ร่านสวาทคุณอาที่รัก(จบ)

โดย: Mirinthira



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : จุดเริ่มต้น


ตอนต่อไป

ในคืนที่ฝนพรำฟ้าส่งเสียงร้องเปรี้ยงปร้างสายฟ้าฟาดลงสู่พื้นดินราวกับจะพสุธาจะผาไหม้ฝนฟ้าคะนองพายุโหมกระหน่ำลงจนน่ากลัวรถสปอร์ทคันหรูวิ่งผ่านถนนเส้นสายที่มีแต่ความมืดและเสียงฟ้าร้องมาด้วยความระมัดระวังภายในรถมีสามชีวิตที่รอคอยเวลาที่ฝนหยุดและหวังเอาชีวิตรอดจากสายฟ้าฟาด

เปรี้ยง!!! เสียงฟ้าผ่าต้นไม้ใหญ่จนหักโคนลงมาใส่กลางทางที่รถกำลังวิ่งแล่นมาด้วยความเร็วไม่ทันตั้งตัวส่งผลให้รถเริ่มเสียหลักเซถลาเหวี่ยงตัวไปเหวี่ยงตัวมาจนหน้าหวั่นใจ

" คุณแม่ขา เกลกลัว" หญิงสาวหน้าตาสะสวยดวงตากลมโตตอนนี้มันเริ่มกลายเป็นสายตาที่หวาดหวั่นกลัวความตายที่กำลังจะเผชิญตรงหน้า ร่างบางสั่นเทิ้มไปด้วยความกลัวเหงื่อเม็ดเล็กๆเริ่มผุดพรายขึ้นตามใบหน้าเรียวทั้งๆที่แอร์ในรถเย็นเฉียบ เนื้อตัวสั่นเทาไปด้วยความกลัวจับใจ มือเรียวนั่งเกร็งจิกเบาะนั่งแทบจะทะลุเข้าเนื้อเบาะหนังอย่างดี ทุกอย่างมันเกิดขึ้นด้วยความรวดเร็วจนเธอกับครอบครัวตั้งตัวแทบไม่ทันเพราะหลังจากการเที่ยวพักผ่อนทั้งสามเดินทางกลับมายังเส้นทางที่คิดว่าน่าจะถึงที่หมายเร็วหรือป้ายชี้ว่าทางลัดแต่ไม่คิดว่ามันจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเช่นนี้

" เราต้องรอด...อย่ากลัวเลยลูกรักแม่จะปกป้องลูกเอง" คุณหญิงอำพันเอ่ยกับหญิงสาวด้วยความห่วงใยอย่างสุดซึ้ง ถ้าถามว่าเธอกลัวแค่ไหนในวินานทีนี้ตอบได้เลยว่าเธอกลัวจับใจไม่ต่างจากหญิงสาว แต่เธอต้องทำเป็นเข้มเเข็งเพราะยังมีอีกชีวิตที่ต้องดูแล คุณหญิงอำพันหันไปมองหน้าสามีที่นั่งตัวเกร็งขับรถอยู่ข้างๆอย่างให้กำลังใจ มือขาวซีดที่เริ่มมีรอยเหี่ยวย่นตามอายุยื่นไปแตะที่ขาสามีเพื่อให้กำลังใจก่อนจะหันไปมองหน้าดวงใจด้านหลัง ใบหน้าเรียวที่ตอนนี้ซีดเซียวด้วยความกลัวดวงตาใสสั่นระริกมองสบตากับผู้เป็นแม่ราวกับนกน้อยต้องการความหวังจากผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือ

" อย่ากลัวไปเลยลูก พ่อกับแม่จะปกป้องลูกเอง" มือหนาผู้เป็นพ่อกำพวงมาลัยแน่น แขนแกร่งเกร็งแข็งทื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของรถที่มันเริ่มส่ายวนไปวนมาบนท้องถนนอย่างอยากลำบาก ทางที่มืดมิดไร้แสงไฟริมทางมีเพียงเเสงไฟจากรถหรูเท่านั้นที่นำทางให้ ยิ่งสร้างความยากลำบากในการเดินทาง เม็ดฝนโปรยปรายกระหน่ำลงแรงขึ้นๆ พร้อมกับลมมรสุมพัดโบกสะบัดยิ่งทำให้การบังคับรถยากขึ้นเป็นเท่าตัว อีกทั้งยังมีสองชีวิตที่เป็นดั่งดวงใจคอยให้ปกป้อง ความจริงเขามีคนขับรถเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเพียงแต่ที่ต้องมานั่งขับเองเพราะเขาอยากพาครอบครัวมาพักผ่อนตามลำพังแต่ไม่คาดคิดว่าตอนกลับจะมีพายุฝนโหมกระหน่ำหนักขนาดนี้ ลมหายใจอุ่นๆถูกพ่นออกจากปากหยักพร้อมสูดลมกลับเข้าไปลึกๆอีกครั้ง สายตาร่างหนาที่เพ่งเล็งถนนตรงหน้ามากเกินจนตอนนี้มันเริ่มพร่ามัวลงทุกทีๆ

" คุณคะยังไหวใช่มั้ยคะจอดพักก่อนมั้ยเเถวๆนี้น่าจะพอมีที่ให้จอดพักรถได้บ้าง" ภรรยาเมื่อเห็นสามีเริ่มกระพริบตาถี่ๆพรางสบัดหัวไปมาเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

" ผมว่าก็ดีเหมือนกัน เพราะสายตาผมตอนนี้มันเริ่มพร่าเลือนขึ้นทุกทีๆ" สามีเอ่ยพร้อมพยายามมองหาริมทางที่สามารถจอดรถได้แต่ด้วยเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างเปรี่ยวไร้บ้านผู้คนจึงเป็นไปค่อนข้างยากที่จะเทียบรถจอดกับริมทางได้และเส้นทางที่เปรี่ยวขนาดนี้เขาหวั่นใจกับพวกซุมโจรที่มันอาจซุ่มอยู่ที่ใดที่หนึ่งก็เป็นได้

 

ยิ่งมองหาความเลือนรางยิ่งวิ่งเข้าใส่จนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นในที่สุด

" คุณคะระวัง  ว๊ายยยย!!!!" เสียงกรี๊ดร้องดั่งสนั่นป่าพร้อมกับเสียงรถที่หล่นลงหน้าผาสูงชัน รถสปอร์ทคันหรูถูกหักเฉี่ยวต้นไม้ใหญ่เพื่อหลบเส้นถนนที่มันถูกตัดขาดตามสัญชาตญาณ กระจกด้านหลังแตกกระจายออกร่างบางของเกวลินกระเด็นออกมาจากรถกระแทกเข้ากับโขดหินอย่างแรงจนสลบไป ส่วนอีกสองร่างถูกหัวฟาดเข้ากับด้านหน้าของตัวรถอย่างแรงทำให้สลบคาที่ปลิวตกเหวลึกไปพร้อมๆกัน

ตู๊ม!!!!!เสียงรถระเบิดขึ้นพร้อมกับสองร่างที่แหลกสลายในพริบตา กองเพลิงลุกขึ้นฮือสู้กับสายฝนที่สาดซัดลงมาอย่างไม่ยอมกัน ไฟเพลิงลุกไหม้นานอยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมงจนมอดดับไปเหลือเพียงซากรถที่ยังคงมีอยู่ประปราย หญิงสาวนอนสลบไสลไม่รู้สึกตัวเนื้อตัวร่างทั้งร่างเปียกโชกไปด้วยเลือดและบาดแผลรอยบาดจากเศษกระจก เธอไม่รู้เลยว่าค่ำคืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายของครอบครัวเธอ นานนับหลายชั่วโมงกว่าจะมีผู้คนเข้ามาพบเข้ากับรอยโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นอย่างน่ากลัว รถกู้ภัยพร้อมทีมงานตำรวจรวมถึงรถโรงพยาบาลเข้าประสานงานให้ความช่วยเหลือทันทีมีรับแจ้งข่าว การช่วยเหลือเต็มไปด้วยความลำบากเนื่องจากเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยหุบเหวและเป็นเส้นทางที่เปรี่ยวหญิงสาวถูกหามตัวส่งโรงพยาบาลในตัวเมืองทันทีก่อนจะติดต่อญาติมาดูแล

 กึกๆ กึกๆ  เปรมวดีที่อยู่ในชุดทำงานก้าวเท้าฉับๆเข้ามาในโรงพยาบาลด้วยความรวดเร็ว ข่าวที่ออกตามช่องรายการโครมครามทำให้เธอรู้ว่ารถที่เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้คือรถผู้เป็นพี่สาวต่างมารดาของเธออีกทั้งยังมีหลานสาวทีเธอทั้งรักทั้งห่วงร่วมเดินทางไปด้วยหญิงสาวไม่รอช้าเมื่อรับรู้ข่าวเข้าติดต่อกับทางโรงพยาบาลเพื่อรับเป็นญาติหญิงสาวทันที

" คนไข้ชื่อเกวลิน ธินิไพศาลอยู่ห้องไหนคะ คือดิฉันเป็นอาของเธอค่ะ" หญิงสาวเอ่ยถามกับเค้าเตอร์พยาบาลด้วยความร้อนรน เมื่อได้คำตอบรีบหมุนตัวกึ่งวิ่งไปทันที เมื่อถึงหน้าห้องที่ต้องการหญิงสาวไม่รอช้ารีบหมุนลูกบิดประตูเข้าไปในห้องด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะชะงักหยุดยืนมองร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงด้วยใจสั่นไหว เธอยืนมองสายน้ำเกลือและเครื่องมือช่วยชีวิตระโยงระยางเต็มตัวหญิงสาวด้วยใจหดหู่ ก่อนจะเอ่ยกับร่างที่ไร้สติบนเตียง

 

" ทำไมถึงโชคร้ายขนาดนี้ล่ะลูก...หนูตื่นมาจะรู้บ้างมั้ยว่าคุณพี่ทั้งสองเขาจากโลกนี้ไปแล้ว" หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำใสๆไหลทะลักออกมาอย่างห้ามใจ ใบหน้าหวานซบลงกับมือเรียวที่วางข้างลำตัวหญิงสาวผู้ไร้สติ วินาทีนี้หญิงสาวไม่เหลือใครอีกแล้วนอกจากเธอถ้าหลานสาวฟื้นขึ้นมาจะบอกกับเธออย่างไรดี เวลาล่วงเลยไปสองวันเต็มที่เกวลินนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงมีเพียงผู้เป็นอาเท่านั้นที่คอยดูแลอยู่ไม่ห่าง

" น้ำ...หิวน้ำ..." หญิงสาวเพ้อขึ้นมาด้วยเสียงแหบพร่าปากเรียวซีดเซียวขมุบขมิบขึ้นจนคนที่รอคอยมานานรีบดีดตัวลุกขึ้นวิ่งมายังเตียง

"อะไรนะหนูเกลหนูว่าอะไรนะ" เปรมวดีรีบเอียงคอแนบใบหูเข้าใกล้เพื่อฟังสิ่งที่เธอพูดและต้องการเพราะด้วยเสียงที่แผ่วเบาและแหบแห้งจนทำให้เธอฟังไม่ถนัด

" น้ำ....หนูหิวน้ำ" ร่างบางเอ่ยย้ำอีกครั้งพร้อมกับเปลือกตาค่อยๆเปิดออก

" ได้แล้วจ่ะ ค่อยๆดูดนะ"เปรมวดีรีบยื่นแก้วน้ำให้ดูดพรางกับมองดวงหน้าด้วยสายตาแวววาว เธอคิดว่าจะไม่มีวันนี้สะอีกวันที่หลานสาวกลับมาลืมตาดูโลกแม้จะไม่ใช่หลานของพี่สาวแท้ๆแต่เธอก็เอ็นดูไม่ต่างจากหลานในไส้ เพราะด้วยความเก่งฉลาดที่คล้ายกันมันทำให้เธอภูมิใจลึกๆในตัวหญิงสาว ทุกครั้งที่เห็นหญิงสาวประสบความสำเร็จในหน้าที่การเรียนเสมือนนั่งมองตัวเองในสมัยนั้นก็ไม่ปาน

" อาเปรม...แล้วคุณพ่อคุณแม่ล่ะคะ" หญิงสาวตื่นขึ้นพรางมองหาทั้งสองร่างผู้เป็นบิดาและมารดาทันที แต่สิ่งที่หญิงสาวเอ่ยขึ้นนั้นช่างสร้างความลำบากใจต่อคนตรงหน้ามากยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

" เออ....คือ..." เปรมวีทำเสียงอ้ำอึ้งในลำคอพรางหลบสายตาเสมองไปทางอื่น

" คืออะไรคะอาเปรม....อาเปรมตอบหนูมาสิคะ" หญิงสาวพยุงกายขึ้นจากเตียง มือเรียวจับที่แขนเรียวคนตรงหน้าอย่างขอคำตอบ หัวใจดวงน้อยเริ่มสั่นไหวความกลัวแห่งการสูญเสียเริ่มกัดกินใจดวงน้อยเมื่อเห็นท่าทางอ้ำอึ้งอาสาวตรงหน้า

" คุณพี่ทั้งสองเสียไปแล้วหนูเกล อา..อาเสียใจด้วยจริงๆ" หญิงสาวหลับตาแน่นเอ่ยตอบคำถามด้วยใจที่เจ็บปวดน้ำตาที่แห้งเฮือดกลับมาหลั่งไหลอีกคราน้ำใสๆไหลลงอาบสองแก้มนวลที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางสีชมพูกลายเป็นเปียกชื้น

 

" ไม่จริง..ไม่จริงใช่มั้ยคะอาเปรม หนูแค่ฝันไป ใช่!มันต้องเป็นฝันแน่ๆ"หัวใจดวงน้อยหล่นวูบโหวงลงแทบจะวายก็ไม่ปานเปรียบเสมือนหอกแหลมคมทิ่มแทงลงมาเป็นสิบๆเล่ม หญิงสาวพยายามใช้มือหยิกแขนตัวเองหวังให้ตื่นจากภวังค์แต่ยิ่งหยิกมันก็แค่ยิ่งรู้สึกเจ็บและเป็นสิ่งตอกย้ำให้เธอยอมรับความจริง

"พอแล้วลูก...พอแล้วต่อไปนี้อาจะดูแลหนูเอง ฮึกๆ รอหนูหายดีแล้วไปอยู่บ้านกับอานะอาจะดูแลไม่ต่างจากคุณพี่ทั้งสองอารักหนูนะ" หญิงสาวรีบจับมือหญิงสาวห้ามไว้ก่อนจะดึงเธอเข้ามาโอบกอด เสียงร้องไห้ดังระงมด้วยความเจ็บปวด ไม่เหลือแล้วชีวิตเธอไม่เหลือใครแล้ว แม่ขาพ่อขาทิ้งเกลไปทำไมทำไมไม่เอาเกลไปด้วยยิ่งคิดความรู้สึกโหยหาอ้อมกอดทั้งสองร่างยิ่งเพิ่มทวีพลู รอยยิ้มครั้งสุดท้ายในวันนั้นที่น่าจดจำของท่านทั้งสองมันยังคงตราตรึงในใจเธอตลอดกาล


https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTQxODM1NiI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjU6IjYzNzg1Ijt9


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ความถูกต้องหรือจะสู้ไฟราคะในกายที่มีแม้จะได้มาด้วยความไม่ถูกต้อง ไม่ถูกที่ ถูกเวลาแต่ใครเล่าจะหักห้ามใจตัวเองได้ เธอไม่ใช่ชู้แต่เธอแค่มาทีหลังเธอก็เป็นเมียอีกคนหนึ่งที่คอยสนองตัณหาให้กับผู้ชายที่เธอรัก"

Mirinthira


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha