ปรารถนาหัวใจเถื่อน (จบแล้ว)

โดย: โพธิ์ทะเล



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 18 : ตอนที่ 18


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารในวันนี้ไม่เหมือนกับทุกๆ ครั้ง  เพราะมีผู้อาวุโสที่เขาเคารพรักมากที่สุดนั่งอยู่ด้วย ชายหนุ่มมองหน้าบิดามารดาอยู่หลายครั้ง ก่อนจะหันไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ตนเองด้วยความเป็นห่วง ท่าทางที่เขาแสดงออกทางสายตาชัดเจนแบบนั้นก็ทำให้คุณวัลยาเอื้อมมือไปจับที่แขนของสามีที่นั่งอยู่ข้างๆ กัน ให้สังเกตอาการเหล่านั้นตามนางไปด้วย นายวิทย์เกือบจะโพล่งถามออกไปหลายครั้งตามความคิดและนิสัยประจำตัวที่เป็นคนพูดตรง แต่พอมีแรงเขย่าแขนจากภรรยาเขาก็ต้องเงียบเอาไว้

“เป็นไงหนูอิง อาหารอร่อยไหม แม่ไม่ได้มาที่นี่นานแล้วล่ะ แต่วันนี้ตาวินไม่ค่อยสบายเลยทำอาหารโปรดให้เขาทานเสียหน่อยเผื่อจะได้หายไวขึ้น” คุณวัลยาถามลูกสาวหน้าหวานที่นั่งรับประทานอาหารอย่างช้าๆ อยู่ข้างลูกชายด้วยน้ำเสียงเอ็นดู

“ค่ะ อร่อยมากเลยค่ะ” หญิงสาวตอบแล้วเงยหน้ามองผู้อาวุโสนิดเดียว ก่อนจะก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารต่อไปด้วยความรู้สึกเกรงๆ หากแต่ไม่ใช่กับคุณวัลยา แต่เป็นนายวิทย์มากกว่าที่ทำให้เธอรู้สึกกลืนอาหารไม่ค่อยลงคอ

“อร่อยก็ทานเข้าไปเยอะๆ สิ คนทำเขาจะได้ดีใจ ไม่ใช่ทานเหมือนแมวดมแบบนี้นะหนู” นายวิทย์เอ่ยขึ้นมาเสียงเรียบเรื่อย  

“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” แล้วคนที่เอ่ยตอบออกไปเมื่อครู่ก็เงียบกริบไปเลยทีเดียว วิศรุตหันมองหน้าคนรักอีกครั้ง  

“ช่างเถอะครับคุณพ่อ อิงเขาก็ทานน้อยๆ แบบนี้จนเป็นนิสัยแล้วล่ะ บางครั้งเถียงกับผมเพราะเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ เหมือนกันครับ เพราะเขาทานน้อยนี่แหละตัวก็เลยเหลือแค่นี้ นอนกอดแต่ละทีไม่เต็มอ้อมกอดด้วยซ้ำ เอ่อ...” เสียงทุ้มที่เอ่ยบอกบิดาขึ้นมาเมื่อครู่ แล้วนึกได้ว่าตัวเองเผลอลืมตัวพูดในสิ่งที่ไม่สมควรออกไป แต่เขาคิดได้เมื่อสายไปเสียแล้ว เพราะตอนนี้สายตาทั้งสามคู่นั้นมองจ้องตรงมาที่เขาในอาการที่ไม่ต่างกันสักนิดแต่ต่างความรู้สึกกันชัดเจน

“พี่วิน...” ปรางฉัตรอุทานออกมาด้วยความตกใจ

“นายวิน / ตาวิน...” สองผู้อาวุโสร้องออกมากมาพร้อมๆ กันด้วยความตกใจและคาดไม่ถึง

“เอ่อ คุณพ่อคุณแม่ครับ อย่ามองผมแบบนี้สิครับ คือว่า ผม...” วิศรุตแทบจะอยากหายตัวไปจากตรงที่นั่งเสียด้วยซ้ำในตอนนี้

“นี่แกพูดอะไรออกมาตาวิน แกไปทำอะไรหนูอิงเขา ฮึ...ฉันเคยสอนให้แกเป็นคนมือไวใจเร็วแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันฮะ” นายวิทย์วางช้อนที่ถือค้างอยู่ในมือ ท่าทางเคร่งเครียดขึ้นมาในทันใด

“โธ่ คุณพ่อครับ ใจเย็นสิครับ ผมก็แค่พูดลืมตัวไปหน่อยเท่านั้นเองครับ แล้วอีกอย่างเราสองคนก็เป็นแฟนกัน” วิศรุตเสียงอ่อนพยายามห้ามบิดา

“ถ้าแกไม่ทำแล้วแกจะพูดออกมาแบบนั้นได้ยังไงล่ะ ไอ้เจ้าลูกคนนี้นี่” นายวิทย์เสียงสั่นขึ้นมาด้วยความโมโหลูกชาย

“ก็ คือมันไม่มีอะไรหรอกครับคุณพ่อ เชื่อผมสิครับ ผมจัดการเองได้อยู่แล้ว”

“แกคิดว่าฉันเป็นคนยังไงกันนายวิน ถึงจะยอมให้แกเอาลูกสาวของเขามาทำอะไรไม่ดีไม่งามแบบนั้น แล้วไอ้เรื่องที่คบหากันอยู่นี่ก็เหมือนกัน ถ้าฉันกับแม่ของแกไม่มาเยี่ยมเพราะแกป่วย แล้วมาเจอเข้ากับแม่หนูคนนี้ แกคิดจะบอกกันบ้างหรือเปล่า ไม่ใช่ปล่อยไว้จนพ่อแม่เขามาถอนหงอกฉันหรอกหรือ ทำไมไม่รู้จักทำอะไรให้มันเป็นขั้นตอน เป็นเรื่องเป็นราวเสียก่อน แกนี่นะ...”

“คุณพ่อครับ ไปกันใหญ่แล้ว ผมไม่ได้หมายถึงแบบนั้นสักหน่อย คุณแม่ครับช่วยพูดหน่อยสิครับ” วิศรุตหันไปหาตัวช่วย แต่คนที่เขาคิดว่าจะช่วยเขาได้นั้นกลับทำให้ชายหนุ่มอึ้งไปมากกว่าเดิมเสียอีก

“หนูอิง เจ้าลูกชายคนนี้ของแม่แสดงกิริยาอะไรไม่ดีกับหนูหรือเปล่าลูก เดี๋ยวแม่จัดการให้นะ” คุณวัลยากลับหันไปถามหญิงสาวหน้าหวานที่นั่งมองการถกเถียงกันของสองพ่อลูกด้วยใจที่ลุ้นระทึกอยู่

“เอ่อ คือๆ...” หญิงสาวตั้งหลักไม่ทันเลยตอบออกมาไม่ถูก จะให้บอกว่าไม่มีอะไรเลยก็พูดไม่ออก แต่จะให้บอกออกไปเธอก็ไม่กล้าหรอก เพราะเหตุผลหลายอย่างที่เธอเองคิดว่าชายหนุ่มข้างๆ ตัวเธอก็คงรู้ดีเหมือนกัน

“ไม่เป็นไรหรอกลูก หนูไม่กล้าพูดใช่ไหม เดี๋ยวแม่จัดการเรื่องนี้ให้เอง” พูดจบคุณวัลยาก็หันไปทางสามีทันที พูดขึ้นเสียงเบา

“คุณคะใจเย็นๆ สิ ลูกก็โตๆ กันแล้วนะคะ คุณอย่าไปอะไรกับแกนักหนาเลย ตาวินก็อายุไม่ใช่เด็กวัยรุ่นเหมือนเมื่อก่อน สมควรที่จะมีคู่ครองเสียที หรือคุณไม่อยากมีลูกสะใภ้ ไม่อยากมีหลานเหรอคะ” ท้ายประโยคคุณวัลยากระซิบออกมาเสียงเบา ตบมือลงไปบนแขนของสามีอย่างปลอบประโลมให้ใจเย็นลง

“วิน ไหนบอกแม่มาซิว่าคราวนี้จะทำยังไงต่อไป แล้วนี่พ่อแม่ของหนูอิงเขารู้หรือเปล่าว่าเราคบหาลูกสาวเขาอยู่น่ะ” คำถามที่ทำให้คนตอบหาคำตอบแทบไม่เจอถามออกมา คราวนี้กลายเป็นหนุ่มสาวทั้งสองคนหันมองหน้ากันด้วยความไม่ตั้งใจ

“เอ่อ คือ...” เสียงอ้ำอึ้งจากทั้งสองคน ทำให้นายวิทย์เสียงดังขึ้นกว่าเดิมด้วยความลืมตัว

“เห็นไหมคุณ นี่แสดงว่ามันแอบคบหากับลูกสาวเขาเฉยๆ ล่ะสิ แล้วยังเอาเปรียบลูกสาวเขาอีก แบบนี้ผมปล่อยไว้ไม่ได้แล้วล่ะ เพราะเราเองก็มีลูกสาวเหมือนกัน เจอผู้ชายคนไหนมาลูบคมแบบนี้ผมก็คงไม่ยอมง่ายๆ แน่” ท่าทางเอาจริงเอาจังของบิดาทำให้วิศรุตใจฝ่อขึ้นมาเมื่อนึกไปถึงบิดาของหญิงสาวที่จนถึงตอนนี้เขายังคิดไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าจะหาวิธีไหนไปเจรจาเรื่องนี้ให้ท่านเข้าใจ เหตุผลสำคัญก็เพราะความบาดหมางที่เขาและปรางฉัตรไม่รู้ที่มาที่ไปนี่แหละ

“เอ่อ คุณลุงคะ อย่าเพิ่งโมโหเลยค่ะ หนูเองก็ผิดด้วยที่มาที่นี่ แต่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอกค่ะหนูคิดว่าพี่วินคงจัดการได้ และหนูเต็มใจที่จะคบหากับพี่วินเอง ถึงแม้ว่าในตอนแรกนั้นเราจะเจอกันในลักษณะที่ไม่น่าจดจำนักก็ตาม เอาไว้หนูจะหาโอกาสบอกเรื่องนี้กับคุณพ่อคุณแม่ของหนูเองค่ะ อย่าให้ เอ่อ...” ปรางฉัตรหยุดพูดไปเฉยๆ เมื่อพูดต่อไปไม่ถูก...นั่นสิ แล้วเธอจะเริ่มต้นเรื่องนี้อย่างไรดีล่ะ เธอลืมคิดถึงตรงนี้ไปเสียสนิทเลยทีเดียว ว่าทั้งสองฝ่ายทั้งสองครอบครัวคือความบาดหมางที่เธอและวิศรุตไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังอะไรเลย...

“ไม่ได้หรอก แม่ไม่ชอบแบบนี้นะวิน เราคบหาลูกสาวของเขาควงไปควงมานานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ มันก็ต้องทำให้ถูกต้องสิ เข้าตามตรอกออกตามประตูนี่แหละคือสิ่งที่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง และแม่ก็สอนวินมาตลอดนะ อย่าลืมเสียล่ะลูก” คุณวัลยามองหน้าลูกชายนิ่งแล้วยิ้มปลอบใจไปให้หญิงสาวหน้าหวานอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วย

“ไหนๆ เราก็คุยเรื่องนี้กันอยู่แล้ว แม่ว่าเราก็คุยกันให้จบเลยก็แล้วกัน แต่คงจะไม่เหมาะถ้าจะคุยกันบนโต๊ะอาหารแบบนี้ ตาวินเดี๋ยวทานเสร็จพาหนูอิงไปหาแม่กับพ่อที่ห้องรับแขกก็แล้วกันนะ ไปกันเถอะคุณวิทย์ คุณก็คงไม่ทานแล้วใช่ไหม เดี๋ยวฉันจะให้อาคมเอากาแฟมาให้ก็แล้วกัน ปล่อยให้หนุ่มสาวเขาคุยกันเองก่อนเถอะ คุณทำให้พวกเขาทานข้าวไม่ลงเสียแล้วนะ” คนพูดลุกจากโต๊ะอาหารไปในทันที ตามด้วยประมุขใหญ่ของตระกูลอย่างนายวิทย์ ทิ้งไว้เพียงสองหนุ่มสาวที่นั่งอยู่บนโต๊ะอาหารกันเองตามลำพัง


**************




“อิงครับ อย่าคิดมากเลย” วิศรุตเอ่ยปลอบออกมาเสียงเบาเมื่อเห็นคนรักสาวหน้าตากังวลอย่างเห็นได้ชัด

“แต่อิงกลัวนี่พี่วิน ถ้าเกิดคุณพ่อคุณแม่ของพี่ถามเรื่องครอบครัวของอิง แล้วอิงจะต้องทำยังไง อิงไม่พร้อมตอนนี้นะคะ อิงก็แค่มาดูแลตอนพี่วินป่วย ไม่นึกว่าจะเจอโชคสองชั้นแบบนี้” ปรางฉัตรบ่นออกมาด้วยความกังวลจริงจัง

“ก็บอกไปตามความจริงสิ ถ้าเรามัวแต่กลัวแล้วเมื่อไหร่จะรู้ล่ะว่าทุกอย่างมันเป็นมาอย่างไร เชื่อพี่สิ ถ้าเราสองคนไม่ยอมเสียอย่างไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกน่า นะครับอิงเชื่อใจพี่ เดี๋ยวพี่จัดการเรื่องนี้เอง ไหนช่วยยิ้มสวยๆ เป็นกำลังใจกันหน่อยสิครับ คนดี นะ...” วิศรุตลุกจากที่นั่งของตนไปนั่งเบียดลงบนเก้าอี้ตัวเดียวกันกับหญิงสาว แล้วยกมือทั้งสองข้างขึ้นจับใบหน้าของเธอ ก้มหน้าลงไปหาใช้หน้าผากสัมผัสหน้าผากเธอเบาๆ แล้วยิ้มให้อีกครั้งอย่างให้กำลังใจ

“เร็วครับ ยิ้มหน่อยแล้วเราไปสู้ด้วยกัน เชื่อสิว่าเราสองคนทำได้อยู่แล้ว” ชายหนุ่มให้กำลังใจคนรักที่ตอนนี้กลายเป็นยิ่งกว่าคนรักธรรมดาของเขาเสียแล้ว เพราะความสัมพันธ์ที่ไปไกลเกินกว่าที่ทุกคนรับรู้นั่นเอง

“เดี๋ยวก่อนพี่วิน” หญิงสาวยังไม่มั่นใจ

“หรือต้องการกำลังใจแบบอื่น ก็ได้นะถ้าเธอต้องการ” สายตาเจ้าชู้ส่งไปให้คนตรงหน้า

“นี่พี่วิน ทะลึ่งนะคะ หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ยังจะพูดเล่นอีก” ปรางฉัตรหน้างอใส่คนตัวโตที่ยิ้มหน้าระรื่น

“อ้าว...ไม่ต้องการแบบนั้นหรอกเหรอ ก็นึกว่าจะเวิร์ก แล้วจะให้พี่ทำยังไงล่ะเธอถึงจะมีความกล้า คุณพ่อคุณแม่ของพี่ไม่น่ากลัวหรอกน่า ไม่เห็นหรือท่านเข้าข้างอิงจนพี่โดนดุไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว คนที่น่ากลัวน่าจะเป็นบ้านเธอมากกว่า โดยเฉพาะคุณพ่อของเธอน่ะ แต่อย่าคิดว่าพี่จะกลัวนะ อยากเป็นลูกเขยท่านนี่นารับรองพี่ไม่ยอมแน่ๆ” หน้าตาท่าทางมั่นใจของคนตัวโต ทำให้ปรางฉัตรแอบยิ้มออกมา

“ พี่วิน ช่วยลุกหน่อยสิคะ เบียดแบบนี้อิงลุกไม่ได้”

“จะไปไหน เดี๋ยวไปด้วยกันเลยดีกว่า” ชายหนุ่มยอมลุกยืนแต่มือคว้าเอาร่างเธอไว้ทันทีที่เธอลุกยืนขึ้นมา

“จะกลับเข้าห้องไปล้างหน้าล้างตาเสียหน่อย จะไปเอายาให้พี่วินทานด้วยค่ะ แล้วก็ไปหาคุณลุงคุณป้ากันค่ะ” ปรางฉัตรพูดอย่างที่คิดไตร่ตรองดีแล้ว...ถ้าเขารักเธอจริงเขาก็ต้องพาเธอฝ่าฟันทุกอย่างไปได้แน่นอน แต่ถ้าไม่ ตอนนั้นเธอจะตัดสินใจอีกครั้งก็แล้วกัน...

“ทำไมเรียกแบบนั้นล่ะ คุณพ่อคุณแม่ของพี่ก็เหมือนเป็นคุณพ่อคุณแม่ของเธอด้วยนั่นแหละ เรียกท่านอย่างที่ท่านแทนตัวเองสิ”

“ไม่เอาหรอก น่าเกลียดแย่” ปรางฉัตรปฏิเสธทันที

“น่าเกลียดตรงไหน ก็เธอเป็นเมียพี่ แล้วก็จะเป็นลูกสะใภ้ของท่านด้วย ทำไมจะเรียกไม่ได้ล่ะ” เสียงพูดของชายหนุ่มหายไปเพราะมือบางนั้นเอื้อมไปปิดปากเขาเอาไว้

“พี่วิน หยุดพูดเลยน่าเกลียด เมียเมอที่ไหนกัน เดี๋ยวใครได้ยินเข้า อิงอายเขา” ปรางฉัตรท้วงเสียงสูงลิบ

“อายทำไม พี่ก็ออกจะหล่อ ไม่ใช่คนพิกลพิการหรือวิกลจริตเสียหน่อยเธอถึงต้องอายคนที่มีพี่เป็นสามี หือ...” ชายหนุ่มยังไม่ยอมหยุด

“โอย ยิ่งพูดก็ยิ่งไปกันใหญ่ ก็อิงอายนี่ไม่ได้หน้าหนาสักหน่อย รู้ไหม” หน้าหวานงอลงทันทีที่เขายังไม่ยอมหยุดพูดอีก

“ก็มันจริงนี่นา เรา พี่หมายถึงเธอกับพี่ เราเป็นอะไรกันล่ะ ต้องให้บอกอีกครั้งแบบชัดๆ ไหม หรือถ้าไม่ชัด เอาการกระทำเลยก็ได้ จะได้ย้ำว่าเราเป็นอะไรกันไง” วิศรุตรู้สึกขัดใจที่หญิงสาวพูดเหมือนไม่ต้องการความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่กับเขาในแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้

“ไม่ใช่แบบนั้นนะพี่วิน ก็อิงบอกอยู่ว่ามันเป็นเรื่องน่าอาย เก็บเอาไว้รู้กันสำหรับเราสองคนไม่ได้เหรอคะ ทำไมต้องป่าวประกาศให้ใครๆ รู้ด้วยล่ะ แค่นี้ปัญหาที่มีอยู่ก็ยังแก้ไม่ตกเลยด้วยซ้ำ” คราวนี้คนหน้าหวานงอนเขาขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว

 “อิงครับ พี่ขอโทษนะ”

“...”

“อิงจ๋า ไม่โกรธไม่งอนแล้วนะ พี่ขอโทษครับที่ลืมคิดถึงความรู้สึกของเธอ พี่ก็แค่...” ชายหนุ่มเดินเข้าไปยืนจนชิดร่างบอบบาง ไออุ่นจากกายสูงแผ่ออกมาจนเธอสัมผัสได้ 

“พี่ก็แค่รักอิง มันผิดด้วยเหรอ เราจะไม่โกรธกันนะครับ ถ้าเราโกรธกันแล้วใครจะเป็นคนแก้ปัญหาระหว่างครอบครัวของเรากันล่ะอิง ไปครับไปล้างหน้าล้างตาจะได้สดชื่นขึ้น เพราะพี่ก็เริ่มมึนๆ อีกแล้วล่ะ ไปทานยาด้วยดีกว่า” วิศรุตตัดบทยอมอ่อนให้คนหน้างอเสียเอง มือใหญ่โอบร่างบางของเธอเอาไว้ในอ้อมกอดหลวมๆ อีกครั้ง ลูบไล้แผ่นหลังเบาๆ อย่างปลอบประโลม

“ก็ได้ค่ะ” หญิงสาวยอมอ่อนลงให้เหมือนกันเมื่อเขามีเหตุผลที่ฟังได้ขึ้นมาบ้าง


**************



อธิคมจอดรถในบริเวณที่เขามักจอดประจำ เมื่อมาหาเพื่อนรักที่คอนโดแห่งนี้ทุกครั้ง อีกไม่นานนี่แหละเขาจะได้มีคำตอบที่สามารถตอบกับวิลาสินีน้องสาวของเจ้าของห้องที่เขากำลังจะขึ้นไปหานี้ได้เสียที อย่างน้อยคำตอบจากวิศรุตก็คงทำให้ใบหน้าขาวใสของใครอีกคนหายบึ้งไปได้บ้างล่ะ

“อ้าว คุณคิมครับ มายังไงครับเนี่ย” อากรที่เตร็ดเตร่อยู่แถวๆ บริเวณหน้าห้องใหญ่ของคอนโดแห่งนี้ เอ่ยทักขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนรักของเจ้านายมาที่นี่ในเวลาที่กำลังมีเรื่องราวให้ต้องช่วยตัดสินใจอยู่พอดิบพอดี

“มีธุระกับนายวินนิดหน่อยน่ะ แล้วนี่อยู่ข้างในใช่ไหม” อธิคมถามด้วยความอยากรู้ แล้วทำท่าจะเดินเข้าห้องไปทันทีด้วยความเคยชิน

“อยู่ครับ เจ้านายไม่ค่อยสบายมาสองวันแล้วครับ แล้วตอนนี้ก็อยู่กันครบเลยด้วย แต่คุณคิมอย่าเพิ่งเข้าไปตอนนี้เลย ขอผมไปดูลาดเลาก่อนดีกว่า” อากรบอกแล้วถอนหายใจ

“อ้าว ป่วยเหรอ ทำไมไม่บอกกันเลยนะเพื่อนคนนี้ แล้วที่ว่าอยู่กันครบหมายถึงอะไรเหรอกร คุณอาทั้งสองด้วยเหรอหรือว่าคุณวิ...” อธิคมถามขึ้นอีกครั้ง

“ครับผม คุณท่านทั้งสองคนแล้วก็คุณอิงด้วย แต่ว่าไม่มีคุณวินะครับ”

“หา นายว่าไงนะกร นี่ๆ คุณอาเจอคุณอิงแล้วเหรอ แล้วท่านรู้เรื่องเจ้าวินกับคุณอิง เอ่อ...แล้วคุณอิงเป็นยังไงมั่งล่ะเนี่ย” สีหน้าของอธิคมไม่สบายใจขึ้นมาทันทีเมื่อได้รับรู้เรื่องจากอากร

“ก็...ไม่ทราบเหมือนกันครับ พวกผมสองคนลุ้นมาครึ่งวันแล้ว จนเลยมาถึงอาหารมื้อเย็นแล้วเนี่ย ยังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่กล้าเข้าไปในห้องใหญ่ครับ” อากรบอกท่าทางกังวลเช่นกัน

“คุณคิมโทรหาเจ้านายดูสิครับ”

“เออใช่ เข้าท่าดีแฮะ แบบนี้ก็เท่ากับเราไม่ได้ตั้งใจจะมาละลาบละล้วงเรื่องภายในใช่ไหมกร” อธิคมเอ่ยแล้วหยิบมือถือขึ้นกดหาเพื่อนรักทันที

“เรียบร้อยแล้วล่ะกร เดี๋ยวฉันไปรอที่ห้องรับแขกก่อนดีกว่า ท่าทางว่าคงจะคุยกันยาวแน่นอน เห็นนายวินมันบอกว่ามีเรื่องสำคัญมากๆ จะคุยกับคุณอาทั้งสอง”

“แล้ว เอ่อ...คุณอิงล่ะครับ” อากรถามด้วยความเป็นห่วงผู้หญิงหน้าหวานที่เป็นคนรักของเจ้านาย

“ก็อยู่ด้วยกันนั่นแหละ ถ้าอย่างนั้นฉันไปรอวินก่อนดีกว่า อ้อ...กร ขอกาแฟเข้มๆ ไปให้แก้วหนึ่งได้ไหม วันนี้ฉันเพิ่งกลับมาถึงไทยเมื่อเช้า ได้นอนไปแค่นิดเดียวเองชักจะมึนๆ เหมือนกัน ฉันไปรอที่ห้องรับแขกใหญ่เลยนะ” อธิคมบอกแล้วหาวหวอดออกมา เนื่องจากอาการง่วงที่ยังคงมีอยู่ เพราะต้องตื่นนอน และตาสว่างตั้งแต่ตอนที่ได้รับโทรศัพท์จากหญิงสาวนามว่าวิลาสินีนั่นแหละ...


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจนะคะ"

โพธิ์ทะเล


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha