหน่อยสิ” พูดจบก็วางหูไปทันที

“หา...” เสียงหวานร้องขึ้นมาเสียงดังด้วยความตกใจ...ตายล่ะ อย่าบอกนะว่า เขามาอยู่ที่หน้าบ้านของเธอ เดี๋ยวก็ได้แตกตื่นกันหมดพอดีล่ะ... และสิ่งที่เธอคิดนั้นถูกต้องที่สุด เพราะตอนนี้ วิศรุตกำลังนั่งอยู่ในรถคันหรูที่จอดนิ่งอยู่หน้าประตูอัลลอยด์ของคฤหาสน์หรูแห่งนี้ โดยที่พนักงานรักษาความปลอดภัยก็ห้ามปรามไม่อยู่ ก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย ได้แต่เฝ้ามองเขาแบบไม่ให้คลาดสายตา เพราะเขาบอกพวกนั้นไปว่าเป็นคนรักของคุณหนูในบ้านนะสิ...

 

หญิงสาวบนห้องกำลังสองจิตสองใจ แต่ท้ายที่สุดจึงตัดสินใจเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบเอาเสื้อเชิ้ตและกางเกงผ้ายืดมาสวมแทนชุดนอนบางเบาที่ตัวเองสวมอยู่ เธอไม่อยากจะออกไปให้เขาเห็นในสภาพทั้งชุดนอนแบบนี้หรอก บอกตัวเองว่าไม่ไว้ใจเขา เพราะเข้าใกล้เขาทีไรเธอต้องระวังตัวแจตลอดเวลา

“นี่ พี่วิน มีอะไรคะ ทำไมมาเอาป่านนี้ แล้วนี่ อี๋ ไปอาบเหล้ามาหรือยังไงคะ เหม็นจังเลย” ปรางฉัตรลงไปถึงหน้าบ้าน เธอก็เห็นชายหนุ่มยืนพิงรถคันหรูอยู่ กลิ่นเหล้าโชยมาเข้าจมูกเธอ แม้จะยืนอยู่ห่างคนละฝั่งรั้วประตู

“ออกมาหน่อยสิ คุณหนูอิง” เสียงที่พยายามบังคับให้เป็นปกติเอ่ยออกมา

“เอ่อ พี่วิน มีอะไรคะ” ถามขึ้นทั้งที่รู้ดีอยู่แล้วว่า คงจะเป็นเรื่องที่เธอคาดเดาเอาไว้นั่นล่ะ

“ทำไมเธอไม่รับโทรศัพท์ฉัน” เสียงถามเริ่มขุ่นมัวขึ้น ร่างสูงเดินไปเกาะรั้วประตู แล้วจ้องหน้าเธอนิ่ง

“เอ่อคือ อิงยุ่งๆ นะค่ะ เลยลืม” หญิงสาวตอบอ้อมแอ้ม

“ลืมเหรอ ฉันบอกเธอเอาไว้ว่ายังไงนะปรางฉัตร” เสียงเข้มถามขึ้นอีกครั้ง

“ก็ เอ่อ คือ...” หญิงสาวตอบไม่ถูกไม่อยากแก้ตัว แต่ก็ไม่อยากให้เขาเข้าใจผิดเช่นกัน...เธอยอมรับว่าเธอเป็นห่วงความรู้สึกของผู้ชายตรงหน้านี้มากขึ้น กลัวเขาเข้าใจผิด กลัวเขาไม่เข้าใจ กลัวไปสารพัด...

“ออกมาสิ ไปคุยกันหน่อย” วิศรุตเอื้อมมือของตนไปดึงแขนหญิงสาวผ่านประตูรั้วนั้น พนักงานรักษาความปลอดภัยคนเดิม จึงเดินออกมาจากมุมของตัวเองทันที ด้วยความเป็นห่วงเจ้านายในบ้าน

“เอ่อ คุณหนูครับ มีอะไรให้ผมช่วย...” โชติ พนักงานรักษาความปลอดภัยเอ่ยถามขึ้นอย่างเป็นห่วง

“ไม่ต้องหรอก” เสียงทุ้มเอ่ยขัดขึ้นมา สายตาคมดุหันไปจ้องพนักงานคนนั้น ก่อนหันกลับมามองหน้าเธอตรงๆ

“ถ้าไม่อยากอายพนักงานคนนั้น ก็ออกมา แล้วไปคุยกับฉันที่รถหน่อย” สายตากึ่งอ้อนวอนกึ่งบังคับของเขา ทำให้เธอถอนหายใจออกมาในที่สุด

...เอาแต่ใจจริงๆ เลยผู้ชายคนนี้...

“ก็ได้ค่ะ อ้อ...โชติ เดี๋ยวฉันจะออกไปคุยธุระกับเขาสักพักนะ ตามสบายเลยจ๊ะ” หญิงสาวหันไปบอกพนักงานคนเดิม แล้วตัดสินใจเดินออกไปที่รถคันหรูของเขาทันที

“ขึ้นไปสิอิง” ชายหนุ่มเปิดประตูรถฝั่งผู้โดยสาร โอบร่างเธอให้ขึ้นไปนั่ง ส่วนตนเองวิ่งอ้อมไปขึ้นอีกฝั่ง พอขึ้นนั่งบนรถได้เรียบร้อยก็กดล็อกรถทันที

“อ้าว พี่วิน ล็อกทำไมคะ คุยเดี๋ยวเดียวเอง อิงก็จะเข้าไปนอนแล้ว พี่วินก็จะได้กลับไปพักผ่อนด้วย”

“ใครว่าฉันจะคุยทีนี่ล่ะ คุณหนูอิง ไปคุยกันที่คอนโดฉันดีกว่า” เพียงประโยคนั้นของชายหนุ่มจบลง หญิงสาวก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ ตาโตมองหน้าเขาด้วยความคาดไม่ถึง

“อะไรนะพี่วิน ปะ ไป ไปคอนโดอย่างนั้นเหรอ ไม่นะไม่ไป คุยกันตรงนี้ คุยในรถนี่ล่ะ และ...แล้ว” หญิงสาวอึกอักขยับตัว นั่งเบียดไปติดขอบประตูด้านซ้ายของตนทันที เมื่อใบหน้าหล่อๆ ของเขาก้มลงมาเกือบชนหน้าเธอ มือก็เอื้อมมาคาดเข็มขัดนิรภัยให้เธอ กลิ่นแอลกอฮอล์โชยมาเข้าจมูกจนเธอต้องยกมือขึ้นปิดจมูก...เธอไม่ชอบกลิ่นแบบนี้แต่ไหนแต่ไรมา

“เงียบเถอะ ไปคุยกันที่โน่นแหละดีแล้ว” ชายหนุ่มตัดบทแล้วสตาร์ทรถขับออกไปทันที ไม่สนใจมือเล็กๆ ของเธอที่ตีลงบนแขนข้างซ้ายของเขาเพื่อให้จอดรถ

“พี่วิน อิงไม่ไปนะ อย่าพาอิงไปที่นั่นนะ อิงจะกลับบ้าน พาอิงกลับส่งบ้านเดี๋ยวนี้นะ” หญิงสาวอาละวาดใส่เขา  

“นั่งนิ่งๆ ด้วย ถ้ายังตียังทุบฉันไม่หยุดอีก ฉันไม่ยอมแล้วนะ” ชายหนุ่มชะลอรถเข้าข้างทาง มือข้างซ้ายที่ถูกทุบจนเจ็บแสบไปหมด คว้ามือเธอเอาไว้ แล้วบดกลีบปากของตนลงบนปากบางแดงของเธอแรงๆ ทันทีที่อีกคนทำท่าจะหวีดร้องออกมา ก่อนถอยออกเหมือนนึกอะไรได้

“แล้วก็เงียบเสียงด้วย ฉันไม่ได้เป็นคนสุภาพ ใจดีอย่างที่เป็นอยู่บ่อยนักหรอกนะอิง นั่งไปเลย ห้ามนะ ห้าม...” สายตาแรงกล้าด้วยอารมณ์ส่งไปคาดโทษเธอ ก่อนออกรถด้วยความเร็วอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่จุดหมายของตนเอง จนถึงคอนโดหรู

 

“ลงมาสิอิง” ชายหนุ่มไม่ได้สนใจอาการต่อต้านจากเธอ เขาเอื้อมมือไปถอดเข็มขัดนิรภัยออกจากตัวเธอ แล้วรวบแขนแกร่งรอบตัวเธอ

“ปล่อยนะพี่วิน” หญิงสาวเริ่มพูดได้ขึ้นมา ต่อว่าเขาเสียงขุ่น

“อ้าว พูดได้แล้วเหรอ นึกว่าเป็นใบ้กะทันหันขึ้นมาเสียอีก” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาขำๆ เขาเริ่มอารมณ์ดีขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อเห็นเธอออกอาการและมีปฏิกิริยาตอบรับ  

“มันดึกแล้วนะพี่วิน อิงไม่ลง”

“ไปสิครับ ลงมาเร็ว” เสียงทุ้มอ่อนลง เขามัดรวบเอาตัวเธอลงจากรถจนได้ แต่หญิงสาวก็ดิ้นเป็นพัลวัน

“ว้าย ปล่อยนะพี่วิน อิงบอกให้ปล่อย อื้อ...” เสียงหวานแหลมที่โวยวายอยู่ เงียบลงสนิท เมื่อเจ้าของอ้อมแขนรำคาญเสียงนั้น จัดการปิดปากเธอแนบแน่นจูบของเขาหนักหน่วง ลึกซึ้งรวดเร็ว บดกลีบปากเธอจนแทบระบม ทำเอาเธอแทบขาดอากาศหายใจ รับรู้ได้ถึงกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ที่ติดปลายลิ้นตัวเอง

“เงียบซะ อย่าโวยวายอีก ไม่อย่างนั้น ฉันจะไม่พาเธอขึ้นข้างบนแล้วล่ะ จัดการเสียตรงนี้นี่แหละ เข้าใจไหมอิง” ชายหนุ่มวางร่างเธอลงกับพื้น มือขวาโอบเอวเธอเข้าหาตัวเอง แล้วพาเธอเดินเข้าไปในคอนโดหรูทันที

“ทำไม ไม่โทรกลับหาฉันเมื่อตอนเย็น” ถามขึ้นเรื่องเดิมอีกครั้งเพราะยังคาใจอยู่

“...”

“นี่คุณหนูอิง ไม่ได้ยินหรือไง ฉันถามเธออยู่นะ” ลืมตาขึ้นมองหน้าคนที่ตัวเองบังคับจนสามารถนอนหนุนตักเธอได้เมื่อครู่นี้  สบตาเข้ากับเธอที่มองหน้าเขาอยู่พอดี ทันเห็นรอยแปลกๆ พาดผ่านดวงตาคู่สวยนั้น

“หือ ว่าไงอิง” เสียงเข้มอ่อนลงทันที เมื่อเห็นสายตาแบบนั้นของเธอ...เขาจะต้องใจเย็น จากการที่เขาสังเกตมาหลายครั้ง เธอเป็นคนที่ชอบให้คนอื่นพูดดีด้วย ชอบความอ่อนโยนสุภาพ เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เขาแรงใส่ เธอจะต่อต้านทันที แต่ถ้าเขาพูดจาดีอ่อนโยน เธอจะโอนอ่อนผ่อนตามตลอดทุกครั้ง

“ก็อิงมัวแต่ยุ่งๆ บอกไปแล้วนี่นา อีกอย่างอิงไม่รู้เบอร์โทรพี่วิน จะให้โทรไปไหนล่ะ” คนที่ปากบอกว่ายุ่ง ตอนนี้หน้าตายุ่งกว่าหลายเท่านัก

 “เออ ใช่ ฉันก็ลืมไปเลย ถ้าอย่างนั้นต่อไปเธอต้องจำเบอร์ฉันเอาไว้นะ ถ้าฉันโทรเข้าเมื่อไหร่ เธอต้องรับด้วย ถ้าไม่รับ ฉันจะทำโทษเธอ” ตาคมมองจ้องขึ้นใส่ตาเธอ แต่สักครู่แววตานั้นก็เปลี่ยนเป็นอ่อนแสงลง มีแววออดอ้อนขึ้นมาแทน

“แล้วเรื่องสัญญาเป็นยังไงบ้างล่ะ พ่อเธอยอมเชื่อที่เธอบอกไหม หรือทุกอย่างจะสายเกินไปเสียแล้ว” ท่าทางของเขาเคร่งเครียดขึ้นมา ทำให้เธอมองจ้องตาเขาตรงๆ อีกครั้ง

“เอ่อ คือตอนแรกคุณพ่อก็ไม่เชื่อ และไม่สนใจด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายไม่รู้เพราะอะไรดลใจท่านเหมือนกัน ท่านจึงยอม ขอเลื่อนทางคาเทียร์กรุ๊ปออกไปก่อนโดยไม่มีกำหนด เห็นคุณพ่อบอกว่าเรื่องนี้มันมีมูลความจริงอยู่เยอะ เลยไม่อยากให้บริษัทของเราต้องเสี่ยง” หญิงสาวเอ่ยออกมาตามที่เป็นจริง

“เฮ้อ...ค่อยยังชั่ว เธอรู้ไหม ฉันเป็นห่วงแทบแย่วันนี้ ห่วงว่าทุกอย่างมันจะสายเกินแก้ไปเสียก่อน  แล้วพอโทรหาเธอเป็นสิบๆ ครั้ง เธอก็ไม่รับสาย แถมยังไม่โทรกลับอีกฉันก็เลย เอ่อโมโหนิดหน่อย...” ชายหนุ่มสารภาพออกมาเสียงอ่อย ปลายเสียงอ่อนลงก่อนรัดอ้อมแขนที่โอบเอวเธอเอาไว้แน่นขึ้น

“อ๋อ ก็เลยดื่มเหล้าจนเมา แล้วก็มาหาเรื่องอิงนี่แหละ ใช่ไหมคะ” ปรางฉัตรถามขึ้นมาตามที่พอจะคาดคะเนเอาได้ มือเล็กบิดเนื้อที่แขนเขาอย่างหมั่นไส้ แต่เธอก็โล่งใจมากขึ้นที่เขายอมพูดจาดีๆ กับเธอ ผ่อนคลายอาการเครียดลง เพราะอย่างน้อยเธอก็ยังพอมีเวลาให้ปลอดภัยอยู่ได้อีกสักพัก

...ก็ดูท่าทางของเขาสิ กักเธอเอาไว้แน่นแบบนี้ แล้วไหนจะเมาอีก เธอเลยยิ่งหวั่นใจกว่าเมื่อก่อนมากนัก


“คืนนี้ เธอค้างที่นี่ได้ไหม อิง” อยู่ๆ เขาก็ถามขึ้นมา ทำให้เธอขยับตัวอย่างระแวดระวังขึ้นมาทันที

“เอ่อ ไม่ได้ค่ะ คือ อิงไม่สะดวก”

“นะอิง ฉันขับรถไปส่งเธอไม่ไหวแล้วล่ะ ค้างที่นี่นะ ฉันมึนหัวอยากนอน” ชายหนุ่มเอ่ยออกมา คิ้วคมขมวดมุ่นเธอก้มมองหน้าเขา มือเล็กพยายามปลดแขนของเขาออกจากเอวของตัวเอง ซึ่งเขาก็ยอมแต่โดยดี หญิงสาวถอนใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจอีกครั้ง เมื่อร่างสูงพลิกตัวจากนอนหงาย แล้วคว่ำหน้าลง ซุกหน้าลงกับตักของเธออยู่แบบนั้นนานจนนิ่งเงียบไปในที่สุด ปรางฉัตรอึกอักทำอะไรไม่ถูก จะผลักเขาออกก็ไม่กล้า จะนั่งเฉยๆ ให้ใบหน้าเขาซุกอยู่แบบนั้นก็กระดากอายยิ่งนัก จึงตัดสินใจใช้มือบางทั้งสอง พยายามประคองศีรษะเขาขึ้นมาแล้วส่งเสียงเรียก

“พี่วิน พี่วินคะ อย่าแกล้งอิงแบบนี้สิ อิงเอ่อ คืออิง...อิง อายนะ” เสียงหวานบอกเขาเบาๆ  ชายหนุ่มได้ยินชัดเจน เขาไม่ได้หลับ เขายังมีสติรู้ทุกอย่างเพียง แต่อาการวิงเวียนจากพิษแอลกอฮอล์ ทำให้เขาไม่อยากลืมตาก็เท่านั้นเอง แล้วไหนจะความอบอุ่นจากตักของเธอที่เขาอาศัยหนุนนอนนี่อีกล่ะ ทำให้ชายหนุ่มอยากอยู่แบบนี้นานๆ

“หือ...” พึมพำออกมาเบาๆ เหมือนรับรู้ในสิ่งที่เธอพูด มือบางของปรางฉัตรจับใบหน้าเขาให้พลิกขึ้นมาจนได้  พลิกไหล่กว้างให้นอนหงายขึ้น ตาคมคู่เดิมจึงลืมขึ้นอีกครั้ง มองหน้าหวานของเธอนิ่ง

“นะอิง อยู่นี่แหละ นอนที่นี่เถอะ คืนนี้ฉันอยาก เอ่อ...นอนกอดเธอนะ” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอ่อนโยนขึ้น คนที่เคยแต่สั่งๆ เธอ ตอนนี้กลับหันมาวิงวอนให้เธออยู่เป็นเพื่อน ทำให้หญิงสาวงงกับการกระทำของเขายิ่งนัก

“พี่วิน แล้วอิงยังมีทางเลือกอีกไหมเนี่ย ดูสิมาในสภาพเสื้อผ้าแบบนี้ แล้วใครจะกล้าออกไปเรียกแท็กซี่กันล่ะ” หญิงสาวบ่นออกมาอย่างขัดใจคนที่นอนหนุนตักเธออยู่เล็กน้อย

“อิงเมื่อยแล้ว ลุกเลยค่ะ” เมื่อต่างคนต่างเงียบไปสักครู่ หญิงสาวจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมา ด้วยใจที่เต้นตึกตัก คนที่เป็นเจ้าของห้องรู้ทัน หากก็ยังยอมยกศีรษะลงจากตักเธอ แต่มือเรียวใหญ่ไม่ยอมปล่อยจากร่างของเธอ เขานอนซุกอยู่ข้างเธอแบบนั้นนิ่งๆ คนที่นอนก็นอนอย่างสุขใจ แต่คนที่ถูกเขาเบียดร่างอยู่กลับรู้สึกใจเต้นรัวทุกครั้ง ที่ลมหายใจของเขาสัมผัสแผ่วๆ กับหน้าขาของเธอ

“อิงนอนที่นี่ก็ได้ แต่พี่วินลุกก่อนสิ ลุกไปนอนฝั่งโน้นเลย ไปสิคะ” หญิงสาวหมายถึงเตียงกว้างอีกฝั่งของชายหนุ่ม ตาคมปรือมองไปตามสายตาเธอ ก่อนรอยยิ้มเซียวๆ จะปรากฏบนหน้าของชายหนุ่ม

...เรื่องอะไรให้เขาไปนอนบนเตียงคนเดียวที่ฝั่งนั้นล่ะ ในเมื่อนอนกอดเธอเอาไว้แบบนี้อุ่นกว่ากันเยอะเลย แล้วตอนนี้มันก็อุ่นจนเริ่มจะร้อนขึ้นมาแล้วด้วยซ้ำ...

“ไม่ไปหรอก อยู่ตรงนี้แหละ ฉันอยากนอนกอดเธอนะอิง...คิดถึงเธอจังเลย” เสียงทุ้มพึมพำออกมาเบาๆ เธอได้ยินประโยคนั้นชัด  หน้าใสร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้กับคำพูดนั้นของเขา ตอนนี้เกือบตีสองเธอง่วงแสนง่วง เพลียแสนจะเพลีย แต่ร่างสูงของเขา ยังไม่ยอมให้เธอได้พักผ่อน จะกลับบ้านก็หมดโอกาสนั้นไปแล้วสำหรับคืนนี้

“เอ่อ พี่วิน ปล่อยอิงสิ  ถ้าอย่างนั้นอิงนอนที่โซฟาตรงนี้นะ ส่วนพี่ก็ไปนอนฝั่งนั้นที่เดิมเลย” หญิงสาวลุกยืนจนได้  พยายามดึงแขนของร่างสูงที่นอนแผ่หราบนเตียงกว้าง

“พี่วิน ลุกไปเลยค่ะ ลุกไหวมั้ยคะ” ถามขึ้นแต่ยังไม่กล้าเข้าใกล้ตัวเขามากนัก มือบางของเธอยังยึดมือเขาเอาไว้

“ไม่ไหวแล้วล่ะ” เสียงตอบอู้อี้ด้วยอารมณ์ปรารถนาที่พุ่งสูงขึ้น คนละความหมายกับที่เธอถามโดยสิ้นเชิง ซึ่งหญิงสาวก็ไม่เข้าใจความหมายมากนัก แต่มาเข้าใจโจ่งแจ้ง เมื่อมือใหญ่ของเขากระตุกจนร่างเธอเสียหลักล้มลงไปนอนซบอยู่บนอกแกร่งของเขาเต็มๆ นั่นแหละ

“ไม่เล่นนะพี่วิน ทำอะไรเนี่ย ไม่เอ๊า...” เสียงหวานหวีดร้องขึ้น เมื่อกลายเป็นว่าตอนนี้เธอนอนซบลงบนอกแกร่งของเขา หญิงสาวพยายามโก่งกายถอยหนี แต่แขนแข็งแรงของเขารวบเข้าที่ตัวเธอ ก่อนที่เสียงพูดสั่นพร่าจะเอ่ยตามออกมา

“ฉันก็ไม่เล่นแล้วเหมือนกัน จริงๆ เลยได้ไหมอิง หืม...” คนตัวโตพลิกร่างกลับไป ก่ายเกยเธอเอาไว้หญิงสาวถูกผลักให้กลับไปอยู่ใต้ร่างของเขาแทน

“พี่ พี่วิน จะ จะทำ อะไรคะ” หญิงสาวละล่ำละลักถาม ใบหน้าหวานหันหลบออกด้านข้างทันที วงหน้าหล่อเหลา จมูกโด่งๆ ของเขาซุกซบลงตรงซอกคอของเธอ ทิ้งน้ำหนักตัวลงกอดเธอเอาไว้นิ่งแบบนั้น ไม่กระดุกกระดิก พยายามระงับอารมณ์ของตัวเอง หญิงสาวเริ่มดิ้นรนเพราะรู้สึกหนักที่เขาทิ้งน้ำหนักตัวลงหาเธอเต็มๆ จะด้วยเพราะความเมา หรืออะไรก็ไม่รู้ได้ แต่ตอนนี้คนที่บอกเธอว่าตัวเองมึนศีรษะนั้น กลับมึนเมากลิ่นกายหอมกรุ่นของเธอแทนเสียแล้ว

“อืม...” เสียงทุ้มครางออกมาเบาๆ ร่างใหญ่ยังไม่ขยับไปไหน กลายเป็นเหมือนเขานอนทับร่างเธอไว้ทั้งตัว ปรางฉัตรหัวใจเต้นรัว...เธอจะเอาตัวรอดได้อย่างไรล่ะคราวนี้...ครั้งก่อนๆ เขาโมโหดุดันใส่จนเธอกลัว แต่คราวนี้เธอกลัวใจตัวเองมากกว่า กลัวคำออดอ้อน กลัวการออเซาะของเขาจะทำให้ตัวเองใจอ่อน

“พี่วิน ลุกไปนอนดีๆ สิคะ เดี๋ยวอิงอยู่เป็นเพื่อนก็ได้ แต่ตอนนี้ลุกก่อนนะคะ ตัวหนักออกค่ะ” หญิงสาวยังใช้ความพยายามแม้เสียงจะสั่น มือบางเย็นชืดด้วยความกลัว

“ไม่เอา พี่ไม่ทนอีกแล้วนะอิง” เสียงพร่าพึมพำชิดซอกคอหอมกรุ่นของเธอ คำเรียกขานแทนตัวเองเปลี่ยนไปเมื่อเสน่หาก่อเกิดในหัวใจ...เขาใจเต้นแรงมากเขารู้ดี เขาตื่นเต้นยามอยู่ใกล้ชิดเธอแบบนี้

ชายหนุ่มรู้ว่าตัวเองรู้สึกดีมากขึ้น เมื่อเธอพูดจาดีๆ กับเขา รู้สึกมีความสุขที่เธอไม่ต่อต้าน แต่โมโหขัดใจเมื่อเธอดื้อด้านไม่ยอมฟัง เขาไม่อยากให้เธอห่างกายเขาอีกเลย มันทรมานกับความอ้างว้างและร้อนรุ่มนั้น เขาอยากให้เป็นแบบนี้เหมือนในขณะนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน


ความบาดหมางแต่ไหนแต่ไรมาของคนรุ่นก่อนช่างมันเถอะ เขาไม่สนใจอีกแล้ว ความหวั่นไหวในหัวใจของเขานี่สิ ที่ไม่สามารถบังคับได้ แค่อยากมีเธออยู่เป็นเพื่อนในวันที่ตัวเองรู้สึกเหนื่อยเท่านั้นพอ แล้วอย่างตอนนี้ใครจะทนได้ล่ะ กลิ่นหอมๆ ผิวเนื้อนุ่มๆ ที่เขากำลังสัมผัสอยู่นี้ ทำใจเขาเตลิดเปิดเปิงกู่ไม่กลับเสียแล้ว

“พี่วิน อย่านะคะ อย่าทำอะไรบ้าๆ นะ” หญิงสาวทักท้วงเสียงสั่นไหว เมื่อใบหน้าหล่อๆ ของเขาเงยขึ้นมาจากซอกคอ แล้วประทับริมฝีปากลงบนปากบางที่ช่างทักท้วงของเธอ

ปรางฉัตรส่ายหน้าหนี แต่ปากเขาตามติด เธอหลับตาไม่ยอมมองหน้าคนที่บังคับจุมพิตเอาจากเธอ มือบางผลักร่างเขาให้ออกห่างตัวให้วุ่นไปหมด แต่กลับไม่ระคายผิวของเขาสักนิด แรงบดจูบยังคงหนักหน่วงมากขึ้นกว่าเดิม เรียวลิ้นแตะไล้ไปทั่วริมฝีปากหวานก่อนฟันคมจะแกล้งงับเบาๆ ที่ริมฝีปากของเธอ มือใหญ่เลื่อนเลื้อยสอดซ้อนเข้าไปใต้แผ่นหลังเนียน จนคนด้านล่างขนลุกซู่ขยับตัวอย่างอึดอัด

...เธอจะต้องไม่ยอม เธอจะต้องใจแข็งเข้าไว้ อย่ายอมให้อารมณ์บางอย่างที่เขาพยายามปลุกปั่นขึ้นมานี้ เอาชนะจิตใจของเธอได้...แต่ก็เหมือนสมองจะสั่งการช้าไป ร่างกายเลยไม่รับรู้เพราะสิ่งที่ร่างบางของเธอกระทำออกมากลับตรงกันข้ามเสียแล้ว


ชายหนุ่มผ่อนแรงตัวเองลงจากร่างเธอ ก่ายเกยไว้เพียงขายาวบนสะโพกกลมกลึง ก่อนมือใหญ่อีกข้างลูบผ่านไปยังสีข้างเนียนนุ่มของเธอ เพียงเท่านั้นร่างบางก็เผลอขยับกายขึ้นหาเขา ร่างบางรู้สึกซ่านสยิว จนต้องร้องครางออกมาแผ่วเบา ชายหนุ่มที่รอโอกาสนี้อยู่แล้วจึงดันลิ้นเรียวของตนเข้าหารวงเรียวของน้ำผึ้งหวานในโพรงปากทันที ดูดซับ รัดรึงลิ้นเล็กของเธออย่างหยอกล้อ และเมื่อเธอเผลอตอบสนองแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวกลับมา ชายหนุ่มแอบยิ้มในหน้า ความมึนเมาเกือบจางหายกลับกลายเป็นหลงมัวเมาในรสชาติหวานล้ำนั้นแทน ความซาบซ่านหวานหอมที่ได้รับจากเธอ ทำให้เขาหลงใหลในเสน่าหานั้นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น รู้แต่ทุกอย่างต่อจากนี้ มันต้องดำเนินต่อไปจนถึงจุดสิ้นสุดเท่านั้น จุมพิตดูดดื่มหวานล้ำจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง ยาวนานและมาราธอนจนหญิงสาวเกือบขาดใจ มือบางทั้งทุบทั้งหยิกไปทั่วไหล่กว้างเพื่อให้เขายอมปล่อย

“อืม ทำไมล่ะ หือ...” ชายหนุ่มยอมผ่อนแรงปล่อยร่างเธอออกเพียงนิดเดียว ปากชื้นนั้นยังเฝ้าคลอเคลียไม่ห่างปากเธอ จูบซับไปทั่วมุมปากสีเชอรี่นั้นอย่างเย้าแหย่ มือเรียวใหญ่ทั้งสองข้างเริ่มเลื่อนเข้าไปในตัวเสื้อของเธออีกรอบ คราวนี้จริงจังจนเธอเริ่มกลัวขึ้นมาจริงๆ ร่างบางขนลุกเกรียวไปทั้งกาย

“อิงหายใจไม่ออก อุ๊ย พี่วิน อย่านะ...” เสียงหวานประท้วงได้แค่นั้นจริงๆ แม้เธอจะดิ้นรนต่อต้านเขาเช่นไร แต่เมื่ออีกคนตกอยู่ในบ่วงแห่งปรารถนา กำลังถูกไฟเสน่หาครอบงำ ไฟรักที่กำลังลุกโชนอย่างร้อนแรง อารมณ์ของเขาก็พุ่งสูงเกินระงับได้แล้วเธอจะต้านได้อย่างไรกัน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจนะคะ"

โพธิ์ทะเล


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha