ปรารถนาหัวใจเถื่อน (จบแล้ว)

โดย: โพธิ์ทะเล



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 13 : ตอนที่ 13


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

รถตู้โฟล์กสวาเกนคันเดิม จอดลงหน้าบ้านวิเชียรรัตนาในเวลาเช้า ร่างบางขยับตัวเตรียมจะลงจากรถ เพราะดูจากเวลาแล้วเธอกลัวว่าชายหนุ่มที่นั่งโอบร่างเธอมาตลอดเส้นทางจากคอนโดถึงบ้านของเธอนี้ จะไปถึงสนามบินสาย

“พี่วิน อิงไปนะคะ”

“กรกับคม นายสองคนช่วยลงไปจากรถสักครู่สิ” ชายหนุ่มไม่ได้สนใจที่เธอพูด แต่หันไปมองหน้าลูกน้องคู่แฝดของตนพยักหน้าให้

“ครับผม” ประตูรถตอนหน้าทั้งสองฝั่งเปิดออกแล้วปิดตามหลังด้วยเสียงอันเบา วิศรุตหันกลับมาหาร่างของอีกคน ดึงรั้งจนร่างบางนั่งลงบนตักของตนเอง

“อุ๊ย พี่วิน จะทำอะไรคะ?” ถามเสียงเบาตะกุกตะกัก

“ขอจูบหน่อยสิ นะครับ” อ้อนขอออกมาหน้าตาเฉย

“ไม่ได้ นี่มันหน้าบ้านอิงแล้วนะ” หญิงสาวพยายามจะหาข้ออ้างไม่ให้เขาทำอะไรเธออีก

“นิดเดียวเองนะ นะ...” เสียงทุ้มอ้อนขึ้นมาอีกตาปรอย

“อย่าเลยค่ะ”

“น่านะ นิดเดียวครับ ขอเก็บเป็นกำลังใจหน่อยสิ ไม่ได้อยู่กับเธอตั้งหลายวันคงคิดถึงเธอแย่แน่ๆ เลยนะครับ นะคนดี น๊า...” สายตาคมส่งแววออดอ้อนไปให้ แล้วก้มหน้าลงหาแก้มนวลของเธอทันที มือเรียวใหญ่รัดเอวบางของเธอเข้าหาตัวเองจนอกอิ่มเบียดแน่นกับแผ่นอกกว้างแข็งแกร่งของเขา

“อย่า...” เสียงปฏิเสธเบาหวิว แล้วเงียบไปในที่สุดเมื่อชายหนุ่มปิดเรียวปากบางของเธอเอาไว้ด้วยปากแดงของตัวเองแนบแน่นเนิ่นนาน ลิ้นเรียวรุกเร้าเข้าหาทันทีเมื่อเธออ้าปากเพื่อเอ่ยปฏิเสธอีกครา ชายหนุ่มดูดซับเอาความหวานไว้เต็มที่ ดูดดึงรัดรึงลึกซึ้งจนเธอแทบหายใจไม่ได้ เมื่อร่างบางดิ้นรนอึกอักจึงปล่อยเธอออกนิดเดียวแล้วบดกลีบปากบางของเธออีกครั้ง คราวนี้ลึกซึ้งกว่าเดิมเรียกร้องอย่างหิวโหย มือใหญ่เริ่มลูบไล้เข้าไปสัมผัสผิวเนื้อเนียนนุ่มใต้ตัวเสื้ออย่างเผลอไผล

“หวานเหมือนเดิมตลอดเลยครับ ที่รัก” ชายหนุ่มเอ่ยชิดติดเรียวปากเธอ ก่อนกดปากชื้นลงไปหาอีกครั้งอย่างแนบแน่น ทำเอาหญิงสาวเกือบหายใจไม่ทัน มือบางพยายามดันร่างของชายหนุ่มออกอีก แต่พอมือใหญ่ของเขาเลื่อนไปจับตรงความอวบอิ่มของอกสวย หญิงสาวจึงเปลี่ยนเป้าหมายทันที

“พะ พอ พอแล้วค่ะ อื้อ พี่วินน่ะ” ปรางฉัตรต่อว่าอายๆ เมื่อปากบางเป็นอิสระ หน้าหวานแดงก่ำ คนที่รังแกเธอเมื่อครู่ยิ้มจนแก้มแทบปริ

“ขอบคุณครับ ดูสิหน้าแดงอีกแล้วนะ แค่จูบเองครับไม่ต้องอายหรอก เอาไว้พี่ทำมากกว่านี้เมื่อไหร่ถึงค่อยอาย” ปากพูดดีไปแบบนั้นแต่มือยังไม่ยอมปล่อยให้กายเธอได้เป็นอิสระเลยด้วยซ้ำ

“พี่วิน พอได้แล้ว ทำไมไม่รู้จักอายบ้างนะ เดี๋ยวก็ไปไม่ทันขึ้นเครื่องหรอก ไปได้แล้วค่ะ” ปรางฉัตรปลดมือของเขาออกจากร่างของตนเอง ซึ่งเขาก็ยอมปล่อยแต่โดยดี หญิงสาวลุกจากเบาะที่นั่งแล้วเปิดประตูรถลงไป ชายหนุ่มทำท่าจะลงตามหลังไปทันที

“ว้าย พี่วิน ไม่ต้องลงมาเลย เดี๋ยวคนในบ้านเห็น” หญิงสาวร้องขึ้นด้วยความตกใจ ชายหนุ่มจึงยอมขึ้นกลับไปอีกครั้ง บอกเธอเป็นประโยคสุดท้าย

“อิงครับ ไว้ถึงที่โน่นแล้วพี่โทรหานะ ห้ามปิดมือถือเด็ดขาด” คนตัวโตจัดการสั่งส่งท้ายเรียบร้อยอีกครั้ง

“ค่ะ ตลอดเลยนะคะพี่วินเนี่ย...” หญิงสาวรับคำเบาๆ แต่มีแอบบ่นต่อท้ายอีกเล็กน้อย

อาคมและอากร หันไปโค้งให้หญิงสาว ก่อนเดินแยกกลับไปขึ้นรถกันคนละฝั่ง แล้วออกรถไปทันที หญิงสาวมองตามรถตู้คันโตไปจนลับตา จึงหันหลังเดินกลับเข้าบ้าน และเพียงแค่เธอเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดชะงักลงด้วยความตกใจเมื่อเจอเข้ากับร่างของบิดาเต็มๆ

“ใครมาส่งน่ะอิง หือ...” เสียงถามเข้มๆ ของนายปพนทำเอาลูกสาวสะดุ้ง ปรางฉัตรเดินตามหลังบิดาเข้าบ้านด้วยใจที่ตุ้มๆ ต่อมๆ ...ขออย่าให้บิดาซักถามอะไรมากมายเลย เธอเป็นคนไม่เคยโกหกอะไรท่านมาก่อน ถ้าหากต้องมาโกหกตอนนี้ก็คงต้องรู้สึกผิดแน่ๆ ...แต่คำภาวนานั้นของหญิงสาวไม่เป็นผลเลยสักนิด   

“ว่ายังไงอิง ใครมาส่ง แล้วเมื่อคืนลูกไปค้างที่ไหนทำไมไม่โทรมาบอกแม่เขาล่ะหือ รู้ไหมแม่เขารบเร้าพ่อทั้งคืนให้โทรหา แต่โทรไปลูกก็ไม่เปิดเครื่อง พ่อขอเหตุผลดีๆ สำหรับอธิบายเรื่องนี้นะอิง” นายปพนนั่งมองหน้าลูกสาวเพียงคนเดียวที่เขารักมากที่สุด ลูกชายตัวดีก็หาเรื่องทะเลาะกันจนต้องระเห็จออกนอกบ้านไปเมื่อหลายวันก่อน แล้วคราวนี้ก็ถึงคิวของลูกสาวคนนี้ของเขาบ้างแล้วอย่างนั้นหรือ

“เพื่อนค่ะคุณพ่อ” ปรางฉัตรตอบออกไป ภาวนาอีกครั้งอย่าให้บิดาเห็นเลยว่าคนที่มาส่งเธอเมื่อครู่นี้เป็นผู้ชาย

“เพื่อนผู้ชายของลูกมีกี่คนกันล่ะ แล้วคนไหน” คำภาวนาของเธอไม่เป็นผลอีกครั้งแล้ว

“เอ่อ คุณพ่อหมายความว่ายังไงคะ” ปรางฉัตรพยายามเก็บอาการอย่างดีที่สุดแล้ว

“พ่อก็หมายถึงเพื่อนคนไหนของลูก ใช่คนที่ลงมาจากรถหรือคนที่นั่งอยู่บนรถล่ะ” หญิงสาวสะดุ้ง พยายามตั้งสติของตนเองให้นิ่งเข้าไว้ เธอไม่รู้ว่าบิดาเห็นอะไรไปมากแค่ไหน แต่ท่านคงจะเห็นอาคมกับอากรไปแล้วแน่นอน และเธอก็ยังไม่อยากให้บิดารับรู้อะไรในตอนนี้ตามที่วิศรุตขอเอาไว้นั่นด้วย

“อิงไปค้างบ้านเพื่อนผู้หญิงค่ะ เมื่อคืนมีงานเลี้ยงวันเกิดที่บ้านของเขา แต่ค้างกันหลายคนนะคะคุณพ่อ รวมทั้งคนที่มาส่งอิงด้วย พอตอนเช้ามาต่างคนต่างต้องแยกย้ายกันไปทำงานอีก แล้วเขาก็ผ่านมาทางนี้พอดี อิงก็เลยออกมาพร้อมกันนี่แหละค่ะ” ปรางฉัตรควบคุมน้ำเสียงเอาไว้ได้ไม่ให้สั่นหรือแสดงอาการอะไรออกไป จึงแกล้งพาบิดาวกไปคุยเรื่องอื่น เพราะถ้าต้องสร้างเรื่องโกหกเป็นฉากๆ เธอก็กลัวว่าตนเองจะหลุดเผยอาการให้บิดาจับโกหกได้เสียก่อนเป็นแน่

“คุณพ่อขา อิงขอโทษที่ไม่ได้โทรมาบอกนะคะ พอดีโทรศัพท์หมดแบตเตอรี่ด้วย แล้วนี่แม่อยู่ไหนล่ะคะ” เสียงที่พูดออกไปเบาลง หน้าตาเหงาๆ ที่เธอแสดงออกไป ทำให้นายปพนเชื่อในที่สุด แต่ก็ทำให้เธอรู้สึกผิดที่ต้องโกหกบิดามากที่สุดเช่นกัน

“อยู่ในครัวโน่นแหละ สงสัยจะทำขนมเตรียมไว้ไปวัด เห็นบอกพ่อว่าจะชวนลูกไปทำบุญที่วัดนี่นา ถ้ายังไงก็เข้าไปถามกันดูเอาเองเถอะ พ่อจะอ่านหนังสือพิมพ์เสียหน่อย อ้อ...ถ้าเรียบร้อยแล้วก็มาบอกพ่อด้วยนะอิง” นายปพนสั่งลูกสาวแล้วหันไปหยิบหนังสือฉบับหนึ่งขึ้นมาอ่านเป็นการตัดบทการสนทนากับลูกสาวคนเดียวลง ทำให้ปรางฉัตรแอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความโล่งอกที่ผ่านสถานการณ์นี้ไปได้


***************



ปรางฉัตรเดินออกจากห้องประชุมของบริษัทในเวลาเกือบสี่โมงเย็น การประชุมวันนี้มีเรื่องเคร่งเครียดให้เธอต้องตัดสินใจอีกแล้ว หญิงสาวนั่งมองเอกสารฉบับที่มีปัญหาในมือด้วยหน้าตาที่ยุ่งเหยิง ใครไม่เป็นเธอก็คงไม่รู้ถึงความอึดอัดขัดใจในครั้งนี้ การตัดสินใจในเรื่องสำคัญแบบนี้บางครั้งมันก็เกิดได้ทั้งผลดีและผลเสียต่อองค์กรนั้นๆ เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อคิดได้แล้วว่าคนที่จะช่วยเธอตัดสินใจในครั้งนี้คือใคร

มือบางเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นกดโทรออกในทันที เสียงเรียกสายดังอยู่นานมาก แต่ปลายสายก็ยังไม่รับเสียทีจนตัดสายไป จึงลองใหม่อีกครั้ง คราวนี้เพียงเสียงเรียกดังขึ้นครั้งแรกเท่านั้น เสียงหวานๆ จากปลายสายก็ตอบกลับมา ทำเอาคนที่โทรออกไปอึ้งตะลึงตาโตพูดอะไรไม่ออกเลยด้วยซ้ำ

“สวัสดีค่ะ พี่วินไม่อยู่ตรงนี้ยังประชุมไม่เสร็จเลยค่ะ ไม่ทราบจะให้แจ้งว่าใครโทรมาคะ...” เสียงหวานนั้นยังไม่สามารถเรียกสติของปรางฉัตรให้กลับมาพูดเป็นปกติได้ มือบางค่อยๆ กดวางเครื่องมือสื่อสารเครื่องจิ๋วลงบนโต๊ะ แล้วพิงหลังทิ้งตัวไปกับเก้าอี้ทำงานตัวโตอย่างแรง ตาคมซึ้งหลับลงช้าๆ เพื่อตั้งสติกับสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่...เธอคนนั้นเป็นใครกัน? ถึงสามารถรับโทรศัพท์ซึ่งถือเป็นของใช้ส่วนตัวที่สุดของเขาได้แบบนั้น เขาไปประชุมถึงสิงคโปร์แบบนั้นยังมีใครไปด้วยกับเขาอย่างนั้นหรือ...

“คุณอิงขา พี่เอารายงานการประชุมมาให้แล้วค่ะ” ไม่รู้ว่าหญิงสาวหลับตาจนหลับไปจริงๆ นานแค่ไหน แต่เธอก็สะดุ้งตื่นมาเมื่อมีเสียงเรียกจากเลขาสาว

“อือ อ้อ พี่วรรณ เข้ามานานแล้วเหรอคะ อิงเผลอหลับไปได้ไงเนี่ย” ปรางฉัตรสลัดศีรษะแรงๆ เพื่อไล่อาการงุนงงให้คลายไป  

“เรียบร้อยไหมคะพี่วรรณ เอกสารที่อิงจะต้องใช้”

“เรียบร้อยค่ะ พี่เอามาให้คุณอิงลองดูก่อนว่าจะต้องแก้ไขอะไรอีกหรือเปล่า” วิลาวรรณเอ่ยบอกเจ้านายสาว สังเกตเห็นใบหน้าสวยนั้นหมองๆ แต่ก็ไม่กล้าถามอะไรออกไป

“วางไว้ก่อนก็ได้ค่ะพี่วรรณ อิงจะดูเอง แต่ขอกาแฟให้อิงสักแก้วนะคะ เย็นนี้หลังเลิกงานอิงจะอยู่เคลียร์งานอีกสักพัก พี่วรรณกลับบ้านได้เลยนะคะไม่ต้องรออิง” หญิงสาวบอกเลขาสาวใหญ่

“แต่ให้พี่อยู่เป็นเพื่อนดีกว่าไหมล่ะคะ” วิลาวรรณอาสาขึ้นอย่างเป็นห่วง

“ไม่เป็นไรค่ะ อิงอยู่ได้ ไม่มีงานด่วนหรอก อิงแค่จะอยู่คิดงานตัวใหม่อีกเล็กน้อย พรุ่งนี้ว่าจะเอาแบบให้คุณพ่อดูด้วย พี่วรรณกลับก่อนได้เลยค่ะ” ปรางฉัตรพูดขึ้นมาเป็นปกติแต่เลขาสาวรุ่นพี่ก็ยังจับน้ำเสียงที่ผิดปกติไปนั้นได้อยู่ แต่เธอก็ไม่อยากไปเซ้าซี้ให้มากเกินไปนัก จึงปล่อยให้เจ้านายสาวได้นั่งทำงานเงียบๆ อยู่คนเดียว


***************



เวลาผ่านไปจนเกือบสองทุ่มตรง ซึ่งจริงๆ ตามปกตินั้นปรางฉัตรก็ไม่ได้โหมงานหนักมากจนขนาดนี้ แต่เพราะความกังวลในบางเรื่องเมื่อตอนบ่ายนั่นเอง ทำให้เธอยังไม่สามารถคิดตกในสิ่งที่ตนเองสงสัยอยู่  และเพราะเธอเป็นคนแบบนี้ เมื่อมีอะไรสงสัยค้างคาใจใจเธอก็จะไม่ยอมปล่อยวาง ทันทีที่วางปากกาในมือลง หญิงสาวจึงหยิบโทรศัพท์เครื่องจิ๋วกดโทรออกไปอีกครั้ง แต่พอสัญญาณเรียกสายและมีคนรับสายเธอก็รีบวางลงแทบไม่ทันเพราะยังทำใจไม่ได้อยู่ดี

เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของเธอดังขึ้นแทน คราวนี้คนที่ไม่กล้าโทรออกชั่งใจอยู่นาน สุดท้ายจึงตัดสินใจกดรับสายทันที

“สวัสดีค่ะ” เสียงหวานส่งเสียงออกไปเบาๆ

“คิดถึงจังเลยครับ” เสียงทุ้มดังจากปลายสายจากอีกประเทศ ไม่ได้ทำให้คนที่ถูกเขาบอกความรู้สึกนั้นตื่นเต้นอีกแล้ว  

“คิดถึงใครกัน” เสียงห้วนขึ้นตามระดับของอารมณ์

“คิดถึงที่รักของพี่ไงครับ” วิศรุตตอบกลับมาจากปลายสาย แต่เขาจับน้ำเสียงแข็งๆ ที่ไม่เป็นปกติของเธอได้เช่นกัน

“ใครเป็นที่รักกันล่ะ ไม่เกี่ยวกับอิงสักหน่อย” หญิงสาวเอ่ยประชดออกไปแล้ววางหูทันที แต่เมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง คนหน้าหวานตั้งใจแล้วว่าจะถามให้รู้เรื่องจึงเดินกลับเข้าไปรับอีกครั้ง

“มีอะไรจะคุยกับอิงอีกก็คุยมาเลยค่ะพี่วิน” หญิงสาวถามออกไปทันทีที่กดรับสายโดยที่ไม่ได้ดูหน้าจอว่าเป็นใครโทรเข้ามา

“วินไหนหรืออิง นี่แม่เองนะจ๊ะ” เสียงมารดาของเธอเอ่ยถามมาตามสาย ทำให้หน้าหวานของหญิงสาวตกใจจนร้องออกมาเสียงดัง

“คุณแม่เหรอคะ เอ่อ คืออิงขอโทษที่ค่ะนึกว่า...” หญิงสาวเงียบไปโดยปริยาย

“วินไหนเหรอลูก แล้วเขาเป็นใครล่ะผู้ชายใช่ไหม  เพื่อนใหม่เหรอ ทำไมแม่ไม่เห็นเคยได้ยินชื่อเลยล่ะ” เสียงนุ่มจากปลายสายทำให้ปรางฉัตรอึ้งไปที่มารดาไม่ได้ถามรุกเข้าหาเธอมากนัก  

“ก็ค่ะ เป็นเพื่อนรุ่นพี่ค่ะ” เธอโกหกอีกครั้งแล้ว

“ว่าแต่คุณแม่มีอะไรหรือเปล่าคะ เดี๋ยวอิงก็กลับบ้านแล้วค่ะ” หญิงสาวบอกออกไป เพราะกลัวมารดาจะกังวล

“เปล่าหรอกจ๊ะ แม่เห็นดึกแล้วแต่ลูกยังไม่เข้าบ้านก็เลยเป็นห่วงเท่านั้นเอง นี่คุณพ่อก็ยังไม่กลับมาจากงานเลี้ยงที่โรงแรมเลยนะ” มารดาบอกแค่นั้นหญิงสาวก็ตัดสินใจได้ในทันที

“เดี๋ยวอิงออกไปเลยก็แล้วกันค่ะ แต่คุณแม่ไม่ต้องรออิงนะคะ เข้านอนไปก่อนได้เลยค่ะ” ปรางฉัตรบอกออกไปอีกครั้ง แล้ววางสายลงเมื่อมารดาของเธอเป็นฝ่ายตัดสัญญาณไปเสียเอง หญิงสาวจึงเก็บงานที่ทำเมื่อครู่ไว้บนโต๊ะเรียบร้อย แล้วหยิบของใช้ส่วนตัวเดินออกจากห้องทำงานไป


**************




วิศรุตใช้ความพยายามในการติดต่อกลับด้วยการโทรศัพท์หาคนหน้าหวานที่อยู่ที่เมืองไทยมาหลายวันแล้ว หลังจากวันที่เขาโทรกลับมาแล้วคุยกับหญิงสาวไม่รู้เรื่องวันนั้น จนตอนนี้เขาเดินทางกลับมาจากประชุมที่สิงคโปร์ได้สองวันก็ยังไม่สามารถคุย ไม่สามารถติดต่อ และได้ยินเสียงหรือเห็นหน้าเธอเลย เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ หรือจะเกิดอะไรขึ้นจริงๆ แต่ทำไมเธอถึงปิดการติดต่อทุกทางกับเขาแบบนี้ เขาก็ไม่สามารถรู้ได้เลย

“เจ้านายครับ กาแฟร้อนๆ สักแก้วไหมครับ เดี๋ยวผมไปชงให้” อากรเอ่ยถามขึ้นทันทีเมื่อเห็นเจ้านายหนุ่มเดินออกมาจากห้องนอนของคอนโดในตอนสายของวัน

“อือ ได้สักแก้วก็ดี เข้มๆ กว่าเดิมหน่อยนะกร ฉันนอนไม่ค่อยหลับมาหลายคืนแล้ว” วิศรุตบอกกับคนสนิทแล้วเดินกลับลงไปนั่งที่โซฟาตัวใหญ่ด้วยท่าทางไม่สบายใจนัก

“อ้อ กร เดี๋ยวบอกคมด้วยนะ วันนี้ฉันจะออกไปทำธุระข้างนอกแล้วจะเลยเข้าบริษัทสักตอนเที่ยงๆ เตรียมตัวไว้ด้วยล่ะ” เจ้านายหนุ่มสั่งแล้วหลับตาลง  

“อ้อ กร ช่วยโทรไปสั่งดอกไม้สวยๆ สักช่อเตรียมไว้ด้วยนะ” อากรหันกลับมาเมื่อได้ยินเจ้านายสั่งเพิ่มอีกด้วยความงุนงงอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อคิดได้

“ครับผม จัดให้อย่างสวยที่สุดเลยครับเจ้านาย” อากรรับคำแล้วเดินยิ้มออกไปด้วยความยินดีที่จะได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเจ้านายอีกครั้งในวันนี้แล้ว เขาเชื่อแบบนั้น

“คม ฉันว่าเจ้านายคงจะไปหาคุณอิงว่าที่ภรรยาภายในวันนี้แล้วล่ะ นายเตรียมตัวไปลุ้นได้เลย” อากรบอกคู่แฝดทันทีที่เดินกลับเข้าห้องของตนเองในเวลาไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น อาคมร้องไชโยออกมาสุดเสียงด้วยความดีใจ

“เย้...นายคอยดูนะกร ฉันว่าวันนี้หลังจากดอกไม้ช่อนี้ได้ทำหน้าที่เป็นสื่อรักของมันเรียบร้อยแล้ว เจ้านายของพวกเราต้องยิ้มไม่หุบอีกแน่ ฮึๆๆ” อาคมหัวเราะอย่างชอบใจ...พวกเขาก็ไม่ต้องโดนลูกหลงถูกหางเลขจากอารมณ์ที่ไม่เป็นปกติของเจ้านายกันอีกแล้ว...

**************

ร่างสูงของวิศรุตเดินปราดๆ เข้าไปในวิชั่นแทนไทยด้วยหน้าตาที่บูดบึ้ง ไม่แวะทักทายและส่งยิ้มให้กับพนักงานและลูกน้องในสถาบันการเงินแห่งนี้เหมือนทุกครา ลูกน้องคนสนิททั้งสองที่แทบจะวิ่งตามมาก็หน้าตาไม่สู้ดีนัก

“กร นายไปกับเจ้านายคนเดียวเถอะ ฉันว่าฉันไปที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ให้น้องๆ สาวๆ สวยๆ ปลอบใจดีกว่าว่ะ” อาคมบอกแฝดน้องของตนแล้วทำท่าจะหลีกออกไปทันที แต่เสียงของอากรดังขึ้นจนทำให้เท้าของอีกคนชะงักอยู่กับที่เสียก่อน

“ฉันก็ว่าจะขึ้นไปชวนคุณนิไปหาอะไรทานเหมือนกัน เพราะท่าทางว่าเจ้านายอยากจะปลีกวิเวกสักพักแน่เลย ดูจากหน้าตาต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ คงจะไม่ขึ้นไปนั่งดูแฟ้มตัวเลขเหมือนทุกครั้งหรอก” อากรพูดจบลง อาคมจับแขนน้องชายเอาไว้แน่น

“เฮ้ย...ไม่ได้ๆ ห้ามเว้ย เดี๋ยวฉันไปเองดีกว่าห้ามยุ่งกับคุณนิของฉันนะ” อาคมเสียงดังด้วยความลืมตัว ทำให้อากรยิ้มออกมาทันที

“นั่นแน่ คุณนิของนายเหรอ ก็แค่นั้นเองท่ามากอยู่ได้ตั้งนาน...” อากรหัวเราะเบาๆ แล้วออกเดินต่อ แต่อีกคนไม่ยอมปล่อยให้น้องชายเดินไปได้ง่ายนัก

“นายหมายความว่าไงกร” อาคมถามย้ำ

“ก็ หมายความตามที่พูดนั่นแหละ รักเขาชอบเขาก็บอกมาสิ ทำไมต้องเลี่ยงด้วย ระวังเถอะ คุณนิไม่สนใจเข้า สักวันจะรู้สึก ถึงตอนนั้นเมื่อไหร่นายจะมาโทษฉันไม่ได้นะ เพราะฉัน...” อากรเว้นไว้ไม่พูดให้จบ

“ทำไม นายจะทำไม ทำอะไร ไม่มีทางหรอก” อาคมออกอาการขัดใจขึ้นมา นั่นยิ่งทำให้อากรหัวเราะเสียงดังมากขึ้นไปอีกที่เห็นอีกคนเป็นแบบนี้ ดีแล้วให้รู้จักใจตัวเองแบบนี้แหละดีแล้ว จะได้ไม่ต้องปฏิเสธความรู้สึกและหัวใจของตนเองเหมือนที่ผ่านมาอีก นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ที่เขาต้องลองทำแบบนี้เพื่อพี่ชายของตัวเอง เพราะเห็นว่าผู้หญิงแบบนิธิยานั้นมีความอ่อนหวานและน่ารักแค่ไหนนั่นเอง

“อือ ถ้าอย่างนั้นก็ขึ้นไปด้วยกันสิ ไปรับระเบิดด้วยกันก่อนไงเล่า แล้วเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง” อากรบอกแล้วออกเดินเร็วๆ ตามหลังเจ้านายที่เดินหายขึ้นลิฟต์ไปยังห้องส่วนตัวชั้นบนเรียบร้อยแล้ว สองหนุ่มรีบก้าวเร็วๆ ตามไปในทันทีด้วยหน้าตาที่ไม่ร่าเริงนัก เพราะไม่รู้เลยจริงๆ ว่าตอนนี้เจ้านายของเขาทั้งคู่นั้นอยู่ในอารมณ์ไหน


***************



 “คุณนิ หวัดดีครับ เอ่อ มีระเบิดลงแถวนี้บ้างหรือยังครับ” อากรเอ่ยทักเลขาหน้าห้องของเจ้านายทันทีที่ร่างสูงหายเข้าห้องทำงานไป

“ยังค่ะ ฉันว่าถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมันน่าจะดีกว่านะคะคุณว่าไหมคุณกร” นิธิยาเอ่ยตอบ แล้วมองไปยังคนที่เดินตามหลังอากรมาด้วย

“ครับผม อ้าว คม นายว่าไงล่ะมาเล่าให้คุณนิฟังหน่อยสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น เผื่อคุณนิจะได้ปรับตัวปรับใจรับอารมณ์ของเจ้านายได้ทัน หรือจะให้ฉันโชว์เอง แต่ถ้าเสียคะแนนฉันไม่รู้ด้วยนะ” อากรแซวแฝดพี่ยิ้มๆ แล้วหันมองใบหน้าของหญิงสาวที่เป็นเลขาของเจ้านายตรงหน้าด้วย ทันได้เห็นใบหน้าหวานนั้นแดงก่ำขึ้นมาชั่วครู่ ก็หัวเราะออกมาเบาๆ หันไปหลิ่วตาให้อาคมอีกที คนหน้าเข้มอีกคนก็ออกท่าทางเก้อไปเท่านั้นเอง

“พูดมากน่ากร  คุณนิอย่าไปฟังมันเลยครับ เจ้านายก็แค่อารมณ์ไม่ดีเล็กน้อยเท่านั้นเอง เดี๋ยวก็ดีขึ้น เชื่อผมสิ เจ้านายเคยสนใจอะไรมากมายนักหนาเล่าพวกเราก็รู้กันดีนี่นา” อาคมพูดไปอย่างนั้นเอง เพราะไม่อยากให้หญิงสาวตรงหน้าใจไม่ดี แต่ความเป็นจริงแล้วตัวเขาเองก็ยังไม่กล้าสู้หน้าเจ้านายอยู่เหมือนกัน

“ค่ะ ฉันไม่เป็นไรหรอก แต่สงสัยจังว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้านาย ฉันทำงานที่นี่มาสี่ปีกว่าแล้ว ยังไม่เคยเห็นอาการและท่าทางแบบนี้ของเจ้านายเลยสักครั้ง ขนาดเรื่องร้ายแรงตอนที่คุณนางแบบนั้นบุกมาอาละวาดที่นี่ เจ้านายยังนิ่งสงบได้โดยไม่สนใจสักนิด แต่นี่ ทำไม...” นิธิยาพูดออกมายืดยาวเพราะไม่ข้าใจ

“คนเราถ้าจะโกรธมากที่สุด ดีใจที่สุด เสียใจที่สุด มีความสุขที่สุดและน้อยใจที่สุดได้ในเวลาเดียวกันเพราะอะไรล่ะครับ ข้างๆ ผมก็มีอยู่คนหนึ่งด้วยเหมือนกันครับ เนี่ย คนนี้อ่ะ” อากรบอกหญิงสาวแล้วพาวกเข้าหาคู่แฝดของตนเองได้หน้าตาเฉย จนคนที่ถูกพาดพิงซึ่งๆ หน้าสะดุ้งโหยงทันที

“เฮ้ย...อะไร ไม่เกี่ยวกับฉันนะกร นายนี่อะไรวะโยนใส่กันแบบนี้ได้ไงเล่า” คนที่ปากดีมาตลอดไปไม่เป็นเมื่อน้องชายฝาแฝดแฉความลับที่เก็บงำเอาไว้มานานออกมาซึ่งๆ หน้าจนหาทางออกให้ตนเองไม่เจอ

“ก็หรือไม่จริงล่ะ ใครนะเมื่อครู่นี้ที่วิ่งนำทางฉันมาจนฉันแทบตามไม่ทัน หึๆๆ คุณนิอย่าถือสานะครับ คนไม่เคยมีหัวใจมาก่อนก็แบบนี้แหละ พอรู้ว่าตัวเองตกหลุมรักและมีหัวใจขึ้นมาก็เลยทำอะไรไม่ถูก ฮะๆๆๆ” อากรหัวเราะออกมาอย่างถูกใจที่แกล้งแฝดพี่ของตนเองได้ ชายหนุ่มก้มหน้าหลบให้วุ่นวายไปหมดเมื่ออาคมโผมาเอามือปิดปากเขาเอาไว้หวังจะไม่ให้พูดอะไรออกมาอีก แต่ไม่ทันเสียแล้วเพราะนิธิยายืนมองคู่แฝดทั้งสองคนสนทนากันอึ้งไป ใบหน้าขาวใสนั้นก็ร้อนซู่ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

“เอ่อ...” คนหน้าหวานยืนนิ่งใบหน้านั้นแดงก่ำ ในใจหญิงสาวรู้สึกลิงโลดยิ่งนัก แต่ก็ไม่กล้าแสดงอาการอะไรออกมาเลย เธอต้องเก็บงำความรู้สึกบางอย่างของตนเองไว้ลึกสุดใจมานานแสนนาน จนเมื่อก่อนหน้านี้ไม่นานนักอากรถามเธอออกมาตรงๆ และเธอไม่สามารถปฏิเสธความรู้สึกของตนเองได้อีก แล้วหลังจากนั้นก็เหมือนว่าชายหนุ่มจะมีเหตุผลในการพูดคุยกับเธอได้มากขึ้นในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคู่แฝดพี่ชายของตนเองที่ตอนนี้กำลังยืนหันข้างให้เธอด้วยใบหน้าที่แดงก่ำขึ้นมาจนเธอมองเห็นได้ชัดเจนเช่นกัน

“คุณนิ เข้ามาหาผมหน่อยครับ ขอแฟ้มการประชุมประจำปีและรายละเอียดลูกค้าของปีนี้มาให้ด้วยนะ” เสียงทุ้มเข้มดังขึ้นมา จนคนสามคนหันมองหน้ากัน แล้วหญิงสาวก็ส่งยิ้มแหยๆ ให้กับอากรและชายหนุ่มอีกคนที่มองเธอตรงๆ จนเธอต้องหลบสายตาในที่สุดด้วยความเขินอาย

“ค่ะ เจ้านาย” 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจนะคะ"

โพธิ์ทะเล


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha